ณ ภายในห้องขนาดใหญ่ใจกลางสำนักเก้าัพิทักษ์ธรรม ฉินฟงในร่างของปรมาจารย์าุโไท่หยวนอี้กำลังเข้าฌานนั่งสมาธิอย่างสงบ ตัวตนของฉินฟงกำลังฝึกวรยุทธ์อยู่ในโลกแห่งจิตที่ไท่หยวนอี้สร้างขึ้นก่อนจะจากไป และตัวของเขาได้สร้างร่างจำลองเอาไว้เพื่อให้เป็ผู้ชี้แนะฉินฟง “ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยม เ้านี่เป็คนหัวไวจริง ๆ มิทันไรก็มีฝีมือรุดหน้าไปอีกขั้นแล้ว ช่างน่าภาคภูมิแทนตัวจริงของข้าจริง ๆ “ ไท่หยวนอี้ร่างจำลองนั่งลูปเคราขาวยาวพร้อมแย้มยิ้มอย่างอารมณ์ดีให้ฉินฟง” ฉินฟงที่ได้ยินก็หยุดท่าร่าง ก่อนจะหันมายกมือคารวะพร้อมค้อมตัวแสดงความเคารพร่างจำลองของไท่หยวนอี้
“หามิได้ขอรับท่านอาจารย์ หากมิได้คำชี้แนะของท่านคอยสอนสั่ง ข้าก็มิอาจก้าวหน้าได้ถึงขั้นนี้”
“เช่นนั้นรึ ชั่วครู่หอ เหอ พอ ๆ ไม่ต้องเยินยอข้าหรอก เอาล่ะ ๆ ตอนนี้เ้าไปพัก….” ไท่หยวนอี้ร่างจำลองกำลังจะกล่าวขึ้นเพื่อให้ฉินฟง ออกมาพัก แต่จู่ ๆ ก็นิ่งเงียบไป “เกิดอันใดขึ้นหรือขอรับท่านอาจารย์.?”
ฉินฟงกล่าวถามไท่หยวนอี้ แต่ปรมาจารย์าุโยังคงนิ่งเงียบ สีหน้าจากเบิกบานแปรเปลี่ยนเป็เคร่งขรึมก่อนที่จะยกมือขึ้นแล้วใช้นิ้วโป้งัันิ้วอื่นไปมาราวกับคำนวณบางสิ่ง “เป็เช่นนี้เองหรอกรึ ชะตาก็คือชะตา ถูกฟ้าดินกำหนดมาไว้แล้ว มิมีใครเปลี่ยนมันได้” ไท่หยวนอี้กล่าวออกมาเบา ๆ พร้อมกับถอนหายใจอย่างน่าหดหู่ เห็นทีจะฟงได้แต่มุ่นคิ้วด้วยความประหลาดใจ แต่ไท่หยวนอี้ก็กล่าวต่อ “ฉินฟงเอย ตั้งใจฟังที่ข้าจะบอกต่อไปนี้ให้ดี” ฉินฟงพยักหน้ารับก่อนจะตั้งอกตั้งใจฟังสิ่งที่ไท่หยวนอี้กำลังจะกล่าว
“เมื่อสักครู่ข้าััได้ถึงลางร้ายบางอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้นกับสำนักแห่งนี้ และมันเป็เคราะห์กรรมที่มิอาจหลีกเลี่ยง แม้นแต่ตัวเ้าเองก็ทำอะไรไม่ได้ สิ่งที่ข้าอยากจะบอกก็คือ เมื่อเวลานั้นมาถึงให้เ้าจงปล่อยวางทุกสิ่ง แล้วไปตามทางของเ้าซะ ไม่ต้องยึดติด หรือ พยายามหาทางแก้ไขใด ๆ ไม่เช่นตัวเ้าเองนั่นแหละที่จะลำบาก..” เมื่อไท่หยวนอี้กล่าวจบภายในหัวของฉินฟงมีแต่คำถาม กำลังจะเกิดเหตุอันใดร้ายแรงขึ้นในสำนักกันแน่ แถมตัวเขายังไม่สามารถแก้ไขอะไรได้อีก แต่ในเมื่อเป็คำสั่งของอาจารย์มันเองก็ต้องปฏิบัติตาม ในอดีตฉินฟงเคย ฝ่าฝืนคำชี้แนะของไม่หยวนอี้มาแล้วครั้งหนึ่งจนทำให้ ตัวมันในร่างของจูต้าเหยียนต้องจบชีวิตลง..
