เพียงครู่เดียว...จิ้งหรีดตัวนั้นแม้เพิ่งชนะมาหมาดๆ กำลังคึกคักแต่จิ้งหรีดของพวกตนได้พักผ่อนมานาน พละกำลังจึงแข็งแกร่งกว่า ความอดทนก็มากกว่าตอนแรกดูเหมือนจะเสียเปรียบเล็กน้อย แต่ไม่ช้าก็พลิกกลับมาเป็นฝ่ายได้เปรียบกระทั่งคว้าชัยชนะได้ในที่สุด!
อันซิ่วเอ๋อร์มองดูด้วยความยินดีส่วนชายผู้อยู่ฝั่งตรงข้ามกลับคว้าจิ้งหรีดของตนไปอย่างหัวเสียจากนั้นก็มีคนใหม่มานั่งแทนที่อันเถี่ยมู่ เพียงแค่เวลาชั่วจิบชาไม่ถึงครึ่งถ้วยการประลองรอบที่สองก็เริ่มต้นขึ้น
ครานี้โชคดีนักจิ้งหรีดของอีกฝ่ายอ่อนแรงกว่ามากจิ้งหรีดของอันเถี่ยมู่จึงคว้าชัยชนะมาได้อีกครั้ง ทว่าหลังจากชัยชนะครั้งนี้มันก็ดูอ่อนล้าลงไปบ้าง
การประลองจิ้งหรีดแต่ละครั้งใช้เวลาไม่นานนักจิ้งหรีดที่ยังคงอยู่ในสนามประลองจึงเหลือน้อยลงเรื่อยๆจิ้งหรีดของอันเถี่ยมู่ชนะติดต่อกันถึงห้าครั้งซ้อนกระทั่งเสียงร้องก็ไม่ดังกระหึ่มเหมือนเดิมแล้ว
อันซิ่วเอ๋อร์หันไปมองผู้ดูแลอู๋ที่อยู่ด้านข้าง"ให้มันกินอะไรสักหน่อย แล้วพักสักครู่ดีหรือไม่เจ้าคะ?"
"อะไรนะ? อืมสมควรให้มันกินอะไรสักหน่อย"
ผู้ดูแลอู๋พยักหน้าแล้วตบมือก็มีคนนำขวดกระเบื้องเล็กๆ มา ภายใต้สายตาของอันซิ่วเอ๋อร์และอันเถี่ยมู่ผู้ดูแลอู๋ได้โรยผงบางอย่างลงบนตัวจิ้งหรีด ทันใดนั้นเองจิ้งหรีดที่ดูเหี่ยวเฉาก็กลับมากระปรี้กระเปร่าขึ้นทันตาเห็น
"นี่คือสิ่งใดหรือเจ้าคะ?"อันซิ่วเอ๋อร์ถามแต่ผู้ดูแลอู๋กลับเก็บสิ่งนั้นเข้าแขนเสื้ออย่างรวดเร็ว แล้วกล่าวว่า"นี่เป็นยาพิเศษของสนามประลองเรา คุณหนูไม่ต้องกังวลไม่จำเป็นต้องถามมากความ"
อันซิ่วเอ๋อร์จำต้องหุบปากลงรอจนอีกคนเดินเข้ามา จิ้งหรีดในมือของเขาก็ดูฮึกเหิมเป็นพิเศษเช่นกันเมื่อจิ้งหรีดทั้งสองตัวถูกใส่ลงในอ่างประลองก็เริ่มต่อสู้กันทันที ครานี้‘พี่ใหญ่’ ของอันเถี่ยมู่ดุร้ายยิ่งนักมันกัดปีกของจิ้งหรีดอีกฝ่ายขาดไปครึ่งหนึ่ง
เจ้านายของจิ้งหรีดตัวนั้นจ้องมองอันเถี่ยมู่เขม็งด้วยความแค้นเคืองแม้แต่จิ้งหรีดของตนก็ไม่เอาแล้ว ลุกพรวดออกไปอย่างหัวเสีย
