บทที่29
ประชากรในเมืองกู่หลิงซา
หนานกงจิ่นอวี่วางถ้วยน้ำชาลงบนโต๊ะอย่างแ่เบาเสียงกระทบกันของถ้วยกับโต๊ะไม้สะท้อนก้องในความเงียบ ดวงตาคมดั่งเหยี่ยวกวาดมองขุนพลทั้งสี่ที่นั่งเรียงรายอยู่ตรงหน้าก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ แต่แฝงไปด้วยแรงกดดันอันมหาศาล
“ในเมื่อตอนนี้...พวกเราพอจะมีเสบียงอาหารที่ช่วยยืดเวลาในการอยู่รอดได้” เขาหยุดไปครู่หนึ่งสายตาเหลือบไปมองเซี่ยอันอวี่เพียงชั่ววูบ แล้วกล่าวต่อ
“ก็ถือว่าพวกเราแก้ปัญหาไปได้หนึ่งอย่างแล้ว”หยางจื้อหลงที่นั่งอยู่ด้านข้าง พยักหน้ารับทันทีพลางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงผ่อนคลายกว่าเดิม“ถือเป็ข่าวดีในสถานการณ์เช่นนี้ขอรับ”
ขุนพลอีกสามคนต่างพยักหน้าเห็นด้วยสีหน้าของพวกเขาดูเบาใจขึ้นเล็กน้อย
แต่ในสายตาของเซี่ยอันอวี่ที่นั่งฟังอยู่เงียบๆ นางกลับรับรู้ได้ว่าบรรยากาศตรงหน้านี้... มันยังห่างไกลจากคำว่า"ปลอดภัย" อย่างสิ้นเชิง
ดวงตาของนางหรี่ลงเล็กน้อยก่อนจะกวาดมองสีหน้าของเหล่าขุนพลที่แม้จะดูผ่อนคลายขึ้น แต่แววตาลึก ๆยังคงเต็มไปด้วยความกังวล นั่นทำให้นางมั่นใจว่า... ปัญหาภายในดินแดนฮั่วโจวนี้ไม่ได้มีแค่ 'เสบียง' หรือ 'สัตว์อสูร' เพียงเท่านั้น
หนานกงจิ่นอวี่ขยับมือเรียวยาวยกถ้วยน้ำชาขึ้นจรดริมฝีปาก ดื่มอย่างสงบนิ่งก่อนจะวางถ้วยลงอีกครั้งแล้วกล่าวเสียงเรียบ “เพียงแต่...พวกผักที่นางปลูกได้ตอนนี้ ยังไม่เพียงพอ”
ดวงตาคมหันไปมองเซี่ยอันอวี่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวต่อ
“นางยังไม่มีความสามารถพอ...ที่จะเพาะปลูกให้เพียงพอต่อการเลี้ยงทหารทั้งหมด รวมถึงประชากรภายในเมือง”
คำพูดนี้ทำให้บรรยากาศที่เหมือนจะดีขึ้นเมื่อครู่กลับตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง
หนานกงจิ่นอวี่เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงดั่งประกาศนโยบาย
“เพราะฉะนั้น... พวกเราไม่อาจฝากความหวังไว้กับนางเพียงอย่างเดียว”
“ข้าเพียงแค่บอกให้รู้ว่านางสามารถจัดหาอาหารส่วนหนึ่งให้พวกเราได้เท่านั้น”
หยางจื้อหลงและขุนพลทั้งสามพยักหน้ารับอย่างเข้าใจก่อนที่หนานกงจิ่นอวี่จะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงจริงจังยิ่งขึ้น
“ต่อจากนี้ หากพบเจอพวกสัตว์อสูร... พยายามล่ากลับมาให้ได้มากที่สุด”
“เนื้อของพวกมันแม้จะไม่ใช่อาหารชั้นเลิศ แต่ก็ยังพอเลี้ยงคนได้”
“ส่วนหนึ่งให้นำไปตากแห้งเก็บสำรองอีกส่วนแบ่งให้ประชาชนภายในเมือง เพื่อประคองสถานการณ์เอาไว้”
คำสั่งเด็ดขาดดังกล่าวทำให้ทุกคนรับรู้ถึงภารกิจสำคัญที่รออยู่เบื้องหน้า
เหยียนฟาง ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ดวงตาสองสีที่ดูโดดเด่นสะดุดตา ขมวดคิ้วแน่น เขาวางถ้วยน้ำชาลงก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักใจ
“เพียงแต่ว่า... สัตว์อสูรในทะเลทรายนี้หาได้ยากยิ่ง”
“จำนวนของพวกมันอาจมาก...แต่พวกมันรู้จักซ่อนตัวได้ดีเกินไป สถานที่แห่งนี้คืออาณาเขตของพวกมันเราที่เป็คนนอก... จึงตกเป็ฝ่ายเสียเปรียบทุกครั้งที่ล่าพวกมัน”