หลังจากสนทนาเสร็จฉินชั่วครู่ก็ออกจากสมาธิกลับมาอยู่ในร่างไท่หยวนอี้ตามเดิม และในยามนั้นก็เป็่ที่ลูกศิษย์ของสำนักนำอาหารเย็นมาให้ฉินฟงทานพอดี “อาหารเย็นมาแล้วขอรับท่านอาจารย์” ลูกศิษย์ชายในชุดสีขาวเปิดประตูห้องเข้ามาพร้อมถาดอาหาร แต่ทว่า ฉินฟงนั้นกลับรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยเพราะใบหน้าของศิษย์คนนี้ช่างดูไม่คุ้นเอาเสียเลย ฉินฟงมุ่นคุ้นเล็กน้อยก่อนเอ่ยปากถามว่า มันเป็ใครเหตุใดเข้าถึงไม่เคยเห็นมาก่อน “เ้าเป็ใครกัน ข้ามิคุ้นหน้าคร่าตามาก่อน แล้วอาคุนไปไหนเสีย”
ลูกศิษย์แปลกหน้าคนนั้นค่อมศีรษะให้ไท่หย่วนอี้ก่อนจะส่งยิ้มบาง และวางถาดอาหารลงตรงหน้าไท่หยวนอี้ จากนั้นจึงกล่าวตอบ “ข้าน้อยมีนามว่า ชู่หวนเป็ญาติห่าง ๆ ของศิษย์พี่คุน ข้า พึ่งเข้ามาในสำนักได้ไม่นาน ศิษย์พี่คุน ให้ข้านำอาหารมาให้ท่านปรมาจารย์แทน เพราะเขาป่วยนะขอรับ..” ลูกศิษย์คนนั้นกล่าวด้วยวาจาสุภาพ เรียบร้อย ฉินฟงเองก็ยิ้มตอบก่อนจะจะใช้ตะเกียบคีบอาหารในถ้วยเขาปาก
น่าแปลกที่ลูกศิษย์คนนั้นยังอยู่มองดูอยู่ไม่ยอมออกจากห้องไปหลังจากนำอาหารมาให้เรียบร้อย ฉินฟงเองก็คีบอาหารทานไปเรื่อย ๆ โดยไม่สนใจมันเช่นกัน แต่ทว่า..หลังจากกินไปได้ไม่กี่คำ ฉินฟงก็เกิดอาการแปลก ๆ มันเอามือมาจับกุมหน้าอกด้วยท่าทางเ็ป ชู่หวนมีท่าทางใมาก มันรีบก้าวเท้าเข้ามาหาไท่หยวนอี้ด้วยความใ “ท่านปรมาจารย์เกิดอะไรขึ้นขอรับ!!” ฉินฟงไม่ได้กล่าวอันใดตอบมันก้มหน้าลงพร้อมนิ่งเงียบ และในยามนั้นเองสีหน้าของ ชู่หวนที่มีความวิตกกังวลในอาการของไท่หยวนอี้ก็แปรเปลี่ยนเป็รอยยิ้มที่ชั่วร้ายน่าเกลียดราวกับเป็คนล่ะคนก่อนหน้านี้ มือข้างหนึ่งของมันเอื้อมไปหยิบมีดสั้นที่เหน็บอยู่ด้านหลัง เพื่อนำออกมาหมายจะสังหารไท่หยวนอี้ แต่ทว่า….มืออีกข้างของปรมาจารย์าุโก็ยื่นมาจับที่ไหล่ของชู่หวนเสียก่อน จากนั้นก็ตามมาด้วยตำพูดบางอย่าง
“ไม่เจอกันเสียนานเลยนะศิษย์พี่ เจียวฮั่ว เ้าก็ยังชอบทำเื่ชั่ว ๆ และเป็หมารับใช้พรรคมารเช่นเดิมสินะ..” คำพูดนั้นของไท่หยวนอี้ที่เปล่งออกมาทำ ชู่หวน ถึงกับหน้าเสียใสุดขีด “อะไรกันเ้าทำไมถึง….อึก!!!” ชู่หวน หรืออีกชื่อ ก็คือ เจียวฮั่ว ลูกศิษย์ชั้นปลายแถวของพรรคมารที่เคยอยู่กับฉินฟงเมื่อสมัยก่อน มันยังกล่าวไม่จบก็ถูกฝ่ามือที่อัดแน่นไปด้วยลมปราณของฉินฟงฟาดซัดเข้าที่กลางอกจนกระเด็นลอยออกไปนอกห้อง และกระแทกกับกำแพงหินจนกระอักเื สิ้นใจตายในทันที
