



ปลายดาบที่โทโนะฮิฟุมิแทงออกไปแนบสนิทกับลำคอของสาวน้อยตรงหน้าอย่างพอดิบพอดีคอเรียวระหงสั่นระริก เด็กสาวมองไปที่ดาบด้วยน้ำตาคลอเบ้าไม่อาจส่งเสียงแม้แต่คำเดียว
ดาบญี่ปุ่นเป็อาวุธที่งดงามลายดาบที่ถูกบรรยายว่า'ราวกับกลิ่นอันหอมหวน’นั้นไม่ได้หมายถึงเพียงแค่พื้นผิวส่วนโค้งของดาบแต่ด้วยลักษณะเฉพาะที่ทำให้รู้สึกถึงลมหายใจและความคมที่สกัดจนกลายเป็ความงามบริสุทธิ์
แล้วก็
'เป็สาวน้อยผู้งดงาม'
ฮิฟุมิคิดขณะกวาดตามองร่างบอบบางของสาวน้อยอย่างรวดเร็ว
ผมยาวสีีเงินงดงามั์ตาสีฟ้าใสกระจ่างที่ตอนนี้เปียกปอนด้วยน้ำตาเขามองไม่เห็นความประสงค์ร้ายแม้แต่นิด เมื่อตาประสานกันั์ตาที่แสดงความกลัวออกมาชัดเจนนั้นสั่นไหว น้ำตาไหลลงมาตามแก้มขาวซีด
สาวน้อยคนนี้ดูยังไงก็ไม่ใช่คนไม่ดีฮิฟุมิสงสัย
'ถึงจะดูเหมือนไม่ใช่คนที่ทำเื่แบบนั้นก็เถอะ...’
โดยที่ไม่ละสายตาฮิฟุมิขยายขอบเขตการมองเห็นของตนแล้วสังเกตสถานการณ์โดยรอบสำหรับคนธรรมดามันเป็เื่ยาก แต่สำหรับฮิฟุมิแล้วนี่เป็เื่ง่ายๆในบรรดาการฝึกซ้อมที่เหมือนการสัญจรไปมาระหว่างเขตแดนความเป็กับความตายนี่คือผลลัพธ์ของการฝึกเ่าั้
ภายในห้องที่เห็นเป็ห้องที่ดูโบราณแต่ก็ถูกสร้างไว้อย่างหรูหราความกว้างราวๆ 20 เสื่อบนกำแพงที่ทำจากหินไม่มีหน้าต่าง มีเพียงแสงไฟไหวๆ จากคบเพลิงจำนวนหนึ่งเท่านั้นทางเข้าออกมีเพียงประตูบานคู่ขนาดใหญ่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับสาวน้อยมีแค่บริเวณที่ฮิฟุมิกับหญิงสาวยืนอยู่เท่านั้นที่เป็ยกพื้นสูงขึ้นมาราว 30 เิเ
รอบๆ มีเหล่าชายที่ดูสมเป็'อัศวิน' ใส่ชุดเกราะเต็มตัวตั้งท่าถือหอกสั้นสำหรับใช้ในอาคารชี้ปลายหอกมาที่ฮิฟุมิพร้อมผุดสีหน้าโกรธเกรี้ยวระคนยุ่งยากใจ
"ออกมาให้ห่างจากเ้าหญิงเดี๋ยวนี้!"
ฮิฟุมิไม่แสดงอาการตอบรับแม้แต่น้อยต่อเสียงเกรี้ยวกราดของหนึ่งในอัศวินเขาสังเกตรอบข้างอย่างเยือกเย็น ตรวจสอบให้แน่ใจว่าทุกคนติดอาวุธเหมือนๆ กันและมี 6 คนถึงจะมองไม่เห็นด้านหลัง แต่ก็บอกจำนวนคนได้จากเค้าลางและเสียง
ชุดเกราะเป็เกราะเหล็กดูแข็งแรงหมวกเกราะก็ติดกับแก้มดูไม่มีช่องว่างทว่าแค่เหลือบมองแวบเดียวฮิฟุมิก็เล็งจุดที่จะแทงดาบได้หลายจุด
'เอาล่ะ หลังจากนี้จะทำยังไงนะ'
ระหว่างที่เขารู้ได้จากการเคลื่อนไหวว่าไม่มีใครมีฝีมือมากเท่าที่เขาหวังฮิฟุมิก็นึกไปถึงเื่ราวที่ทำให้เขามาตกอยู่ในสถานการณ์นี้
วันนั้นหลังจากฮิฟุมิเสร็จจากการฝึกซ้อมยามเช้าตามปกติเขาก็ไปยังบริเวณหน้าโรงฝึกเพื่อนั่งสมาธิ ระหว่างที่ค่อยๆ สูดอากาศเย็นสดชื่นยามเช้าผ่านเข้าไปในร่างกายเขาก็พยายามสงบความรู้สึกบางอย่างในใจลงด้วยการคิดถึงบรรยากาศของโรงฝึกที่ร้างผู้คน
่เวลาของการฝึกจิตและกายที่เข้มงวดจนเรียกได้ว่าผิดธรรมดานั้นสำหรับฮิฟุมิแล้วเป็เวลาที่เขาผ่อนคลายมากที่สุดถึงจะดูสงบเยือกเย็นจนไม่เหมือนอายุ 18 ปี แต่เขาก็เหมือนเด็กหนุ่มทั่วๆ ไปที่สนุกกับหนังสือการ์ตูนอนิเมะและหนังสือนิยายต่างๆนอกจากความสามารถกับความหมกมุ่นด้านศิลปะการต่อสู้แล้วก็เป็แค่วัยรุ่นธรรมดาๆ คนหนึ่ง
สิ่งที่วางอยู่ข้างตัวเขาก็คือดาบอิไอเล่มโปรดมันดาบธรรมดาสีดำเรียบง่ายไม่มีอะไรประดับ ถึงจะไม่ใช่ของราคาแพงแต่ก็เป็ดาบที่ได้รับมาจากอาจารย์ เป็ดาบแสนรักที่เขาใช้ด้วยความทะนุถนอมมาตลอด
ทันใดนั้นเขารู้สึกว่ามีใครอยู่ข้างหลัง
จำนวนคือสองแต่ไม่รู้สึกถึงความประสงค์ร้าย
“...ใครน่ะ?”
