ผ่านค่ำคืนอันมีความสุขและอิ่มเอมใจ เช้าวันรุ่งขึ้นเสิ่นมู่ก็ให้เสิ่นลิ่วไปลางานเป็กรณีพิเศษให้เขาหนึ่งวัน เพราะเขายังอยากนอนกอดภรรยาให้นานขึ้นสักหน่อย อย่างไรเขาก็รอนางมาหลายปี ในเมื่อเขารู้แล้วว่าเวลานี้นางไม่ใช่เจียงเยว่เวยคนเดิม เขาก็อยากที่จะเริ่มต้นใหม่แล้วใช้ชีวิตฉันท์สามีภรรยาร่วมกับนางจริงๆ สักที
ปีนี้เสิ่นมู่กับเจียงเยว่เวยมีอายุได้สามสิบปีแล้ว เมื่อครั้งที่พวกเขายังเป็เด็กชายและเด็กหญิงอายุสิบขวบ เสิ่นมู่เคยพลัดตกลงไปในแม่น้ำทั้งยังถูกกระแสน้ำพัดพาไปไกลจนหาทางขึ้นฝั่งไม่ได้
สาวน้อยเจียงเยว่เวยแม้จะใแต่ก็วิ่งะโให้คนช่วย ทั้งนางยังใช้มือน้อยๆ ยื่นกิ่งไม้ออกไปให้เขาเอาไว้เกาะ แต่แรงของนางจะสู้แรงของกระแสน้ำได้อย่างไร โชคดีที่มีจังหวะหนึ่งขณะที่เจียงเยว่เวยยื่นไม้ออกไปให้เสิ่นมู่จับ ปลายไม้นั้นกลับดันตัวเสิ่นมู่ให้ไกลจากฝั่งไปอีก เสิ่นมู่ทั้งใทั้งเสียใจที่คิดว่าตนเองคงไม่มีโอกาสรอดแล้ว เขามองเจียงเยว่เวยด้วยสายตาขอบคุณเพราะคิดว่านางคงเป็คนสุดท้ายที่เห็นว่าเขายังมีชีวิตอยู่ แต่ใครจะไปคิดว่าการที่ปลายไม้ของเจียงเยว่เวยที่ดันตัวเสิ่นมู่ให้ห่างออกไปจากฝั่งคราวนั้นจะทำให้เสิ่นมู่ไปติดอยู่กับโขดหินเข้าพอดี ก่อนที่ในระยะแค่ไม่ถึงหนึ่ง่ตัวก็จะเป็หน้าผาน้ำตกแล้ว
เมื่อเห็นเสิ่นมู่ติดอยู่กับโขดหิน เจียงเยว่เวยเห็นอย่างนั้นก็เอาแต่ร้องไห้ด้วยความเสียใจ ทั้งปากของนางก็พร่ำแต่คำขอโทษออกมาไม่หยุด จนในที่สุดองครักษ์ของนายท่านผู้เฒ่าเสิ่นก็ตามมาพบแล้วช่วยเสิ่นมู่ขึ้นจากน้ำไว้ได้ทัน
เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เสิ่นมู่ใและยังเป็ไข้อย่างหนักจนนอนสลบไปหลายวัน เด็กสาวอ่อนหวานและจิตใจดีอย่างเจียงเยว่เวยก็ใและเป็ไข้ไม่ได้สติอยู่หลายวันเช่นกัน
เพียงแต่พอเสิ่นมู่ตื่นขึ้นมา เขากลับมีใจมุ่งมั่นที่จะฝึกวรยุทธ์และฝึกฝนร่างกายของตัวเองให้แข็งแรงเพื่อที่เขาจะได้ปกป้องตัวเอง และที่สำคัญที่สุดเขาจะได้ปกป้องน้องเวยเวยของเขาได้ เพียงแต่เจียงเยว่เวยกลับไม่เหมือนกัน เมื่อนางตื่นขึ้นมา จากแม่นางน้อยนิสัยดี นางได้กลายเป็คุณหนูเอาแต่ใจและร้ายกาจเป็อย่างมาก
เสิ่นมู่ที่ได้ยินข่าวลือนั้นจึง้าไปพิสูจน์ความจริงด้วยตัวเอง เขาไม่เชื่อหรอกว่าน้องเวยเวยที่เคยใช้กิ่งไม้เล็กๆ เพื่อช่วยชีวิตเขาจนแม้แต่ชีวิตของตัวเองนางก็ไม่สนใจคนนั้นจะกลายเป็คนร้ายกาจอย่างที่คนเขาลือกัน