‘พี่ใหญ่’ ได้ต้อนรับคู่ต่อสู้รายต่อไปคู่ต่อสู้ของมันดูน่าเวทนาอยู่บ้าง เนื่องจากต่างก็อ่อนล้าเต็มทีเมื่อถูกจับใส่ลงไปในอ่างประลอง พวกมันจึงได้แต่มองหน้ากัน แต่กลับไม่ขยับเขยื้อนผู้ดูแลอู๋เห็นดังนั้น จึงโรยผงบางอย่างลงบนตัวพวกมันอีกครั้ง
มาถึงตอนนี้อันซิ่วเอ๋อร์จะไม่เข้าใจได้อย่างไรว่าผงเหล่านั้นสามารถกระตุ้นให้จิ้งหรีดเหล่านี้ฮึกเหิมกระทั่งลืมเลือนความเจ็บปวดบนร่างกายไป พวกมันเห็นชัดว่าไม่มีแรงจะสู้แล้วแต่ภายใต้ฤทธิ์ยากระตุ้น กลับไม่หวั่นเกรงความตาย พร้อมจะต่อสู้กับศัตรูจนตัวตาย
นางไม่ใช่คนใจบุญสุนทานที่คำนึงถึงความเท่าเทียมของทุกชีวิตในชีวิตประจำวันก็ไม่รู้ว่าเหยียบย่ำแมลงตายไปกี่ตัวทว่าเมื่อเห็นแมลงเหล่านี้ถูกกระทำเช่นนี้ก็อดรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมาอย่างประหลาดไม่ได้หากสนามประลองแห่งนี้ปฏิบัติต่อคนเช่นนี้ด้วยเล่า?
อันซิ่วเอ๋อร์ยิ่งกังวลถึงอันเถี่ยสือมากขึ้นไปอีกคำพูดจาของคนในสนามประลองช่างทำให้คิดเตลิดไปไกลได้ง่ายเสียจริง
ในหัวของนางพลันปรากฏภาพอันน่าสะพรึงกลัวนางกลัวว่าอันเถี่ยสือจะถูกบังคับให้ต่อสู้จนตัวตาย
"ผู้ดูแลอู๋สนามประลองของพวกท่านปฏิบัติต่อสัตว์และนักสู้เช่นนี้ด้วยหรือไม่เจ้าคะ?"นางถามออกไปด้วยเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย
"เรื่องนี้... หึๆ ..." ผู้ดูแลอู๋หัวเราะ อันซิ่วเอ๋อร์จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขาเขาจึงตอบอย่างอ้อยอิ่งว่า "ย่อมไม่เป็นเช่นนั้นอยู่แล้วยานี้ไม่มีผลต่อคน มิเช่นนั้น...คุณหนูลองดูสักหน่อยหรือไม่?"
ผู้ดูแลอู๋กล่าวพลางหยิบยาออกมาทำท่าจะเทลงบนมือของอันซิ่วเอ๋อร์ อันซิ่วเอ๋อร์รีบส่ายหน้า ชักมือกลับจ้องมองเพียงอ่างประลองเบื้องหน้า
