ครั้นเมื่อหลิงหลิวเหว่ยก้าวเข้าสู่แดน์ชั้นฟ้าหลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปมาก ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือจากที่นี่ไปนานจึงเห็นเป็เช่นนั้น
เดิมทีเขาไม่อยากก้าวเข้ามาในแดนเซียนอีกครั้งเพราะยังละอายใจอยู่ไม่น้อยที่แปรเปลี่ยนพรรคจากซ่างเซียนเข้าสู่วิถีมารและยิ่งเขาเพิ่งเข้ารับพิธีแต่งตั้งตำแหน่งกุนสือมารฝ่ายซ้ายยิ่งแล้วใหญ่เกรงกลัวจะบังเอิญเจอคนรู้จักที่เคยใช้งานเขาเยี่ยงทาส ครานั้นเคยเป็เซียนรับใช้อยู่ที่์ชั้นฟ้ามีเื่ให้ต้องทำไม่เว้นแต่ละวันน่าเบื่อหน่ายเหลือทน..
“ไม่เจอกันนานนะ หลิงหลิวเหว่ย” เฟิงหวังเหล่ยสำรวจใบหน้าของอดีตคนรู้จักยังพอจำได้เลือนลางว่าแต่ก่อนหลิงหลิวเหว่ยเป็เพียงแค่ซ่างเซียนขั้นแรกรับใช้อยู่ตำหนักเทพดวงชะตาซึ่งเขาไม่ค่อยสนใจเหล่าเทพเซียนน้อยๆ ซักเท่าใดนักแต่ก็มิใช่ว่าเมินเฉยไม่ใส่ใจ ได้พบหน้าวันนี้อีกฝ่ายก็แปรพรรคไปเสียแล้ว
หากกล่าวถึงคนที่ชอบมาฉกชิงเหล่าเซียนเข้าพรรคตนอย่างหวังเยี่ยนปีนั้นเราต่างเป็สหายร่วมสำนักมีอาจารย์คนเดียวกันสนิทชิดเชื้อพอควรแต่หลังจากเขาได้รับตำแหน่งเหง็กเซียนฮ่องเต้์ได้ไม่นานหวังเยี่ยนก็เข้ารับตำแหน่งประมุขมารเช่นเดียวกันเขากับจอมมารมีเื่ให้ขุ่นเคืองใจทิ้งไว้ในอดีตอันแสนเจ็บช้ำอยู่เื่หนึ่งจึงเข้าหน้ากันไม่ติดมาหลายแสนปีแล้ว..
“ขอรับ”เขาก้มโค้งคำนับเทียนจวินอย่างนอบน้อมเช่นเคยพลางยิ้มน้อย ๆ ปรากฏรอยลักยิ้มข้างแก้ม
“ฟังมาว่าเ้าเป็ถึงมือซ้ายของเยี่ยนเยี่ยนอีกทั้งยังได้ปกครองเมืองทิศประจิมอีกน่ายกย่องจริง นั่นอะไรหรือ”เขากล่าวชื่นชมจอมมารน้อยตรงหน้าแต่แท้จริงแล้วมีเจตนาแฝง
เมืองทิศประจิมที่ว่าหวังเยี่ยนยกกรีธาทัพเข้ายึดด้วยเหตุผล'พอใจที่จะยึด พอใจที่จะได้'ครั้นจะยึดคืนเ้าหวังเยี่ยนก็ค้านหัวชนฝาว่าเช่นนั้นก็ทำศึกใหญ่ให้รู้ดำรู้แดงกันไปหากชนะจะขอยึดเมืองถึงสองในห้าส่วนของ์ชั้นฟ้า เห็นแก่มิตรภาพกาลก่อนจึงยินยอมถือว่าทดแทนให้กับความผิดบาปที่เคยก่อไว้กับคนสำคัญซึ่งทำให้เราบาดหมางกันถึงทุกวันนี้
“เทียนจวินกล่าวเกินจริงไปแล้วขอรับ สาส์นจากท่านจอมมารหวังเยี่ยนจวินขอรับ” หลิงหลิวเหว่ยส่งเทียบนั้นให้แก่ผู้สูงศักดิ์บนบัลลังก์
คิ้วโก่งดั่งคันศรขมวดเข้าหาผูกกันเป็ปมั้แ่อ่านบรรทัดแรกเสียงขบกรามแน่นข่มอารมณ์โกรธที่เริ่มประทุเดือดทุกบรรทัดเหมือนตั้งใจยั่วโทสะเขาอย่างนั้นโดยเฉพาะลายมือยึกยือเป็เอกลักษณ์นั่น...