เพียงแต่ความจริงกับความเชื่อกลับทำให้เสิ่นมู่ต้องตกตะลึง เพราะนอกจากน้องเวยเวยจะจำเขาไม่ได้ นางยังไม่ยอมเรียกเขาว่า ‘พี่มู่’ แถมนางยังชี้หน้าแล้วไล่ให้เขาไสหัวไปไกลๆ ด้วยซ้ำ ั้แ่วันนั้นเสิ่นมู่ก็ขอติดตามท่านพ่อไปอยู่ที่ค่ายทหารทางเหนือ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่เคยลืมน้องเวยเวยที่เป็รักแรกของเขาไปได้เลย
จนกระทั่งเสิ่นมู่และเจียงเยว่เวยอายุได้สิบห้าปี ด้วยชื่อเสียงที่ร้ายกาจ บวกกับมีแม่เลี้ยงที่ร้ายกาจพอกัน เหยาจี้มารดาเลี้ยงของเจียงเยว่เวยจึงคิดที่จะให้เจียงเยว่เวยแต่งออกไปกับบัณฑิตคนหนึ่ง ดูภายนอกเหมือนว่าเหยาจี้มีความหวังดี เพราะการที่นางส่งเสริมให้เจียงเยว่เวยแต่งไปกับบัณฑิตก็เพื่อหวังให้บัณฑิตรวมถึงครอบครัวของบัณฑิตผู้นั้นช่วยขัดเกลานิสัยที่ไม่ดีของเจียงเยว่เวย
เพียงแต่ไม่มีใครรู้ว่าแท้จริงแล้วบัณฑิตผู้นั้นเป็เพียงบุรุษที่มากด้วยราคะ ซ้ำยังมีนิสัยวิปริตที่ชอบทำร้ายและตบตีสตรีก่อนที่เขาจะมีสัมพันธ์ด้วย ต้องยอมรับว่าเหยาจี้ต้องสูญเสียเงินไปไม่น้อยถึงสืบรู้เื่ของบัณฑิตผู้นั้นอย่างละเอียด แต่ถึงแม้จะรู้นางก็ไม่เคยบอกเื่นี้กับใคร แม้แต่กับสามีอย่างเจียงถังนางก็ไม่ได้พูด
ในเมื่อเจียงเยว่เวยกับนางไม่เคยลงรอยกันั้แ่ต้น อีกทั้งเจียงเยว่เวยยังเป็บุตรสาวของอดีตฮูหยินเอก แล้วเหยาจี้จะยอมเห็นทายาทของศัตรูหัวใจมีชีวิตที่ดีได้อย่างไร เมื่อเจียงเยว่เวยถึงวัยออกเรือนก็เท่ากับนางเก็บเจียงเยว่เวยไว้รังแกในจวนต่อไปอีกไม่ได้แล้ว เช่นนั้นไม่สู้ส่งเจียงเยว่เวยไปตกนรกขุมใหม่ไม่ดีกว่าหรือ
แต่ความคิดอันแสนชั่วร้ายนี้จะรอดพ้นจากสายตาของเสิ่นมู่ไปได้อย่างไร ั้แ่เมื่อตอนสิบขวบที่เขาคิดว่าเขาจะต้องปกป้องน้องเวยเวยไปตลอดชีวิต เสิ่นมู่ที่มีความคิดเกินกว่าเด็กในวัยเดียวกัน เขาเริ่มส่งคนของตนเข้าไปอยู่ข้างกายเจียงเยว่เวยั้แ่นั้น
ใกล้วันที่เจียงเยว่เวยต้องเข้าพิธีปักปิ่น ยังไม่ทันที่มารดาเลี้ยงอย่างเหยาจี้จะทันได้ประกาศงานมงคล เสิ่นมู่ในวัยสิบห้าก็ได้พาผลงานอันโดดเด่นในสนามรบพร้อมกับร่างกายที่บอบช้ำจากสนามรบขอเข้าเฝ้าฝ่าาเป็การส่วนตัว
ด้วยรูปร่างสูงใหญ่และท่าทางที่ดูเป็ผู้ใหญ่เกินวัย หากไม่บอกว่าเขาเป็เพียงเด็กหนุ่มอายุสิบห้า ผู้คนคงคิดว่าเขาเป็แม่ทัพหนุ่มผู้เกรียงไกรวัยยี่สิบปีเข้าไปแล้ว เมื่อเขานำความดีความชอบไปขอสมรสพระราชทานกับฝ่าา
