บทที่30
ซูเหลียงและไก่ตอน
ฉันตื่นมาเห็นหนิงหลงกำลังเก็บที่นอน จัดเสื้อผ้าที่หลุดลุ่ยให้เข้าที่และใช้มือสางผมยาวสีดำขลับการเห็นเขาที่เพิ่งตื่นทำให้หัวใจฉันสั่นไหวแปลกๆ
“ตื่นแล้วหรือ?”เขาทักทายเมื่อฉันลุกขึ้นจากเตียง “อาการเป็อย่างไร? ดีขึ้นบ้างไหม? หลับสบายหรือไม่?”
ชายหนุ่มเอามือวางบนหน้าผากฉันอีกครั้งเมื่อเป็ที่พอใจแล้ว เขาเก็บของออกจากห้องและให้พื้นที่ส่วนตัวกับฉัน
เมื่อจัดการตัวเองเรียบร้อยฉันเดินเข้าไปในห้องทานอาหารก็โดนถิงถิงพุ่งเข้ามากอดเอวคุเรไนส่งเสียงทักทายสดใสทั้งที่ตัวเองยังใส่ชุดนอน หนิงหลงเดินมาหลังเปลี่ยนชุดเรียบร้อยพอเห็นหน้าฉันก็ส่งยิ้มบางๆ ให้
ฉันโผล่หน้าเข้าไปทักทายซูเหลียงในครัวก็ต้องสะดุ้งเพราะมือและปากเด็กหนุ่มเปื้อนเืสีแดงคล้ำอย่างกับผีดิบหนิงหลงที่ตามเข้ามาทำหน้าระอา
“...เ้ากัดคอไก่อีกแล้วรึ?”ชายหนุ่มพูดเสียงเนือย “ไปล้างเืแล้วค่อยมาทำต่อ”
“ขอรับๆ” ซูเหลียงไปล้างมือล้างปาก ระหว่างนั้นฉันหันไปถามหนิงหลงด้วยความตระหนกว่านั่นใช่เฟยเฟยรึเปล่า
“ไม่ใช่ เมื่อวานซูเหลียงได้ไก่ตัวผู้มาจากแม่ค้าในตลาดแต่เขาไม่อยากเลี้ยงจึงเพิ่งฆ่าเอาวันนี้” ชายหนุ่มถอนหายใจ “ได้ข่าวว่าลูกสาวร้านไก่ถูกใจเขาคนแม่จึงพยายามเอาใจเขาเป็พิเศษ แต่ซูเหลียงไม่ชอบนาง”
ความรักของหนุ่มอดีตทหารกับลูกสาวร้านขายไก่...เอาไปเขียนนิยายได้เลยนะเนี่ย
“ท่านเหมยฟางถึงกับหน้าซีดเชียวข้าน้อยน่ากลัวถึงเพียงนั้นเชียวรึ?”ซูเหลียงเข้ามาเช็ดมือในครัวหลังทำความสะอาดตัวเองเรียบร้อยภาพที่เขาะโลงจากหลังคาในสภาพที่มีเืเปื้อนตัวย้อนกลับเข้ามาในหัว
“นิดหน่อย” ฉันสารภาพ“ซูเหลียงฆ่าคนพวกนั้นไปเหรอ? หมายถึงคนของหวังจื้อ”
“ไม่ทราบขอรับ ทางการอี้เหิงเป็คนจัดการเอาคนพวกนั้นออกจากบ้านเราไม่ใช่ข้าน้อย พอแน่ใจว่าพวกนั้นคงไม่ลุกขึ้นมาในเร็ววัน ข้าน้อยก็เดินจากไปโดยไม่ตรวจสอบว่าพวกมันยังมีชีวิตอยู่หรือไม่”เขาตอบแบบไม่ยี่หระ “แล้วไม่ต้องพูดว่าน่าสงสารหรอกนะขอรับ ถ้าใครจะทำร้ายพวกท่านข้าน้อยจะฆ่าแบบไม่ลังเล”
พูดแบบนั้นเขาก็เริ่มถอนขนไก่
“ซูเหลียง...” หนิงหลงเรียกชื่ออีกฝ่ายไม่แน่ใจว่าเรียกด้วยความรู้สึกแบบใด
“ถึงจะฝันร้ายเพราะฆ่าคนข้าน้อยรู้ว่าการปกป้องคนสำคัญไว้ไม่ได้ต่างหากที่จะทำให้ข้าน้อยฝันร้ายจริงๆ”เด็กหนุ่มกล่าว “ว่าแต่พวกท่านไม่ตักข้าวต้มทานกันรึ?”
