บทที่ 3 การคาดเดาที่น่าเหลือเชื่อ
เมื่อตัดสินใจว่าจะใช้ระบบวิเศษให้เต็มที่ยูเมะก็ล้มเลิกความคิดจะระวังป้องกันโปรแกรมลึกลับไปในทันทีจากนั้นกลับเข้าไปในห้อง จัดการเปลี่ยนมายด์เบรนที่สวมอยู่เป็เครื่องใหม่ติดตัวรับสัญญาณเข้าที่เดิมแล้วออกมาทำทุกอย่างเหมือนที่เคยทำ
เริ่มจากการปลุกแม่ที่น่าจะยังไม่ตื่นให้ลุกขึ้นมากินมื้อเช้าเรียกน้องสาวที่ยังอยู่ในห้องน้ำให้รีบออกมา จากนั้นจึงนั่งรออยู่ในห้องนั่งเล่นแล้วศึกษาหน้าต่างระบบไปพลางๆเพื่อทำความเข้าใจเพิ่มเติม โดยหวังว่ามันจะมีคำอธิบายหรือ AI ที่ทำหน้าที่ตอบคำถามเหมือนในนิยายที่เคยอ่าน
แต่ยูเมะก็ต้องผิดหวังเพราะระบบวิเศษนั้นไม่มีอะไรอย่างที่คิดเลยหน้าต่างระบบเพียงแค่แสดงข้อมูล แต่ไม่มีคำอธิบาย เขาเลยไม่รู้ว่าค่าสถานะต่างๆนั้นจะฝึกฝนได้ยังไงนอกจากนั้นก็มีเพียงภารกิจที่ดูเหมือนจะไม่มีคำอธิบายอะไรมากนอกจากเนื้อหาของภารกิจที่ต้องทำ
ไม่มีแม้กระทั่งคำบอกใบ้ว่าต้องทำยังไงถึงจะได้รับภารกิจเพิ่มนอกจากภารกิจประจำวัน
สุดท้ายหลังจากกวาดสายตาไปทั่วหน้าต่างระบบโดยที่ไม่พบอะไรเพิ่มเติมยูเมะก็ได้แต่ถอดใจแล้วหันไปทำอย่างอื่นเพื่อฆ่าเวลาขณะรอให้ทุกคนออกมากินมื้อเช้าพร้อมกัน
ไม่นานนักน้องสาวของเขาก็ออกมาจากห้องน้ำในชุดนักเรียนมัธยมต้นของโรงเรียนมัธยมที่3 ซึ่งเป็โรงเรียนเดียวกับยูเมะ เพียงแต่เธออยู่ชั้นปีที่ 3 ของมัธยมต้น ซึ่งตามกำหนดแล้วเธอยังมีเรียนอยู่
ต่างจากยูเมะที่อยู่ชั้นปีที่3 ของมัธยมปลายซึ่งเป็ชั้นปีสุดท้ายของโรงเรียนมัธยม ทำให้กำหนดการเรียนของเขาสิ้นสุดลงก่อนน้องสาวเพราะเด็กมัธยมปลายจะต้องไปต่อที่มหาวิทยาลัยกำหนดการเรียนของชั้นปีที่ 3 ของมัธยมปลายจึงสั้นกว่าชั้นปีอื่นๆเพื่อให้เด็กนักเรียนมีเวลาเตรียมตัวก่อนเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัย
ดังนั้นยูเมะจึงไม่รีบร้อนต่างจากน้องสาวที่หลังจากออกมาจากห้องน้ำ ก็รีบตรงไปยังห้องครัวทันทีเธอเปิดฝาครอบเก็บความร้อนอย่างรวดเร็วก่อนจะอึ้งไปเล็กน้อยเมื่อพบว่าหน้าตาของอาหารดูดีกว่าทุกวัน
“พี่! ทำไมข้าวเช้าวันนี้หรูจัง”
เด็กสาวร้องถามออกมาเบาๆ ก่อนจะเริ่มกินโดยไม่รอคำตอบ แต่กินไปได้เพียงคำเดียวเด็กสาวก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความใเพราะรสชาติของอาหารมื้อนี้แตกต่างจากทุกวัน
