หอสุราเทียนเซี่ยเป็เครือข่ายหอสุราที่ใหญ่ที่สุดในแคว้นหั่วอวิ๋น และมีเื้ัที่ทรงอิทธิพลเกินกว่าจะจินตนาการได้
กล่าวกันว่า ผู้อยู่เื้ัหอสุราแห่งนี้คือสำนักเซียนที่แข็งแกร่งเช่นเดียวกับสำนักชิงหยวน ซึ่งทรงพลังยิ่งกว่าตระกูลผู้บำเพ็ญะสืบสายเืเสียอีก
ด้วยเหตุนี้ เหล่าตระกูลผู้บำเพ็ญะสืบสายเืจึงกล้าเข้าพักที่นี่ได้อย่างสบายใจ โดยไม่กังวลเื่ความปลอดภัยเลยแม้แต่น้อย
ตามปกติแล้ว หอสุราเทียนเซี่ยย่อมไม่มีทางสมรู้ร่วมคิดกับตระกูลลู่ นอกจากว่าพวกเขาจะไม่้าชื่อเสียงอีกต่อไป
ดังนั้นเื่ที่เกิดขึ้นย่อมเป็ฝีมือของคนบางกลุ่มที่ลอบดำเนินการลับหลัง โดยที่ทางหอสุราไม่ล่วงรู้
ในเวลานี้ โจวลั่วซึ่งมีพลังพุ่งสูงขึ้นถึงระดับฝึกปราณชั้นแปดด้วยฤทธิ์ของโอสถจุดะเิปราณ ได้ปรากฏตัวขึ้นที่ชั้นเก้าของหอสุรา
การตกแต่งของชั้นเก้าแตกต่างจากชั้นสิบ ห้องพักที่นี่มีไม่มากนักและถูกจัดลำดับความสำคัญของห้องตามฐานะของผู้เข้าพัก
โจวลั่วยืนอยู่ที่โถงทางเดิน สายตาเหลือบไปเห็นว่ามีเพียงห้องที่สามทางซ้ายมือเท่านั้นที่ยังคงเปิดไฟอยู่
เขาเปลี่ยนมาสวมชุดนักฆ่าและปกปิดใบหน้าไว้ใต้หมวก ก่อนจะตรงไปที่ห้องนั้นแล้วเคาะประตู
"ใครกัน?" เสียงบุรุษดังมาจากในห้อง น้ำเสียงดูตระหนกเล็กน้อย
โจวลั่วไม่ตอบเพียงแต่ยังคงเคาะประตูต่อไปเงียบ ๆ
แกร๊ก!
ในที่สุดคนข้างในก็อดรนทนไม่ไหวแง้มประตูออกมาดูเล็กน้อย
เมื่อเห็นการแต่งกายที่คุ้นตา ชายผู้นั้นก็ขมวดคิ้ว "เ้ามาหาข้าทำไม? หรือว่าเกิดเื่ผิดพลาดขึ้น?"
เป็อย่างที่คิด มีคนภายในหอสุราสมรู้ร่วมคิดกับตระกูลลู่จริง ๆ
เมื่อยืนยันได้แล้ว โจวลั่วก็ใช้มือขวาผลักประตูเข้าไปอย่างแรง ก่อนจะแทรกตัวเข้าไปในห้องอย่างรวดเร็ว
ชายผู้นั้นตั้งตัวไม่ทัน คิดจะขัดขืน
ทว่าโจวลั่วใช้มือซ้ายปิดประตูเสียงดังปัง พร้อมกับยกมือขวาขึ้น พลังปราณสีแดงฉานพุ่งออกจากฝ่ามือกลายเป็เปลวเพลิงโหมกระหน่ำเข้าใส่ฝ่ายตรงข้ามทันที
ชายวัยกลางคนในชุดหรูหราหน้าซีดเผือด
ความคิดแรกที่ผุดขึ้นในหัวของเขาคือ...
'ตระกูลลู่คิดจะฆ่าคนปิดปาก!'
ในขณะที่กำลังตระหนก เปลวเพลิงก็พุ่งเข้าประชิดตัว ชายผู้นั้นกัดฟันกรอด รวบรวมพลังปราณไว้ที่ฝ่ามือทั้งสองข้างแล้วฟาดออกไป
ทันใดนั้น ในอากาศรอบตัวก็ปรากฏอาคมเถาวัลย์สยบจำนวนนับไม่ถ้วน พุ่งเข้าพันธนาการเพื่อสกัดกั้นเปลวเพลิงนั้น
ซี่ ๆ
เสียงเปลวเพลิงแผดเผาเถาวัลย์สีเขียวขจีดังระงม
เนื่องจากทุกห้องในหอสุรามีค่ายกลปกคลุม ซึ่งนอกจากจะป้องกันการสืบเสาะด้วยััเทวะแล้ว ยังช่วยตัดขาดเสียงจากภายนอกได้อีกด้วย
จึงไม่มีใครล่วงรู้ถึงการต่อสู้ที่เกิดขึ้น
"ตระกูลลู่ช่างไร้ยางอายนัก"
เมื่อเห็นว่าสามารถต้านทานการโจมตีของโจวลั่วได้ ชายผู้นั้นคำรามออกมาด้วยความโกรธแค้น
โจวลั่วไม่ตอบคำถาม เขาเพียงก้าวเท้าไปข้างหน้า มือขวาอาบไปด้วยปราณสีแดงฉานก่อนจะซัดหมัดออกไปอีกครั้ง
ฟู่!
