จ้าวเป่าฉินถอยหลังมองให้ชัดๆเมื่อมองโคมไฟนั้นชัดดีแล้ว เธอจึงเห็นว่าโคมไฟสองดวงนั้นมีสีดำตรงกลางสีดำนั้นกลมวาวเหมือนลูกแก้วสีนิล โคมไฟคู่นี้ดูๆ แล้วช่างคล้ายกับตาแมวมากเธอเคยให้อาหารแมวจรบ่อยๆ ทั้งยังเล่นกับพวกมันบ่อยๆ ด้วยดังนั้นจึงคุ้นเคยกับดวงตาของแมวมาก แต่โคมไฟนี้ใหญ่เท่าลูกฟุตบอลแล้วเธอก็เห็นโคมไฟหายไปแวบหนึ่งแล้วเปิดขึ้นมาอีกครั้ง
เมื่อเธอจ้องโคมไฟคู่นั้นให้ชัดๆเธอก็ขนลุกซู่ทั้งตัว ก็มันไม่ใช่โคมไฟ! แต่เป็ดวงตาสัตว์แล้วสัตว์อะไรล่ะที่มีดวงตาเหมือนแมว ก็สัตว์จำพวกเสือ สิงโตไงล่ะ!
เธอกลืนน้ำลายเอือกแล้วก้าวถอยหลังไปทันทีโคมไฟคู่นั้นเคลื่อนตามเธอมา ทำให้เธอกลืนน้ำลายอีกเอือกอย่างหวั่นกลัว เชี่ยเอ้ยฉันจะโดนเสือกินเหรอ!?
เธอค่อยๆก้าวถอยหลังทีละก้าว ก็วิธีป้องกันตัวพื้นฐานเวลาเจอหมาดุๆ ให้ค่อยๆ ถอยหลังอย่าหันหลังแล้ววิ่งหนีเด็ดขาด หมาจะวิ่งไล่ทันที แต่ถ้าค่อยๆ ถอยหลังไปจนพ้นระยะจู่โจมแล้ว หมาจะไม่วิ่งไล่ แต่วิธีนี้จะใช้ได้ผลกับสัตว์ตัวนี้รึเปล่า?เธอก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าเธอค่อยๆ ถอยเป็ดีที่สุด
“ฮื้อ งึมๆ”เถากลืนจิตส่งเสียงงัวเงียแล้วพลิกตัว
ดวงตาใหญ่โตคู่นั้นหันไปมองเถากลืนจิตแล้วมันก็ไม่สนใจเถากลืนจิตมันหันกลับมามองเหยื่อตัวอ้วนๆ ขาวๆ ที่ดูแล้วเนื้อน่าจะนุ่มมากคาดว่ากระดูกก็คงอ่อนนุ่มด้วยกระมัง
จ้าวเป่าฉินยื่นเท้าไปเตะเถากลืนจิตปั๊กๆ
“ฮื้อ!” เถากลืนจิตส่งเสียงงึมงำอีกครั้งแล้วพลิกตัวอีกด้าน
จ้าวเป่าฉินเห็นว่าคงพึ่งเ้าตัวตะกละไม่ได้แล้วเธอจึงค่อยๆ ก้าวถอยไปเรื่อย
ในความมืดเธอเห็นเงารางๆ เคลื่อนไหว รูปร่างมันใหญ่มาก มันค่อยๆก้าวผ่านช่องหน้าต่างเข้ามาจนกระทั่งหมดตัว
จ้าวเป่าฉินมองรูปร่างในความมืดแล้วกลัวจนหัวใจแทบหยุดเต้นแล้วจากเงาที่เห็นกะขนาดตัวมันแล้วน่าจะใหญ่ยิ่งกว่าเถากลืนจิต 3 เท่าทำให้บ้านหลังนี้เล็กคับแคบไปทันทีเมื่อตัวที่ตาเหมือนแมวเข้ามาข้างใน