สีหน้าของเด็กสาวเปลี่ยนไปเล็กน้อยก่อนจะยิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจ เธอรีบกินอย่างเอร็ดอร่อย แต่ยิ่งกินเธอก็ยิ่งช้าลงความคิดที่จะรีบกินกลายเป็ความอยากลิ้มลอง ทำให้ความเร็วในการกินของเธอช้าลงโดยไม่รู้ตัวเพราะรสชาติที่ชวนให้ลิ้มลองไปนานๆ
ด้วยเหตุนี้ก่อนที่เด็กสาวจะกินเสร็จยูเมะกับแม่ที่ดูเหมือนจะตื่นไม่เต็มตาก็เดินมานั่งลงที่ด้านข้างพลางมองดูเด็กสาวที่กินข้าวอย่างเอร็ดอร่อยด้วยความประหลาดใจ
“ทำไมวันนี้โนโซมิจังทานนานแบบนี้ล่ะคะ คุณแม่จำได้ว่าโนโซมิจังบอกว่ามีนัดกับเพื่อนตอนเช้าไม่ใช่หรือคะ”
คำถามของแม่ทำให้เด็กสาวตาโตเธอเบิกตากว้างแล้วมองไปที่มุมหน้าจอในมุมมองสายตาของเธอ ก่อนจะพบว่าเธอเสียเวลากินมื้อเช้าไปนานกว่า10 นาทีแล้ว ทำให้เธอใจนพูดอะไรไม่ออก จึงได้แต่รีบกินข้าวส่วนที่เหลือให้หมดก่อนจะกล่าวขอบคุณแล้วนำจานไปวางในอ่างล้างจานก่อนจะบอกลาทุกคนแล้ววิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว
ยูเมะเห็นแบบนั้นก็ได้แต่ยิ้มด้วยความแปลกใจเขามองดูอาหารมื้อเช้าที่ทำด้วยตัวเอง ก่อนจะเริ่มกินพร้อมกับแม่ที่ดูเหมือนจะสนใจอาหารมื้อนี้มากเป็พิเศษ
“หน้าตาน่าทานมากเลยนะคะยูเมะจังวันนี้สั่งจากร้านไหนหรือคะ”
“วันนี้..วันนี้ผมทำเองนะครับ”
หญิงสาวได้ยินแบบนั้นก็ไม่ได้มีท่าทีอะไรเป็พิเศษเนื่องจากเธอยังไม่ตื่นเต็มที่ ความคิดอ่านจึงไม่รวดเร็วนัก กว่าเธอจะรู้ตัวว่าคำตอบของลูกชายต่างจากที่คิดก็ตอนที่คีบอาหารเข้าปากไปแล้วและถูกรสชาติที่แสนอร่อยของมันทำให้ประหลาดใจ
ตอนที่รู้ตัวหญิงสาวก็เบิกตากว้างจ้องมองสีหน้าขัดเขินของลูกชายด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะค่อยๆเคี้ยวอาหารในปากอย่างช้าๆเพื่อดื่มด่ำกับรสชาติของมื้ออาหารที่ไม่เคยลิ้มลองที่ไหนมาก่อน
อาหารมื้อนี้ไม่ใช่อาหารที่อร่อยที่สุดที่เธอเคยลิ้มลองมาจะเรียกว่าธรรมดาก็ได้ เพียงแต่ในความธรรมดานั้น มีความ ‘พอเหมาะ’ ที่ไม่สามารถอธิบายได้อยู่มันเป็รสชาติที่ไม่ได้อร่อยที่สุด แต่ทำให้รู้สึกพึงพอใจและอบอุ่น
รสชาตินี้เป็รสชาติที่สามารถเติมเต็มหัวใจทำให้รู้สึกอิ่มเอมและพึงพอใจ เรียกได้ว่าเป็รสชาติของ ‘ครอบครัว’ ที่เธอโหยหามานานแสนนาน
ขณะที่ดื่มด่ำกับรสชาติที่แสนวิเศษ หญิงสาวก็ยิ้มออกมาอย่างมีความสุขน้ำตาสายหนึ่งก็ไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว ทำเอายูเมะถึงกับตื่นตระหนกจนผุดลุกขึ้นมา
“คุณแม่!”