ต่างจากอันซิ่วเอ๋อร์ที่ใจลอยไปชั่วขณะอันเถี่ยมู่กลับจ้องมองอ่างประลองเบื้องหน้าไม่วางตา ไม่กะพริบเลยสักครั้งตั้งใจเป็นอย่างยิ่ง เขาขมวดคิ้วแน่นมองดูจิ้งหรีดของตนหาญกล้าพุ่งเข้าใส่ครั้งแล้วครั้งเล่าบ้างก็กัดชิ้นส่วนของจิ้งหรีดตัวอื่นหลุดออกมา บ้างก็ถูกจิ้งหรีดตัวอื่นกัดชิ้นส่วนของตนไป
จนกระทั่งในที่สุดมันก็ได้รับชัยชนะกางปีกส่งเสียงร้อง แม้แต่ปีกก็ยังถูกกัดจนแหว่งไป
ไม่น่าแปลกใจที่ผู้ดูแลอู๋บอกว่าถึงตอนนั้นมันอาจจะขายไม่ได้ราคานี่ก็เป็นเหตุผลเช่นกัน ตัวที่แพ้ตั้งแต่แรกยังดีเสียกว่ายิ่งเข้ารอบลึกก็ยิ่งโหดร้าย ไม่เห็นหรือว่าจิ้งหรีดตัวก่อนหน้า‘พี่ใหญ่’ นั้น สภาพแทบเป็นแทบตาย
อันซิ่วเอ๋อร์หันไปมองผู้คนในห้องโถงดูเหมือนว่ายังมีการประลองอยู่อีกสี่ห้าโต๊ะ นั่นหมายความว่า หาก‘พี่ใหญ่’ ต้องการคว้าชัยชนะมันจะต้องต่อสู้อีกห้าหกรอบ
ตอนนี้นางเริ่มตั้งใจดูขึ้นมาบ้างแล้วเพราะจากการที่มีคนมากมายในตอนแรกจนกระทั่งฝ่าฟันเอาชนะคู่ต่อสู้มาได้มากมายถึงเพียงนี้มันช่างยากเย็นแสนเข็ญยิ่งนักดูเหมือนว่าพวกตนจะเข้าใกล้เงินรางวัลร้อยตำลึงเข้าไปทุกขณะแล้ว
"ซิ่วเอ๋อร์ช่วยไปลงเดิมพันให้ข้าหน่อย แทงว่าจิ้งหรีดของเราจะชนะ" อันเถี่ยมู่ล้วงเงินหนึ่งตำลึงออกมาจากอกเสื้อ
อันซิ่วเอ๋อร์ลังเลเล็กน้อยพ่อเฒ่าอันเคยสอนพวกเขาสองพี่น้องตั้งแต่เล็กว่า ห้ามเล่นการพนันห้ามยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนอกรีตเหล่านี้ แต่...ครั้งเดียวคงไม่นับว่าเป็นการพนันกระมัง? อืมถือเสียว่าแทงให้เจ้าจิ้งหรีดตัวนี้ก็แล้วกัน ไม่ว่าผลจะแพ้หรือชนะก็ช่างมัน
นางรับเงินมาแล้วก็ลุกขึ้นไปถามผู้ดูแลอู๋ถึงที่ลงเดิมพันผู้ดูแลอู๋ยื่นมือชี้ทางให้ อันซิ่วเอ๋อร์วิ่งเหยาะๆ ไปยังโต๊ะลงเดิมพันที่นั่นมีผู้คนล้อมวงอยู่มากมาย นางเบียดเสียดเข้าไปในฝูงชนอย่างสุดกำลังแต่เมื่อผู้ดูแลที่รับผิดชอบหันมามองนาง นางกลับอ้ำอึ้งพูดไม่ออก
โชคดีที่ผู้ดูแลผู้นี้ยังค่อนข้างใจดีบนใบหน้าของเขามีรอยยิ้มอย่างพ่อค้าติดอยู่เสมอ ดูเป็นมิตรอย่างยิ่งเขาถามอย่างอ่อนโยนว่า "แม่นางจะลงเดิมพันแบบไหนหรือขอรับ?"