บ้านหลังนี้ จริงๆก็ไม่ได้เล็กนะ เ้าตัวตะกละเข้าออกได้อย่างสบายเรียกว่าเ้าตัวตะกละเดินไปเดินมาภายในบ้านรวมกับเธอซึ่งอ้วนมากก็ยังมีพื้นที่เหลือเฟืออีกมากแต่พอตัวที่ตาเหมือนแมวเข้ามาเท่านั้นมันทำให้บ้านดูเล็กแคบจนหายใจหายคอไม่ออกแล้ว หรือจริงๆแล้วต้องพูดว่าเธอกลัวจนหายใจหายคอไม่ออกแล้วต่างหากเธอกลัวจนมือเท้าแข็งเกร็งไปหมดแล้ว
“กรร---” ตัวที่ตาเหมือนแมวคำรามออกมาเสียงมันดังมาก ดังจนบ้านะเืเลยทีเดียว
“ฮื้อ!” เถากลืนจิตส่งเสียงงึมงำทีหนึ่งแล้วก็เงียบไป
ดวงตาใหญ่โตเหล่มองเถากลืนจิตแวบหนึ่งอย่างไม่เห็นเถากลืนจิตอยู่ในสายตาซึ่งต้องบอกว่าไม่เห็นเถากลืนจิตเป็เหยื่อต่างหาก มันจะอยากกินเถากลืนจิตไปทำไมทั้งขมทั้งเหนียว ยี้...ไม่อร่อยสักนิด
จ้าวเป่าฉินคิดหาทางหนีทีไล่ไม่ออกจริงๆสมองเธอเหมือนถูกแช่แข็งไปแล้ว รู้แต่ว่าสัญชาตญาณสั่งให้วิ่งหนีเท่านั้นดังนั้น่ที่ดวงตาใหญ่โตคู่นั้นเหล่มองเถากลืนจิตเธอจึงหันหลังแล้ววิ่งสุดฝีเท้าทันที ปากก็ร้องะโว่า “ช่วยด้วย---” กับ“ไฟไหม้---” ออกไป
ซึ่งคำว่า ‘ไฟไหม้’ นี้ เป็คำะโเรียกร้องความสนใจจากผู้คนเพราะคนส่วนใหญ่หากได้ยินคำว่า ‘ช่วยด้วย’ ประโยคเดียวมักจะมองๆ ดูเหตุการณ์ก่อน แต่ถ้าได้ยินคำว่า ‘ไฟไหม้’ จะทำให้ผู้คนแห่กันออกมาหาทางดับไฟทันที
เพราะถ้าไฟมันลุกลามมากๆก็อาจจะเผาบ้านพวกเขาไปด้วยไง ดังนั้นผู้คนจึงต้องแห่กันออกไปช่วยดับไฟก่อน จ้าวเป่าฉินจึงะโสองประโยคนี้ออกไปตามสัญชาตญาณล้วนๆ
เมื่อเธอวิ่งดวงตาใหญ่โตคู่นั้นก็พุ่งตามทันที
“ช่วยด้วย---ไฟไหม้---” จ้าวเป่าฉินะโลั่นพลางวิ่งไปด้วย เธอวิ่งหนีในความมืดด้วยสัญชาตญาณล้วนๆเธอวิ่งสุดฝีเท้า วิ่งสุดชีวิตเลยทีเดียว เ้าตัวตาใหญ่ๆนั่นก็วิ่งตามเธอมาด้วยความเร็วยิ่ง
เสียงร้องะโว่า ‘ช่วยด้วย’ กับ ‘ไฟไหม้’ทำให้เถากลืนจิตสะดุ้งเฮือก มันลุกขึ้นทันทีอย่างตื่นตัวมันทันเห็นเงาดำๆ ใหญ่ๆ ผ่านหน้ามันไป มันรีบลุกขึ้นมาแล้ววิ่งตามไป “นี่ๆ หูลู่เ้ากินนางไม่ได้นะ!”
“ช่วยด้วย---ไฟไหม้---” จ้าวเป่าฉินะโลั่นไปเรื่อยๆเธอวิ่งไปทางบ้านของชายผมขาวตามสัญชาตญาณ เพราะในจิตสำนึกของเธอเขาต้องช่วยเธอได้แน่นอน เธอวิ่งไปอย่างไม่เห็นทางนัก เพราะมันมืด มีเพียงแสงดาวส่องสลัวๆเท่านั้น แล้วเธอก็ชนกับบางสิ่งเข้าให้ โคร้ม!