“อ๊ะ! น่าอายจัง คุณแม่ไม่เป็อะไรค่ะ! คุณแม่ก็แค่..ดีใจมากเกินไปหน่อย”
หญิงสาวรู้สึกตัวได้อย่างรวดเร็ว เธอจึงรีบปลอบโยนลูกชายพลางปาดน้ำตาแห่งความยินดีด้วยความขัดเขินแล้วคีบอาหารต่อไปเพื่อแสดงให้เห็นว่าเธอไม่ได้เป็อะไรจริงๆ
ยูเมะเห็นแบบนั้นก็ค่อยๆเบาใจ จากนั้นก็ก้มลงกินข้าวต่อ แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะต้องเงยหน้าขึ้นมามองแม่อยู่หลายครั้งแต่เมื่อเห็นว่าสีหน้าของแม่เต็มไปด้วยความสุข ความพึงพอใจเขาก็ผ่อนคลายลงและค่อยๆ ดื่มด่ำกับรสชาติอาหารมื้อแรกที่ตัวเองทำ
‘ไม่เลวเลย อร่อยกว่าที่ร้านทำเสียอีก แค่ระดับ 1ก็ทำได้ขนาดนี้แล้ว ถ้าเพิ่มเป็ระดับ 2 จะเป็ยังไงนะ’
คิดแล้วความมุ่งมั่นก็ปรากฏขึ้นในใจยูเมะเริ่มวาดหวังเอาไว้ในใจว่าจะพัฒนาทักษะทำอาหารของตัวเองให้สูงขึ้นโดยใช้หน้าต่างระบบนี้
หลังจากกินมื้อเช้าจนเสร็จหญิงสาวก็อาสานำจานไปล้างแทนลูกชาย ซึ่งยูเมะก็ไม่ปฏิเสธเขาจึงกลับไปนั่งที่ห้องนั่งเล่นอีกครั้งจากนั้นเปิดหน้าต่างภารกิจขึ้นมาดูและพบว่าภารกิจประจำวันมีข้อความกำกับว่าทำสำเร็จแล้วปรากฏขึ้น
เห็นแบบนั้นยูเมะก็ตื่นเต้นขึ้นมาแล้วรีบกดลงไปยังข้อความภารกิจประจำวันเพื่อรับรางวัลทันที
ภาพที่เกิดขึ้นเมื่อคืนก็ปรากฏขึ้นอีกครั้งโหลแก้วกาชาปองก็เริ่มหมุนจนกระทั่งลูกแก้วสีแดงไหลออกมาจากโหลก่อนจะแตกสลายกลายเป็ข้อความสั้นๆ
‘ความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อ 0.1’
เมื่อข้อความหายไป สีหน้าของยูเมะก็เปลี่ยนไปเพราะเขาเพิ่งจะนึกขึ้นมาได้ว่าเมื่อวานนั้นหลังจากรับรางวัลแล้วเกิดอะไรขึ้น
ยูเมะจึงลุกขึ้นทันทีแล้วกลับเข้าไปในห้องเพราะกลัวว่าหากเขาหลับไปโดยไม่มีเหตุผลจะทำให้แม่ใ
แต่หลังจากกลับเข้ามาในห้องนอนและนั่งลงบนเตียงนอนเพื่อรอรับผลกระทบจากการรับรางวัลยูเมะก็ต้องแปลกใจเมื่อพบว่าเขาไม่รู้สึกง่วงเลยแม้แต่น้อย