“หวัง เยี่ยน จวิน!!!”
เมื่ออ่านจบก็ทนข่มอารมณ์ตนเองไม่ไหวจนต้องขู่คำรามออกมาด้วยความโมโหตามเนื้อความในเทียบนี้เรียกได้ว่ามัดมือชก อยากได้น้องสาวเขาไปเป็ฟูเหริน[1]แต่กลับใช้ถ้อยคำข่มขู่
“ท่านจอมมารฝากข้ามาบอกว่า ข้าให้เวลาคิดไม่มาก ข้าใจร้อน” หลิงหลิวเหว่ยกล่าวเลียนแบบผู้เป็นายให้ละม้ายคล้ายคลึงมากที่สุด
ถึงจะโมโหมากเพียงใดแต่หวังเยี่ยนก็คือหวังเยี่ยน
เฟิงหวังเหล่ยไล่สายตาพินิจพิเคราะห์ถึงรายการสินสอดนับร้อยรายการนี้หากตอบตกลงก็ถือว่าคุ้มค่านัก ดินแดนที่ถูกยึดไปหวังเยี่ยนยินดีคืนให้ทั้งหมด อาวุธจำนวนมหาศาลหวังเยี่ยนก็ยินดีแบ่งให้กึ่งหนึ่งแต่เื่นี้จะตัดสินใจเองคนเดียวไม่ได้แม้ว่าเขากับเฟิงจางจิ้งจะเป็พี่น้องคลานตามกันมา
ทว่านับั้แ่จำความได้เฟิงจางจิ้งถูกส่งไปเรียนวิชาเซียนเนิ่นนานความผูกพันทางสายเืจึงเบาบางอยู่บ้าง พบกันครั้งสุดท้ายก็ตอนเข้าไปฝึกในสำนัก หลังจากนางรับการสืบทอดเทพบุปผาจากท่านแม่นางก็หายตัวไปในหุบเขานั่นไม่ย่างกรายออกมาอีกเลย
“บอกเขาให้นำตัวเฟิงจางจิ้งมาส่งที่์เก้าชั้นฟ้า ภายในเจ็ดวันให้หลังข้าจะให้คำตอบแล้วถ้าเขาไม่ยอมส่งตัวนางกลับมาก็ให้เขายกกรีธาทัพมา์เก้าชั้นฟ้าได้เลย!” เฟิงหวังเหล่ยประกาศกร้าว ทำเอาเหล่าเสนาเซียนฝั่งซ้ายและขวาสะดุ้งไปตาม ๆกัน
หากเป็หวังเยี่ยนคนก่อนเก่าที่เขาเคยรู้จักเขาอาจยอมยกน้องสาวให้ได้อย่างไร้ข้อกังขาแต่หากเป็หวังเยี่ยนที่เป็จักรพรรดิมารณ เพลานี้ เขาลังเลและเป็ห่วงเฟิงจางจิ้งเหลือเกิน
จอมมารผู้กระหายเืและคลั่งอำนาจเช่นนั้นแตกต่างจากเฟิงจางจิ้งสตรีผู้เปรียบเสมือนดั่งหยกขาวบริสุทธิ์ทั้งคู่เดินบนเส้นทางขนานกันถึงขนาดว่าเป็ไปได้ยากที่จะ
ใช่ เขาคิดเช่นนั้น...
“รับราชโองการ”หลิงหลิวเว่ยก้มโค้งศีรษะน้อมรับแล้วเดินทางกลับเมืองมารทันที.....