"ข้าอยากซื้อจิ้งหรีดหมายเลขเก้าสิบเก้าชนะเจ้าค่ะ"อันซิ่วเอ๋อร์กล่าวเสียงเบา คิดแล้วคิดอีกนอกจากเงินหนึ่งตำลึงที่อันเถี่ยมู่ให้มาแล้วนางยังล้วงเงินอีกหนึ่งตำลึงออกมาจากอกเสื้อของตน
"ชนะหรือขอรับ?" ผู้ดูแลผู้นี้ชะงักไป ยื่นมือชี้ไปที่กำแพงด้านหลังตนแล้วกล่าวว่า"แม่นาง ที่นี่มีวิธีลงเดิมพันมากมายนะขอรับ"
อันซิ่วเอ๋อร์มองไปยังด้านหลังของเขาบนกำแพงนั้นติดกระดาษสีแดงที่เขียนตัวอักษรไว้เต็มพรืดไปหมด นางกวาดสายตาไปรอบๆนอกจากเรื่องจิ้งหรีดแล้ว ก็ยังมีเรื่องไก่ชนและสัตว์ประลองอันซิ่วเอ๋อร์เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าในห้องโถงใหญ่ก่อนหน้านี้มีอัตราต่อรองต่างๆเกี่ยวกับจิ้งหรีดเขียนเอาไว้และก็ยังมีคนคอยจดบันทึกผลแพ้ชนะของจิ้งหรีดเหล่านี้โดยเฉพาะ
นางพิจารณาสิ่งที่ติดบนกำแพงอย่างละเอียดก็พบว่าไม่ต่างจากที่เห็นในห้องโถงใหญ่อัตราต่อรองสำหรับหมายเลขเก้าสิบเก้าที่จะได้เป็นราชาจิ้งหรีดนั้นอยู่ที่หนึ่งต่อห้าอันซิ่วเอ๋อร์ไม่ลังเล วางเงินลงบนโต๊ะแล้วกล่าวว่า "ข้าซื้อหมายเลขเก้าสิบเก้า ให้เป็นสุดยอดราชันย์จิ้งหรีด"
ผู้ดูแลผู้นี้เห็นว่าอันซิ่วเอ๋อร์ไม่เหมือนนักพนันอีกทั้งยังเห็นว่านางดูอ่อนโยนบอบบางราวกับบุตรสาวของตนเขาอดไม่ได้ที่จะเอ่ยเตือนด้วยความหวังดีว่า "แน่ใจแล้วหรือขอรับ?โอกาสที่จะแทงถูกว่าใครจะได้เป็นราชันย์จิ้งหรีดนั้นมีไม่มากนะขอรับ"
"แน่ใจแล้วเจ้าค่ะ" อันซิ่วเอ๋อร์กล่าวอย่างหนักแน่น
ผู้ดูแลจึงพยักหน้า เขียนบางอย่างลงบนกระดาษแล้วยื่นหลักฐานให้แก่อันซิ่วเอ๋อร์ อันซิ่วเอ๋อร์ถือหลักฐานนั้นแล้วรีบวิ่งกลับมา
"คุณหนูอัน ท่านลงเดิมพันแล้วหรือ?"เมื่อเห็นอันซิ่วเอ๋อร์วิ่งกลับมา ผู้ดูแลอู๋ก็เอ่ยถามขึ้น
"ซื้อแล้วเจ้าค่ะ" อันซิ่วเอ๋อร์ชูแผ่นกระดาษในมือขึ้น
"หากจะซื้อก็ควรซื้อแต่เนิ่นๆนี่การประลองใกล้จะจบแล้ว อัตราต่อรองก็ต่ำ หากเป็นตอนเริ่มต้นอัตราต่อรองคือหนึ่งต่อยี่สิบเชียวนะ"
ผู้ดูแลอู๋ทำท่าราวกับว่านางเสียเปรียบอันซิ่วเอ๋อร์ก็ไม่ได้ใส่ใจ เพียงแต่ยิ้มเล็กน้อย ยังคงนั่งอยู่ข้างกายอันเถี่ยมู่มองดูการประลองในสนาม
จำนวนผู้เข้าประลองในสนามเหลือน้อยลงเรื่อยๆผู้คนจำนวนมากขึ้นต่างก็มารุมล้อมดูความสนุกที่โต๊ะตัวนี้ไม่รู้ว่าเอาชนะไปอีกกี่รอบผู้ดูแลอู๋ก็บอกให้พวกเขาย้ายไปยังโต๊ะกลมใหญ่ที่อยู่ตรงกลางเพราะแบบนี้จะทำให้ผู้คนมามุงดูได้สะดวกขึ้น
