แล้วความสงสัยก็กระจ่างภายในคืนนั้นเอง...
หลังจากนางปราณีดูแลความเรียบร้อยของบ้านและกำลังจะเข้านอนเป็นคนสุดท้ายแสงสว่างจากไฟชั้นล่างภายในห้องรับแขกจึงดับลงเหลือเพียงแสงสลัวรางจากไฟบริเวณรั้วด้านนอกและโคมไฟดวงกลมที่หัวเสาระเบียงหน้าบ้าน
บ้านหลังนี้กว้างขวางใหญ่โตสมฐานะแบ่งสัดส่วนชั้นบนเป็นห้องน้ำในตัวห้องนอนทั้งห้าห้องซึ่งคุณนายใหญ่กับนายหัวนอนแยกห้องของใครของมันมาร่วมสิบปีหลังตั้งแต่นางปราณีก้าวเข้ามาอยู่บ้านนี้ ในฐานะที่คุณนายใหญ่รู้ดีแก่ใจส่วนห้องนอนนางปราณีก็แยกเป็นสัดส่วนกับลูกสาวเพื่อที่นายหัวจะได้เข้านอกออกในอย่างสะดวก เป็นอันรู้กันระหว่างเจ้าบ้านกับภรรยาอย่างคุณนายใหญ่และผู้เป็นเจ้าของห้องอย่างนางปราณี ซึ่งถูกรั้งตำแหน่งเมียเก็บไปโดยปริยาย
ส่วนห้องของสูรย์นั้นอยู่ฝั่งเดียวกับปีวรามีระเบียงด้านนอกเชื่อมเข้าหากัน เดิมทีสมัยที่ทั้งคู่ยังเป็นเด็กชายเด็กหญิงนางปราณีผู้มีความห่วงใยในตัวบุตรสาวเคยทักท้วงกับนายหัวครั้งแล้วครั้งเล่าคำนึงถึงความเหมาะสมซึ่งครุ่นคิดในใจ แต่นายหัวก็เห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยกล่าวว่านางปราณีคิดอกุศลมากเกินกว่าเหตุ
‘ถึงเด็กสองคนนั้นมันจะไม่ใช่พี่น้องคลานตามกันมาแต่คุณปราณีอย่าลืมสิ ว่าเด็กมันก็คือเด็กวันยังค่ำ ตาสูรย์มันก็สนใจแต่เรื่องหนังสือหนังหาเห็นมันใส่แว่นไหมล่ะแล้วหนูปีเองก็ยังเด็กเกินกว่าที่จะไปคิดเรื่องเลยเถิดแบบนั้น’
แล้วความคิดของนางปราณีในอดีตก็ตรงเผงเสียยิ่งกว่าหมอทำนายเนื้อคู่เมื่อวันนั้นท้วงกลับไปว่า ‘นายหัวอย่าลืมสิคะถึงทั้งคู่จะยังเป็นเด็ก แต่สักวันก็ต้องโตเป็นหนุ่มเป็นสาวการที่ต้องอยู่ใกล้ชิดกัน ฉันเกรงว่าจะเกิด...เอ่อ...’
‘คิดมากไปหรือเปล่าผมเคยบอกคุณปราณีแล้วไงล่ะ ว่าผมจะเลี้ยงหนูปีเหมือนลูกสาวแท้ๆคนหนึ่งฉะนั้นทั้งคู่ก็ต้องคิดเหมือนกันว่าคือพี่กับน้อง แค่การจัดห้องให้อยู่ติดกันผมว่าไม่เห็นจะเป็นเรื่องใหญ่ตรงไหน’
สีหน้านางปราณีวิตกไม่คลายแม้จะเป็นการคิดล่วงหน้า แต่ท่านก็หวังดีกับลูกไม่อยากให้เกิดเรื่องราวในเชิงชู้สาว สุดท้ายก็ต้องเงียบ รับฟังนายหัวอย่างเจียมใจเมื่อฝ่ายนั้นสวนหมัดเด็ดกลับมาว่า ‘ผมเชื่อใจตาสูรย์ลูกชายของผม แล้วคุณปราณีจะไม่เชื่อใจหนูปี...ซึ่งเป็นลูกสาวแท้ๆของคุณเองหรือไง’
ความกังวลของผู้เป็นมารดามลายลงอย่างจริงจังเมื่อนายหัวกับคุณนายใหญ่ตัดสินใจส่งสูรย์ไปเรียนต่อนอกที่อเมริกาหลังจากปล่อยให้ความสัมพันธ์ของสูรย์กับปีวราดำเนินไปอย่างเงียบๆเพียงแค่ไม่กี่เดือน
แต่เมื่อผ่านไปถึงสิบเอ็ดปีความกังวลใจของนางปราณีกลับเข้ามารบกวนอีกครั้ง...
