อยู่มาวันหนึ่ง ซึ่งเป็่สงกรานต์วันสุดท้าย ฟางชวนผมไปเที่ยวกันที่ตัวเมืองขอนแก่น ซึ่งวันนั้นผมก็ได้รู้มาว่าเป็วันที่น้องมิ้นต้องไปทำธุระกับครอบครัวที่ขอนแก่นด้วย ผมเกิดความกังวลและแอบกลัวขึ้นมา ขนาดขอนแก่นที่เป็เมืองใหญ่มากๆ ผมยังกลัวว่าทั้งคู่จะมีโอกาสมาเจอกันได้เลย
พอไปถึงขอนแก่น ได้เจอกันที่ บขส. ผมจึงรีบชวนฟางเข้าห้างไปดูหนัง 2 เื่ติดเลย (ทั้งๆ ที่ควรจะออกไปเล่นสงกรานต์กัน) ดูหนังจบผมยังพยายามจะไม่ชวนฟางออกไปเดินเล่นที่ไหนต่อด้วย (ทำตัวจนเกือบเผยพิรุธ) พอตกเย็น เมื่อมั่นใจว่ามิ้นน่าจะกลับบ้านแล้ว จึงค่อยชวนฟางออกไปเดินเล่นตามที่ต่างๆ (ตอนนั้นให้เหตุผลว่า่เมษายนนี้ แดดจะแรงมาก อากาศมันร้อน…)
มาครั้งนี้พวกเราเปิดโรงแรมพักห้องเดียวกัน ตอนเช็คอินพวกเราก็จะเขินๆ พี่ๆ พนักงานต้อนรับกันอยู่หน่อยๆ เพราะพี่ๆ เขามองดูพวกเรากันแบบคิดดีไม่ได้เลย คงคิดในใจว่าอะไรกันเด็กพวกนี้ใจแตกชะมัด (สมัยนั้นยังไม่ได้เคร่งครัดเื่อายุของผู้เข้าพักโรงแรมมากเหมือนตอนนี้) พอได้กุญแจพวกเราเลยรีบเอาของขึ้นไปเก็บกันก่อนแล้วค่อนออกไปเดินเที่ยวข้างนอกกัน…
บรรยากาศสงกรานต์่เย็นในเมืองขอนแก่นเป็ไปด้วยความสนุกสนานและชุ่มฉ่ำ รถกระบะจะบรรทุกถังน้ำไว้ด้านหลัง ค่อยๆ ขับขยับไปทีละนิดๆ แล้วก็มีคนนั่งท้ายคอยตักน้ำสาดคันอื่นๆ หรือผู้คนที่กำลังเดินไปมาด้านล่าง พวกเราถือปืนฉีดน้ำคนละกระบอกวิ่งเล่นร่วมกับคนอื่นไปทั่วบริเวณนั้น
ฟางโดนหนุ่มๆ มาขอทาแป้งเยอะมาก ผมก็มีแอบหึงอยู่บ้าง ก็มีแสดงความเป็เ้าข้าวเ้าของกันไป พวกเราอยู่เล่นกันจนเกือบจะ 2 ทุ่ม ทั้งเปียกทั้งเลอะแป้ง ฟางในชุดเปียกน้ำ ผ้าแนบเนื้อแบบนี้ดูเซ็กซี่มาก ผมเลยชวนเธอกลับห้อง ไม่อยากให้คนอื่นมองและกลัวเธอจะเป็หวัดเอาด้วย
หลังกลับเข้าห้อง พวกเราก็พร้อมที่จะทำในสิ่งที่ไม่ต้องพูดหรือบอกอะไรกันเลย ด้วยความเคยๆ เพียงแค่มองตาและใช้กายัักัน ความพลุ่งพล่านของเืในกายสูบฉีดจนร้อน พวกเรารีบถอดเสื้อผ้าที่เปียกโชกเ่าั้ออกทั้งหมด แล้วเข้ากอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอย่างรวดเร็ว
ขณะกำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม ก็มีเสียงเรียกเข้าจากมือถือดังขึ้น ผมเหลือบไปดู พบว่า…มิ้น กำลังโทรเข้ามา ‘ชิบ...แล้ว…’ อารมณ์ทางนี้ก็กำลังได้เลย เอาไงดี ผมรีบกดวางสายมิ้นไปก่อน แล้วก็กลับไปทำกิจกรรมกันต่อ แต่ผ่านไม่ไม่นาน มิ้นก็โทรมาอีก จนฟางเริ่มจะหงุดหงิด บอกให้ผมไปรับโทรศัพท์ก่อน...