ก็ในครานี้เองอันซิ่วเอ๋อร์จึงได้สังเกตเห็นว่าบัดนี้จิ้งหรีดที่ยังคงประลองอยู่ในห้องโถงใหญ่นั้นมีเพียงพี่ใหญ่และคู่ต่อสู้ของมันเท่านั้น
เพียงแต่สภาพการณ์ช่างน่าสังเวชยิ่งนักไม่ต้องพูดถึง พี่ใหญ่ ที่เต็มไปด้วยบาดแผลแม้แต่จิ้งหรีดอีกฝ่ายก็ยังสะบักสะบอมอย่างหาที่สุดไม่ได้จิ้งหรีดทั้งสองตัวกระพือปีกอย่างอ่อนแรง ราวกับว่าชั่วพริบตาถัดไปจะต้องล้มลง
ผู้ดูแลอู๋จุดธูปที่มีกลิ่นฉุนบางอย่างไว้ข้างอ่างประลองเมื่อเขาจุดธูปนี้จิ้งหรีดทั้งสองตัวในอ่างประลองก็พลันฮึกเหิมขึ้นมาอีกครั้งอย่างน่าประหลาด
ผู้คนรอบข้างไม่รู้ว่าเป็นเพราะถูกกลิ่นธูปนี้ส่งผลกระทบหรือว่าเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่แรกแล้ว พวกเขาดูตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งต่างก็ส่งเสียงแหลมกรีดร้องให้พวกมันกัดกันเร็วๆท่าทางเช่นนี้ทำให้อันซิ่วเอ๋อร์รู้สึกประหลาดใจนางอดไม่ได้ที่จะเลื่อนเก้าอี้เข้าไปนั่งใกล้กับอันเถี่ยมู่มากขึ้นไปอีก
นี่คือการประลองรอบสุดท้ายแล้วในใจของนางก็ภาวนาให้ ‘พี่ใหญ่’ สามารถเอาชนะได้
จิ้งหรีดสองตัวในอ่างประลองกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดอันซิ่วเอ๋อร์หรี่ตาลงครึ่งหนึ่ง กลัวว่าในชั่วพริบตาพี่ใหญ่จะถูกคู่ต่อสู้ฉีกกระชากจนแหลกเหลวทว่านางก็อดไม่ได้ที่จะลอบเปิดตาขึ้นมามองเป็นพักๆ
บางทีคำภาวนาของนางอาจจะได้ผลเมื่อนางเปิดตาขึ้นมาอีกครั้งในที่สุดสิ่งที่นางเห็นก็คือจิ้งหรีดของตนกำลังกางปีกส่งเสียงร้อง
แม้ว่าปีกของมันจะถูกกัดจนเหลือเพียงครึ่งเดียวร่างกายก็เต็มไปด้วยบาดแผล แม้แต่หนวดก็ยังขาดไปข้างหนึ่งแต่ในที่สุดผู้ที่ได้รับชัยชนะก็ยังคงเป็นมัน
"พวกเราชนะแล้วหรือเจ้าคะ?"อันซิ่วเอ๋อร์กล่าวเสียงเบา
อันเถี่ยมู่พยักหน้าบนใบหน้าก็มีร่องรอยของความตื่นเต้นเช่นกัน "ใช่ชนะแล้ว"
"ขอแสดงความยินดีด้วย" ผู้ดูแลอู๋กล่าวแสดงความยินดีกับอันซิ่วเอ๋อร์ทั้งสองด้วยรอยยิ้ม"นึกไม่ถึงว่าจิ้งหรีดของพวกท่านที่ดูธรรมดาๆกลับสามารถเอาชนะได้จนถึงที่สุด"
"นั่นสินะขอรับ" อันเถี่ยมู่พยักหน้าแล้วกล่าวว่า "ว่าแต่จิ้งหรีดตัวนี้ ตอนนี้ถือเป็นของที่สนามประลองของท่านซื้อไปแล้วใช่หรือไม่ขอรับ?"
