หลังจากสองพ่อลูกตกลงกันได้ภารกิจต่อไปก็คือการเกลี้ยกล่อมให้ฮูหยินตระกูลเทียนเห็นดีด้วยนับเป็งานที่หนักหนาไม่น้อยแต่สองพ่อลูกก็ทำสำเร็จ วันรุ่งขึ้นฮูหยินเทียนจึงพาบุตรชายไปฝากฝังแก่พ่อบ้านลู่ผู้ดูแลกิจการทั้งหมดของโรงเตี๊ยมไผ่เขียว
พ่อบ้านลู่เห็นิชูเป็เด็กหน้าตาน่ารักท่าทางเฉลียวฉลาดก็นึกเอ็นดูอยู่หลายส่วนประกอบกับรู้จักมารดาของเด็กชายเป็อย่างดีเขาจึงตัดสินใจรับิชูเข้าทำงาน โดยจะให้ิชูทำงานทั่วไปก่อนแล้วค่อยโยกย้ายไปตามความถนัดอีกทีหนึ่ง
“วันนี้เ้าไปช่วยงานอาหวงก่อนก็แล้วกัน”
พ่อบ้านกล่าวแล้วก็หันไปะโบอกลุงหวงที่กำลังจ่ายเงินให้แก่ชาวบ้านที่นำของป่ามาขายฝ่ายิชูก็คำนับรับคำสั่งแล้วรีบวิ่งไปช่วยงานลุงหวงทันที
เนื่องจากิชูกับลุงหวงคุ้นเคยกันดีอยู่แล้วการทำงานในวันแรกจึงผ่านไปได้ด้วยดีเด็กน้อยช่วยคัดแยกของป่าที่ชาวบ้านนำมาขาย และขนของไปเก็บ ตลอดทั้งวันเขาวิ่งวุ่นไปมาระหว่างประตูตะวันตกกับโรงเก็บของไม่ได้ย่างเท้าเข้าไปภายในโรงเตี๊ยมแม้แต่ก้าวเดียว
บ่าวไพร่ที่ได้พบเห็นิชูต่างก็รู้สึกเอ็นดูเด็กชายด้วยกันทุกคนทั้งนี้ก็เป็เพราะความขยันขันแข็งบวกกับอัธยาศัยที่ดีของเขานั่นเอง
พอถึงยามซวี[๑]งานรอบนอกก็ไม่มีอะไรอีกแต่ภายในโรงเตี๊ยมนั้นกลับวุ่นวายมากขึ้นกว่าเดิมพ่อบ้านลู่คิดว่าเด็กน้อยน่าจะเหน็ดเหนื่อยเต็มทีจึงวางมือจากงานของตน และเดินไปยังสถานที่ที่ิชูทำงานอยู่เขาตั้งใจจะออกมาบอกกล่าวแก่เด็กชายให้ไปพักได้เพราะโรงเตี๊ยมไผ่เขียวมีเรือนนอนสำหรับบ่าวไพร่ที่กว้างขวาง เด็กตัวเล็กๆเช่นิชู เพียงแค่ปูผ้าที่มุมหนึ่งก็นอนได้แล้ว ทว่าพอได้เห็นใบหน้าที่ชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อของเด็กชายแล้วก็พลันชะงักไป
แม้แต่บ่าวเด็กๆ ที่ซื้อตัวมาเมื่อคราวมาอยู่แรกๆ ก็ยังเอาแต่ร้องไห้หาบิดามารดา ทั้งๆ ที่พวกเขาเ่าั้ไม่มีบ้านให้กลับไปแล้วจะนับประสาอะไรกับเด็กที่มีมารดาผู้แสนใจดีรอคอยอยู่ที่บ้าน ยิ่งคิดชายชราก็ยิ่งหนักใจหากเด็กน้อยผู้นี้เป็เพียงบ่าวธรรมดาเขาคงตัดสินใจได้ง่ายกว่านี้
“อันที่จริงเ้าควรจะพักรวมกับพวกบ่าวแต่เห็นแก่ที่แม่เ้าเป็คนเก่าคนแก่ของเรามานาน ข้าจะอนุญาตให้กลับบ้านได้พรุ่งนี้ยามเหม่า[๒]ค่อยมาใหม่ห้ามมาสายเข้าใจหรือไม่?”