“โอ๊ย!” เธอล้มไป เจ็บหน้าจนรู้สึกเหมือนจมูกน่าจะหักแล้วมั้ง เธอกำลังจะลุกขึ้นแต่แล้วเ้าตัวที่วิ่งกวดเธอมามันก็เหยียบขาเธอเอาไว้ กร๊อบ!ทำเธอร้องอีกหน “โอ๊ย!”
เธอรู้สึกเจ็บขามากขาเธอน่าจะหักมั้ง เธอเงยหน้ามองขึ้นไป จึงเห็นเงาร่างใหญ่โตในความมืดมิดใต้แสงดาวรางๆมันตัวใหญ่มาก!
“กรร---”ตัวที่ตาเหมือนแมวคำรามออกมา กลิ่นเหม็นเน่าพุ่งออกมาจากปากมัน ทำจ้าวเป่าฉินเหม็นจนแทบอ๊วกเธอขนลุกซู่ เธอกลัวจนฉี่จะราดแล้ว เธอคงตายเพราะถูกมันกินแน่!
เธอเห็นมันอ้าปากกว้างพุ่งลงมา วินาทีนี้เธอกลัวจนทำอะไรไม่ถูกแล้ว แม้แต่จะร้องก็ร้องไม่ออกขยับตัวไม่ได้เหมือนตัวแข็งทื่อไปหมดแล้ว!
“หูลู่เ้ากินนางไม่ได้นะ!” เถากลืนจิตะโลั่นแว่วมาแต่คำห้ามปรามของมันก็ไม่ทันเสียแล้ว มันเห็นเ้าถังหูลู่อ้าปากลงไปแล้ว!
ขณะที่ถังหูลู่กำลังจะกัดเหยื่อจู่ๆ เสียงจางอี้ปินก็ดังขึ้น “หูลู่!”
ตัวมันลอยขึ้นไปพรึ่บ!
“กรร---” ถังหูลู่คำรามอย่างใแล้วตัวมันก็พุ่งลิ่วไปไกล เกือบจะชนต้นไม้เข้าแล้วดีที่มันกางกรงเล็บจิกพื้นเอาไว้ จึงหยุดการไถลไว้ได้ทันก่อนที่ตัวมันจะชนต้นไม้
จางอี้ปินลอยลงมายืนอยู่ข้างจ้าวเป่าฉิน
จ้าวเป่าฉินมองเขาแล้วสิ้นสติล้มพับลงไป
“อ้า! นายท่านเ้าขา” เถากลืนจิตวิ่งมาถึงพอดี มันรีบฟ้องว่า “เป็หูลู่ไล่กวดนางข้าพยายามห้ามมันแล้วนะเ้าคะ”
“อืม” จางอี้ปินพยักหน้ารับรู้แล้วก้มลงมองจ้าวเป่าฉิน เขายอบตัวลงดูนาง “เป่าฉินๆ”
แต่ร่างอวบอ้วนก็ไม่ส่งเสียงหืออือเลยสักคำเขาใช้นิ้วจิ้มๆ นาง “เป่าฉินๆ”
ยังคงเงียบไร้เสียงหืออือเช่นเดิมเขามองนางแล้วยื่นนิ้วไปแตะชีพจรที่ข้อมือของนาง
“ไอหยา!” เขาร้องสองคำแล้วรีบใช้พลังเทพทำให้นางลอยขึ้นมาจากนั้นก็พุ่งขึ้นฟ้าไปพร้อมกับร่างของนาง
“อ้า! นายท่านจะไปไหนเ้าคะ?” เถากลืนจิตถาม
“สำนักโอสถ”จางอี้ปินตอบขณะที่พุ่งจากไปราวดาวตก
“สำนักโอสถ”เถากลืนจิตทวนคำ จะถามอีก นายท่านก็จากไปเสียไกลลิบแล้ว
แสงสลัวเริ่มสว่างขึ้นทำให้มองเห็นบริเวณรอบๆได้ชัดขึ้นอีกนิด มันเห็นถังหูลู่อยู่ด้านหนึ่ง มันจึงเดินไปหาถังหูลู่แล้วข่มขู่ว่า“เ้าได้อดกินถังหูลู่แน่ นั่นนะสัตว์เลี้ยงตัวใหม่ของนายท่านนะ”
ถังหูลู่เบิกตาโต ครู่ต่อมามันก็ทำหูตกลู่“อ้า! ไม่นะ! ไม่นะๆๆๆ นายท่านจะลงโทษข้าไม่ได้นะก็ข้าไม่รู้นี่”