เมื่อเห็นว่าเซียนหญิงคลายความระแวดระวังลง จอมมารจึงปล่อยให้นางเดินเหินโดยอิสระแต่ก็ยังคงจับตามตามองด้วยความสนใจทุกการเคลื่อนไหวด้วยกลัวว่านางจะเบื่อจึงนำกระดาษและพู่กันให้นางได้ใช้คลายเหงา ทันทีที่ปลายนิ้วเรียวยาวแตะลงบนพู่กันนางหยิบสิ่งนั้นอย่างคล่องแคล่ว
ปลายพู่กันตวัดไปมาอย่างมีฝีมือแม้ดวงตาไร้ซึ่งการมองเห็นฝีไม้ลายมือเห็นได้ชัดว่านางผ่านการฝึกฝนมานับครั้งไม่ถ้วน จอมมารหนุ่มมองหญิงสาวร่างบางตวัดปลายพู่กันไปมาบนกระดาษด้วยความรู้สึกชื่นชม..
“งาม”คำชมจากปากจักรพรรดิหนุ่มทำให้หญิงสาวตรงหน้าลอบยิ้มออกมาใต้ผ้าแพรขาว
“ขอบคุณ” ความสงบเยือกเย็นแผ่ปกคลุมเขากลับรู้สึกว่าคนตรงหน้าคือภาพวาดมีชีวิตที่งดงามยิ่งกว่าลวดลายซึ่งแต่งแต้มลงบนผืนกระดาษนั้นอีก
ภาพที่นางวาดออกมาคือรูปของปลา์เจ็ดตัว เขาจำได้เลือนลางว่าเมื่อครั้งยังร่ำเรียนอยู่สำนักเดียวกันกับเทียนจวินเขาชอบแอบไปจับปลา์กินที่สุด ถูกลงโทษนับพันครั้งยังคุ้มนักกับการได้กินปลา์นั่นเหมือนกับครั้งนี้หากได้นางมาแม้ว่าต้องเสียอะไรไป คุ้มค่ายิ่งนัก
“ความสามารถของเ้าได้แต่ใดมา” หวังเยี่ยนมองเซียนหญิงในชุดขาวไม่วางตานางค่อยวางพู่กันเล่มนั้นลงอย่างเบามือ
“ข้าฝึกฝนวิถีเซียนมาั้แ่ยังน้อย ศิลปะแต่ละแขนงล้วนเรียนรู้มาอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง การวาดภาพถือเป็การสงบจิตใจได้ดีอย่างหนึ่ง...” นางร่ายยาวออกมา นี่คือครั้งแรกที่เซียนบุปผางามในชุดขาวท่านนี้เอ่ยปากพูดกับเขาเสียยาวเหยียดมองอย่างไรก็งดงามจนน่าแกล้ง...
“เช่นนั้นหรือ แต่สำหรับข้าหากเปลี่ยนจากหยดหมึกเป็หยดเืถึงถือเป็ดังคำเ้าว่าจริงๆ” จอมมารหนุ่มนั่งเท้าคางบนโต๊ะเล็ก ๆ เบียดนางเล็กน้อย
ปึ้ง! เฟิงจางจิ้งทุบโต๊ะเสียงดังอย่างไม่พอใจ..