สุดท้ายพ่อบ้านก็ใจอ่อนถึงอย่างไริชูก็ยังไม่ถึงวัยที่จะมาทำงานเช่นนี้ ผ่อนปรนให้สักนิดก็คงจะไม่เป็เื่ใหญ่เกินไปนัก
“ผู้น้อยเข้าใจแล้ว ขอบคุณท่านพ่อบ้านมากขอรับ”
เด็กน้อยผสานมือคารวะแล้วจึงขอตัวกลับบ้านพ่อบ้านลู่ยังใจดีมอบหมั่นโถวลูกหนึ่งให้ิชูนำไปกินระหว่างทางด้วย ิชูจึงจากโรงเตี๊ยมไผ่เขียวมาพร้อมรอยยิ้มและหมั่นโถวหนึ่งลูกในพกเสื้อของเขายังมีเงินค่าจ้างของวันนี้จำนวนยี่สิบอีแปะแม้จะเทียบไม่ได้กับการขายของป่า แต่ในแง่ของความสม่ำเสมอและมั่นคงแล้วนับว่าดีกว่ามากเพราะในฤดูหนาวิชูจะไม่สามารถขึ้นเขาไปเก็บของป่าได้นั่นเอง
ร่างเล็กเดินไปตามถนนที่มืดมิดอาศัยเพียงแสงจันทร์และแสงโคมที่มีอยู่เพียงประปรายเป็เครื่องนำทาง เด็กชายใช้ท่าเท้าเดินไปอย่างไม่รีบร้อนแต่ก็รวดเร็วอย่างยิ่งไม่นานิชูก็มาถึงประตูผี
ประตูเมืองทางทิศตะวันตกแห่งนี้จะเปิดอยู่ตลอดเวลาไม่เคยปิดเพราะชาวยุทธ์ไปมาไม่เกรงใจผู้ใด อีกทั้งชาวบ้านที่เข้ามาทำงานในเมืองจนถึงดึกดื่นก็มีไม่น้อยคนเหล่านี้ไม่ใช่บ่าวไพร่ในจวนหรือร้านใดเป็กลุ่มคนที่ขายแรงงานซึ่งหาได้ยากในเมืองใหญ่ ทั้งนี้เป็เพราะว่าร้านรวงต่างๆในเมืองหลงซานขาดความพร้อมในการเลี้ยงดูบ่าวไพร่จำนวนมาก การจ่ายค่าจ้างเล็กๆน้อยๆ แทนการเลี้ยงดูจึงเป็ทางเลือกที่ดีกว่า เพราะถึงอย่างไรค่าจ้างแรงงานทั่วไปก็มีค่าเทียบได้กับหมั่นโถวสองสามลูกเท่านั้น
นอกจากนี้ยังมีชาวบ้านจำนวนหนึ่งที่เข้าเมืองมาทำงานรับจ้างชั่วคราวอีกด้วยส่วนใหญ่แล้วพวกเขาจะมารับจ้างซ่อมแซมอาคารที่เสียหายจากการต่อสู้ของชาวยุทธ์คนเหล่านี้พอตกเย็นก็จะวางมือจากงาน รับค่าจ้างแล้วก็แยกย้ายกันไป ที่ดีหน่อยก็จะรีบกลับบ้านแต่พวกที่แวะกินดื่มก็มีมากเช่นกัน และอีกสถานที่ที่พวกเขานิยมไปหาความสำราญกันก็คือที่ประตูผีบ่อนพนันที่คึกคักที่สุดในหลงซาน
“อ้าว! นั่นเสี่ยวเทียนมิใช่หรือ? ไปเที่ยวเล่นที่ไหนมา เหตุใดจึงกลับบ้านเอาป่านนี้?”