“หรือว่ามันได้มีผล ไม่สิ! บางทีอาจจะมีรูปแบบการแสดงผลที่ต่างกันก็ได้ก่อนหน้านี้คือทักษะ ดังนั้นก็เลยต้องหลับไปเพื่อรับสินะส่วนครั้งนี้คือ..ค่าสถานะ เพิ่มขึ้นมาแค่ 0.1 เองงั้นหรือดูเหมือนจะน้อยไปหน่อยนะ ไม่สิ เรายังไม่รู้เลยว่าค่าสถานะ 1หน่วยนั้นมีพลังขนาดไหน ดังนั้น 0.1 หน่วยก็อาจจะมีพลังมากก็ได้”
คิดไปคิดมา ยูเมะก็เริ่มตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงของร่างกายซึ่งก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปแม้แต่อย่างเดียว
หากไม่ใช่ว่าผลลัพธ์เหนือธรรมชาติปรากฏให้เห็นก่อนหน้านี้แล้วเขาคงคิดไปแล้วว่าหน้าต่างระบบนี้เป็แค่เื่ล้อเล่น
แต่เพราะได้ััด้วยตัวเองจริงๆแล้วว่ามันน่าเหลือเชื่อขนาดไหนยูเมะจึงไม่สงสัยว่าสิ่งที่เขาได้รับจะเป็เพียงเื่ล้อเล่นและด้วยนิสัยของเกมเมอร์ที่อยากรู้อยากเห็นยูเมะจึงเริ่มคาดเดาถึงความเป็ไปได้ของการเพิ่มค่าสถานะ 0.1 หน่วยด้วยความสนใจ
หลังจากคาดเดาก็ตามมาด้วยการทดลองเล็กๆ ด้วยการหยิบดัมเบลน้ำหนัก 1 กิโลกรัมขึ้นมายก
แต่แล้วยูเมะก็ต้องขมวดคิ้วเมื่อเขาพบว่าเขาจำไม่ได้แล้วว่าก่อนหน้านี้ตอนที่ยกดัมเบลเขารู้สึกยังไงเขาเลยไม่สามารถเปรียบเทียบได้ว่าก่อนที่ค่าสถานะจะเพิ่มขึ้นนั้นเขารู้สึกหนักแค่ไหนแล้วหลังค่าสถานะเพิ่มขึ้นแล้วรู้สึกเบาลงมากน้อยแค่ไหน
“ไม่ถูกต้องจริงๆ ด้วย..ความทรงจำของเรามันผิดปกติ”
แม้จะไม่มีหลักฐาน แต่เมื่อมีหน้าต่างระบบวิเศษอยู่กับตัวแล้วความเป็ไปได้ที่ไม่น่าเชื่อก่อนหน้านี้จึงไม่ใช่เื่ที่เป็ไปไม่ได้อีก
ยิ่งรวมกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้าแสงสว่างลึกลับ การหมดสติของทุกคน รวมไปถึงความรู้สึกโหยหาที่มีต่อแม่และน้องสาวรวมไปถึงคำว่ากลับบ้าน
การคาดเดาที่น่าเหลือเชื่อก็ปรากฏขึ้นในใจของยูเมะจนทำให้เขารู้สึกทึ่งเป็อย่างมาก
“จะว่าไปมันก็แปลกนะ..ปกติแล้วเราไม่น่าจะคิดอะไรแบบนี้ได้เลยแต่ตอนนี้กลับ..คิดขึ้นมาได้ง่ายๆ แถมยังรู้สึกด้วยว่าสิ่งที่คิดน่าจะถูกต้อง”
