๘
เพื่อนคนแรก
ผมค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาเพราะได้กลิ่นหมอของอะไรบางอย่าง ผมลุกขึ้นจากเตียงแล้วค่อย ๆเดินกระเผลกตามกลิ่นนั้นมุ่งตรงไปยังห้องครัว ภาพที่ผมเห็นอยู่ตรงหน้า คืออาจารย์หน้าบึ้งกำลังทำอาหารอยู่ผมมองเขาจากด้านหลังแล้วพิจารณาคนที่อยู่ตรงหน้า...ความจริงเขาไม่ใช่คนดุหรือโหดอะไรแต่ที่เขาดูน่ากลัว เป็เพราเขาเงียบขรึมเหมือนเด็กมีปัญหา
เมื่อนึกถึงเื่ที่ผมเจอเขาที่ร้านเค้กครั้งแรกมันทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็คนผิดทั้ง ๆ ที่มาทีหลังแต่กลับไปแย่งเค้กชิ้นนั้นของเขามาก แต่ก็อย่างนั่นแหละ ผมเป็คนเพอร์เฟ็คผมอยากกินเค้กชิ้นนั้นก็ต้องได้กิน...ไม่เห็นต้องสำนึกผิดเลย
“เดินไหวเหรอ”
เขาหน้ามาเจอกับผมแล้วจึงเอ่ยปากถาม
“ถ้าเดินไม่ไหวแล้วเซนเซจะเห็นเหรอ”
เขาตักไข่เจียวลาดบนข้าวสวยร้อนๆ โดยที่ไม่พูดตอบผม แล้วเอามาวางไว้ที่โต๊ะอาหาร ผมค่อย ๆเดินตามเขามานั่งลงตรงโต๊ะอาหาร
“ฉันทำอย่างไม่เป็นอกจากไข่เจียว”
“โทรฯสั่งก็ได้นี่เซนเซ”
“ฉันไม่ได้มีเงินมากมายที่จะโทรฯสั่งอาหารหรูๆ ได้เหมือนนาย”
“ก็คุณโทรฯแล้วก็เอาบัตรเครดิตผมไปจ่ายไง ผมรวยมาก”
เขาไม่พูดอะไรอีกตามเคยเขาได้แต่ตักข้าวไข่เจียวที่อยู่ตรงหน้ากิน
“เมื่อคืนเซนเซอยู่นี่ทั้งคืนเลยเหรอ”
ผมถามเพราะถ้าผมจำไม่ผิดผมโทรฯให้เขามาหาผมเพราะอาการปวดก้นของผมมันปวดหนักมากผมกลัวว่าผมจะเป็อะไรไปแล้วไม่มีใครดูแล จนต้องกลายมาเป็ผีเฝ้าห้องนี้ซึ่งผมรับไม่ได้แน่ ๆ ถ้าต้องมาด่วนตายเพราะอาการเจ็บก้น
“ใช่”
น้ำเสียงห้วนสั้น
“คือที่ผมโทฯไปผมไม่รู้ว่ามันกี่โมงแล้ว ผมปวดก้นมาก โทรฯ หานายหมาน้อยก็ไม่ติดโทรฯไปที่บ้านก็ไม่มีใครรับสาย ทางเลือกสุดท้ายที่ผมก็คือเซนเซนั่นแหละ...”ผมมองหน้าเขา ส่วนเขากินข้าวไม่มองผม “ถ้าผมตายอย่างน้อย ๆ ศพผมจะได้ไม่เน่าไม่อืด ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์เพราะเซนเซมาช่วย”
“แค่ล้มก้นกระแทกพื้นมันไม่ตายหรอก”
“ใครมันจะไปรู้ล่ะเกิดว่าอยู่ ๆ ผมก็มีอาการแทรกซ้อนขึ้นมาแล้วหยุดหายใจเฉียบพลันล่ะมันไม่ใช่เื่ตลกเลยนะเซนเซ”