แล้วผมต้องทำยังไง จะให้รับตรงนี้เหรอ (ซวยสิแบบนั้น) ผมเลยบอกฟางไปว่าเป็รุ่นน้องที่โรงเรียน ไม่น่าจะใช่เื่สำคัญอะไร แล้วผมก็รีบกดวางสายแล้วปิดมือถือไป (เอาตัวรอดก่อน เดี๋ยวค่อยไปหาข้ออ้างและขอโทษมิ้นทีหลัง) ผมก็พยายามทำให้ฟางที่กำลังอารมณ์ตึงๆ อยู่ ให้หย่อนลง จนสามารถดำเนินกิจกรรมต่อไปได้จนแล้วเสร็จ... (เล่นเอาประสาทจะกิน)
และเหมือนั้แ่ตอนนั้นฟางเริ่มจะมีความสงสัยในตัวผม เธอเริ่มพูดหรือทำอะไรเหมือนเป็การหยั่งเชิงมากขึ้น ชอบพูดและถามถึงชีวิตประจำวันในโรงเรียนตอนที่ผมยังเรียนอยู่บ่อยๆ แต่ก็ไม่ได้ถามตรงๆ ว่ามีคนมาชอบหรือผมไปจีบใคร อะไรยังไงไหม ซึ่งผมก็ได้แต่ต้องตอบแบบปัดๆ ให้ประเด็นต่างๆ จบไปเร็วๆ (ผมยิ่งขี้กังวลและชอบเผยพิรุธอยู่ด้วย) สรุปทริปขอนแก่นกับฟางรอบนี้ ผมแทบจะปิดมือถือไว้ตลอดเลย จนเมื่อส่งฟางขึ้นรถบัสกลับบ้านแล้ว ผมถึงได้เปิดมือถือไว้ตลอดอีกครั้ง
หลังจากส่งฟางเสร็จ ผมก็ต้องรีบโทรไปหาน้องมิ้นแล้วกล่าวขอโทษขอโพยเป็การใหญ่ แก้ตัวไปว่าแบตหมดเพิ่งจะหาที่ชาร์จเจอ น้องก็ได้แต่บ่นๆ ว่าน้องเค้าทั้งเป็ห่วงทั้งกังวลใจไปต่างๆ นาๆ ผมก็โอ๋ๆ น้องไป จนพวกเราพูดคุยกันไปซักพักผมก็ต้องวางสาย เพราะเหมือนฟางจะโทรเข้า... ‘โอ้ย อะไรกันวะเนี่ยะ...’
และก็มักจะมีเหตุการณ์ในลักษณะนี้มาอยู่เรื่อยๆ ตลอดๆ พอผมไปอยู่กับมิ้นฟางก็จะโทรมา พอ่ไหนที่อยู่กับฟางมิ้นก็ชอบโทรมา่นั้น ช่างเป็่เวลาที่ยุ่งเหยิงและวุ่นวายมากๆ ่หนึ่งในชีวิตผมเลยทีเดียว
จนถึง่ที่ผมต้องเดินทางเข้าไปยืนยันสิทธิ์เข้าศึกษาเพื่อเรียนต่อที่กรุงเทพในปลายเดือนเมษายน ผมเลยพอจะคลายความกังวลไปได้บ้าง เพราะตัวผมจะไม่ได้ไปอยู่ติดกับฟางหรือมิ้น ตอนทั้งคู่โทรมาผมน่าจะยังพอบริหารจัดการได้อยู่ ผมเลยรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก…
การเดินทางครั้งนี้ ผมต้องไปขึ้นรถทัวร์ที่ท่ารถในตัวอำเภอ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านมิ้นมากนัก มิ้นเลยมานั่งรอเป็เพื่อนผม กินข้าวด้วยกัน พูดคุยกันเรื่อยเปื่อย จนผมได้ขึ้นรถตอน 4 ทุ่ม หลังรถออกไปได้ซักพัก ผมก็โทรไปเช็คว่ามิ้นถึงบ้านแล้วหรือยัง พอเสร็จจากมิ้นผมก็โทรหาฟางต่อ เป็จุดเริ่มต้นของการบริหารจัดการเวลาที่ดี... (เหรอ…)