ความคิดที่เฉียบแหลมจนผิดปกตินี้เองที่ทำให้ยูเมะมั่นใจมากกว่าเดิมเพราะเขาจำได้ว่าเดิมทีเขาไม่ได้มีไหวพริบตาที่เฉียบคมขนาดนี้ไหนจะสิ่งที่ยากจะเข้าใจได้อย่าง ‘ลางสังหรณ์’ อีก
“ดูเหมือนว่าจะไม่ผิดแล้ว..พวกเราไปต่างโลกกันมาแล้วจริงๆสินะ แล้วก็..กลับมาแล้ว”
การคาดเดาที่ยากจะเชื่อได้นี้ทำให้ยูเมะรู้สึกทึ่งเป็ที่สุดที่ตัวเขาสามารถคิดอะไรแบบนี้ออกมาได้
แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่ััได้ก็ชวนให้คิดถึงความเป็ไปได้นี้มากเกินไปจนอดคิดไม่ได้ว่าพวกเขาอาจจะผ่านประสบการณ์ไปต่างโลกมาแล้วจริงๆและได้กลับมาอย่างปลอดภัย
ยิ่งคิดยูเมะก็ยิ่งรู้สึกว่ามันน่าจะเป็ไปได้เพราะถ้าไม่เป็แบบนั้นความรู้สึกแปลกๆเหล่านี้จะเกิดขึ้นมาได้ยังไงในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง
แต่หลังจากคิดถึงความเป็ไปได้นี้จนแน่ใจว่าคำตอบนี้น่าจะถูกต้องยูเมะก็ต้องถอนหายใจออกมายิ้มๆ แล้วสลัดความคิดนี้ทิ้งไป
‘ช่างเถอะ!คิดต่อไปก็ไม่มีประโยชน์ จะได้ไปต่างโลกมาแล้วจริงๆ หรือไม่ได้ไปก็ช่างเถอะตอนนี้เรารู้แค่ว่ามีหน้าต่างระบบคอยช่วยก็พอแล้ว’
คิดแล้วยูเมะก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ จากนั้นกลับไปยังห้องนั่งเล่นเพื่อผ่อนคลายความคิด
แต่พอก้าวออกมาจากห้องยูเมะก็สบเข้ากับดวงตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยของแม่ทำให้เขาเข้าใจได้ในทันทีว่าแม่ของเขา้าอะไร เขาจึงเดินเข้าไปนั่งข้างๆเธอเพื่อให้เธอได้ถามในสิ่งที่เธอสงสัย
“ยูเมะจังไปหัดทำอาหารมาั้แ่เมื่อไหร่คะทำไมคุณแม่ถึงไม่รู้มาก่อนเลย”
“เื่นั้น..ผมเองก็ไม่รู้ว่าจะอธิบายยังไงแต่ว่า..ผมไม่เคยหัดทำอาหารมาก่อนเลยครับคุณแม่”
คำตอบของลูกชายทำให้หญิงสาวอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจดวงตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยทอประกายวาววับราวกับเด็กสาวตัวน้อยๆที่พบเจอเื่ที่น่ายินดี
“แบบนี้ก็หมายความว่ายูเมะจังมีพร์ในด้านนี้สินะคะ!เพราะแบบนี้เอง คุณแม่เข้าใจแล้วค่ะ!!”