พลังปราณมหาศาลพุ่งทะยานออกจากจุดตันเถียน ส่งผลให้พละกำลังของเขาพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ากลัว
ชายผู้นั้นเห็นท่าไม่ดีจึงรีบเบี่ยงกายหลบไปด้านข้าง
โจวลั่วไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายพักหายใจ เขาชูมือซ้ายขึ้นแล้วขว้างลูกไฟอีกกลุ่มหนึ่งออกไปทันที
กลิ่นอายร้อนระอุอบอวลไปทั่วทั้งห้อง พลังปราณที่ทรงพลังดุจคลื่นั์ทำให้ชายผู้นั้นหน้าถอดสี
เขาะโลั่น "เ้าไม่ใช่จ้าวทง!"
"ข้าย่อมไม่ใช่จ้าวทง" น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยออกมา พร้อมกับที่เปลวเพลิงกลุ่มนั้นพุ่งเข้าใส่ร่างของอีกฝ่าย
ชายผู้นั้นไม่มีทางให้หลบเลี่ยง จึงได้แต่กัดฟันใช้พลังทั้งหมดฟาดฝ่ามือออกไป ปราณสีเขียวพุ่งทะยานออกมาหวังจะต้านทานไว้
ตูม!
เสียงะเิดังสนั่น เปลวเพลิงแตกกระจาย ประกายไฟกระเด็นไปทั่ว ร่างของชายผู้นั้นปลิวไปกระแทกกับเตียงจนหน้าซีดเผือด
ทว่าโจวลั่วไม่ได้คิดจะลงมือต่อ
เพราะเขายังต้องเก็บชีวิตของอีกฝ่ายไว้ใช้งาน
เขายืนอยู่นิ่ง ๆ จ้องมองอีกฝ่ายพลางเอ่ยว่า "เ้าสมรู้ร่วมคิดกับตระกูลลู่ คิดจะทำร้ายตระกูลหลินของข้า หากเื่นี้แพร่งพรายออกไป เ้าไม่มีทางรอดชีวิตแน่"
ชายผู้นั้นหน้าเปลี่ยนสีทันที
เขาจ้องมองร่างตรงหน้าด้วยความไม่อยากจะเชื่อ ในใจสั่นสะท้านอย่างรุนแรง
'คนผู้นี้คือยอดฝีมือของตระกูลหลินอย่างนั้นหรือ?'
'ที่แท้ตระกูลหลินก็เตรียมการไว้ล่วงหน้าแล้ว!'
ชั่วขณะนั้น ชายผู้นั้นรู้สึกเสียใจภายหลังอย่างยิ่ง
เขารู้ดีว่าหากเื่นี้ถูกเปิดเผยเขาต้องตายแน่ จึงรีบละล่ำละลักขอความเมตตา "นายท่าน เื่นี้ตระกูลลู่บังคับข้า ข้าเองก็นับว่าถูกบีบคั้นเช่นกัน!"
แม้เขาจะมีอำนาจอยู่บ้างในหอสุราเทียนเซี่ย แต่ท้ายที่สุดก็เป็เพียงคนตัวเล็ก ๆ
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับตระกูลผู้บำเพ็ญะสืบสายเือย่างตระกูลลู่ เขาจึงไม่มีทางปฏิเสธได้ อีกทั้งในอดีตตระกูลลู่ยังเคยมีบุญคุณกับเขา เขาจึงยอมเสี่ยงอันตรายขโมยป้ายผ่านประตูห้องพักของคนทั้งสามจากตระกูลหลินมาให้
โจวลั่วไม่ได้มาเพื่อเอาผิดอีกฝ่ายั้แ่แรก เขาจึงเอ่ยเสียงเย็น "ตระกูลหลินของข้าอาจไม่เอาความเื่นี้ แต่เ้าต้องช่วยข้าทำธุระบางอย่าง"
"เชิญท่านสั่งมาได้เลย ข้ายินดีทำทุกอย่าง!" ชายผู้นั้นดีใจจนเนื้อเต้นรีบรับคำทันที
ในตอนนั้นเอง โจวลั่วได้หยิบโอสถสีน้ำตาลออกมาจากอกเสื้อแล้วโยนไปที่ตักของชายผู้นั้น
"กินมันเข้าไป"
"หา?"
