ท่ามกลางแสงแดดยามบ่ายที่สาดแสงแผดเผาจนไอร้อนระเหยขุ่นคลั่กขึ้นจากพื้นดินประดุจคลื่นความร้อนที่บิดเบี้ยว ลู่ชิงกำลังก้มหน้าก้มตาถอนหญ้าในนาข้าวที่กำลังเขียวขจีอย่างขะมักเขม้น หยดเหงื่อเม็ดเป้งไหลซึมตามไรผม หยดลงสู่ผืนน้ำดุจสายฝนขนาดย่อมที่โปรยปรายลงบนโคลนตม ทว่าความเงียบสงบที่มีเพียงเสียงนกร้องไกลๆ กลับถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าที่วิ่งตะบึงมาตามคันนาอย่างลนลาน พร้อมเสียงะโที่สั่นเครือด้วยความหวาดกลัวจนแทบจำสำเนียงเดิมไม่ได้
"โจร! โจรป่าบุกแล้ว! มีคนเห็นพวกมันซุ่มอยู่ตรงเชิงเขาทางทิศใต้!" ชาวนาคนหนึ่งวิ่งหน้าตั้งะโป่าวประกาศไปทั่วทุ่ง ใบหน้าของเขาซีดเผือดไร้สีเืประดุจคนเห็นผี
"ทุกคนรีบกลับเข้าหมู่บ้านเร็วเข้า! ไปรวมตัวกันที่บ้านผู้ใหญ่บ้านด่วน! พวกมันมีคนนับร้อยและอาวุธครบมือ!"
หัวใจของลู่ชิงกระตุกวูบ ความเย็นเยียบแล่นพล่านไปตามสันหลังประดุจถูกราดด้วยน้ำแข็งขั้วโลก เขาจำใจทิ้งเคียวและเครื่องมือทำนา รีบวิ่งถลาขึ้นจากโคลนตมมุ่งหน้ากลับเข้าหมู่บ้านพร้อมกับชาวบ้านคนอื่นๆ ตลอดทางเขาเห็นใบหน้าที่สิ้นหวังของคนแก่ที่กำลังประคองกันเดิน และเสียงร้องไห้จ้าของเด็กๆ ที่ถูกแม่อุ้มแนบอก ความรู้สึกหนักอึ้งก่อตัวขึ้นในอกเมื่อนึกถึงความไร้ทางสู้ของคนในหมู่บ้านที่เขารัก
ทว่าในขณะที่เขากำลังกึ่งวิ่งกึ่งะโข้ามคันนานั้น ลู่ชิงกลับรู้สึกว่าร่างกายของเขามันเบาหวิวจนผิดปกติ เพียงแค่เขายันเท้าลงบนพื้นดินเบาๆ ร่างกายก็พุ่งทะยานไปข้างหน้าได้ไกลกว่าปกติหลายวา ราวกับว่าสายลมกำลังช่วยพัดพาเขาไปอย่างน่าประหลาด
"ข้าคงใจนมีแรงฮึดแบบที่คนแบกตุ่มหนีไฟเขามีกันสินะ" เขาคิดในใจขณะที่วิ่งแซงชาวบ้านคนอื่นๆ ไปอย่างรวดเร็ว
ตกยามค่ำคืน ณ บ้านไม้หลังเก่าลู่ชิงนั่งอยู่ริมหน้าต่างที่ปิดลงกลอนสนิท แสงตะเกียงน้ำมันในห้องวูบวาบตามแรงลมที่ลอดร่องไม้เก่าๆ เข้ามา เขาหวนนึกถึงกองปราบชุดสีน้ำเงินของเฉินอี้ที่จากไปเกือบเดือนแล้ว
"พวกเขามุ่งหน้าไปเมืองข้างๆ ป่านนี้ยังไม่มีข่าวคราว หากพวกโจรเปลี่ยนใจบุกมาที่นี่ก่อน กองปราบคงกลับมาช่วยไม่ทันการแน่" เขาพึมพำพลางมองดูสองมือที่หยาบกร้านจากการทำงานหนักของตนเอง
ในใจของลู่ชิงเริ่มเกิดความกระวนกระวายขนานใหญ่ เขาคิดว่าตนเองควรจะมีวิชาที่พอจะ "ต่อยตี" หรือปกป้องครอบครัวได้บ้าง เพราะจะหวังพึ่งเพียงแค่ท่าเดินหลบหลีกคงไม่พอหากต้องเผชิญหน้ากับคมดาบนับสิบเล่ม ท่ามกลางความตึงเครียดนั้น ร่างกายของเขากลับส่งสัญญาณประหลาดอย่างรุนแรง ลู่ชิงรู้สึกร้อนรุ่มไปตามเส้นชีพจรประดุจมีัเพลิงนับร้อยตัวแผดเผาอยู่อายในิั กลางอกอึดอัดแน่นพองประหนึ่งมีมวลอากาศมหาศาลอัดแน่นจนจะะเิ
"ข้าคงจะป่วยหนักเสียแล้ว..." ลู่ชิงเอามือทาบอกที่เต้นรัวประดุจกลองรบ
"หรือจะเป็ไข้ป่าจากการทำงานหนักจนเกินไป? ร่างกายถึงได้ร้อนผ่าวประดุจถูกสุมด้วยถ่านติดไฟเช่นนี้"