พูดจบหญิงสาวก็พยักหน้าให้กับความคิดของตัวเองด้วยความพึงพอใจพลางคิดในใจด้วยความยินดีว่าลูกชายของเธอเองก็มีพร์ที่ไม่น้อยหน้าใครเหมือนกัน
ยูเมะเห็นแบบนั้นก็ไม่รู้ว่าจะพูดยังไงหนึ่งนั้นเขาไม่อยากโกหกแม่ส่วนอีกเหตุผลนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขามันเหลือเชื่อเกินไปเขาจึงไม่อยากพูดออกมาเพราะกลัวว่าหากแม่ของเขาเอาไปพูดกับคนอื่นแล้วจะเกิดปัญหา
สุดท้ายยูเมะก็ได้แต่ปล่อยให้แม่ของเขาเข้าใจไปแบบนั้นพลางคิดในใจว่าหน้าต่างระบบก็ถือเป็พร์ได้เช่นกัน ดังนั้นจึงไม่ถือว่าโกหก
หลังจากจบเื่นั้นพวกเขาสองแม่ลูกก็คุยกันอีกหลายเื่จนเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เสียงเตือนก็ดังขึ้นจากมายด์เบรนของแม่เตือนให้รู้ว่าถึงเวลาที่ต้องทำงานแล้ว
ยูเมะเห็นแบบนั้นก็ยิ้มกว้างจากนั้นลุกขึ้นแล้วชิงเป็ฝ่ายขอตัวลาเพราะไม่อยากให้แม่รู้สึกลำบากใจ
“ดูเหมือนจะได้เวลาแล้วถ้ายังไงผมขอตัวก่อนนะครับคุณแม่”
“ค่ะ คุณแม่เองก็ต้องไปทำงานแล้ว น่าเสียดายจังคุณแม่ไม่ได้คุยกับยูเมะจังแบบนี้มาตั้งนานแล้ว”
ยูเมะได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกผิดขึ้นมาทันทีเพราะเขาเองก็ไม่ค่อยมีเวลาให้แม่เช่นกันเวลาส่วนใหญ่ของเขานั้นหมดไปกับการเรียนในแต่ละวันหลังจากกลับมาบ้านเขาก็มักจะใช้เวลาไปกับโลกออนไลน์ทำให้่เวลาที่ได้พบได้คุยกันมีเพียง่เวลาก่อนและหลังมื้ออาหารเท่านั้น
นอกจากนั้นแม่ของเขาเองก็มีเวลาน้อยไม่ต่างกันด้วยอาชีพนักเขียนที่รับงานจากหลายฝ่ายทำให้งานของเธอมีมากจนหาเวลาว่างไม่ค่อยจะได้แม้จะทำงานผ่านโลกออนไลน์ที่ทำให้มีเวลาทำงานมากกว่าปกติแต่ก็ยังไม่มากพอสำหรับเธอที่จะทำงานเพื่อเลี้ยงดูลูกถึงสองคน
ด้วยเหตุนี้เวลาว่างของหญิงสาวจึงมีเพียงหลังมื้ออาหารเพียงแค่ชั่วโมงเศษเท่านั้นทำให้แม่ลูกแทบจะไม่มีเวลาได้คุยกันมากนัก
‘เราควรจะให้เวลากับแม่มากกว่านี้กับโนโซมิด้วย..บางทีคงจะถึงเวลาเลิกแล้วสินะ เกมออนไลน์นะ’
คิดถึงตรงนี้ยูเมะก็ก้มลงมองมายด์เบรนของตัวเองอีกครั้งแล้วเปิดโปรแกรมบัญชีขึ้นมาและเห็นข้อความการโอนเงินครั้งล่าสุดซึ่งเพิ่งจะโอนมาเมื่อครู่นี้จากแม่ของเขา
‘1000 เครดิตถ้าซื้อเฉพาะวัตถุดิบก็น่าจะใช้ได้ราวครึ่งเดือนดูเหมือนว่าสิ่งที่เราต้องให้ความสนใจในตอนนี้คือเื่นี้สินะ’
ยูเมะยิ้มฝืนๆ จากนั้นกลับเข้าไปในห้องแล้วเดินตรงไปยังมุมห้องซึ่งมีเครื่องเล่นเกมรุ่น‘เคบิน’ ซึ่งเป็ทรัพย์สินที่มีราคาแพงที่สุดในบ้านหลังนี้