ฝ่าาแม้จะรู้ว่าเสิ่นมู่เพิ่งเป็หนุ่มน้อยในวัยสิบห้า้าแต่งงาน พระองค์ไม่ได้แปลกใจหรือคัดค้าน อย่างไรพระองค์ก็เคยมีสัมพันธ์กับสตรีครั้งแรกั้แ่อายุแค่สิบสามปีด้วยซ้ำ อีกทั้งเมื่อนึกถึงสิ่งที่นายท่านผู้เฒ่าเสิ่นได้ฝากฝังเอาไว้ว่าเขาไม่อยากให้บุตรชายต้องเป็แม่ทัพเพื่อรบอยู่แนวหน้า อีกทั้งเสิ่นมู่เองก็ได้รับาเ็จนทำหน้าที่ตำแหน่งแม่ทัพพิทักษ์ชายแดนไว้ไม่ได้แล้วเช่นกัน ฝ่าาจึงพระราชทานสมรสให้เขากับบุตรสาวสกุลเจียง เพียงแต่บุตรสาวของสกุลเจียงจะเป็ผู้ใดพระองค์ไม่ได้ระบุ เพราะชื่อเสียงที่ไม่ดีของเจียงเยว่เวยดังไปทั่วเมืองหลวงขนาดนั้น ฝ่าาจึงอยากเหลือทางเลือกไว้ให้เสิ่นมู่ได้ตัดสินใจ
แต่ด้วยความที่เสิ่นมู่รู้ความเคลื่อนไหวภายในสกุลเจียงดีอยู่แล้ว เขาจึงปล่อยให้หน้าที่การตัดสินใจเป็ของราชเลขาเจียงถัง และก็เป็ดังคาด แม่ทัพหนุ่มที่าเ็สาหัสซ้ำยังถูกลดตำแหน่งให้เป็เพียงรองหัวหน้ากรมอาญา ราชเลขาเจียงถังย่อมต้องยกเจียงเยว่เวยให้แต่งกับเสิ่นมู่อยู่แล้ว
เจียงเยว่เวยอยากขัดขืนงานสมรสนั้น เพราะนางรู้มาว่าเสิ่นมู่มีฮูหยินรองแล้วหนึ่งคนและยังอนุภรรยาอีกสองคน แม้ทุกคนจะยังไม่มีทายาท แต่นางก็ทนไม่ได้ที่จะต้องใช้สามีร่วมกับผู้อื่น เพียงแต่การสมรสครั้งนี้เป็สมรสพระราชทาน แม้เจียงเยว่เวยจะร้ายกาจและไม่เคยเห็นหัวผู้ใด แต่การขัดราชโองการก็ไม่พ้นต้องถูกปะา เจียงเยว่เวยจึงจำใจต้องแต่งกับเสิ่นมู่ หลังจากพิธีแต่งงานผ่านพ้นไป จวนสกุลเจียงก็เงียบสงบ ส่วนความครึกครื้นทั้งหมดก็ตกไปที่จวนสกุลเสิ่น
แต่ถึงอย่างนั้นเสิ่นมู่ก็ยังดีใจที่ในที่สุดเขาก็ได้แต่งงานกับน้องเวยเวย ถึงแม้น้องเวยเวยคนนี้จะไม่ใช่น้องเวยเวยในวัยสิบขวบที่เขารู้จักก็ตาม
ที่เสิ่นมู่ยอมรับเจียงเยว่เวยผู้แสนร้ายกาจคนนี้ได้เป็เพราะตอนที่เสิ่นมู่อายุได้สิบสี่ปี เขาได้ช่วยชีวิตหร่วนไต้ซือไว้ ก่อนที่หร่วนไต้ซือจะจากไป หร่วนไต้ซือได้ทำนายชะตาชีวิตให้เขาไว้ว่าสตรีที่เขาแอบรักอยู่คือเนื้อคู่ของเขา เพียงแต่เวลานี้ดวงจิตที่แท้จริงของเจียงเยว่เวยยังอยู่ในที่ที่ไกลแสนไกล และไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ดวงจิตนั้นจะกลับเข้ามาอยู่ในร่างเดิม
แต่ตอนนั้นเสิ่นมู่ได้หลงรักคุณหนูใหญ่เจียงเยว่เวยเข้าไปจนหมดหัวใจแล้ว ทั้งยังมีข่าวว่าเมื่อถึงวัยปักปิ่น สกุลเจียงจะให้เจียงเยว่เวยแต่งออกไปกับบัณฑิตผู้หนึ่ง