แท้จริงฉินฟงรู้แผนชั่วของ เจียวฮั่ว ั้แ่แรกเห็นหน้าของมันแล้ว แต่ก็แกล้งเล่นละครต่อเพราะอยากดูว่ามันจะมาไม้ไหน ที่แท้มันก็แอบวางยาพิษในอาหารเพื่อทำให้ฉินอ่อนแรง และไม่อาจเดินลมปราณได้ พิษนี้ประหลาดนัก ฉินฟงไม่เคยพบเจอมาก่อน มันทั้งคล้ายกับพิษสลายปราณของพรรคมาร และคล้ายกับพิษสลายิญญาจากฝ่ายโอสถของสำนักเก้าั หากมิใช่ผู้มีลมปราณกล้าแข็งเช่นของไท่หยวนอี้ ก็คงจะแย่เป็แน่ ฉินฟงใช้วิชาของไท่หยวนอี้สลายพิษในร่างทันทีก่อนจะหายเป็ปรกติภายในเวลารวดเร็ว
แต่หลังจากนั้นไม่นานก็เกิดเสียงเอะอะโวยวายดังลั่นจากภายนอกพร้อมเสียงะเิดังโครมคราม ฉินฟงจับใจความได้ว่า พวกพรรคมารบุกเข้ามาในสำนัก และดูเหมือนลูกศิษย์หลายคนจะถูกพิษแบบเดียวกับเขาฉินฟงรีบลุกขึ้นก่อนจะออกมานอกห้องเข้าฌานทันที
เมื่อออกมาภาพที่ปรากฏตรงหน้าของฉินฟงก็คือกลุ่มคนมากมายแต่งกายด้วยชุดผ้าสีดำพร้อมอาวุธดาบในมือ พวกมันกำลังต่อสู้กับเหล่าลูกศิษย์ในสำนักเก้าัอย่างดุเดือด และดูเหมือนทุกคนกำลังเสียเปรียบ สาเหตุน่าจะมาจากพิษประหลาดที่พวกมันลอบเข้ามาใส่ในอาหาร แต่มันจะเป็เช่นนั้นได้อย่างไร นอกเสียจากว่าจะมีเกลือเป็หนอนในสำนักที่เป็คนลงมือทำเอง ฉินฟงได้แต่ครุ่นคิด ก่อนจะหันไปเห็นลูกศิษย์ฝ่ายกระบี่ชายคนหนึ่งกำลังเสียท่าล้มลง และกำลังจะโดนคนของพรรคมารสังหาร แววตาของฉินฟงแปรเปลี่ยนเป็ดุดัน ก่อนที่มันจะก้าวเท้าไปข้างหน้าก่อนจะหายวับไปราวกับล่องหน และมาโผล่อีกทีตรงหน้าของสองคนนั้นจนพวกมันใ ฉินฟงพลิกม้วนฝ่ามือเบา ๆ ก่อนจะฟาดใส่หน้าอกของเ้าคนจากพรรคมารผู้นั้นจนมันกระเด็นถอยไปไกล และล้มลง “เ้าเป็เช่นไรบ้าง..” ฉินฟงกล่าวถามลูกศิษย์ผู้นั้นที่นั่งเอามือกุมหน้าอกอยู่ “ขอบพระคุณขอรับท่านอาจารย์ นี่มันเกิดบ้าอะไรขึ้น เหตุใดพวกพรรคมารถึงกล้าบุกเข้ามาจู่โจมเรายามนี้ แถมข้าถึงมิอาจเดินลมปราณได้สะดวก เรี่ยวแรงทั่วร่างก็หายไปกว่าครึ่ง”
ฉินฟงในร่างไท่หยวนอี้มีสีหน้าเคร่งเครียดก่อนจะตอบกลับ “เ้าถูกพิษของพวกพรรคมารที่ใส่มาในอาหารค่ำน่ะ” “พิษ!!? หรือขอรับ เื่แบบจะเป็ไปได้อย่างไรกัน” ลูกศิษย์ผู้นั้นมีท่าทางใเป็อย่างมากเมื่อได้ยินที่ฉินฟงกล่าว “ ข้าเองก็กำลังหาคำตอบอยู่ พิษนี้แปลกนัก ไร้สี ไร้กลิ่น ไร้รส แถมข้ายังไม่เคยพบเห็นมาก่อน พวกพรรคมารคงคิดค้นขึ้นมาใหม่เป็แน่ ตัวข้านั้นสามารถขับพิษออกมาได้ และสามารถขับพิษให้เ้าได้เช่นกัน แต่ปัญหาก็คือข้าคงมิอาจขับพิษให้คนทั้งสำนักได้พร้อมกันทั้งหมดในยามนี้ไหนจะต้องรับมือกับคนของพรรคมารอีก” “ในเมื่อเป็เช่นนั้นท่านอาจารย์ไปช่วยศิษย์คนอื่นก่อนเถิดขอรับข้าเองยังพอมีแรงเหลืออยู่” เมื่อฉินฟงได้ฟังคำของลูกศิษย์ผู้นั้นมันก็ดูมีความลำบากใจเป็อย่างมาก หรือนี่คือสิ่งที่ ปรมาจารย์ไท่หยวนอี้ร่างจำลองได้ทำนายไว้ก่อนหน้านี้ หากเห็นเช่นนั้นจริงมันควรจะต้องหนีเอาตัวรอดงั้นรึ ไม่มันทำไม่ได้ยังมิใช่ตอนนี้
ฉินฟงคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนที่จะลุกขึ้น แล้วบอกให้ลูกศิษย์คนนั้นดูแลตัวเองก่อนที่มันจะใช้สุดยอดวิชาตัวเบาโผบินออกไปช่วยลูกศิษย์คนอื่น ๆ ไม่ให้ถูกฆ่า ในขณะที่กำลังมุ่งหน้าไปฉินฟงก็ได้แต่สงสัยว่าแล้วพวกปรมาจารย์าุโทั้งสามฝ่ายหายไปไหนกันหมด แถมยังพวกศิษย์เอกอีกหลายคนอีก ในบรรดาคนที่ฉินฟงนึกถึงมากที่สุดตอนนี้เห็นทีจะเป็ หลานศิษย์ผู้งดงาม เสี้ยวอี้หลานแห่งฝ่ายลมปราณ นางจะเป็เช่นไรบ้างก็ไม่รู้ยามนี้ ฉินฟงใจลอยนิดหน่อยก่อนจะรีบตั้งสมาธิกลับคืนมาได้
ระหว่างทางฉินฟงได้ช่วยลูกศิษย์ไว้หลายคน บางคนก็าเ็สาหัส บางคนก็เสียชีวิต การต่อสู้มีอยู่ทั่วทุกซอกมุมในสำนัก พอ ๆ กับเปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำเผาไหม้ทุกสิ่งจนวอดวาย และเมื่อฉินฟงพาลูกศิษย์จำนวนหนึ่งที่ช่วยไว้ได้มาถึงลานกว้าง มันก็ได้ยินเสียงหัวร่อที่ฟังคุ้นหู “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า เผาให้หมด ใครขัดขืนฆ่าพวกมันอย่าเหลือ” เ้าของเสียงมิใช่ใครอื่น ชายร่างใหญ่ในชุดหนังสัตว์สีน้ำตาล หน้าตาดูโง่เขลา เ้าหวู่เก่านั้นเอง แถมผู้ที่อยู่ข้าง ๆ มันในยามนี้ก็ทำให้ฉินฟงเข้าใจทุกอย่างถ่องแท้ ิ เจียวจู อดีตลูกศิษย์ของสำนักเก้าัที่โดนขับออกสำนักไปเมื่อหลายเดือนก่อน “เป็เช่นนี้เองรึ ที่แท้ก็นังงูพิษผู้นี้นี่เอง มิน่าเล่าถึงได้มีคนจากพรรคมารแฝงตัวเข้ามาในสำนักโดยง่าย นางคงจะติดต่อกับคนเก่า ๆ ภายในที่เคยมีสัมพันธ์สวาทด้วย ข้านี่มันโง่เขลาเสียจริงน่าจะกำจัดนางทิ้งไปเสียั้แ่ตอนนั้น คนโบราณถึงได้บอกว่าตีงูต้องตีให้ตาย มิเช่นนั้นมันจะแว้งกลับมากัดเรา” ฉินฟงได้แต่ส่ายหัวให้กับความโง่ของตัวเอง