ความเงียบเข้ามาปกคลุมโต๊ะอาหารอยู่สักพักก่อนที่อาจารย์หน้าบึ้งจะพูดขึ้นมาก
“นายไม่มีเพื่อนเลยเหรอ”
“ไม่มีอะ”
ผมตอบแบบไม่คิดเพราะว่าผมไม่มีเพื่อนจริง ๆ
“แม้แต่คนเดียว”
“ถ้าเพื่อนที่ผมจำความได้ว่าลืมตาขึ้นมาก็เจอกันเลยก็มีแค่นายหมาน้อยคนเดียว แต่นายหมาน้อยอายุห่างจากผม ๕ ปีส่วนเพื่อนคนอื่น ๆ ผมไม่เคยมี”
“ก็ไม่แปลกที่จะไม่มีใครคบ”
“ไม่ใช่ว่าไม่มีใครคบผมนะ...”ผมพูดเถียงเสียงแข็ง เอามือกอดอก “คนอยากคบผมมีเยอะแยะเพียงแต่ว่าผมไม่อยากคบกับเขามากกว่า พูดง่าย ๆ นะผมเลือกคบคนน่ะคนเพอร์เฟ็คแบบผมเลือกได้อยู่แล้ว”
“ไอ้การที่นายบอกว่านายสมบูรณ์แบบฉันไม่เห็นว่าคนอย่างนายจะสมบูรณ์แบบตรงไหน”
“เซนเซอย่าพูดแบบนี้นะเป็เพราะเซนเซตาไม่ถึงและไร้รสนิยม เซนเซแลยมองไม่เห็นความสมบูรณ์แบบในตัวผมไม่มีใครสมบูรณ์แบบเท่าผมอีกแล้ว”
เขาไม่พูดอะไรผมจึงพูดต่อ
“เซนเซ...”เขาเงยหน้าขึ้นมามองผม พร้อมกับวางช้อนส้อมลง “ผมอยากกินเฟรนช์ฟรายส์”
“บอกฉันทำไม”
พูดเสียงแข็ง
“เซนเซทอดให้ผมกินหน่อยสิ...ผมซื้อมาใส่ไว้ในตู้เย็นเยอะเลยอยู่ในช่องแช่แข็งน่ะ...” เขานิ่งเงียบ “นะเซนเซนะ ตอนนี้เราเป็เพื่อนกันแล้วนะ”
“เดี๋ยวก่อนนายอย่ามาโมเมฉันไปเป็เพื่อนนายั้แ่ตอนไหน”
“ั้แ่ตอนนี้เลยผมอยากมีเพื่อน และก็เซนเซนี่แหละที่จะเป็เพื่อนกับผมได้...” ผมยิ้มกว้างให้เขา “เซนเซเป็เพื่อนคนแรกของผมเลยนะ”
“แล้วใครบอกว่าฉันอยากเป็เพื่อนกับนาย”
“นั่นก็แล้วแต่เซนเซแต่ยังไงเซนเซต้องเป็เพื่อนกับผม”
“นายนี่มันเด็กเอาแต่ใจ”
พูดพร้อมกับใช้สายตาเหยี่ยวคู่นั้นหันมามองผม
“ผมไม่เห็นว่าสิ่งที่ผมทำมันจะเป็เื่ที่เอาแต่ใจสักหน่อยมันเป็เื่ที่ดีด้วยซ้ำ ที่ผมเื่มาก อันนั้นก็ต้องสะอาด อันนี้ก็ต้องสะอาดมันก็เป็ประโยชน์ต่อตัวผม และการที่เซนเซเป็เพื่อนกับผมมันก็จะช่วยลบความบาดหมางที่เราเจอกันครั้งแรกด้วยไง...” ผมนั่งเอนตัวลงกับพนักพิง“เห็นไหมว่ามีแต่เื่ดี ๆ เรามาเป็เพื่อนกันนะเซนเซส่วนเื่อื่นค่อยว่ากันทีหลัง เื่ที่โกรธเซนเซก็ยังโกรธอยู่แต่ว่าตอนนี้ผมยังไม่โกรธ”
ผมพูดร่ายยาวส่วนอาจารย์หน้าบึ้งนั่งนิ่ง
“ผมอยากกินเฟรนช์ฟรายส์จริงๆ นะเซนเซ”
“ทำเอง”
“ผมทำไม่เป็”
“แล้วปกติใครทำให้นาย”