หนานกงจิ่นอวี่พยักหน้าอย่างเข้าใจสายตาของเขาแม้จะสงบนิ่ง แต่แววตากลับทอประกายลึกซึ้งราวกับกำลังครุ่นคิดแผนการบางอย่างอยู่ภายในใจ
ไม่ใช่ว่าภายในดินแดนอย่างฮั่นโจวไม่มีสัตว์อสูรหรือว่าสัตว์อสูรน้อยในทางกลับกันเลยต่างหากดินแดนแห่งนี้มีสัตว์อสูรเยอะมาก
เพียงแต่ว่าสัตว์อสูรที่เยอะขนาดนั้นพวกเขากลับไม่สามารถล่ามันได้เป็เพราะว่าภายในทะเลทรายแห่งนี้เป็สถานที่กบดานและเป็รังของพวกมัน
พวกมันเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็วไม่เพียงแค่นั้นทำการหลบหนีไปได้อีกเพราะแบบนั้นพวกเขาเลยล่าสัดส่วนได้น้อยมาก
ให้พูดตามความเป็หนานกงจิ่นอวี่และกองกำลังทหารที่ติดตามเขาเดินทางมาถึงสถานที่แห่งนี้ได้ก็สามารถล่วงรู้ได้แล้วว่าพวกเขานั้นไม่ธรรมดา
การสังหารและล่าสัตว์อสูรนั้นสามารถทำได้ไม่ยากเย็นแต่ว่าหาตัวละสังหารมันไม่ได้เพราะว่ามันหลบหนีนี่สินี่คือเื่ที่ทำให้พวกเขานั้นปวดหัวมากที่สุด
"ล่าได้เท่าที่ล่าได้ก็พอ..."เขาเว้น่เล็กน้อย ก่อนจะถามต่อด้วยน้ำเสียงต่ำลึก
“ตอนนี้ภายในเมืองมีประชากรเท่าไหร่คนที่ยังเหลืออยู่”หนานกงจิ่นอวี่หันไปถามกับหวังจาง
ชายวัยกลางคนที่มีแผลเป็บนใบหน้าแล้วก็มีบนศีรษะไม่มีเส้นผมที่มีนามว่าหวังจางตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ประชากรภายในเมืองตอนนี้เหลือรอดเพียงแค่300 ชีวิตเท่านั้น”
"น้อยขนาดนั้นเลยหรือ..."น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบเอ่ยทวนคำราวกับยังไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
หวังจางพยักหน้าช้า ๆใบหน้าที่เต็มไปด้วยาแเป็นั้นเคร่งขรึมกว่าเดิมร่างกำยำตั้งตรงราวกับไม่กล้าหายใจแรง
"ขอรับ...ตอนนี้ประชากรที่ยังมีชีวิตรอดอยู่ภายในเมืองกู่หลิงซาเหลือเพียงแค่สามร้อยชีวิตเท่านั้น"
บรรยากาศภายในเรือนไม้พลันเงียบงันลงทันทีเหล่าขุนพลต่างก้มหน้าครุ่นคิด แต่ละคนสีหน้าหนักใจอย่างเห็นได้ชัด
เซี่ยอันอวี่ที่นั่งฟังอยู่ข้าง ๆแม้จะไม่ได้เข้าใจภาพรวมทั้งหมดเหมือนพวกเขา แต่ตัวเลขที่ได้ยินก็เพียงพอจะทำให้นางรู้สึกหนาวเย็นไปถึงขั้วหัวใจ
ดวงตาคู่งามของนางเบิกกว้างเล็กน้อยก่อนจะเหลือบไปมองหนานกงจิ่นอวี่ที่ยังคงนิ่งสงบแต่นางััได้ถึงแรงกดดันบางอย่างที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของเขา
‘...สามร้อยชีวิตในเมืองที่กว้างใหญ่ขนาดนั้นงั้นหรือ...’ เซี่ยอันอวี่เม้มริมฝีปากแน่นในหัวของนางพลันนึกย้อนกลับไปยังวันที่ตนเองเดินทางเข้ามาถึงเมืองแห่งนี้ครั้งแรกภาพกำแพงเมืองขนาดมหึมา และถนนหนทางที่ทอดยาวไกลออกไป บ่งบอกชัดว่าในอดีตเมืองกู่หลิงซานี้ต้องเคยเจริญรุ่งเรืองและเต็มไปด้วยผู้คนมากเพียงใด
แต่ตอนนี้...เหลือเพียงเงาร้างและผู้รอดชีวิตไม่ถึงพันด้วยซ้ำ
หนานกงจิ่นอวี่ขยับตัวเล็กน้อยเขาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ มือข้างหนึ่งยกถ้วยน้ำชาขึ้นมาดวงตาคมทอดมองของเหลวในถ้วยราวกับใช้ความคิด ก่อนจะกล่าวเสียงเรียบแต่เฉียบขาด
"แล้ว...พวกเด็กและสตรี เหลืออยู่มากน้อยเพียงใด?"