ตายจริง! นี่นางเสียมารยาทอีกแล้วเทพเซียนชั้นสูงย่อมต้องสำรวมกิริยา ระงับโทสะ ไม่วุ่นวาย คิดถี่ถ้วนละเอียดรอบคอบ นางพยายามรวบรวมสมาธิตอบเขาอย่างใจเย็น
“ทำเช่นนั้นหาใช่วิถีเซียน ไม่ถูกต้อง!” นางดุเขาทั้งยังสำรวมกิริยาอยู่ หวังเยี่ยนจับจ้องบนใบหน้างามหยั่งลึกกว่าเดิม
ใจจริงของเขาอยากจะปลดผ้าแพรขาวนั่นออกด้วยซ้ำ
“เหตุใดจึงต้องคาดผ้าแพรขาวอยู่ตลอดดวงตาของเ้าไม่ดีหรือ”
จอมมารเสกชาแดน์มาหนึ่งกา ‘ชาหวงเหมยกุ้ย’[2] เขาค่อยค่อยรินชาอย่างประณีตพิถีพิถันไม่ให้หยดลงแม้แต่หยดเดียวอย่างน้อยมีเื่หนึ่งที่เขาทำได้ดี คือรินชา ชวนนางสนทนาอย่างไรล่ะ
“มิใช่เช่นนั้น มีสองเหตุผลออกจะน่าขบขันสักหน่อย”
อืม เขาส่งเสียงตอบรับในลำคอพลางส่งชาหนึ่งถ้วยไปให้นาง
เซียนหญิงรับชาถ้วยนั้นมือคลำััลวดลายถ้วยชานางััได้ว่าลายของถ้วยชาอาจเป็ลายวิหค กลิ่นหอมของดอกเหมยกุ้ยโชยออกมาตามไอร้อนสำหรับคนประสาทััดีเยี่ยมเช่นนางย่อมรับรู้ได้ว่าในชานี้มิได้มีส่วนผสมอื่นนอกจากชาและดอกไม้ในชา
“บอกข้าได้หรือไม่คนงาม” เขาเอ่ยเยินยอ
จอมมารหนุ่มยังคงมองเฟิงจางจิ้งมิวางตาพลางจิบชาไปสองสามอึกแล้วจึงเสกโลหิตของนักโทษจากทิศพายัพที่หลิงหลิวเหว่ยคัดมาให้เป็พิเศษดื่มตามชาหอมหวานอย่างไรก็มิอาจสู่กลิ่นคาวโลหิตไปได้
“อนึ่งโฉมหน้าของข้าเป็ที่พึงใจของใครหลายคน ประการที่สองข้ากำลังฝึกวิชาเซียน”
เหตุผลหลักย่อมมาจากประโยคหลัง ประโยคแรกก็แค่เอ่ยประชดเขาเท่านั้น
วิชาเซียนที่นางกล่าวถึงคือการยอมรับและพอใจในสิ่งที่ตนมีหากวันหนึ่งขาดดวงตาไปนางย่อมสดับอารมณ์ได้ สามารถใช้จมูกเพื่อรับกลิ่นสรรพชีวิตดิน น้ำ ลม ไฟ หรือแม้แต่ธรรมชาติเสกสรรอื่นใดแทน ดั่งเช่นตอนนี้นางได้กลิ่นคาวเืกระอักกระอ่วนอยู่ใกล้เพียงปลายจมูก
“รูปโฉมของข้าก็งามไม่แพ้เ้าเซียนชายหรือเซียนหญิงต่างนอบน้อมยอมพลีกายให้ข้าทั้งนั้น”จอมมารหนุ่มกล่าวโอ้อวดอย่างภาคภูมิใจแล้วเสกขนมกินเล่นของโปรดตัวเองอย่างกะโหลกมนุษย์อบกรอบมากัดกร่วมๆ
คิดไว้แต่แรกว่าเขาต้องเอ่ยเยินยอตัวเอง ชายผู้นี้คาดเดาง่ายเกินไปแล้ว
“ข้าได้กลิ่นคาวเื”
นางขยับตัวใช้จมูกตามหากลิ่นคาวเืแต่ไหนเลยจมูกของนางถึงััได้ถึงความนุ่มนิ่มอีกทั้งยังมีกลิ่นหอมปนกลิ่นคาวเืปะปนกันอยู่
หรือว่า!?