เครื่องเล่นเกมรุ่นนี้ยูเมะได้มาจากการใช้เงินรางวัลการแข่งขันในเกมออนไลน์เมื่อหลายปีก่อนซื้อมามันถือเป็สมบัติที่มีค่าที่สุดสำหรับเขา
ทว่าตอนนี้มันเป็เหมือนสัญลักษณ์แห่งความเห็นแก่ตัวสำหรับเขาเป็สิ่งที่แสดงให้เห็นว่าตัวเขานั้นเป็เพียงเด็กน้อยที่ให้ความสำคัญกับตัวเองเหนือสิ่งอื่นใด
“ทั้งที่ความจริงแล้ว ต่อให้ใช้เครื่องเกมรุ่น ‘ฟูลไดร์’ ก็น่าจะเพียงพอแล้วแต่เราในตอนนั้นกลับเลือกรุ่นเคบินเพราะอัตราการเชื่อมต่อที่สูงกว่า 3 เปอร์เซ็นต์”
เมื่อคิดถึงอดีต ยูเมะก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะขมๆ อย่างไม่เข้าใจตัวเองทั้งที่ความแตกต่าง 3เปอร์เซ็นต์นั้นก็ไม่ได้ชัดเจนถึงขนาดที่จะส่งผลต่อความสามารถในการควบคุมของเขาแต่เขาก็ยังเลือกรุ่นเคบิน ทำให้ต้องจ่ายแพงกว่าถึง 10 เท่า
เนื่องจากขนาดตัวที่ใหญ่กว่ามาตรฐานของเขาทำให้เครื่องเกมของเขาต้องผ่านการปรับปรุงเป็พิเศษ ราคาจึงสูงกว่าปกติเกือบ 20เปอร์เซ็นต์
“ช่างเถอะ คิดไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาจะขายก็คงขายไม่ได้ราคาด้วยสิ”
ยูเมะบ่นออกมาเบาๆ แล้วเปิดเครื่องจากนั้นก้าวลงไปในเคบินที่เหมือนห้องนักบินเพียงแต่มีขนาดที่ใหญ่กว่าเนื่องจากเป็รุ่นปรับปรุงพิเศษสำหรับยูเมะซึ่งมีขนาดตัวใหญ่กว่ามาตรฐาน
หลังจากปรับท่านอนเล็กน้อยให้สบายตัวยูเมะก็ออกคำสั่งเสียง เคบินก็ปิดลงอย่างช้าๆ ก่อนจะเริ่มการเชื่อมต่อซึ่งทำให้สติดำดิ่งลงสู่โลกของอินเทอร์เน็ต
ไม่กี่อึดใจยูเมะก็ปรากฏตัวในร่างอวตาร‘ซามูไรเกราะดำ’ที่เขาออกแบบด้วยตัวเอง
“ดูเหมือนจะจริงสินะ..รู้สึกไม่ชินทั้งที่เมื่อวานซืนก็เพิ่งจะเข้ามาเล่นแท้ๆ”
คิดแล้วยูเมะก็ส่ายหน้าจากนั้นเลื่อนหน้าต่างข้อมูลขึ้นมาแล้วเลือกไอคอนเกมที่เล่นอยู่ในปัจจุบัน
อึดใจต่อมาสติของเขาก็ดำดิ่งลงไปอีกครั้งก่อนจะปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งในร่างอวตารของตัวละครในเกม ‘ดินแดนเทพเ้าแห่งการต่อสู้’ ซึ่งเป็เกมที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดของเกมแนวต่อสู้ในปัจจุบัน
ยูเมะในร่างอวตาร ‘อาชูร่า’ ที่มีรูปลักษณ์เป็ซามูไรเกราะดำที่มีดาบ6 เล่มอยู่ที่เอวทั้งสองข้าง เอกลักษณ์ของตัวละครของเขานั้นเด่นมากทำให้ทันทีที่ปรากฏตัวขึ้น สายตาของผู้เล่นอื่นก็มองมาในทันที