หวังจางเงยหน้าขึ้นตอบทันที"ส่วนใหญ่ที่ยังรอดอยู่ เป็คนแก่ สตรี และเด็กขอรับ...ส่วนบุรุษที่ยังพอสู้ไหวก็ถูกระดมเข้ามาเป็กองกำลังช่วยเหลือทหารของท่านแม่ทัพไปแล้ว"
หนานกงจิ่นอวี่พยักหน้าเล็กน้อย แววตาไม่ได้แสดงความรู้สึกใดออกมาราวกับคาดการณ์ตัวเลขนี้ไว้แล้ว
เซี่ยอันอวี่ที่ฟังอยู่เงียบ ๆเริ่มเข้าใจสถานการณ์มากขึ้นทีละน้อย นางกำมือแน่นใต้โต๊ะใจหนึ่งก็รู้สึกสงสารผู้คนในเมืองแห่งนี้ แต่อีกใจก็อดคิดเข้าข้างตัวเองไม่ได้ว่า…
‘ข้าเองก็เป็หนึ่งในคนที่ต้องเอาตัวรอดเหมือนกัน...’
หนานกงจิ่นอวี่นึกบางอย่างขึ้นได้จึงหันไปกล่าวกับเซี่ยอันอวี่ด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “หวังจางผู้นี้รับหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยและตรวจตราภายในเมืองหากเ้า้าทำสิ่งใดในเมือง ก็บอกเขาได้”
เซี่ยอันอวี่หันไปมองชายวัยกลางคนที่ถูกกล่าวถึงดวงตาของนางจับจ้องไปยังใบหน้าที่เต็มไปด้วยแผลเป็ของหวังจางและศีรษะที่เกลี้ยงเกลาไร้เส้นผม บุคลิกของเขาดูดุดัน แข็งกร้าวและเคร่งขรึมจนแทบไม่อยากเชื่อว่าเป็คนรับผิดชอบงานละเอียดอ่อนเช่นนี้
‘คนที่ดูเหมือนหัวหน้าอันธพาลแบบนี้...คือคนคุมความสงบของเมืองงั้นหรือ?’เซี่ยอันอวี่คิดในใจ แต่ก็รู้ดีว่ามองคนอย่ามองเพียงภายนอก
นางพยักหน้าให้หวังจางเล็กน้อยเป็เชิงทักทายหวังจางเองก็พยักหน้าตอบกลับมาเช่นกัน สีหน้าเรียบนิ่งแต่แฝงด้วยความน่าเกรงขาม
หนานกงจิ่นอวี่กล่าวต่อไม่รอช้า
“ส่วนหยางจื้อหลง อย่างที่เ้าเห็นรับหน้าที่คุ้มกันจวนเ้าเมือง และประสานงานกับหวังจาง”
เซี่ยอันอวี่เหลือบมองหยางจื้อหลงชายหนุ่มผู้ที่คอยดูแลนางั้แ่มาถึงเมืองนี้ เขายังคงนั่งนิ่งสีหน้าเคร่งขรึมตามแบบฉบับทหาร แต่ก็พยักหน้าให้นางเล็กน้อยอย่างมีมารยาท
“เหยียนฟาง รับหน้าที่เป็หัวหน้าหน่วยลาดตระเวน”หนานกงจิ่นอวี่เอ่ยพลางหันไปทางบุรุษหนุ่มดวงตาสองสี
เหยียนฟางแสดงท่าทีสุขุมเพียงแต่ยกถ้วยชาขึ้นจิบ ไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติมดวงตาสองสีนั้นสะท้อนความเ็าและความเฉียบคมของยอดฝีมืออย่างชัดเจน
แต่เมื่อหนานกงจิ่นอวี่หันไปมองจางเกาชายวัยกลางคนที่มีหนวดเครารุงรังและเส้นผมสีดำสลับขาวเขากลับเว้นจังหวะไปเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยอย่างเฉยเมย
“ส่วนจางเกา...ช่างเถอะ”
“ท่านแม่ทัพ!จะข้ามข้าเช่นนี้ไปไม่ได้หรอกนะขอรับ!” จางเการีบประท้วงขึ้นทันทีน้ำเสียงเต็มไปด้วยความไม่ยินยอม ใบหน้ากร้านแดดเผยแววขุ่นเคืองปนตลกขบขัน
หวังจางที่นั่งอยู่ข้าง ๆกระตุกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะพูดแทรกด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
“จะให้ท่านแม่ทัพแนะนำอันใดเ้าน่ะมันแค่ตาแก่ขี้เมาที่วัน ๆ ไม่ทำอะไรเลย”
“บอกไปก็ได้ว่าข้าเป็ที่ปรึกษาของกองทัพ!”จางเกายืนยันเสียงแข็ง ใบหน้าหงิกงอราวกับเด็กโดนแย่งของเล่น
หวังจางหันขวับไปมองพร้อมกับเอ่ยเหน็บแนมทันที
“สมองขี้เลื่อยอย่างเ้าน่ะหรือที่ปรึกษา?”
“เฮ้ย! พูดเช่นนี้มาซัดกันสักตั้งไหมล่ะ!” จางเกาตวาดลั่นพลางยันตัวจะลุกขึ้นจากเก้าอี้
หวังจางเองก็ไม่ยอมน้อยหน้าขยับตัวเหมือนจะตอบรับคำท้าเช่นกัน บรรยากาศบนโต๊ะประชุมที่เคยตึงเครียดพลันเปลี่ยนเป็ความวุ่นวายปนขบขันในทันที