ความจริงที่ลู่ชิงมิอาจหยั่งถึงคือ พลังปราณที่เขาได้รับจากการฝึก 'บทที่หนึ่ง: ปราณกำเนิดเซียน' นั้น บัดนี้มิได้หยุดนิ่งเพียงยามที่เขาฝึกฝน แต่มันได้หลอมรวมเข้ากับลมหายใจของเขาอย่างสมบูรณ์แบบไปแล้ว ไม่ว่ายามที่เขาแบกคันไถลุยโคลน ยามที่ก้มหน้าอ่านตำราเตรียมสอบจอหงวน หรือแม้แต่ยามที่หลับสนิท ปราณเซียนบริสุทธิ์เ่าั้ยังคงหมุนเวียนเคี่ยวกรำร่างกายเขาอยู่ตลอดเวลา จนบัดนี้ร่างกายของเขากำลังก้าวข้ามขีดจำกัดมนุษย์ เข้าสู่ 'ขั้นสร้างรากฐาน' ซึ่งเป็จุดเปลี่ยนสำคัญของมรรคเซียนที่คนทั่วไปต้องใช้เวลาชั่วชีวิตฝึกฝนจึงจะััได้
ลู่ชิงถอนหายใจยาวพยายามระงับความอึดอัด เขาหยิบคัมภีร์ปกเหลืองเล่มเดิมที่ชายชราลึกลับมอบให้ขึ้นมาด้วยความรู้สึกไม่คาดหวังนัก
"บทแรกสอนหายใจแก้คัดจมูก บทสองสอนเดินออกกำลังขา... ซึ่งมันก็ได้ผลดีจนข้าเดินเหินคล่องขึ้นมาก ถ้าเช่นนั้น บทต่อไปอาจจะมีท่าบริหารส่วนอื่นที่จะช่วยให้ข้าแข็งแรงพอจะปกป้องแม่และน้องสาวได้บ้าง"เขามือสั่นน้อยๆ พลิกหน้ากระดาษที่กรอบเหลืองอย่างระมัดระวัง จนมาพบกับหน้าที่มีรูปวาดลายเส้นพู่กันอันเฉียบคม เป็รูปฝ่ามือที่ถูกผลักออกไปในทิศทางต่างๆ อย่างสง่างาม พร้อมอักขระโบราณที่จารึกไว้ใจความว่า
"บทที่สาม ฝ่ามือสยบคลื่น"
ลู่ชิงเพ่งพินิจอักขระที่จารึกไว้ 'เมื่อน้ำนิ่งย่อมสงบ เมื่อเคลื่อนย้ายย่อมทรงพลัง แรงมิได้เกิดจากศอก มิได้เกิดจากไหล่ แต่เกิดจากใจที่หลอมรวมเป็หนึ่งกับอากาศ'
"อ๋อ! ข้าเข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว!" ลู่ชิงตบเข่าฉาดด้วยความดีใจจนพื้นบ้านไม้สั่นะเืเลื่อนลั่นโดยที่เขามิได้เจตนา
"ท่านปู่ผู้เฒ่าช่างรอบคอบยิ่งนัก! มีท่าหายใจ มีท่าเดินแล้ว ก็ต้องมี 'ท่าบริหารแขนและข้อมือ' สินะ ดูจากรูปการวาดฝ่ามือแบบนี้ คงออกแบบมาเพื่อให้ขยับข้อต่อ่ไหล่ให้ยืดหยุ่น จะได้บริหารกล้ามเนื้อ่อกให้แข็งแรง เวลาข้าต้องเดินทางไกลไปสอบจอหงวน ไหล่จะได้ไม่ยึด ข้อมือจะได้ไม่ล้าเวลาเขียนพู่กันนานๆ นี่แหละคือสิ่งที่ข้า้าที่สุด!"
ลู่ชิงเริ่มขยับตัวตามรูปภาพทันที เขาวาดมือผ่านอากาศไปมาอย่างช้าๆ ท่วงท่านั้นดูนุ่มนิ่มประดุจคนกำลังปัดฝุ่นละอองในอากาศ ทว่าทุกครั้งที่ฝ่ามือของเขาตัดผ่านชั้นบรรยากาศ ปราณเซียนที่อัดแน่นจากการบรรลุขั้นสร้างรากฐานก็ถูกชักนำออกมาตามสัญชาตญาณ เกิดเสียง หวืด... ที่ทุ้มต่ำและหนักแน่นประดุจเสียงฟ้าคำรามก่อนฝนจะตก เปลวไฟในตะเกียงที่ตั้งอยู่มุมห้องที่ห่างไกลกลับดับวูบลงทันทีที่เขาผลักมือออกไปเบาๆ ทิ้งให้ห้องทั้งห้องจมอยู่ในความมืดมิด
"หืม? ตะเกียงดับเองหรือ? ลมคืนนี้คงจะแรงขึ้นแล้วสินะ" ลู่ชิงพึมพำในความมืดที่เงียบสงัด พลางหมุนหัวไหล่บริหารแขนต่ออย่างมีความสุข
"ท่าบริหารแขนนี้ดีจริงๆ รู้สึกอาการแน่นอกและร้อนรุ่มประดุจไข้ป่าเมื่อครู่ทุเลาลงเยอะเลย ข้าต้องบริหารร่างกายให้ครบสูตรทุกวันเสียแล้ว เพื่อที่จะได้ไปสอบจอหงวนอย่างแข็งแรงที่สุด!"
เขานอนหลับไปพร้อมกับรอยยิ้ม โดยหารู้ไม่ว่าสภาวะที่เขานึกว่า "ป่วย" นั้น คือการจุติของร่างทองคำแห่งเซียนที่จะสั่นะเืไปทั้งยุทธภพ และ "ท่าบริหารไหล่" ของเขานั้น กำลังจะกลายเป็ฝันร้ายของพวกโจรป่าในวันพรุ่งนี้!