แต่ทว่า…มันก็มิใช่เพียงแค่นั้นภาพต่อมาที่ฉินฟงเจอมันกลับสร้างความใให้มากขึ้นไปอีกหลายเท่า เมื่อฉินฟงได้เห็นร่างของชายสามคนเดินเข้ามาหาหวู่เก่า พร้อมทำความเคารพ และสนทนากันอย่างสนุกสนาน ประหนึ่งรู้จักกันมานาน ร่างของชายสูงวัยในชุดผ้าไหมสีแดง ร่างของชายวัยกลางคนในชุดสีดำขาว และร่างของเด็กหนุ่มในชุดสีขาวไข่มุกท่าทางหยิ่งผยอง ทั้งสามก็คือ คนของสกุลถังทั้งสามรุ่นนั้นเอง หลู่อี้ถัง ปรมาจารย์ฝ่ายกระบี่ หลู่อี้ไป๋ รองเ้าสำนักฝ่ายกระบี่ และบุตรชาย หลู่อิงฉาน ศิษย์เอกอันดับหนึ่งของฝ่ายกระบี่ แท้ที่จริงทั้งสามคนได้สมคบคิดกับ หวู่เกา ของพรรคมารเพื่อที่จะยึดสำนักเก้าันั้นเอง ฉินฟงนั้นเจ็บใจมาก แต่ยังไม่เท่ากับศิษย์หลายคนที่มันช่วยมา พวกมันรู้สึกเจ็บใจและผิดหวังเป็อย่างมาก ฉินฟงก็ได้แต่ปลอบใจพวกมัน และบอกให้ใจเย็น ๆ รอดูสถานการณ์ไปก่อน
ฉินฟงกับเหล่าลูกศิษย์แอบซ่อนอยู่ห่างจากจุดที่พวกหวู่เกาสนทนากันพอสมควร พวกมันจึงไม่ได้ยินสิ่งที่พวกนั้นคุยกัน ฉินฟงกำลังวางแผนในหัวที่จะพาเหล่าศิษย์เหล่านี้ออกไปนอกสำนักเพื่อหลบซ่อน และรักษาตัว แต่ในตอนนั้นเอง พวกคนของพรรคมารก็ได้จับตัวใครบางคนออกมาให้หวู่เกา ฉินฟงใมากเพราะคนพวกนั้นก็คือ ฟู่เทียนซาน ปรมาจารย์ฝ่ายโอสถ ต้าเฉิน ศิษย์เอกของฝ่ายโอสถ จางซุนเจี่ย ปรมาจารย์ฝ่ายลมปราณ จางเทียนจื้อ และเสี้ยวอี้หลานบุตรสาวบุญธรรม แต่ล่ะมีสภาพสะบักสะบอม จากไฟไหม้ และอ่อนแรงจากพิษประหลาด ทันทีที่เ้าหวู่เกาได้เห็นใบหน้าอันงดงามของ อี้หลาน มันก็เกิดตัณหาราคะทันที และคิดจะเข้ามาลวนลาม แต่ก็ถูก หลู่อี้ไป๋เข้ามาขวางไว้เสียก่อน พร้อมทั้งบอกว่านาง เป็คู่หมั้นของ บุตรชายมัน หวู่เกาทำท่าทางไม่พอใจ แต่ก็ได้ิ เจียวจูเข้ามาช่วยอีกแรง มันจึงยอมรามือ ิ เจียวจูอ้างกับหวู่เกา ว่า อี้หลานนั้นเป็สหายรักของนางเมื่อตอนยังอยู่ในสำนักแห่งนี้ เ้าหวู่เกา ที่หลงเสน่ห์ของเจียวจูจึงใจอ่อน แต่แท้ที่จริงแล้ว เจียวจูนั้นเกรงว่า ถ้าหวู่เกาได้เสียวอี้หลานอีกคน มันจะหลงหญิงคนใหม่จน อำนาจในมือของนางจะลดลงเสียมากกว่าจึงแสร้งทำเป็เล่นละครช่วยเสี้ยวอี้หลาน
ฉินฟงที่แอบดูอยู่นั้นมองแผนชั่วของิ เจียวจูออกหมด ซึ่งก็นับเป็ผลดีที่ทำให้เสี้ยวอี้หลานไม่ต้องถูกข่มเหง แต่ต่อจากนี้มันจะทำเช่นไรต่อดี วรยุทธ์ของมันในตอนนี้น่าจะเอาชนะคนทั้งหมดได้ไม่อยาก แต่ปัญหาคือถ้าลงมือไปโดยไม่ยั้งคิด คนที่ถูกจับเป็ตัวประกันอยู่อาจเดือดร้อนเป็อันตรายได้..
จบบท โปรดติดตามบทต่อไป บทหน้า หน้าผาไร้ทุกข์..