ิชูยังไม่ทันจะก้าวเข้าไปในซุ้มประตูนายทหารผู้หนึ่งก็ส่งเสียงทักขึ้น ชายผู้นี้เป็บุตรชายของเพื่อนบ้านที่ิชูคุ้นหน้าคุ้นตาเป็อย่างดีตอนนี้เขาเป็ทหารในสังกัดกองกำลังป้องกันเมืองของหลงซาน
“วันนี้ข้าไปช่วยงานที่โรงเตี๊ยมไผ่เขียวมาขอรับพี่จิ้ง”
เด็กน้อยประสานมือตอบทหารยามคนอื่นเมื่อเห็นว่าเขาเป็เด็ก และยังรู้จักกับทหารยามผู้หนึ่งด้วยจึงปล่อยให้ผ่านไปได้โดยไม่ซักถามอะไรมากนัก
ิชูก้าวเดินไปโดยไม่สนใจผู้คนที่นั่งล้อมกันเป็วงรอบโต๊ะเตี้ยๆตลอดแนวกำแพง เสียงเฮดังสลับไปกับเสียงเขย่าชามใส่ลูกเต๋ากลิ่นสุราและยาสูบคละคลุ้งไปทั่วบริเวณจนเด็กน้อยแทบจะสำลัก
ิชูกลั้นหายใจและเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นเมื่อออกจากประตูผีมาได้แล้วก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะรีบบ่ายหน้าสู่ทิศตะวันออกอันเป็ทิศที่ตั้งของบ้านสกุลเทียนทันที
ถนนรอบนอกไม่มีโคมไฟจุดไว้อย่างในเมืองจึงเหลือเพียงแสงจันทร์นำทางเท่านั้นั์ตาสีเปลือกไม้จ้องมองไปเบื้องหน้าใต้แสงสลัวของดวงจันทร์ิชูมองเห็นได้ชัดเจนเพียงในระยะสิบก้าวเท่านั้น แต่เดินไปได้ไม่เท่าไหร่ก็ได้ยินเสียงประหลาดจากทางด้านหลังเด็กชายพลันเก็บหมั่นโถวลูกเล็กเข้าไปในพกเสื้อมือน้อยหักกิ่งไม้จากพุ่มไม้ข้างทางมากิ่งหนึ่ง สองเท้าที่ก้าวเดินตามแบบแผนพลันเปลี่ยนไปกลายเป็การก้าวย่างแบบกึ่งเดินกึ่งะโ มือก็แกว่งกิ่งไม้เล่นไปมาคล้ายเด็กน้อยที่ะโโลดเต้นเล่นไปตามประสา
ทว่าสองหูและสองตากลับตื่นพร้อมอย่างเต็มที่ ิชูมั่นใจว่าไม่ได้ฟังผิดไปแม้จะแ่เบาแต่ก็มีเสียงฝีเท้าติดตามเขามาแน่นอน ิชูแสร้งทำเป็ไม่รู้ตัวแกว่งไม้ในมือซ้ายไปพลางใช้มือขวาลิดใบและกิ่งแขนงที่ไม่จำเป็ออกไปพลาง ค่อยๆ เปลี่ยนกิ่งไม้ให้กลายเป็อาวุธไปทีละนิดทีละน้อย และแล้วสิ่งที่คาดการณ์เอาไว้ก็เกิดขึ้น
“นี่ไอ้หนู ส่งเงินมาซะดีๆ”
พลันร่างผอมเกร็งของชายในชุดผ้าฝ้ายซอมซ่อก็ก้าวออกมายืนขวางเส้นทางของเด็กชายเอาไว้การแต่งตัวที่เหมือนยาจกนั้นไม่สะดุดตาเท่ากับดาบเล่มใหญ่ที่สะพายอยู่ข้างเอวของชายผู้นั้นอีกทั้งั์ตาคมดุจเหยี่ยวที่ทอประกายดุดันอย่างน่ากลัวนั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่จะมองข้ามไปได้โดยง่าย
ิชูเกลียดการเดินทางยามค่ำคืนเพราะแบบนี้เองกลางวันเขาจะพกเงินกี่พวงก็ไม่มีปัญหา ทว่าพอบ่อนประตูผีเปิดแล้วมีเงินแม้เพียงอีแปะเดียวก็ถือเป็ความผิด สีหน้าหิวกระหายเงินทองของคนตรงหน้าทำให้ิชูรู้สึกหวั่นใจเล็กน้อยไม่ว่าท่านแม่จะสรรหาเื่ผีอะไรมาเล่าให้ฟัง ผีชนิดเดียวที่เด็กกลัวที่สุดก็คือผีพนัน
“ข---ข้า ข้าไม่มีเงิน”
เด็กน้อยหดคอห่อไหล่ก้าวถอยหลังไปด้วยหวั่นเกรงสองแขนกอดอกเอาไว้ราวกับจะปกป้องถุงเงินน้อยๆ ของตน ท่าทางเช่นนั้นทำให้ผีพนันยิ้มเยาะออกมามันคิดว่าอีกฝ่ายเป็เด็กน้อยเช่นนี้คงชิงเงินมาได้ไม่ยากนัก
“อย่ามาโกหก!”