“กลิ่นคาวเืที่เ้าว่าอยู่ตรงแก้มข้าเช่นนั้นหรือฮ่า ๆ”
จอมมารหนุ่มะเิหัวเราะออกมาทำเอาเซียนหญิงหน้าแดงปลั่งราวกับลูกมะเขือเทศ เมื่อได้สติจึงรีบผละตัวออกทันทีทันใด
“นี่ท่าน!” นางชี้หน้าเขารอบที่สองของวันสีหน้าโกรธจัดของคนตรงหน้าน่าสนใจเหลือเกิน เซียนหญิงในชุดขาวกิริยาเรียบร้อยผู้นี้เหมาะนักที่จะเเต่งเข้ามาเป็จักรพรรดินีแดนมาร
ยามนางโมโหก็ยังพอมีอารมณ์เฉกเช่นปัจเจกชนทั่วไปอยู่บ้าง ไร้เดียงสาแสดงออกอย่างซื่อตรงไม่แต่งแต้มตรงใจเขาเหลือเกิน
ในระหว่างที่กำลังพูดคุยหยอกล้อกัน ที่สุดแล้วเซียนหญิงก็พอจะจับใจความได้ว่าเขาไม่ใช่ผู้นับถือวิถีเซียนอย่างแน่นอนกิริยาโอ้อวดตนอย่างไม่สำเหนียกเจียมตนเช่นนี้ ไม่ใช่ลักษณะนิสัยเฉกเช่นเทพเซียน อีกทั้งกลิ่นอายของเขายังปะปนกับกลิ่นอายของความชั่วร้ายอยู่ครึ่งส่วนหากไม่ใช่ผู้อยู่ในภูมิปีศาจย่อมต้องเป็ผู้เดินทางสายมารอย่างแน่แท้
เมื่อถึงยามซวี[3]จอมมารจึงมอบหน้าที่ให้'จื่อจิง' สาวรับใช้ที่ไว้ใจได้คอยติดตามสตรีเซียนและพานางเข้าสู่ห้องพัก
ครั้นเมื่อถึงยามห้าย[4]หลิงหลิวเหว่ยก็เดินทางกลับมาจาก์ชั้นฟ้าพอดี
“ได้ความว่าอย่างไรบ้าง”จอมมารหนุ่มค่อยสางผมสีดำเงางามของตนเอง เขารักในเส้นผมใบหน้าและความงามเกินจะบรรยายของตน
ยามอยู่กับหลิงหลิวเหว่ยเขาไม่จำเป็ต้องระวังตัวหรือกลัวอันใดเลยเขาชื่นชอบในความจริงใจซื่อสัตย์และซื่อตรงของหลิงหลิวเหว่ยหนึ่งในไม่กี่คนที่เขาไว้ใจ
“เทียนจวิน มีประสงค์ให้ท่านส่งแม่นางเฟิงจางจิ้งสู่แดน์เสียก่อนแล้วหลังจากนั้นเจ็ดวันเขาจะให้คำตอบแต่หากเราไม่ส่งตัวนางคืนเขายินดีจะทำศึกขอรับ”
หลิงหลิวเหว่ยกล่าวอย่างชัดถ้อยชัดคำแจ่มแจ้งทุกประการตามที่เทียนจวินสั่งมาอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง
เดิมทีเขาคิดว่าจอมมารหนุ่มจะแสดงท่าทีเกรี้ยวกราดหรือโมโหอยู่หลายส่วนทว่ากลับกลายเป็ว่าท่านจอมมารยิ้มกริ่ม มีความสุขไม่โมโหโกรธาแม้แต่น้อย
“เช่นนั้นพรุ่งนี้เ้าก็ไปส่งนางเถิดคุ้มครองนางให้ถึง์เก้าชั้นฟ้าเสร็จการนั้นแล้วก็กลับมาช่วยเตรียมสินสอดให้ข้า”
ภาพมโนในหัวจอมมารหนุ่มคิดไกลไปถึงวันแต่งงานฉายชัดในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่ารอยยิ้มราวกับคนวิปลาสค้างงันอยู่อย่างนั้นถึงแม้ในมือยังขยับสางผมตนเองอยู่ก็ตาม
หลิงหลิวเหว่ยได้แต่ส่ายหัวไปมากับความตกอยู่ในห้วงฝันอันเพริศแพร้วหากนี่เป็ครั้งแรกที่เห็นก็คงน่าใอยู่ดอกอาการมโนเก่งของจอมมารท่านนี้คงเกินจะเยียวยาแล้วกระมัง..
[1] ฟูเหริน หมายถึง ภรรยา
[2] ชาหวงเหมยกุ้ย คือ ชาจีน อบไฟต่ำ ใบชาและน้ำชาให้กลิ่นหอมของดอกกุหลาบน้ำชามีสีเหลืองอมเขียว เมื่อดื่มเข้าไปแล้วรู้สึกราวกับอยู่ในทุ่งดอกไม้มีรสหวานติดปลายลิ้น
[3] ยามซวี คือ ่เวลา 19.00 – 20.59 น.
[4] ยามห้าย คือ่เวลา 21.00 – 22.59 น