เสียงพูดคุยดังขึ้นตามมาให้ได้ยินซึ่งน่าจะเป็สิ่งที่ยูเมะคุ้นเคยดีแต่ครั้งนี้เขากลับรู้สึกต่างออกไปจากเดิมจนอดไม่ได้ที่จะยิ้มฝืนๆ
ขณะที่ความคิดภายในใจยิ่งมาก็ยิ่งชัดเจนจนถึงขั้นที่อดคิดไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเขาในต่างโลกกันแน่
แต่ยูเมะก็แค่คิดแบบขำๆไม่ได้จริงจังอะไรนัก หลังจากตั้งสติได้เขาก็เปิดหน้าต่างเก็บของขึ้นมาแล้วตรวจสอบ‘ไอเท็ม’ในตัวเพื่อดูว่าของชิ้นไหนบ้างที่น่าจะขายได้ราคา
หลังจากนั้นก็ตรวจสอบดาบทั้ง6 เล่มของตัวเองด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน ก่อนจะตัดสินใจขายดาบสุดรักสุดหวงทั้ง 6 เล่มที่หากเป็ตัวเขาในอดีตคงไม่มีวันทำเช่นนี้
“หวังว่าจะขายได้ราคานะ”
เมื่อใส่ดาบทั้ง 6 เล่มลงระบบประมูลยูเมะก็ถอนหายใจออกมาด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบายก่อนจะสังเกตเห็นข้อความแจ้งเตือนที่กะพริบอยู่ที่มุมหน้าจอ
“อัลงั้นหรือ มีอะไรหรือเปล่านะ”
คิดไปยูเมะก็กดนิ้วลงที่สัญลักษณ์ หน้าต่างพูดคุยก็ปรากฏขึ้นทันทีก่อนจะมีคำขอส่งมาเพื่อขอเปิดการสนทนาด้วยภาพและเสียง
ยูเมะกดตกลงโดยไม่เสียเวลาคิดเลยอึดใจเดียวหน้าต่างพูดคุยก็ขยายขึ้น กลายเป็ภาพของเพื่อนสนิท ‘อัลเบิร์ต’ในร่างอวตารของตัวละคร ‘ไอแคนดาย’ ที่ตั้งล้อเลียนชื่อคนดังในประวัติศาสตร์ที่มีชื่อคล้ายกับตัวเอง
เป็อีกครั้งที่ยูเมะรู้สึกไม่คุ้นเคยกับชื่อและรูปร่างหน้าตาของตัวละครที่น่าจะเห็นทุกครั้งที่ติดต่อกับอัลเบิร์ต
“โย่วชูร่า! ในที่สุดก็เข้ามาสักทีนะไป ‘ล่า’ กันหน่อยไหมวันนี้”
“ล่างั้นหรือ..ก็เอาสิ แถวไหนละ”
“หุบเขาเมเปิ้ลทองคำ!”
เมื่อได้ยินชื่อสถานที่ยูเมะก็เลิกคิ้วเล็กน้อยด้วยความแปลกใจพลางนึกทบทวนว่าหุบเขาเมเปิ้ลทองคำมีอะไรให้ล่าแต่ก็คิดไม่ออกว่าที่หุบเขาเมเปิ้ลทองคำมีของอะไรที่อัล้า
“หุบเขาเมเปิ้ลทองคำงั้นหรือ จะไปล่าหาอะไรหรออัล”
“กิ่งเมเปิ้ลทองคำกับไซรัปหมื่นปีนะ”
ชื่อไอเท็มสองชนิดที่อัลพูดออกมานั้นทำให้ยูเมะสับสนหนักเข้าไปอีกเพราะไอเท็มทั้งสองชิ้นนี้ไม่มีคุณสมบัติใดที่เหมาะกับตัวละครไอแคนดายที่เป็ผู้ใช้ดาบเลยสักนิด
“มีสูตรสร้างดาบใหม่งั้นหรืออัล”
“ไม่อะ ไม่ได้จะสร้างดาบ แต่จะสร้างธนูน้ำหวานไซรัปหมื่นปี”
ได้ยินแบบนั้นสีหน้าของยูเมะก็เปลี่ยนไปขณะที่ภายในใจลอบคิดด้วยความตื่นเต้นว่าบางทีอัลเองก็อาจจะมีประสบการณ์แบบเดียวกับตนเอง
‘หรือว่าอัลเองก็ด้วย จริงสิ!บางทีอาจจะเป็ทุกคนเลยก็เป็ได้!!’