มันตวาดลั่น
“ข้าได้ยินเ้าคุยกับทหารพวกนั้นหมดแล้ว!”
เพราะได้ยินบทสนทนาของเด็กน้อยกับทหารยามชายผู้ถูกผีพนันเข้าสิงจึงสะกดรอยตามมาด้วยหวังจะแย่งชิงเงินค่าจ้าง
“ข---ข้าไม่ให้!”
เด็กน้อยกอดอกแน่น สองเท้าก้าวถอยหลังไปอีกิชูย่อเข่าเล็กน้อยเตรียมใช้ท่าเท้าทันทีหากว่ามีอะไรเกิดขึ้น ประสาทของเขาตื่นพร้อมเต็มที่แม้ชายตรงหน้าจะมีกลิ่นสุราฉุนกึก คล้ายดื่มสุราไปมากแล้ว แต่ิชูก็ไม่อาจประมาทได้
พอผีพนันเมามายเห็นว่าเด็กน้อยไม่ยินยอมจะมอบเงินให้มันก็ชักดาบออกจากฝักแล้วพุ่งเข้าใส่เด็กน้อยทันที ดาบใหญ่ตวัดฟาดฟันผ่านอากาศเป็ประกายสีเงินในราตรีส่งเสียงดุดันจนขนหลังคอของเด็กชายลุกชัน กระนั้นิชูก็สามารถขยับเบี่ยงตัวหลบได้ทันท่วงทีแรงลมที่พัดผ่านร่างของเขาไปนั้นคล้ายกับลมที่เกิดขึ้นจากพลังปราณของมารเฒ่าอยู่บ้างแต่ก็เทียบกันไม่ติด
เด็กน้อยใช้ท่าเท้าก้าวถอยห่างออกไปอย่างรวดเร็วมือซ้ายข้างที่ถือกิ่งไม้ยื่นมาด้านหน้าเล็กน้อยส่วนมือขวาก็กำเป็หมัดอยู่ข้างสะโพกพร้อมป้องกัน่ล่างของตน
ิชูตั้งท่าได้ไม่ถึงอึดใจร่างผอมเกร็งของผีพนันก็พุ่งเข้ามาอีกครั้งคราวนี้มันปลดปล่อยลมปราณเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว ฝุ่นดินรอบเท้าของมันฟุ้งกระจายขึ้นในอากาศก่อเกิดเป็รูปร่างล่องลอยอยู่เหนือพื้นดิน
น่าเสียดายที่แสงจันทร์ไม่สว่างพอที่จะทำให้มองเห็นฝุ่นเ่าั้ได้ถนัดิชูนึกขัดใจไม่น้อยกับทัศนวิสัยที่ย่ำแย่ยามค่ำคืนการรับมือกับผู้ใช้พลังปราณไม่ใช่เื่ง่าย เด็กน้อยหลั่งเหงื่อเย็นเยียบเพ่งสมาธิไปที่การโจมตีของศัตรู เขาไม่อาจต่อต้านหรือจู่โจมกลับหาไม่แล้วคงได้รับาเ็อย่างแน่นอนเด็กชายทำได้เพียงหลบเลี่ยงเท่านั้น นี่คือสิ่งที่ิชูได้เรียนรู้จากการรับมือกับอารมณ์แปรปรวนของมารเฒ่า