ใบหน้าของชายผู้นั้นกระตุกวูบ จ้องมองโอสถสีน้ำตาลตรงหน้าโดยไม่กล้าขยับเขยื้อน
"ไม่กินก็ตาย" โจวลั่วเอ่ยเสียงเรียบ
ชายผู้นั้นลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเด็ดขาด กัดฟันหยิบโอสถสีน้ำตาลนั้นกลืนลงท้องไปทันที
"โอสถนี้ชื่อว่าโอสถดับปราณ" โจวลั่วกล่าวอย่างราบเรียบ
เมื่อได้ยินดังนั้น ชายผู้นั้นก็หน้าถอดสี ทรุดตัวลงกองกับพื้นด้วยความสิ้นหวัง
โอสถดับปราณเป็ยาพิษระดับหนึ่งขั้นสูง หลังจากกินเข้าไปแล้ว หากไม่ได้รับยาแก้ภายในสิบสองชั่วยาม พลังปราณทั่วร่างจะมลายสิ้น กลายเป็คนพิการไปตลอดกาล
ชายผู้นั้นรู้ดีว่าอีกฝ่ายทำเช่นนี้เพราะไม่ไว้ใจตน
เขาเงยหน้ามองร่างในเงามืดนั้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "ท่านจะให้ข้าทำสิ่งใด?"
โจวลั่วหยิบขวดโหลใส่ยาอีกขวดโยนไปให้
ชายผู้นั้นรับไว้ด้วยความงุนงง แต่ก็รีบคว้าเอาไว้แน่น
"นำของข้างในนี้ไปใส่ในอาหารของตระกูลลู่" โจวลั่วกล่าวเสียงเข้ม
ในเมื่อฝ่ายนั้นเริ่มวางยาก่อน เขาก็ต้องตอบแทนให้สมน้ำสมเนื้อ
ชายผู้นั้นมีสีหน้าหวาดวิตก "นายท่าน เื่นี้... ไม่ใช่การเอาชีวิตของข้าหรือ?"
นักปรุงโอสถคือตัวตนที่ตระกูลผู้บำเพ็ญะสืบสายเืให้ความสำคัญมากที่สุด ขนาดตระกูลลู่ยังไม่กล้าใช้พิษสังหารหลินจือโซ่ว เพราะจะทำให้ตระกูลหลินโกรธแค้นจนล้างแค้นอย่างบ้าคลั่ง
แต่ตอนนี้ อีกฝ่ายกลับสั่งให้เขาไปวางยาตระกูลลู่ เื่นี้ต้องกลายเป็เื่ใหญ่แน่ แม้แต่หอสุราเทียนเซี่ยทั้งหมดก็อาจได้รับผลกระทบ
"วางใจเถอะ ยานี้เป็เพียงยาพิษธรรมดา ไม่ถึงแก่ชีวิตหรอก" โจวลั่วเอ่ย
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ชายผู้นั้นจึงค่อยใจชื้นขึ้นมาบ้าง
เขาคิดว่าตระกูลหลินคงไม่กล้าทำเื่อุกอาจถึงขั้นสังหารคนของตระกูลลู่เช่นกัน
"อ้อ แล้วก็ศพนักฆ่าที่อยู่ชั้นบน เ้าจงไปจัดการเสียด้วย" โจวลั่วสั่งต่อ
ชายผู้นั้นพยักหน้าหงึก ๆ เมื่อเห็นว่าโจวลั่วกำลังจะจากไป เขาจึงถามขึ้นเบา ๆ "นายท่าน แล้วเื่ยาแก้พิษ..."
"เมื่องานสำเร็จ ข้าจะมอบให้เ้าเอง"
โจวลั่วกล่าวจบก็หันหลังเดินออกจากห้องไป
ทันทีที่ก้าวพ้นประตูห้อง เขาก็ััได้ว่าพลังปราณอันมหาศาลในร่างกายกำลังค่อย ๆ สลายไป
ดูท่าฤทธิ์ยาใกล้จะหมดลงแล้ว
ยังดีที่ทุกอย่างถูกจัดการเรียบร้อย
หลังจากกลับมาถึงห้อง โจวลั่วเปลี่ยนกลับมาสวมชุดเดิมของตนเองแล้วนั่งลงที่ข้างโต๊ะ ความรู้สึกอ่อนเพลียเข้าจู่โจมทันที
ในที่สุดฤทธิ์ยาก็หายไปจนหมด นับว่าโชคดีที่ไม่มีอันตรายและสามารถแก้ปัญหาของคืนนี้ได้อย่างสิ้นเชิง
เหตุการณ์ในครั้งนี้ทำให้เขาตระหนักได้ว่า...
โลกภายนอกนั้นอันตรายกว่าที่คิดไว้มาก ลำพังเพียงระดับฝึกปราณชั้นสองของเขาในตอนนี้ยังไม่เพียงพอจริง ๆ
ดูท่าเมื่อกลับไปถึงตระกูลแล้ว เขาต้องมุมานะฝึกฝนให้หนัก และไม่ควรออกไปข้างนอกโดยไม่จำเป็อีก
ด้วยความที่จิตใจอ่อนล้า เขาจึงเดินไปที่เตียงแล้วล้มตัวลงนอน ก่อนจะเข้าสู่ห้วงนิทราไปอย่างรวดเร็ว