“ฮึ!” เถากลืนจิตแค่นเสียงคำหนึ่ง แล้วข่มขู่ต่อ “เ้าได้อดกินแน่ๆ ข้าอุตส่าห์เรียกแล้วแต่เ้าไม่หยุดเองนะ”
“...”ถังหูลู่หูตกอย่างกลัวโทษทัณฑ์ มันไม่รู้นี่ว่านายท่านมีสัตว์เลี้ยงตัวใหม่จะโทษมันไม่ได้นะ เ้าสัตว์เลี้ยงตัวใหม่ของนายท่านดูน่ากินมาก ทำให้มันอดใจไม่ไหวจริงๆหากได้กินสักคำมันเชื่อว่าเนื้อคงจะทั้งนุ่มทั้งหวานอร่อยมาก
เถากลืนจิตมองถังหูลู่แวบหนึ่งแล้วเดินกลับไปอย่างไม่สนใจถังหูลู่อีกก็มันยังมีงานที่ยังทำไม่เสร็จอีกตั้งมาก เมื่อนายท่านไม่อยู่เช่นนี้มันรีบจัดการงานต่างๆให้เสร็จดีกว่า เมื่อนายท่านกลับมามันจะได้คอยรับใช้นายท่านได้เต็มที่
ถังหูลู่กำลังจะเดินไปเถากลืนจิตรีบหันไปเรียก “หูลู่”
ถังหูลู่ชะงักกึกหันไปมองเถากลืนจิต
เถากลืนจิตได้ทีจึงรีบบอกว่า“ไหนๆ เ้าก็มาแล้ว เ้ามาช่วยข้าทำงานเถอะบางทีหากนายท่านเห็นว่าเ้าช่วยทำงานอาจจะลดโทษทัณฑ์ให้เ้าลงนิดหนึ่งก็ได้”
“จริงนะ?”ถังหูลู่ถามอย่างดีใจ
“อาจจะนะ”เถากลืนจิตพูดอย่างไม่กล้ารับรอง เพราะมันก็ไม่รู้เช่นกันว่านายท่านจะลงโทษถังหูลู่อย่างไรบ้างแต่ที่แน่แท้ที่สุดก็คือการไม่ซื้อถังหูลู่ให้ถังหูลู่กินแน่นอน ซึ่งจะเป็ระยะเวลานานเท่าใดก็ขึ้นอยู่กับนายท่านอีกนั่นแหละ
ถังหูลู่ได้ชื่อนี้มาก็เพราะมันชอบกินถังหูลู่นี่แหละยามนายท่านกลับมามักจะซื้อถังหูลู่มาให้ถังหูลู่กินเสมอเวลานายท่านจะลงโทษถังหูลู่ก็คือไม่ซื้อถังหูลู่ให้มันกิน นี่เป็โทษสถานเบา ส่วนโทษสถานกลางก็คือขังมันไว้ในป่าทำให้มันไม่อาจออกไปวิ่งเล่นได้ ส่วนโทษสถานหนักยังไม่เคยมีเพราะนายท่านยังไม่เคยลงโทษถังหูลู่มากไปกว่านี้เลยแต่เื่คราวนี้ก็ไม่รู้ว่าถังหูลู่จะถูกลงโทษอย่างไรบ้าง
จางอี้ปินพุ่งไปราวดาวตกได้สักพักเขาก็นึกขึ้นได้ว่า “อ้า! ทำไมข้าไม่ฉีกช่องว่างไปเล่า!?”
เมื่อนึกได้แล้วเขาก็ฉีกช่องว่างทันที
ท้องฟ้าพลันฉีกออกเป็รอยแยกเขาพุ่งเข้าไปในรอยแยกนั้นพร้อมกับร่างอวบอ้วนของจ้าวเป่าฉินซึ่งสลบไสลไม่ได้สติอีกทั้งขานางยังหักอีกด้วย หากนางแค่สลบไปเขาคงไม่รีบร้อนถึงเพียงนี้หรอกแต่เพราะนางขาหักทำให้เขารีบร้อนจนลืมไปว่าการฉีกช่องว่างย่อมไปได้เร็วกว่าการเหินลอยไปเช่นนี้
ณ ท้องฟ้าเหนือสำนักโอสถ ช่องว่างฉีกขาดออก ทำให้ศิษย์ที่เฝ้ายามอยู่เงยหน้ามองขึ้นไป แล้วเขาก็เห็นคนๆหนึ่งก้าวออกมาจากช่องว่างช่องนั้น “หือ?”