ประกายดาบสีเงินพุ่งตรงเข้ามาพร้อมลมหอบหนึ่งเด็กน้อยก้าวเท้าเบี่ยงตัวไม่ต่อต้านราวกับไผ่ลู่ลม ทว่าพอได้จังหวะก็แตะปลายไม้ลงบนใบดาบปัดออกไปเล็กน้อยพร้อมกับวาดขาเตะข้อพับเข่าของผีพนันอย่างรวดเร็วกระบวนท่านี้ิชูไม่จำเป็ต้องออกแรงมาก แต่ก็สามารถทำให้ผีพนันล้มหน้าคะมำลงไปได้พอเ้าผีพนันล้มลงไปแล้ว เด็กชายก็รีบคว้าดาบใหญ่มาจากมือของมันทันทีสองมือน้อยกำด้ามดาบแน่น เงื้อขึ้นสุดล้าแล้วเหวี่ยงลงเต็มแรงใช้ด้านไร้คมฟาดใส่ท้ายทอยของผีพนันอย่างไม่คิดออมแรง เพราะถึงอย่างไรเรี่ยวแรงของเด็กก็ไม่มากมายอะไรอยู่แล้ว
ผีพนันยังคงมึนงงและสับสนสมองที่ถูกครอบงำด้วยฤทธิ์สุรา[๓]ไม่อาจประมวลผลได้ดีนักยังไม่ทันที่จะโคจรพลังปราณคุ้มกันร่างกาย ท้ายทอยของมันก็ถูกฟาดโดยแรงจนสลบไป
เช้าวันต่อมาจอมยุทธ์ที่ถูกผีพนันเข้าสิงก็ตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการปวดศีรษะแต่เขาก็จดจำไม่ได้เลยว่าตนมานอนอยู่กลางทางเช่นนี้ได้อย่างไร
ฝ่ายเด็กน้อยที่รอดพ้นจากเงื้อมมือของผีพนันเมามายไปได้อย่างหวุดหวิดก็รีบรุดกลับบ้านโดยไม่คิดหันกลับมามองผลงานของตนอีกเป็ครั้งที่สอง
ิชูยังคงไปกลับระหว่างบ้านกับโรงเตี๊ยมอยู่อีกหลายสัปดาห์ จนกระทั่งล่วงเข้าสู่ฤดูหนาวพ่อบ้านลู่จึงบอกให้ิชูพักที่โรงเตี๊ยม เจ็ดวันจึงจะให้กลับบ้านครั้งหนึ่ง และเด็กชายก็จะได้รับเงินค่าแรงทุกๆเจ็ดวันด้วย
ตอนนี้เด็กน้อยกลายมาเป็เสี่ยวเอ้อ[๔]ตัวน้อยไปเสียแล้ว เนื่องจากเถ้าแก่ลู่เห็นว่าเด็กชายมีอัธยาศัยดีทั้งหน้าตาก็น่ารักน่าเอ็นดูแขกไปใครมาก็ยิ้มแย้มให้ค่าขนมิชูเสียทุกรายไป แน่นอนว่าค่าขนมเ่าั้เด็กชายต้องส่งมอบให้พ่อบ้านลู่อย่างไม่อาจบิดพลิ้ว
ทุกๆ วันเทียนิชูจะตื่นขึ้นั้แ่ปลายยามอิ๋น[๕]ทำธุระส่วนตัวแล้วรีบไปช่วยงานในครัวครัวของโรงเตี๊ยมไผ่เขียวนั้นแบ่งออกเป็สองส่วนคือครัวร้อนที่ใช้ปรุงอาหาร กับครัวเย็นที่ใช้เตรียมเครื่องปรุงและวัตถุดิบต่างๆครัวเย็นมีอยู่ด้วยกันหลายห้อง ทั้งห้องทำเต้าหู้ ห้องตากเนื้อ และอื่นๆ ิชูได้ประจำอยู่ที่ห้องเส้นซึ่งเป็ห้องสำหรับทำเส้นบะหมี่และเส้นก๋วยเตี๋ยว หน้าที่ของเขาคือการทำเส้นก๋วยเตี๋ยวที่ไม่ต้องอาศัยทักษะหรือเรี่ยวแรงมากนักแค่ผสมแป้งให้ถูกหลักและใช้ไม้ที่เตรียมไว้ช่วยนวดแป้งให้เข้าที่เท่านั้น