“นายหมาน้อยหรือไม่ก็ซื้อเอาแต่วันนี้ผมอยากกินฝีมือเซนเซ”
เขาไม่พูดอะไรแต่เขาลุกไปที่ห้องครัว ประมาณเกือบชั่วโมงก็กลับออกมาด้วยเฟรนช์ฟรายส์ร้อน ๆเขาเอามาวางลงตรงหน้าผม
“น่ากินมากเลยเซนเซกำลังร้อน ๆ อยู่เลย”
เขาทอดเฟรนช์ฟรายส์ได้ดีมากกำลังพอดี ทอดดีกว่าร้านดัง ๆ ที่ไปกินอีก ถึงแม้ว่าผมจะไม่ค่อยชอบอีตาอาจารย์หน้าบึ้งที่ดุด่าผมแต่บางเื่ถ้าเขาดีจริง ๆ ผมก็ชื่นชน ถึงแม้ว่าจะเป็คนเพอร์เฟ็คแต่ผมก็แฟร์สำหรับทุกคน
ผมถูกสอนเสมอว่าอย่างรัดเอาเปรียบใคร...
“รีบกินจะได้รีบสอน แล้วเรียนบทต่อไป
“วันนี้ก็ต้องเรียนเหรอผมเจ็บก้นอยู่นะ”
“นายไม่ได้ใช้ก้นเรียนฉันให้เวลานายครึ่งชั่วโมง หลังจากกินเสร็จให้ให้ตามที่ห้องนั่งเล่น”
“นี่เซนเซจะมากไปแล้วนะไม่เคยมีใครมาสั่งผมแบบนี้ก่อน”
โวยวายใส่เขา
“นั่นมันก็เื่ของนายและนั่นมันก็คนอื่นแต่นี่ฉัน...” เขาเอามือชี้ตัวเอง “ฉันไม่เหมือนคนอื่นถ้านายไม่พอใจจะไม่ให้ฉันสอนก็ได้นะ”
พูดเสร็จเขาก็เดินออกไปทันที
ไอ้เซนเซบ้าที่สุดทำไมผมต้องถูกคนแบบนี้บังคับด้วยนะ นี่ถ้ามีอาจารย์ญี่ปุ่นคนใหม่รับมาสอนผมผมจะไล่เขาออกไปเลย แล้วไม่ต้องกลับมาสอนผมอีก
“บทที่สองผ่าน”
“ผมฉลาด...”ผมพูดพร้อมกับเอามือกอดอก “ให้เรียนครบทุกบทแล้วมาสอบยังได้”
“นายสอบวันไหน”
“อีกสองอาทิตย์”
เขาพยักหน้าแล้วนิ่งอยู่สักพักแววตาเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ ก่อนที่จะจัดเอกสารบทต่อไปมาให้ผมเรียน
“บทนี้จะยากนิดนึงตั้งใจเรียนหน่อยนะ”
พูดเสร็จเขาก็เริ่มทำการสอนผมถึงแม้ว่าบางอันมันจะเป็ความรู้ที่ผมเคยเรียนมาแล้ว แต่ได้เขามาสอนซ้ำให้มันยิ่งทำให้ผมเข้าใจกว่าเดิม ทั้ง ๆ ที่ตลอดระยะเวลาของการเรียนภาษาญี่ปุ่นผมไม่เคยเข้าใจเลยแม้แต่น้อย แต่เขากลับเป็คนที่ทำให้ผมเข้าใจในภาษาญี่ปุ่น
ผมฟังเขาอธิบายและแอบมองหน้าเขาไปด้วยใบหน้าคมเข้ม คิ้วหนาจมูกโด่งเป็สันรองรับกับริมฝีปาก ดู ๆแล้วมีเสน่ห์เป็อย่างมากยิ่งเวลาที่เขาเผลอยิ้มออกมาแบบไม่รู้ตัวเขายิ่งดูมีเสน่ห์
แล้วทำไมผมต้องแอบมองเขาด้วยนะไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน
“วันนี้เอาไว้แต่นี้ส่วนพรุ่งนี้หลังสอบเสร็จจะสอนสองบทสุดท้าย ก็ถือว่าจบละเพราะนาย้าใช้แค่แนวและหลักการเพื่อนำไปใช้ในการสอนเท่านั้นใช่ไหม”
ผมพยักหน้าตอบเขา
“ฉันเชื่อว่านายทำได้และนายต้องเรียนจบภายในเทอมนี้”
นอกจากเขาก็ไม่เคยมีใครให้กำลังใจผมแบบนี้มาก่อน
ระหว่างที่คนที่อยู่ตรงหน้าผมกำลังเก็บของเสียงโทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้น
“ครับท่าน”
เขาเลี้ยงตัวออกไป
“ไม่ต้องเรียกท่านหรอกถ้าอาจารย์ไม่เกรงใจเรียกพ่อก็ได้ครับ”
“ผมเรียกแบบนี้ถนัดกว่าครับ”
น้ำเสียงนิ่งๆ ตอบไป
“ลูกหนูเป็ยังไงบ้างดื้อไหม”
“เรียนใกล้จบแล้วครับ”
“ระเรียนใกล้จบ...อาจารย์พูดจริงเหรอครับผมแทบไม่เชื่อหูตัวเองเลย เพราะที่ผ่าน ๆมาไม่เคยมีอาจารย์คนไหนพูดแบบนี้เลยนะครับ”
“ครับ”
“ถ้าอย่างนั้นฝากด้วยนะครับถ้าเรียนจบวันไหนรบกวนอาจารย์ช่วยบอกผมด้วยนะครับ”
“ครับ”
“ถ้าอย่างนั้นผมไม่รบกวนละครับ”
“ครับ...สวัสดีครับ”
“คุณพ่อกลัวผมเรียนไม่จบหรือยังไงถึงต้องมาคอยโทรฯตามเช็คกับเซนเซ”
ผมพูดหลังจากที่เขาวางสายเสร็จ
“พ่อนายเป็ห่วง”
เขาตอบผมสั้นๆ มือนั้นก็เก็บหนังสือ เก็บเอกสารต่าง ๆ ยัดลงในกระเป๋าเป้
“ฉันกลับก่อนล่ะแล้วอย่าลืมทบทวนสิ่งที่สอนไปวันนี้ด้วย”
พูดเสร็จเขาก็เดินออกไปทันที
ผมมองตามหลังเขาจนเขาลับสายตาแล้วก็นึกขึ้นได้ว่าผมต้องโทรฯ ด่านายหมาน้อย ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วกดโทรฯออกไป
“ว่าไงครับคุณรัก”
“เสียงดูมีความสุขมากเลยนะนายหมาน้อย”
“คะคุณรักมีอะไรรึเปล่าทำไมต้องโวยวายด้วย”
“เมื่อคืนฉันโทรฯหานายทำไมโทรฯ ไม่ติด”
“แบตฯหมดครับ”
“แบตฯหมด...”ผมโวยวายหนักกว่าเดิม “นายรู้มั้ยว่าถ้าเมื่อคืนเซนเซไม่มาหาฉันฉันจะเป็ยังไงบ้าง ฉันจะบอกให้คุณพ่อตัดเงินเดือนนายแปดสิบเปอร์เซ็นต์”
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับคุณครูคนนั้นด้วยแล้วเกี่ยวอะไรกับเงินเดือนผมด้วย”
มันไม่ใช่เื่ของนาย”
“แต่มันเกี่ยวกับผมเพราะคุณโทรฯหาผมก่อน”
“ตอนนี้ฉันเปลี่ยนใจไม่อยากให้นายรู้ละเพราะที่ฉันโทรฯ หานายวันนี้ก็แค่้าด่านายเฉย ๆ จบนะ”
พูดเสร็จผมก็กดวางสายทันที
นายหมาน้อยสอนไม่เคยรู้จักจำว่าโทรศัพท์ห้ามแบตฯหมดเด็ดขาดด่าแค่นี้ยังน้อยไปด้วยซ้ำ