ผมไปถึงกรุงเทพตอนเกือบจะเช้า ก็นั่งแท็กซี่ยิงยาวไปบ้านญาติที่ตลิ่งชันเลย หลังเก็บของเสร็จก็นอนพักผ่อนเอาแรงซักหน่อย เดินทางมาเหนื่อยเอาเื่ แล้วค่อยตื่นมาเตรียมตัวและเอกสารต่างๆ ต่อทีหลัง เพราะพรุ่งนี้ผมต้องตื่นั้แ่เช้าเพื่อเดินทางไปยืนยันสิทธิ์เข้าศึกษาที่ ม.เกษตร บางเขน ไกลเอาเื่ น่าจะใช้เวลาเดินทางเกือบ 2 ชั่วโมง
พอตื่นขึ้น มีเวลาได้ดูห้องรอบๆ ได้กลับมาเจอบรรยากาศเดิมๆ เมื่อปีที่แล้ว ใจก็ดันแอบไปคิดถึงพี่เจนขึ้นมาเฉยเลย หลังเตรียมของต่างๆ เสร็จแล้ว ผมเลยขอญาติออกไปหาเพื่อนซักหน่อย (ข้ออ้าง…) พอนั่งรถเมล์มาถึง ผมก็ไปสถานที่ต่างๆ ที่ผมเคยใช้ชีวิตเมื่อ่นี้ของปีที่แล้ว
ไม่ว่าจะเป็โรงเรียนกวดวิชา วัดสุทัศน์ สวนรมณีนาถ ได้เห็นภาพต่างๆ ยังคงชัดเจน เหมือนเพิ่งผ่านไปได้ไม่นาน ผมเดินดูนั่นนี่ไปเรื่อยๆ จนเกือบไปถึงบ้านพี่เจน ความโหยหา ความคิดถึง ภาพบรรยากาศต่างๆ ที่พวกเราเคยอยู่ เคยทำด้วยกันกลับพุ่งขึ้นมา จนผมเผลอตัวเดินไปถึงหน้าบ้านพี่เจน แต่ก็ไม่กล้าจะกดกริ่งหรือทำอะไร ได้แต่ยืนมองประตูอยู่อย่างนั้น
ผ่านไปเกือบ 10 นาที ผมจึงได้สติว่าเราไม่ควรทำแบบนี้ (ถ้าพี่เจนออกมาจะคุยอะไรกับเธอ แล้วผมก็ยังมีทั้งฟางและมิ้นอีก) คิดได้ดังนั้นเลยเตรียมจะหันหลังและเดินจากไป อยู่ดีๆ ประตูก็เปิดออกมา ใจผมแทบจะตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม แต่พอมองดูชัดๆ ถึงได้เห็นว่าคนที่เดินออกมาไม่ใช่พี่เจน เป็ผู้ชาย เลยคิดว่า ‘น่าจะเป็แฟนพี่แกรึเปล่านะ…’ คิดแบบนี้แล้วผมยิ่งไม่ควรอยู่ตรงนี้ ผมเลยรีบเดินไปขึ้นรถเมล์เพื่อกลับบ้านเลย
ตื่นเช้าขึ้นมา ผมก็ออกจากบ้านั้แ่หกโมงเช้า นั่งรถเมล์ ปอ.515 มาต่อ ปอ.522 ที่อนุสาวรีย์ชัยฯ จนมาถึง ม.เกษตร ก็เกือบจะ 8 โมงครึ่ง กำหนดยืนยันสิทธิ์ฯ เริ่ม 9 โมง ยังพอมีเวลาอยู่ ผมนี่เด็กบ้านนอกเข้ากรุงโดยแท้ ทำอะไรก็ดูจะเด๋อๆ ด๋าๆ ไปหมด (มีได้อายๆ เพื่อนที่มายืนยันสิทธิ์ฯ พร้อมกันพอสมควร) จนการยืนยันสิทธิ์ฯ ผ่านไปด้วยดี