“อรุณสวัสดิ์ขอรับพี่จ้าว พี่ซ่ง”
เด็กน้อยกล่าวทักทายพี่ชายทั้งสองที่มาถึงก่อนตนเพียงครู่ตอนนี้ทั้งสองกำลังผสมแป้งบะหมี่กันอยู่
“อรุณสวัสดิ์ วันนี้เสี่ยวกู้ไม่สบาย เ้าคงต้องเหนื่อยหน่อยนะ”
อาซ่งกล่าวพลางส่งยิ้มให้เด็กน้อยอย่างเอ็นดู เสี่ยวกู้ที่พูดถึงคือบ่าวเด็กวัยสิบปีที่มีหน้าที่ทำเส้นก๋วยเตี๋ยวเช่นเดียวกันกับิชู
“อา...แบบนี้ข้าคงทำไม่ทันแน่ๆ”
เด็กน้อยทำสีหน้ายุ่งยากใจ ขณะเดินตรงไปที่อ่างผสมและเริ่มลงมือผสมแป้งอย่างขะมักเขม้น
“ไม่ต้องกังวลไปหากพี่ทำเสร็จแล้วจะช่วยเ้าเอง”
พี่ชายสกุลซ่งกล่าวแล้วก็ออกแรงนวดก้อนแป้งของตนอย่างคล่องแคล่วแป้งบะหมี่นี้จำเป็ต้องนวดให้ดีเพราะไม่เช่นนั้นแล้วจะไม่สามารถนำมายืดจนกลายเป็เส้นเล็กๆได้
“ใช่ๆ เ้าไม่ต้องกังวลไปเสี่ยวเทียนข้ากับอาซ่งจะช่วยเอง” พี่ชายสกุลจ้าวเองก็กล่าวยืนยันมาอีกคน
“ขอบคุณขอรับ!”
พอได้ยินว่าจะมีคนช่วยิชูก็ยิ้มร่ารีบทำงานของตนอย่างรวดเร็ว ไม่นานแป้งก้อนแรกก็พร้อมแล้วสำหรับการนวดิชูวางก้อนแป้งลงบนโต๊ะที่โรยผงแป้งเอาไว้ก่อนแล้ว สองมือเล็กๆ นวดแป้งอย่างคล่องแคล่วจนได้ที่จากนั้นก็หยิบไม้นวดแป้งอันเป็ไม้เนื้อแข็งที่ถูกเหลาเป็ท่อนกลมไร้เสี้ยนมาทำการนวดในขั้นสุดท้าย
เด็กชายควงไม้นวดแป้งอย่างชำนาญกด นวด คลึง และรีดแป้งสีขาวเป็แผ่นบาง หลังจากพับหลายๆ ทบโดยโรยผงแป้งไม่ให้ติดกันแล้วขั้นตอนต่อไปก็คือการตัดให้เป็เส้น ขนาดของมีดที่ใช้นั้นใหญ่กว่ามือเล็กๆของิชูมาก แต่เขาก็สามารถใช้งานมันได้อย่างไม่ติดขัด
ตลอดหนึ่งชั่วยามเด็กน้อยเร่งทำงานอย่างขยันขันแข็งโดยมีพี่ชายทั้งสองมาช่วยเหลือในตอนท้ายจนในที่สุดก็ได้เส้นก๋วยเตี๋ยวสีขาวถึงสิบถาดใหญ่ เพียงพอแล้วสำหรับใช้ในหนึ่งวัน ทั้งนี้ก็เพราะว่าส่วนใหญ่แล้วลูกค้าจะสั่งบะหมี่ข้าว หรือหมั่นโถว ไม่นิยมสั่งก๋วยเตี๋ยวสักเท่าไหร่