นางปราณีก้าวไปหยุดยืนที่หน้าประตูห้องลูกสาวเห็นไฟมืดสนิท ไม่มีแสงลอดมาจากพื้นประตู จึงเปลี่ยนใจที่จะเข้าไปคุยครั้นมองผ่านไปยังประตูห้องติดกันของสูรย์ ก็ไม่มีแสงสว่างเช่นกันท่านจึงเดินกลับไปที่ห้องนอน แต่ขณะที่เสียงประตูห้องตนเองงับลงสนิท ไม่กี่นาทีกลับได้ยินเสียงแว่วเหมือนประตูห้องของใครเปิดออก จึงตัดสินใจแง้มประตูออกดูเห็นหลังไวๆของนายหัวเดินลงบันไดไปชั้นล่าง
ซึ่งจริงแล้วการที่ใครจะขึ้นลงชั้นบนหรือล่างก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่โดยปกติเท่าที่เคยใช้ชีวิตในบ้านหลังนี้มาสิบปีขึ้นไปนายหัวจะเป็นคนที่นอนหลับง่ายตั้งแต่สามหรือสี่ทุ่มถ้าเกิดวันนั้นเจ้าตัวอยู่ติดบ้าน ไม่มีงานเลี้ยงสังสรรค์แต่อย่างใดและท่านก็ไม่เคยตื่นขึ้นมาตอนดึก มักจะหลับสนิทจนกระทั่งใกล้รุ่งสางจึงจะตื่น
ดังนั้นการที่เห็นนายหัวลุกขึ้นออกจากห้องนอนในเวลาใกล้เที่ยงคืนทำให้นางปราณีอดคลางแคลงใจไม่ได้ จึงถือโอกาสเดินย่องเงียบๆตามหลังและมัวแต่พะวงกับพฤติกรรมประหลาดของสามีจึงไม่ทันได้ยินเสียงเปิดประตูจากอีกฟากหนึ่ง
นางปราณีก้าวช้าๆราวกับนักสืบย่องเบาๆไปหยุดยืนบันไดขั้นต้นๆ กำลังจะชะโงกตัวมองไปยังชั้นล่าง ก็ได้ยินเสียงคนกำลังกระซิบกระซาบต่อกันท่ามกลางความเงียบสงัดของราตรีกาล เสียงคู่สนทนาระหว่างนายหัวกับใครอีกคนก็ดังกังวานอย่างแจ่มชัดในโสตประสาท
“สุก็นึกว่าคุณพี่จะเบี้ยวนัดไม่ยอมลงมาหาซะแล้ว...มาช้าไปตั้งหลายนาทีแบบนี้ เห็นจะต้องทำโทษ ถ่วงเวลาคุณพี่ให้ถึงเช้าเลย...ดีไหมคะ”
โอ...เสียงของสุธาสินี...คำพูดเหล่านั้นบอกถึงจุดประสงค์การแอบพบปะในยามวิเวกได้เป็นอย่างดี
ผู้ที่แอบฟังได้แต่ปากสั่นระริกพยายามระงับความตื่นตระหนกให้อยู่ในส่วนลึก แล้วรีบถอยเท้าร่นขึ้นบันไดแต่ละขั้นกลับเข้าห้องนอนของตนเอง
ประตูห้องของนางปราณีปิดลง...เป็นช่วงเวลาเดียวกับผู้ที่เปิดประตูออกจากห้องเมื่อครู่กำลังสงสัยอากัปกิริยาของท่าน จึงไม่รั้งรอค่อยๆย่องอย่างเงียบกริบไปหยุดอยู่เหนือเชิงบันได
เสียงของผู้ที่อยู่ข้างล่างยังคงกระซิบแผ่วเบา...
“สุว่าเข้าห้องนอนเถอะค่ะอย่ามาทำอะไรประเจิดประเจ้อตรงนี้ เดี๋ยวเกิดใครมาเห็นเข้า มันจะไม่ดี”
ผู้ที่แอบฟังอยู่ด้านบนจึงชะโงกศีรษะไปพอให้เห็นร่างเจ้าของเสียง...แล้วภาพตรงหน้าแม้อยู่ในมุมมืดลับตาคน แต่แสงสว่างจากโคมไฟด้านนอกก็ยังพอจับเรือนกายอ้อนแอ้นในวงแขนฝ่ายชายได้ชัดเจน เมื่อขณะนั้นฝ่ายหนึ่งกำลังซุกไซ้อยู่ซอกคอและอีกฝ่ายกำลังบิดตัวด้วยความซาบซ่าน
สิ่งที่เห็น...เป็นอย่างที่คิด...จึงได้แต่ยกมือขึ้นป้องปากเมื่อความสงสัยของปีวราถูกถอดสลักออกโดยไม่ต้องสืบเสาะหาความจริง
............................................................จบตอนที่ 11