จางอี้ปินก้าวออกไปตามด้วยร่างของจ้าวเป่าฉิน
“ผู้มาคือใคร?”ศิษย์สำนักโอสถถามออกไป
“จางอี้ปิน”จางอี้ปินตอบแล้วบอกว่า “ข้า้าพบเ้าสำนักของเ้า”
“เชิญรอที่ห้องโถงขอรับข้าจะให้คนไปรายงานท่านเ้าสำนักให้ขอรับ”ศิษย์สำนักโอสถบอกอย่างสุภาพแล้วหันไปสั่งศิษย์น้องว่า “เ้าไปรายงานท่านเ้าสำนัก”
“ขอรับศิษย์พี่”ศิษย์น้องรับคำสั่งแล้วรีบวิ่งไปทันที
จางอี้ปินจึงพุ่งไปรอที่ห้องโถงพร้อมกับร่างของจ้าวเป่าฉิน
ศิษย์ที่เฝ้าประตูมองคนๆนั้นแล้วหันไปมองหน้ามองตากันเอง พวกเขาซุบซิบคุยกันว่า “จางอี้ปินผู้นี้พลังไม่สูงเหตุใดจึงเคลื่อนไหวได้รวดเร็วเช่นนั้นเล่า?”
“หรือว่าจะเป็วิชาลับของเขา?”ศิษย์คนหนึ่งคาดเดา
“คงจะเป็เช่นนั้นกระมัง”ศิษย์อีกคนพยักเพยิดเห็นด้วย
“เ้าสองคนยังอ่อนด้อยนักจางอี้ปินผู้นี้เป็เทพชั้นสูง มีแต่เทพชั้นสูงจึงจะฉีกช่องว่างไปมาตามใจเช่นนี้ได้”ศิษย์พี่ตำหนิเล็กน้อยแล้วอธิบายให้ศิษย์น้องทั้งหลายฟัง
“อ่อ” ศิษย์น้องกลุ่มนั้นจึงพยักหน้าเข้าใจ
พวกเขาล้วนเป็เทพใหม่ที่เพิ่งขึ้นมาจากโลกเบื้องล่างและเพิ่งเข้าสำนักได้ไม่นานจึงไม่ค่อยรู้เื่ราวมากนักวันนี้ถูกใช้ให้มาเฝ้ายามที่ประตู พวกเขาก็มาทำหน้าที่ตามคำสั่งเท่านั้น
จางอี้ปินไปถึงห้องโถงในไม่กี่อึดใจเขาพุ่งผ่านไปราวลมพายุหอบหนึ่งทำให้ศิษย์ของสำนักโอสถที่เดินไปเดินมามองไม่ทันพวกเขาถูกลมพัดผ่านวูบหนึ่งแล้วลมหอบนั้นก็จากไปแล้วทำให้ศิษย์ทั้งหลายล้วนคิดว่าเป็เพียงลมหอบหนึ่งเท่านั้น
จางอี้ปินวางจ้าวเป่าฉินบนตั่งยาวแล้วนั่งลงรอคอย
ศิษย์ที่ดูแลห้องโถงเห็นมีแขกมาจึงยกน้ำชาไปต้อนรับเขาวางน้ำชา ขนมและผลไม้ให้แขกแล้วก็ถอยไป
จางอี้ปินไม่แตะต้องน้ำชาขนมและผลไม้พวกนั้นเลย เขามองไปที่ทางเข้าห้องโถง รอคอยเ้าสำนักฯ มาพบ
เ้าสำนักโอสถรับรู้ว่ามีแขกมาพบจึงออกไปพบแขกเมื่อได้เห็นหน้าแขกที่มาพบเขาก็รีบกุมมือคารวะ “ท่าน...”