"โฮะโฮ่รู้สึกถึงตัวตนของพวกข้าด้วยหรือนี่"
เสียงผู้ชายแหบๆ ตอบคำถามของฮิฟุมิ
เขาหันไปพบกับชายชราที่ดูเหมือนถอดแบบมาจากเทพเซอุสในตำนานปรัมปราของกรีกกับนักรบร่างกำยำจากาสมัยเซ็งโงคุที่ห้อยดาบยาวคร่ำคร่าไว้ที่เอวทั้งคู่ยืนอยู่ตรงนั้น
ฮิฟุมิขมวดคิ้วโดยไม่ได้ตั้งใจ
‘เป็คู่ที่ไม่เข้ากันเลยแฮะนอกจากนั้น...’
“...ไม่ใช่มนุษย์สินะ?”
เขาไม่รู้สึกถึง ‘พลังชีวิต’ ที่มนุษย์มีหรือพูดอีกอย่างคือไม่รู้สึกว่าอีกฝ่าย 'มีชีวิต’
"ข้าน่ะเมื่อก่อนก็เป็มนุษย์หรอกนะ"
ครั้งนี้นักรบเป็คนตอบ
ท่าทางการเคลื่อนไหวบ่งบอกว่าเป็ผู้มีฝีมือระดับสูงฮิฟุมิดึงดาบที่อยู่ข้างๆมาไว้ในมือ ตั้งท่าเตรียมพร้อมชักดาบได้ทุกเมื่อ
“เ้าอย่าเครียดแบบนั้นเลยน่าถึงจะมีข่าวร้ายมาบอก แต่พวกข้าไม่คิดจะทำอะไรเ้าหรอกนะ”
“ข่าวร้าย?”
“ก่อนจะอธิบายเื่นั้นข้าว่าแนะนำตัวกันก่อนสักนิดดีกว่า”
ชายชราพูดพลางลูบหนวดไปด้วย
“ข้าคือพระเ้าไงล่ะ ก็นะถึงจะมีศาสนาหลายแบบมีตำนานหลายเื่ แต่ว่ากันคร่าวๆข้าก็เป็เหมือนตัวแทนเทพเ้าที่ควบคุมโลกใบนี้นั่นแหละแล้วซามูไรที่อยู่ตรงนี้ก็คือเทพเ้าผู้ดูแลด้านศิลปะการต่อสู้”
ชายผู้ถูกแนะนำว่าเป็เทพเ้าผู้ดูแลด้านศิลปะการต่อสู้ยืนกอดอกแล้วหัวเราะออกมา
“บางครั้งบางคราวข้าก็เฝ้ามองเ้าในยุคนี้ที่นักรบเหลือจำนวนน้อยนัก ไม่มีใครฝึกอย่างเข้มงวดเท่าเ้าอีกแล้วถึงจะมีความสามารถโดยพร์ แต่เหนืออื่นใดคือความพยายามที่เ้าสั่งสมมาตลอดจนบัดนี้ได้ก้าวข้ามขีดความสามารถของมนุษย์ไปแล้ว ในฐานะของเทพแห่งศิลปะการต่อสู้ข้ารู้สึกยินดีเป็อย่างยิ่ง”
“แต่ว่านะพวกข้าไม่เข้าใจสาเหตุที่ทำให้เ้าพยายามถึงขนาดนั้น ลองดูอดีตของเ้าเ้าก็เติบโตมาในครอบครัวธรรมดาๆไม่พบเจอสาเหตุที่ทำให้เ้าหมกมุ่นกับศิลปะการต่อสู้ขนาดนี้เลย”
เป็ไปตามที่เทพแห่งการต่อสู้กล่าวระดับความสามารถในการต่อสู้ของฮิฟุมินั้นเรียกได้ว่าเหมือนใช้สูตรโกงไปแล้วถึงจะดูเหมือนว่าพูดเล่นแต่เขานั้นเรียนรู้ทุกกระบวนท่าวิชาที่ผู้ก่อตั้งสำนักเหลือทิ้งไว้ทั้งหมดแล้วถึงจะให้ลองสู้กับลูกศิษย์ทั้งสำนักพร้อมกันทุกคนให้ชนะสำหรับฮิฟุมิก็ยังเป็เื่ง่ายดาย