พอล่วงเข้ายามเฉิน[๖]เด็กน้อยก็ล้างแป้งออกจากมือและรีบรุดไปยังโรงต้มน้ำที่ตั้งอยู่หลังโรงเตี๊ยม ิชูหยิบอ่างดินเผาที่วางซ้อนกันอยู่มุมหนึ่งของห้องมาตักน้ำร้อนใส่ลงไปหยิบผ้าผืนเล็กมาพาดไว้บนบ่า เสร็จแล้วก็ถือทั้งหมดเดินไปรอที่หน้าห้องของลูกค้าที่ตนรับผิดชอบ
เนื่องจากิชูยังเล็กนักพ่อบ้านลู่จึงจัดให้เขาคอยดูแลลูกค้าขาจรที่ไม่มีความสำคัญมากนักเด็กชายเคยเจอลูกค้าอารมณ์ร้ายมาแล้วหลายคน เขาเกือบจะเจ็บตัวอยู่หลายครั้งแต่ก็เอาตัวรอดไปได้ทุกที
สำหรับวันนี้ิชูไม่รู้ว่าลูกค้าของเขาเป็คนเช่นไรเด็กน้อยจึงได้แต่เปิดหูเปิดตาคอยระวังไม่ให้ต้องเจ็บตัวเท่านั้น
“เสี่ยวเอ้อ!”
เป็อีกครั้งที่เด็กน้อยต้องเผชิญกับเสียงแฝงพลังปราณของผู้ฝึกยุทธ์สองเท้ารีบก้าวถอยเพื่อลดแรงปะทะในทันที ส่วนสองมือก็คอยประคองอ่างน้ำในมือเอาไว้ไม่ให้น้ำกระฉอก
“มาแล้วขอรับ”
เด็กชายส่งเสียงขานออกไปก่อนจะใช้ศอกเลื่อนเปิดประตูออก
“เชิญนายท่านล้างหน้าก่อนนะขอรับ”
ิชูกล่าวพร้อมกับยกอ่างดินเผามาประจำที่โดยไม่ลืมปิดประตูตามหลังด้วย
นายท่านที่เขาต้องดูแลในวันนี้เป็จอมยุทธ์หนุ่มแต่งกายด้วยชุดผ้าฝ้ายเก่าๆแต่พอดูให้ดีแล้วจะเห็นว่าเนื้อผ้านั้นดีกว่าผ้าฝ้ายทั่วไปมาก ดูไปก็คล้ายกับคุณชายเ้าสำราญที่ปลอมตัวมาท่องเที่ยวอยู่เหมือนกัน
“โอ้! เสี่ยวเอ้อที่นี่เป็เสี่ยว[๗]เอ้อจริงๆด้วย”
คุณชายท่านนั้นพอมองเห็นเสี่ยวเอ้อตัวน้อยก็หลุดอุทานและพูดเช่นนั้นออกมา เขาจงใจเน้นคำว่า “เสี่ยว” เป็พิเศษและยังหัวเราะปิดท้ายอีกด้วยท่าทางเป็ชายอารมณ์ดีที่ไม่น่าจะมีพิษมีภัยอะไร
“บ่าวจะไปเอาน้ำชามาให้นะขอรับ นายท่านจะรับอาหารเช้าในห้องหรือจะไปที่ห้องอาหารขอรับ?”
“ไปเอาชามากาหนึ่งก็พอ เดี๋ยวสายๆข้าจะออกไปทานเอง” ชายผู้นั้นตอบง่ายๆ พลางลุกขึ้นยืนและบิดี้เีอย่างเกียจคร้าน
“เช่นนั้นนายท่าน้าสั่งอาหารก่อนเลยหรือไม่ขอรับ?”