“เกอเกอ*” จางอี้ปินพูดสองคำ (เกอเกอ 哥哥 แปลว่าพี่ชาย)
ทำให้เ้าสำนักโอสถซึ่งกำลังจะพูดออกมาชะงักไปอึดใจหนึ่งแล้วเขาก็พูดว่า “เกอเกอ”
เขารีบเดินไปหาจางอี้ปินกำลังจะอ้าปากถาม จางอี้ปินก็ชิงบอกเสียก่อนว่า “ข้าพานางมาให้ท่านช่วยรักษา” นิ้วชี้ไปที่จ้าวเป่าฉิน
เ้าสำนักโอสถมองตามเขาเห็นสตรีอ้วนนางหนึ่งนอนอยู่บนตั่งตัวใหญ่ แต่บัดนี้ดูเล็กไปเมื่ออยู่ใต้ร่างสตรีอ้วนนางนี้เขารีบเดินไปดูนางทันที จับมือนางพลิกให้หงายข้อมือแล้ววางนิ้วแตะจุดชีพจรของนางเขาแตะอยู่พักหนึ่ง หัวคิ้วพลันขมวด พูดสองคำ “ครึ่งเทพ”
เขาดึงมือกลับแล้วขยับไปจัดการขาที่หักของนางทันทีเขาจับขานางแล้วจัดกระดูกให้เข้าที่ กรึบๆ
จากนั้นเขาก็ขยับไปเอาโอสถเม็ดหนึ่งใส่ปากนางแล้วหันไปบอกจางอี้ปินว่า“ข้าจัดกระดูกให้นางแล้ว และให้โอสถระดับมนุษย์แก่นางไม่อาจใช้โอสถระดับเทพกับนางได้เพราะฤทธิ์รุนแรงเกินไปร่างกายนางย่อมทนฤทธิ์โอสถระดับเทพไม่ได้แน่”
“อืม”จางอี้ปินพยักหน้าแล้วพูดขอบคุณ “ขอบใจท่านมาก”
“นางคือ?”เ้าสำนักโอสถถามอย่างอยากรู้
“นางคือครึ่งเทพที่ข้าเจอแถวชายแดนเกือบจะถูกเ้าตัวตะกละกินแล้ว” จางอี้ปินอธิบายสั้นๆ
“อ่อ” เ้าสำนักโอสถพยักหน้ารับรู้แล้วบ่นอย่างเสียดายว่า“เถากลืนจิตเถานั่นก็เติบใหญ่ถึงขนาดนั้นแล้วหากนำมาตุ๋นกินย่อมเพิ่มพูนพลังไม่น้อยทีเดียว”
“ข้าตุ๋นมันไม่ลง”จางอี้ปินพูดแค่นั้น
เ้าสำนักโอสถก็ไม่พูดอะไรเกี่ยวกับเถากลืนจิตอีก
“เมื่อท่านรักษานางแล้วข้าก็กลับล่ะ”จางอี้ปินบอกแล้วเอาถุงหยกปราณ์ออกมาวางไว้บนโต๊ะเป็ค่ารักษาแล้วเขาก็ใช้พลังทำให้จ้าวเป่าฉินลอยขึ้น
“เดี๋ยวก่อนเกอเกอ”เ้าสำนักโอสถรีบเรียก
จางอี้ปินชะงักหันไปมองเ้าสำนักโอสถ
เ้าสำนักโอสถรีบเอาขวดโอสถออกมาแล้วยื่นให้จางอี้ปิน“นี่เป็โอสถระดับมนุษย์ ท่านให้นางกินครั้งละ 1 เม็ด 3 เวลาต่อวันจะช่วยให้นางหายปวดได้ส่วนนี่เป็โอสถสมานกระดูกระดับมนุษย์เช่นกัน ท่านให้นางกินวันละ 2 เม็ดเช้าเย็นจะช่วยให้กระดูกของนางสมานกันเร็วขึ้น”
“อ่อ”จางอี้ปินรับขวดโอสถมา “ขอบใจ”
เขาเก็บขวดโอสถไปแล้วเดินจากไปทันทีพร้อมกับร่างของจ้าวเป่าฉินที่ลอยตามหลังไป
เ้าสำนักโอสถมองตามจนคนลับตาไปแล้วเขาจึงกลับไปที่เรือนของเขา