ด้วยความกังวล เสิ่นมู่จึงถามหร่วนไต้ซือออกไปว่าหากเขาจะแต่งงานกับนางก่อนที่กายและจิตของนางจะหลอมรวมกันดังเดิม มันจะส่งผลต่อการดำเนินชีวิตคู่ของเขากับนางหรือไม่
หร่วนไต้ซือเพียงแต่บอกว่าชะตาฟ้าลิขิต ความรักของเขาก็ถูกฟ้าลิขิตไว้แล้วเช่นกัน ไม่ว่าจะสมรสก่อนหรือสมรสหลังจากที่กายและจิตของนางจะหลอมรวมกัน เขากับนางก็ยังเป็เนื้อคู่กันอยู่ดี เพียงแต่หากเขาไม่รอ การสมรสใน่แรกอาจจะยุ่งยากและวุ่นวายไปบ้าง อีกทั้งจวนทั้งจวนอาจจะร้อนเป็ไฟจนเกิดความแตกแยก หากเสิ่นมู่ตัดสินใจแต่งงานกับเจียงเยว่เวยก็ทำได้แค่ต้องอดทนกับการกระทำของนาง
แต่จากเหตุผลหลายๆ อย่างทำให้เสิ่นมู่รอต่อไปอีกไม่ได้แล้ว และไม่ว่าจวนจะร้อนเป็ไฟแค่ไหนเขาก็้าที่จะแต่งกับนาง เขาจะให้นางแต่งไปกับคนอื่นไม่ได้ เสิ่นมู่จึงบอกความประสงค์กับหร่วนไต้ซือว่าเขาเลือกที่จะแต่งงานกับนางก่อนที่กายและดวงจิตของนางจะกลับมาหลอมรวมกัน ต่อให้เขาต้องรอไปอีกสิบปีกว่าที่เขากับนางจะมีความสุข เขาก็ยังเลือกที่จะแต่งกับนางก่อนอยู่ดี
หร่วนไต้ซือรู้คำตอบของเสิ่นมู่อยู่ก่อนแล้ว เขาจึงเอ่ยเตือนเสิ่นมู่อีกหนึ่งประโยคว่าก่อนที่เสิ่นมู่จะได้สมหวังกับรักแท้ เสิ่นมู่จะประสบกับเคราะห์หนักจนเกือบถึงชีวิต อีกทั้งยศถาบรรดาที่มีอยู่ก็จะถูกลดขั้นลง แม้จะได้รับคำเตือนแต่เสิ่นมู่ก็ยังตัดสินใจเหมือนเดิม
จนเมื่อเขาและเจียงเยว่เวยอายุได้สิบห้าปี เสิ่นมู่ก็ได้รับาเ็จากการรบและเขาก็ถูกลดขั้นแล้วให้มารับตำแหน่งรองเ้ากรมอาญาจริงๆ เมื่อนึกถึงคำทำนายของหร่วนไต้ซือ เสิ่นมู่ก็ไปขอสมรสพระราชทานจากฝ่าาและเขาก็ได้แต่งกับน้องเวยเวยสมใจ
แม้เสิ่นมู่กับเจียงเยว่เวยจะแต่งงานและมีลูกชายหญิงฝาแฝดด้วยกันแล้ว อีกทั้งเจียงเยว่เวยก็ร้ายกับเขาและคนในจวนจนทำให้จวนร้อนเป็ไฟเหมือนอย่างที่หร่วนไต้ซือได้เตือนเอาไว้
แต่เสิ่นมู่ก็ยังครองคู่อยู่กับเจียงเยว่เวยอย่างอดทน เขาแค่เพียงต้องอดทนรอให้กายและดวงจิตของน้องเวยเวยกลับมาหลอมรวมกัน ถึงตอนนั้นน้องเวยเวยก็จะกลับมาเป็น้องเวยเวยที่แสนดีของเขาเหมือนเดิม
มาถึงวันนี้ทันทีที่ได้ยินคำบอกเล่าขององครักษ์คนสนิท อีกทั้งบทรักของค่ำคืนที่ผ่านมาที่เขากับนางร่วมบรรเลงด้วยกันตลอดทั้งคืน เสิ่นมู่ก็รู้สึกดีใจจนพูดอะไรไม่ออก ในที่สุดเวลาแห่งการรอคอยของเขาก็สิ้นสุดลงเสียที