"หืม?" ผู้ดูแลอู๋ทำท่าราวกับฟังไม่เข้าใจกล่าวว่า "จิ้งหรีดตัวนี้พวกเราซื้อไปก็ไม่มีประโยชน์มันดูท่าทางจะอยู่ได้อีกไม่นานแล้ว"
"แต่ก่อนหน้านี้ท่านบอกไว้ว่าจะซื้อจิ้งหรีดที่ชนะด้วยเงินหนึ่งร้อยตำลึง"อันเถี่ยมู่ได้ยินว่าผู้ดูแลอู๋กลับคำ จึงโต้เถียงกับเขา
"ใช่ แต่ข้าก็บอกท่านแล้วเช่นกันว่าจิ้งหรีดบางตัวอาจบาดเจ็บในสนามประลองแห่งนี้ไม่ใช่ว่าจิ้งหรีดทุกตัวพวกเราจะจ่ายเงินซื้อ" ผู้ดูแลอู๋ยังคงตีหน้าซื่อกล่าวว่า "บางทีท่านอาจจะฟังผิดไปกระมังแต่ท่านลองคิดดู ใครจะจ่ายเงินซื้อจิ้งหรีดที่ใกล้ตายกัน? พวกเราซื้อจิ้งหรีดก็เพื่อนำไปประลองหากมันประลองไม่ได้แล้ว พวกเราจะซื้อมันไปทำไม?"
"ใช่แล้ว ใช่แล้ว" ผู้คนรอบข้างต่างก็เออออเห็นด้วย พวกเขาบางคนเป็นคนของสนามประลองแห่งนี้บางคนเป็นเพียงผู้ชมที่ชอบดูความสนุกต่างก็อิจฉาที่คนอื่นสามารถขายจิ้งหรีดตัวหนึ่งได้เงินมากมายขนาดนี้ในคำพูดจึงเอนเอียงไปทางผู้ดูแลอู๋โดยไม่รู้ตัว
อันเถี่ยมู่อับจนปัญญาอันซิ่วเอ๋อร์ก็ไม่รู้ว่าจะโต้แย้งอย่างไร แต่ในเวลานี้เองผู้ดูแลอู๋กลับกล่าวอย่างมีหลักการว่า "เอาล่ะน้องชาย สนามประลองของเราต่างก็มีกฎเกณฑ์ของตนเองเจ้าอย่าหาว่าพวกเราข่มเหงคนไม่รู้เรื่องเลยเงินหนึ่งร้อยตำลึงสำหรับสนามประลองของเราก็ไม่ใช่จำนวนน้อยๆ เรื่องเงินๆ ทองๆย่อมต้องมีลายลักษณ์อักษรเป็นหลักฐาน สุภาษิตว่าไว้ ปากพูดไร้หลักฐาน เช่นนั้นแล้วหากเจ้ามีหลักฐาน สนามประลองของเราก็จะยอมรับ"
อันเถี่ยมู่ไหนเลยจะคิดถึงเรื่องหลักฐานแม้แต่อันซิ่วเอ๋อร์ก็คิดไม่ถึงเช่นกัน นางคิดมาตลอดว่าสนามประลองใหญ่โตเพียงนี้คงไม่กลับคำพูดง่ายๆ ทว่าคาดไม่ถึงว่านางจะประเมินพวกเขาดีเกินไปไม่คิดเลยว่าผู้ดูแลอู๋ที่เมื่อครู่ยังยิ้มแย้มอยู่แท้ๆ จะพลิกหน้าไวจนไม่ยอมรับเช่นนี้ได้กลับกลอกพลิกลิ้นสิ้นดี!