พวกเราทำตามที่เขา้าคุเรไนคุยกับหนิงหลงสนุกสนาน ถิงถิงชอบทานข้าวต้มกับไข่ในขณะที่ฉันแค่เหยาะซีอิ๊วคนๆ ให้เข้ากัน
“พวกท่านจะไปเทียนซูกันวันไหนขอรับข้าน้อยจะได้เตรียมของสำหรับเดินทางไว้ให้” พอนั่งลงที่โต๊ะซูเหลียงก็ถามกำหนดการทันที
“อีกสามวัน ติดต่อรถเรียบร้อยแล้ว”หนิงหลงกล่าวหลังทานข้าวต้มหมดถ้วยพอดี “ฝากบ้านกับถิงถิงด้วย”
ซูเหลียงเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะพูดต่อ
“ข้าน้อยจะดูแลทุกอย่างให้เหมือนทุกครั้งแต่ท่านต้องระวังให้มากๆ คราวนี้ท่านไม่ได้เดินทางตามปกติแต่มีศัตรูตามหลัง”เด็กหนุ่มกล่าวเสียงต่ำ “ถ้าท่านเป็อะไรไป ข้าน้อยจะกระเตงถิงถิงตามไปช่วยท่านถึงที่”
“อืม แต่ไม่มีความจำเป็หรอกกว่าเ้าจะมาถึง ข้าคงจัดการไปแล้ว”
“เราคงจัดการไปแล้ว ข้ายังไม่ได้เป็ง่อยสักหน่อยหวังพึ่งข้าสักนิดก็ได้” คุเรไนสะกิดเพื่อน “จะว่าไป วันนี้พวกเ้ามีเวลาว่างไหม?ชาที่ข้าเอามาฝากคนของทางซิงกวนมีเหลือ ข้าอยากชงชาให้พวกเ้าดื่ม”
“ถิงถิงด้วยรึเปล่า?” เด็กหญิงเอียงคอ
“ถิงถิงด้วย ข้าจะขอยืมห้องเ้าสักห้องคนที่ชอบชาอย่างเ้าคงไม่เกี่ยงสินะ” ประโยคหลังหันไปพูดกับหนิงหลง“รับรองว่าเป็ชาชั้นหนึ่งจากโทโคโยะแบบที่ไม่เสียหน้าคนเป็ทูต”
“เ้าเรียนพิธีชงชาั้แ่เมื่อไร?”
“ข้ามีใบอนุญาตจัดพิธีด้วยนะจะบอกให้”ชายหนุ่มเชิดหน้า “เจอกันตอนบ่าย”
ฉันสงสัยว่าจะเกิดอะไรขึ้น เป็เื่ใหญ่ขนาดต้องนัดเวลาเลยเหรอหนิงหลงก็บอกให้ฉันรอดูไปก่อน
“โทโคโยะมีพิธีชงชาที่เป็ทางการและมีแบบแผนสูงทางซิงกวนเองก็มีวัฒนธรรมในการชงชา แต่ไม่ได้เป็พิธีใหญ่โตอย่างโทโคโยะ”หนิงหลงอธิบาย “เดี๋ยวข้าหยิบมาให้ดู”
“ข้าก็อยากเห็น” คุเรไนช่วยเก็บชาม เมื่อเรียบร้อยก็พอดีหนิงหลงกลับมาพร้อมชุดอุปกรณ์สำหรับชงชาประกอบไปด้วยถาดไม้สองชั้นสำหรับรองน้ำที่เททิ้งหลังชงชาหรือรับน้ำที่หก บนถาดชามีป้านชาขนาดเล็กถ้วยชา ที่กรองชา กระบอกที่ใส่อุปกรณ์ในการชงชาซึ่งทำจากไม้ไผ่ และเหยือกพักชา
คุเรไนหยิบอุปกรณ์ชงชาไม้ไผ่มาพิจารณามีช้อนทรงโค้งหน้าตาเหมือนที่เอาไว้ตักในร้านสุกี้ มีคีมไม้ไผ่เข็มที่คงเอาไว้แก้ปัญหาเวลากาตัน และช้อนเล็กๆ ที่ไว้เขี่ยใบชา
“ก่อนจะชงต้องลวกป้านและถ้วยชาก่อนอุณหภูมิน้ำที่ใช้ก็แล้วแต่ประเภทของชาที่จะชง ชาขาวจะใช้อุณหภูมิต่ำกว่าชาดำก่อนชงจะให้แขกได้ดมกลิ่นและได้เห็นใบชาก่อนใส่ลงในป้าน”หนิงหลงหยิบป้านขึ้นทำท่าเหมือนกำลังเทน้ำร้อน “น้ำแรกไว้ล้างชา เราจะเททิ้งสามารถใช้ราดถ้วยชาเพื่อล้างได้ และน้ำที่เทลงในถ้วยชาสามารถเทราดด้านนอกของป้านชาเพื่อรักษาอุณหภูมิหลังจากนั้นจะเป็การชงชา ทิ้งไว้ตามเวลาที่กำหนดสำหรับชาแต่ละชนิด”
“ป้านชาเล็กขนาดนี้แสดงว่ารสชาจะเข้มมาก”คุเรไนออกความเห็น
“ถ้วยชาเองก็มีขนาดเล็กเพื่อให้สามารถดื่มได้หมดขณะชามีรสและอุณหภูมิได้ที่”หนิงหลงเสริม “ก่อนดื่ม แขกจะยกถ้วยชาขึ้นเชยชมสีและกลิ่นหอมของชาชาบางชนิดอย่างอู่หลงสามารถเติมน้ำร้อนชงได้เรื่อยๆในขณะที่ชาประเภทอื่นอาจต้องมีการเปลี่ยนใบชา”
“ถ้วยเล็กเหมือนถ้วยของคุณภูต”ถิงถิงหยิบถ้วยชาขึ้น
“บางทีคุณภูตอาจจะลงไปอาบน้ำในถ้วยชาก็ได้”ซูเหลียงพูด
“จริงเหรอ?คุณภูตลงไปอาบน้ำในถ้วยชาด้วยเหรอ?”