ความคิดของเสิ่นมู่สะดุดลงเมื่อรับรู้ได้ว่าร่างเล็กที่อยู่ในอ้อมกอดเริ่มขยับตัว เมื่อเขาก้มลงไปมองก็เห็นใบหน้าเล็กๆ มองมาที่เขาด้วยดวงตากลมโต ‘หากเ้ายังมองข้าด้วยสายตาแบบนี้ ข้าอาจทำให้เ้าต้องเหนื่อยอีกรอบแล้วนะเวยเวย’
เจียงเยว่เวยที่ยังมองใบหน้าหล่อเหลาของสามีด้วยความพอใจโดยไม่รู้ว่าตัวเองกำลังจะถูกหมาป่าขย้ำอีกรอบแล้ว ‘รวินท์เอ๊ย! ได้สามีที่หล่อและอึดขนาดนี้เธอไม่ขาดทุนแล้ว’
“ฮูหยิน หากเ้ายังมองข้าอยู่แบบนี้ ข้าจะทนไม่ไหวเอานะ” เสิ่นมู่ที่รู้ว่าเจียงเยว่เวยเวลานี้ไม่ใช่เจียงเยว่เวยแสนร้ายกาจในอดีตอีกแล้ว เขาจึงกล้าพูดจาหยอกล้อกับนาง
ในชีวิตที่แล้วรวินท์นิภาอยู่เป็โสดมาจนอายุเกือบสามสิบปี ตอนนี้เธอเชื่อแล้วว่าเมื่อได้ลิ้มรสความสุขที่แท้จริงระหว่างชายหญิง ความสุขแบบนี้มันไม่เคยพอเลยจริงๆ เมื่อได้ยินคำพูดกำกวมของสามี รวินท์นิภาที่อยู่ในร่างของเจียงเยว่เวยจะยอมแพ้ได้อย่างไร นางพูดอย่างท้าทาย “ไม่อยากทนก็ไม่ต้องทนสิเ้าคะ”
เสิ่นมู่หัวเราะออกมาอย่างชอบใจ “เวยเวย ในที่สุดเ้าก็กลับมาแล้ว”
เจียงเยว่เวยไม่เข้าใจในคำพูดของเขา แต่อยู่ๆ นางก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาจนทนไม่ไหวจนนางหมดสติไปในทันที และในตอนนี้เองที่นางได้รู้ว่าแท้จริงแล้วเมื่อตอนที่นางอายุได้สิบขวบ ดวงจิตของนางได้ล่องลอยไปยังสถานที่ที่ไกลแสนไกลหรือได้ล่องลอยไปในอีกโลกหนึ่งจากการอัญเชิญดวงจิตหรือที่คนไทยเรียกว่าพิธีเรียกขวัญ
ดวงจิตของเจียงเยว่เวยในยุคโบราณจึงได้เข้าไปอยู่ในร่างของเด็กหญิงรวินท์นิภาลูกครึ่งไทย-จีนที่พลัดตกน้ำจนหมดสติเช่นกัน ส่วนดวงจิตของเด็กหญิงรวินท์นิภาผู้แสนเอาแต่ใจก็ได้ย้ายเข้าไปอยู่ในร่างของคุณหนูใหญ่เจียงเยว่เวยในยุคโบราณ ด้วยความต่างของห้วงเวลาทำให้คุณหนูใหญ่เจียงเยว่เวยและเด็กหญิงรวินท์นิภาต่างก็หลงลืมตัวตนที่แท้จริงของตัวเองไปจนสิ้น
“เวยเวย! เ้าเป็อะไร ทำไมอยู่ดีๆ ก็หมดสติไปเล่า” เสิ่นมู่เขย่าร่างของภรรยาด้วยความใ เขาหน้าซีดในทันที “ดวงจิตของเ้าคงไม่ได้กลับไปยังที่ที่เ้าเพิ่งจากมาหรอกนะ”
เจียงเยว่เวยไม่รู้ว่าตนเองรู้สึกตัวจากแรงเขย่าของสามีหรือเป็เพราะนางรับรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของตนเองแล้วนางลืมตาขึ้นมา เมื่อเห็นว่าตนเองนอนอยู่ในอ้อมกอดของใคร “พี่มู่”