ตอนนี้ผมก็ถือว่ามีโอกาสได้เป็นิสิตเกษตรเกือบ 100% แล้ว จากนั้นผมก็เดินชมบรรยากาศต่างๆ รอบมหาลัย เกษตรเป็มหาลัยที่ใหญ่เอาเื่เลยทีเดียว เดินจนเหนื่อย ก่อนกลับจึงไปซื้อชุดนิสิตและอุปกรณ์ต่างๆ ที่สหกรณ์ของมหาลัย แล้วหอบพะรุงพะรังขึ้นรถเมล์เพื่อเดินทางกลับบ้านไป
การมากรุงเทพฯ รอบนี้ ผมตั้งใจจะอยู่ที่กรุงเทพฯ ซัก 1 อาทิตย์ เพื่อปรับตัวให้ชินกับบรรยากาศและผู้คนซักหน่อย เช้าวัดถัดมาผมเลยทดลองนั่งรถเมล์สายต่างๆ เล่น ระหว่างเส้นทางบ้านญาติ ไป-กลับ มหาลัย เลยหมดวันไปกับกิจกรรมอะไรของผมก็ไม่รู้ เหมือนจะไร้สาระ แต่ก็ได้รู้ได้เห็นอะไรเยอะพอสมควร ก่อนจะกลับก็แวะเดินเล่นแถวอนุสาวรีย์ชัยฯ หาอะไรกินก่อนยิงยาวกลับบ้าน…
วันถัดมาผมตั้งใจจะนั่งรถสายยาวไปแถวๆ ม.รามคำแหง ดู หลังกินข้าวเที่ยงเสร็จ ผมก็ออกมาหน้าหมู่บ้าน ขึ้นรถ ปอพ. 4 หยอดเงิน 30 บาท (ตลอดสาย) ขึ้นจากหน้าหมู่บ้าน ไปเรื่อยๆ ผ่านวังต่างๆ ผ่านเขาดิน ผ่านอนุสาวรีย์ชัยฯ ผ่านถนนพระราม 9 เข้าถนนรามคำแหง ได้เห็นอะไรข้างทางต่างๆ มากมาย ช่างน่าตื่นตาตื่นใจดีแท้
จนถึงหน้า ม.รามคำแหง ผมก็ลงรถ เดินขึ้นสะพานลอยข้ามถนนแล้วก้เดินเข้ามหาลัยไป ผมเดินดูคณะต่างๆ ไปเรื่อยๆ จนไปถึงลานพ่อขุนฯ ก็เข้าไปสักการะ ระหว่างนั้นก็มีคิดในใจว่า ‘ที่น่าก็น่าเรียนเหมือนกันแฮะ’ (ที่จริงผมเคยมาแล้วตอนมาสอบเข้าเตรียมทหาร แต่ไม่ได้โฟกัสเื่นี้เท่าไหร่นัก) จากนั้นผมก็เดินทะลุไปสนามกีฬาแห่งชาติ ไปดูความยิ่งใหญ่ของสนามราชมังฯ ตอนนี้ก็เริ่มจะเย็นแล้ว ผู้คนเริ่มมาออกกำลังกายกัน คนเริ่มเยอะ มีทุกเพศทุกวัย สวยหล่อก็หลายคน ผมก็เดินดูไปด้วยความตื่นตา (ผมชอบคนเยอะๆ)
พอฟ้าเริ่มมืด ด้านหน้าเริ่มมีของมาวางขาย ยาวไปตลอดฝั่งตรงข้าม ม.ราม ผมก็ข้ามฝั่งเพื่อไปเดินดู ผมเริ่มเดินั้แ่ตึกเอฟบีทียาวไปจนเกือบถึงเดอะมอลล์ราม มีของขายเยอะมากและราคาก็ไม่แพงด้วย ผู้คนก็มากมาย ระหว่างเดินดูอะไรเพลินๆ อยู่นั้น ก็สังเกตเห็นผู้หญิงคนหนึ่งไกลๆ ช่างดูคุ้นตานัก เลยเดินเข้าไปใกล้ๆ ผมถึงกับเกือบอุทานออกไป
‘เฮ้ยย นี่มันแพรวนี่นา…’ (ผู้หญิงที่เคยเจอตอนไปติวสอบเอนฯ รอบแรกที่ ม.ขอนแก่น ที่ผมเคยตกหลุมรักั้แ่แรกเห็นคราวนั้น) ผมเลยเดินปรี่เพื่อเข้าไปทัก
“แพรว… สวัสดี จำเราได้ไหม…” ผมเข้าไปทักทายเหมือนเรารู้จักกันมานาน
……….>> ไม่เข็ด…