ตอนแรกที่ได้ยินศิษย์รายงายว่า‘จางอี้ปิน’ มาพบเขาคิดว่าคงเป็เทพสักคนที่ไม่สลักสำคัญอะไรกระมัง จึงมาพบตามมารยาทเท่านั้นแต่เมื่อได้เห็นว่า ‘จางอี้ปิน’ ที่มาพบคือใครเขาก็ใมากเพราะคนผู้นี้น้อยนักที่จะออกจากบ้านเรียกได้ว่าเขาแทบจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเื่ทางโลกเหมือนตี้จวินเข้าไปทุกทีแล้ว
พวกศิษย์ที่เฝ้าอยู่ที่ห้องโถงล้วนมองดูท่าทางท่านเ้าสำนักฯที่อ่อนน้อมต่อแขกยิ่งนัก พวกเขาจึงพยายามจดจำแขกท่านนี้ให้แม่นยำครั้งหน้าหากแขกท่านนี้มาอีก พวกเขาจะได้ไม่เผลอล่วงเกินอะไรเข้าก็แขกที่ทำให้ท่านเ้าสำนักฯ อ่อนน้อมได้มีน้อยมาก ทั่วทั้งแดนเทพนับๆดูแล้วมีไม่ถึง 10 คนกระมัง
จางอี้ปินออกจากห้องโถงถึงประตูหน้าในเวลาไม่กี่อึดใจแล้วเขาก็ฉีกช่องว่างกลับไป
เหล่าศิษย์ที่เฝ้าประตูล้วนมองท่านเทพชั้นสูงผู้นั้นฉีกช่องว่างจากไปอย่างอิจฉาอยู่ในใจไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่พวกเขาจะกลายเป็เทพชั้นสูงนะ คิดๆแล้วคงอีกหลายร้อยปีเลยกระมัง ไม่ซิ ต้องบอกว่าหลายพันปีต่างหาก บางทีอาจจะหลายหมื่นปีเลยก็ได้เฮ้อ...
เมื่อจางอี้ปินกลับไปถึงเขาก็พาจ้าวเป่าฉินไปนอนที่เตียงในเรือนของนาง แล้ววางขวดโอสถสองขวดไว้บนโต๊ะ เขามองหาเ้าตัวตะกละสักพักเขาก็เห็นมันเดินออกมาจากชายป่า ตามหลังมันมาคือถังหูลู่เขาจึงเดินออกจากเรือนไปหาเ้าตัวตะกละกับเ้าถังหูลู่
เถากลืนจิตเห็นนายท่านมันรีบวางท่อนไม้ที่เพิ่งตัดมาทิ้งลงกับพื้นแล้วรีบวิ่งไปหานายท่านทันที “นายท่าน! ท่านกลับมาแล้ว”
“อืม”จางอี้ปินส่งเสียงคำหนึ่งแล้วมองถังหูลู่
ถังหูลู่ถูกมองมันทำหูลู่ตกอย่างรู้ความผิด มันปล่อยท่อนไม้ที่คาบอยู่ในปากลงแล้วเดินไปนั่งหมอบตรงหน้านายท่าน
จางอี้ปินมองมันอย่างเฉยชามาก
ถังหูลู่ยิ่งใจเต้นตุ้มๆต่อมๆ มันกลัวว่านายท่านจะลงโทษมันรุนแรงมากกว่าที่เคยถูกลงทัณฑ์
“รอให้นางฟื้นแล้วค่อยให้นางตัดสินโทษทัณฑ์ของเ้าเถอะนางเป็เ้าทุกข์ไม่ใช่ข้า” จางอี้ปินพูดอย่างเฉยชาแล้วหมุนตัวเดินจากไป
ถังหูลู่งุนงงมันมองนายท่านอย่างงงๆ แล้วกะพริบตาปริบๆ มันหันไปมองเถากลืนจิต
เถากลืนจิตมองตอบอย่างงงๆเช่นกัน
“นายท่านหมายความว่าอย่างไร?”ถังหูลู่ถามอย่างมึนงง
ติดตามข่าวสารและพูดคุยกับไรเตอร์ได้ทางเพจreadfree.in ค่ะ
https://www.facebook.com/readfree.in/
ทางเว็บไซต์ www.readfree.in ค่ะ
และทาง Line Official Account : https://lin.ee/qEBuZvK
ขอบคุณรีดเดอร์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