"ใช่แล้ว ไม่มีหลักฐานก็พูดไปปากพูดไร้หลักฐาน จิ้งหรีดของเจ้าชนะก็ถือว่าเก่งมากแล้วเจ้ายังอยากจะหลอกเอาเงินหนึ่งร้อยตำลึงของคนอื่นอีกหรือ? เจ้าช่างคิดฝันหวานเกินไปแล้วกระมัง?"รอบข้างยังมีคนชี้หน้าต่อว่าอันเถี่ยมู่ขึ้นมา
แม้จะรู้ว่าการโต้แย้งของตนไร้ประโยชน์แต่อันซิ่วเอ๋อร์ก็อดไม่ได้ที่จะกล่าวปกป้องอันเถี่ยมู่"ไม่ใช่สักหน่อยก่อนหน้านี้ผู้ดูแลอู๋ก็พูดกับพวกเราเช่นนี้จริงๆ"
คนเหล่านั้นแน่นอนว่าไม่เชื่ออันซิ่วเอ๋อร์จึงหันไปมองผู้ดูแลอู๋อีกครั้ง กล่าวว่า"ผู้ดูแลอู๋ ครั้งหน้าพวกเรายังอาจต้องร่วมมือกันอีกนะท่านกลับคำเช่นนี้ มันมีประโยชน์อันใดหรือ? พวกเราเดินทางมาจากแดนไกลมาที่สนามประลองแห่งนี้หรือเพียงเพื่อเงินค่าเดินทางร้อยอีแปะของท่านกัน?"
"ร้อยอีแปะ? พวกเรามีเงินตั้งห้าตำลึง"รอบข้างมีคนกล่าวด้วยความสงสัย "ไม่ใช่ว่าเพียงแค่เต็มใจเข้าร่วมก็จะได้เงินห้าตำลึงหรอกหรือ?"
"ใช่แล้ว และตอนที่พวกเรามาพวกเราก็ใช้เงินห้าตำลึงนี้ซื้อเดิมพันให้จิ้งหรีดของตนชนะอัตราต่อรองในตอนนั้นคือหนึ่งต่อยี่สิบ ก็เท่ากับหนึ่งร้อยตำลึงพอดี" มีคนวิเคราะห์ออกมาได้ในทันที
อันซิ่วเอ๋อร์ได้ยินคำพูดของคนเหล่านี้ก็จะไม่เข้าใจได้อย่างไรว่าพวกตนทั้งสองคนถูกผู้ดูแลอู๋และผู้ดูแลเติ้งหลอกเข้าให้แล้ว
สมแล้วที่เป็นคนในวงการสนามประลองช่างทำธุรกิจเก่งกาจเสียจริง คนที่นำจิ้งหรีดมา ตอนที่เข้ามาก่อนอื่นก็ใช้เงินห้าตำลึงซื้อเดิมพันให้จิ้งหรีดของตนชนะ แต่ในความเป็นจริงผู้ที่ได้เป็นราชันย์จิ้งหรีดนั้นมีเพียงหนึ่งเดียว ส่วนคนที่เหลือเงินห้าตำลึงก็เหมือนกับโยนทิ้งน้ำไปทั้งหมด นั่นหมายความว่าในความเป็นจริงคนของสนามประลองแห่งนี้ไม่ได้จ่ายเงินเลยสักอีแปะเดียวก็หลอกล่อให้คนเหล่านี้มาได้แล้ว
อืม ตนเองกับพี่รองช่างโง่เขลาเสียจริงแม้แต่เงินห้าตำลึงก็ไม่มี ตอนแรกก็ไม่ได้คิดจะลงเดิมพันตอนนี้คิดดูแล้วก็รู้สึกเสียดายจริงๆพวกตนสองคนได้พลาดโอกาสที่จะร่ำรวยไปอีกครั้งแล้ว
"ช่างเถอะ พี่รอง อย่าพูดเลยถือเป็นบทเรียนก็แล้วกัน" อันซิ่วเอ๋อร์วิเคราะห์สถานการณ์ทะลุปรุโปร่งแล้วก็เห็นว่าอันเถี่ยมู่ยังคงมีสีหน้าโกรธแค้น จึงรีบดึงแขนเสื้อของเขาไว้
นางรู้สึกหวั่นๆ กลัวจริงๆว่าเขาจะเกิดบันดาลโทสะขึ้นมา แล้วลงไม้ลงมือกันที่นี่ในสนามประลองแห่งนี้มีคนของพวกเขามากมาย หากเป็นเช่นนั้นจริงๆคนที่เสียเปรียบก็คงจะเป็นเขา