“อาจจะขอรับข้าน้อยไม่ใช่ภูตจึงไม่ทราบ”
ถิงถิงทำตาเป็ประกายขณะนั้นหนิงหลงอธิบายต่อ
“เวลาจะรินชาต้องมีทักษะอื่นที่ใช้เช่นเวลารินใส่ถ้วยจะรินชิดกับปากเพื่อคงกลิ่นและไม่ให้กระเด็น” หนิงหลงสาธิต“ไม่ใช่การชงชาที่ชวนให้เกร็งแบบของโทโคโยะ”
“พูดเช่นนี้แสดงว่าเ้าเคยเข้าพิธีชงชาของโทโคโยะมาก่อน”คุเรไนกล่าว “วันหลังเ้าลองชงชาให้ข้าดื่มบ้าง”
“ที่ข้าชงให้เ้าดื่มทุกวันยังไม่พออีกรึ?”
“แต่เ้าไม่ได้ใช้ชุดชานี้ชง!”
ฉันชักเริ่มอยากเห็นพิธีชงชาของโทโคโยะว่าจะลึกลับซับซ้อนขนาดไหนเพราะที่หนิงหลงสาธิตก่อนหน้าก็ดูมีพิธีรีตองเยอะพอสมควร
ระหว่างรอให้ถึงเวลาบ่าย ฉันไปอ่านข้อมูลของเทียนซูในห้องสมุดพลิกดูจากสมุดแผนที่เล่มที่ฉันอ่านจนแทบจะท่องเนื้อหาได้
เริ่มแรกสถานที่ซึ่งถูกเรียกว่าเทียนซูคือเกาะเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ในทะเลสาบเป๋ยโต่วตั้งอยู่ค่อนไปทางฝั่งตะวันตกของทะเลสาบเมืองขยายออกไปทางชายฝั่งด้านตะวันตกและกลายเป็เมืองหลวงอย่างในปัจจุบันตอนนี้เกาะเล็กนั่นเป็ที่ตั้งของพระราชวังของโอรส์และตำหนักเล็กน้อยต่างๆ
ทะเลสาบเป๋ยโต่วล้อมด้วยเทือกเขาทางเหนือเทียนซูทางตะวันตก เทียนเฉวียนทางตะวันออก และเทียนจีกับเทียนเซวียนทางใต้ ดูเผินๆเหมือนน้ำในกระบวย
การเดินทางไปเทียนซูจากอี้เหิงสามารถทำได้สองทางคือไปขึ้นเรือที่เทียนเฉวียน หรืออ้อมลงใต้เดินทางบกผ่านเทียนจีและเทียนเซวียนหนิงหลงน่าจะเลือกทางเรือ
เราทานไก่ที่ซูเหลียงถอนขนเมื่อเช้าเป็อาหารกลางวันมันถูกเอาไปตอน เนื้อไก่ขาวนวลน่ารับประทาน มาคู่กับผักดองรสชาติอ่อน น้ำมันพริกเต้าเจี้ยว และที่ขาดไม่ได้คือข้าวสวย
ไก่เนื้อแน่น นุ่ม และชุ่มฉ่ำกัดเข้าไปก็รับรู้ได้ถึงคุณภาพของเนื้อไก่และฝีมือคนปรุงตัวเนื้อไก่เองมีรสหวานอ่อนๆ อร่อยจนกินเปล่าได้ไม่ต้องอาศัยเครื่องเคียงพอทานกับน้ำมันพริกที่มีรสเค็มอ่อนๆ และเต้าเจี้ยวแล้วยิ่งอร่อยกลมกล่อม
เครื่องในไก่เองก็ถูกนำไปปรุงทั้งกึ๋นไก่ ตับไก่ และหัวใจ ถิงถิงเคี้ยวกึ๋นไก่ดังกรุบๆคุเรไนคีบตับไก่ให้ฉันกินบำรุงร่างกาย ฉันเลยจัดการราดน้ำมันพริกใส่ตับไก่ต่อหน้าสายตาของคุเรไนที่ประทับใจกับความสามารถในการกินพริกของฉัน(อันที่จริงน้ำมันพริกแทบไม่เผ็ดเลย ออกเค็มมากกว่า)
เมื่อทานเสร็จ คุเรไนไปเตรียมชงชาและพวกเราที่เหลือนั่งรอคอย