ิชูถามต่อไปตามหน้าที่ รู้สึกโล่งใจไม่น้อยที่คุณชายท่านนี้ไม่ได้มีนิสัยชอบกลั่นแกล้งผู้คน
“เตรียมของขึ้นชื่อเอาไว้สักสองสามอย่างกับข้าวเปล่าสองถ้วยก็พอ”
“ทราบแล้วขอรับ”
ิชูค้อมศีรษะรับคำแล้วก็หันกายเดินออกไปก่อนจะกลับเข้ามาอีกครั้งพร้อมชารสเข้มสำหรับบ้วนปาก และก้านหลิว[๘]ที่แช่มาในน้ำร้อนิชูรอให้คุณชายท่านนั้นเคี้ยวกิ่งหลิว และบ้วนปากให้เสร็จเรียบร้อยก่อนจึงค่อยเก็บอ่างน้ำและผ้ากลับออกไป
ตลอดเวลาเด็กน้อยทำงานอย่างคล่องแคล่วสายตามองต่ำไม่ได้สนใจสีหน้าและแววตาของคุณชายท่านนั้นเลยแม้แต่น้อยทว่าหากเด็กชายคิดจะสังเกตสักนิดก็คงเห็นว่าสายตาของคุณชายท่านนั้นจับจ้องมาที่ตนอย่างไม่วางตาราวกับจะจับผิดอะไรบางอย่าง
คล้อยหลังบ่าวน้อยไปไม่นานร่างสูงของคุณชายเ้าสำราญก็นั่งลงที่โต๊ะพลางรินชารสเข้มดื่มดับกระหาย ต้าหลงวางถ้วยชาลงพลางหรี่ตาอย่างครุ่นคิด
เด็กน้อยเมื่อครู่รูปร่างท่าทางเข้าทีก้าวย่างแ่เบาเหมือนผู้ฝึกยุทธ์ แต่เขาไม่อาจััถึงลมปราณของเด็กผู้นั้นได้เลยผิวพรรณแม้จะคล้ำแดดไปบ้างแต่ก็ไม่ถึงกับหยาบกร้าน น่าแปลกที่เขาเป็เพียงบ่าวน้อยผู้หนึ่งหากมีคนบอกว่าเด็กผู้นี้เป็ลูกหลานตระกูลใหญ่ต้าหลงก็คงเชื่อโดยไม่คิดติดใจสงสัย
‘น่าเสียดายที่เด็กนั่นเอาแต่ก้มหน้า’
ต้าหลงถอนหายใจพลางวนนิ้วไล้ขอบถ้วยชาเล่นริมฝีปากบางยกยิ้มน้อยๆดูเหมือนว่าการออกมาเที่ยวเล่นในครั้งนี้จะไม่น่าเบื่อเหมือนครั้งก่อนๆ เสียแล้ว
[๑] ่เวลาระหว่าง๑๙.๐๐ น. – ๒๐.๕๙ น.
[๒] ่เวลาระหว่าง๐๕.๐๐ น. – ๐๖.๕๙ น.
[๓]แอลกอฮอล์ในสุรามีฤทธิ์กดการทำงานของสมอง
[๔]小二 ใช้เรียกบริกรในโรงเตี๊ยม ร้านน้ำชา หรือร้านอาหาร
[๕]่เวลาระหว่าง 03.00 น. - 04.59 น.
[๖]่เวลาระหว่าง07.00 น. - 08.59 น.
[๗]小 (เสี่ยว) แปลว่า เล็ก, น้อย. นอกจากนี้ยังนิยมใช้เรียกนำหน้าชื่อบุคคลที่อายุน้อยกว่าเพื่อแสดงความสนิทสนม
[๘]ก้านของต้นหลิวนำมาแช่น้ำและเคี้ยวปลายให้เส้นใยออกมา จะสามารถใช้ทำความสะอาดฟันได้เหมือนแปรงสีฟันที่ใช้กันในปัจจุบัน