เื้ัความพยายามจนได้พลังระดับนั้นมามีความปรารถนาอะไรผลักดันอยู่กันแน่ผู้ที่เรียกตัวเองว่าเทพเ้าทั้งสองที่อยู่ตรงหน้าดูเหมือนว่าจะมองไม่ออก
“ถึงจะบอกว่าเป็พระเ้าแต่ก็อ่านใจมนุษย์ไม่ออกนี่นะ”
“พวกข้าไม่ได้สารพัดประโยชน์ขนาดนั้นนอกจากนี้ยังมีข้อห้ามที่ต้องทำตามด้วย อันที่จริงการปรากฏตัวให้เห็นแบบนี้น่ะไม่ได้หรอกงานของพวกข้าคือการสร้างเวทีที่เรียกว่าโลกเท่านั้นการยื่นมือมายุ่งเกี่ยวโดยตรงนั้นทำไม่ได้”
ผู้ที่เรียกตนว่าตัวแทนของเทพเ้าถอนใจพลางส่ายศีรษะ
“เอาเถอะ”
เทพแห่งการต่อสู้เอ่ย
“เวลาไม่ค่อยมีแล้วควรจะเข้าเื่สำคัญเสียที”
“นั่นสินะ…ที่ว่า 'ข่าวร้าย’ น่ะ คืออีกประเดี๋ยวเ้าต้องโดนส่งไปอีกโลกหนึ่งใช่แล้ว เหมือนในนิยายแฟนตาซีที่เ้ามีอยู่ในห้องนั่นแหละไอ้ที่เรียกว่าการอัญเชิญไปยังต่างโลก จากโลกนี้ไปยังโลกนั้นน่ะ”
เมื่อเห็นฮิฟุมิขมวดคิ้วเทพแห่งการต่อสู้ก็พูดเหมือนกับจะแก้ตัวว่า
“อ่าพวกข้าไม่มีเหตุผลที่จะต้องทำเื่แบบนั้นหรอกนะ อย่าเข้าใจผิดล่ะ”
“ถ้างั้นทำไมล่ะ?”
ไม่ได้เชื่อว่าเป็เทพหรอกนะแต่ฮิฟุมิก็ไม่มีความรู้สึกว่าอีกฝ่ายโกหก
“ใครบางคนที่โลกฝั่งโน้นฝืนสร้าง'การบิดเบือน’ที่เชื่อมระหว่างสองโลกขึ้นมาน่ะสินอกจากนี้เป้าหมายการอัญเชิญมันมาลงที่เ้าถ้าเ้าไม่ไปฝั่งนั้นการบิดเบือนจะไม่กลับไปยังที่เริ่มต้นของมัันโลกทั้งสองฝั่งจะเกิดผลกระทบต่างๆ ขึ้น”
อย่างนี้นี่เองฮิฟุมิคิด เขาเป็หนอนหนังสือที่อ่านหนังสือทุกแนว แต่เขาก็ชอบนิยายประเภทนั้นเป็พิเศษและยังอ่านไปไม่รู้กี่เล่มว่ากันสั้นๆ คือสองคนที่เรียกตัวเองว่าเทพนั้นมาเพื่ออธิบายให้ฮิฟุมิฟังเพื่อให้เขาไม่สับสนสินะ
‘ใจดีจัง สมแล้วที่เป็พระเ้า’
“แล้วก็นะจะไม่ว่าไม่กล่าวแล้วโยนเ้าลง 'ทางบิดเบือน' เลยก็ได้หรอก แต่เ้าเป็คนของโลกข้าจะมากจะน้อยข้าก็อยากทำอะไรให้สักนิดน่ะ”
“ที่ที่เ้าจะไปเป็ที่ที่เรียกกันว่าโลกของดาบกับเวทมนตร์มันเป็โลกที่อันตราย ความสามารถที่เ้าฝึกฝนมาคงจะได้ใช้มันเต็มที่แน่”
“หืม…”
ฮิฟุมิหลับตาลงจมอยู่ในความคิดชั่วครู่หนึ่ง
‘ความรู้สึกหนึ่ง’ ระอุขึ้นในตัวฮิฟุมิมากกว่าที่แล้วมาจนเขารู้สึกถึงการเต้นตุบ
“ได้ เข้าใจแล้ว”
เอาเป็ว่าก่อนอื่นฮิฟุมิจะลองเชื่อเื่นั้นดูก่อนแล้วกัน