บทที่ 16
น้ำตาที่ไร้ค่า
หลังเหตุการณ์ที่ฉันวินิจฉัยโรคประหลาดถูกต้อง เื่ราวแพร่ไปทั้งมหาวิทยาลัยแพทย์ ทุกคนเริ่มยกย่องฉันมากกว่าซุบซิบ ทุกสายตาที่เคยมองด้วยความสงสัย กลับกลายเป็แววชื่นชมและคาดหวังแทน
สำหรับฉัน สิ่งเหล่านี้ไม่สำคัญนัก เพราะเป้าหมายยังคงอยู่ที่การเรียนรู้และก้าวไปสู่การเป็หมอมือหนึ่ง แต่สำหรับ ซ่งหว่านหลิน สายตาเ่าั้กลับเป็เหมือนหอกแหลมที่ทิ่มแทงใจเธอ
ไม่กี่วันหลังจากนั้น ซ่งหว่านหลินเริ่มใช้วิธีใหม่ เธอแต่งกายเรียบง่ายกว่าที่เคย ใบหน้าไร้เครื่องสำอาง สีหน้าซีดเผือดราวกับคนป่วยอยู่ตลอดเวลา เวลาเข้าห้องเรียนเธอมักจะนั่งก้มหน้า ไอเบา ๆ เป็พัก ๆ ราวกับกำลังต่อสู้กับโรคภัย
บางครั้งฉันแอบได้ยินเธอบอกกับเพื่อนนักศึกษาว่า “่นี้สุขภาพฉันไม่ดีเลย แต่ก็ยังพยายามมาเรียนตลอดนะคะ ไม่อยากตามเพื่อนไม่ทัน” เสียงของเธอนุ่มนวลสั่นเครือชวนให้สงสาร แต่กลับไร้ความจริงใจ
ฉันได้แต่ยกยิ้มเย็น ๆ เพราะรู้ทันเล่ห์กลแบบนี้ดีเกินไป ชาติก่อนเธอเคยใช้วิธีเดียวกันเรียกร้องความสงสารจากหลี่ข่ายหลุน และเขาก็หลงเชื่อทุกครั้ง แต่ที่นี่...นี่คือเมืองหลวงแห่งความรู้ ความสามารถต่างหากที่เป็สิ่งชี้ขาด
วันหนึ่งระหว่างการบรรยายในห้องเรียนใหญ่ อาจารย์มอบหมายให้นักศึกษาออกมานำเสนอผลการศึกษากรณีตัวอย่างเกี่ยวกับโรคหัวใจ ฉันอาสาขึ้นไปเป็คนแรก นำเสนอด้วยความมั่นใจและใช้ความรู้จากหนังสือและการฝึกปฏิบัติจริงผสานกันอย่างลื่นไหล
เสียงปรบมือดังก้องทั่วห้องเรียน อาจารย์พยักหน้าชื่นชม “ซ่งหว่านอิง อธิบายได้ครบถ้วนและชัดเจนมาก ดีมากจริง ๆ”
จากนั้นเป็คิวของซ่งหว่านหลิน เธอถือกระดาษสั่น ๆ เดินออกมาช้า ๆ สีหน้าซีดเผือด ก่อนจะพูดเสียงแ่เบา “ขะ...ขอโทษค่ะ อาจารย์ ่นี้สุขภาพของฉันไม่ค่อยดี อาจจะเตรียมมาไม่สมบูรณ์”
เธออ่านเนื้อหาได้ไม่กี่ประโยคก็เริ่มไอ จนกระดาษสั่นหล่นลงพื้น น้ำตาคลอเบ้าเหมือนกำลังเ็ปสุดขีด เธอหันไปสบตาอาจารย์อย่างอ้อนวอน “ฉันพยายามแล้วจริง ๆ ค่ะ”
ทั้งห้องเงียบ ไม่มีเสียงปรบมือ ไม่มีใครแสดงท่าทีสงสารอย่างที่เธอหวัง เพราะในที่แห่งนี้ ทุกคนต่างเหน็ดเหนื่อยจากการเรียนและการฝึกงานเหมือนกัน ไม่มีเวลาและพลังจะมาสงสารคนที่อ้างอ่อนแอแต่ไม่แสดงความสามารถ
อาจารย์เพียงขมวดคิ้ว แล้วเอ่ยเสียงเรียบ “ถ้าสุขภาพไม่ดีจริง ก็ควรรักษาตัวก่อนนะ อย่าให้กระทบการเรียนบ่อย ๆ”
คำพูดนั้นหนักหน่วงกว่าการตำหนิ เพราะมันคือการบอกตรง ๆ ว่า น้ำตาไม่ช่วยให้ได้คะแนน
หลังเลิกเรียน ฉันเดินผ่านนักศึกษาที่กำลังซุบซิบ
“ซ่งหว่านหลินน่าสงสารก็จริง แต่ถ้าเรียนแพทย์แล้วยังทำตัวอ่อนแอแบบนี้ จะไหวเหรอ”
“ใช่สิ แพทย์ต้องเจอคนไข้หนัก ๆ ทุกวัน จะร้องไห้ทุกครั้งไม่ได้หรอก”
“เทียบกับซ่งหว่านอิงแล้ว...ยิ่งเห็นความต่างชัดเลย”
คำพูดเ่าั้คงเหมือนมีดกรีดลงหัวใจซ่งหว่านหลิน เพราะฉันเห็นเธอยืนนิ่งอยู่มุมทางเดิน กำหมัดจนเล็บจิกผิว แต่ไม่สามารถเถียงกลับใครได้เลย
ฉันเพียงปรายตามองแล้วเดินผ่านไป ไม่จำเป็ต้องพูดอะไรเพิ่ม เพราะความจริงกำลังเป็ดาบที่ตัดเล่ห์กลของเธอขาดสะบั้นไปทีละเส้น
คืนนั้น ฉันนั่งเขียนรายงานอยู่ในห้องพัก แสงไฟจากโคมไฟส่องกระดาษที่เต็มไปด้วยตัวอักษร ความเหนื่อยล้าเกาะกุมร่างกาย แต่หัวใจกลับมั่นคงยิ่งกว่าเดิม
ฉันรู้ดีว่าซ่งหว่านหลินจะไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ เธอคงหาวิธีใหม่มาขัดแข้งขัดขาอีก แต่ไม่ว่าวิธีนั้นจะเป็อะไร น้ำตา คำโกหก หรือเล่ห์กลใด ๆ ฉันก็จะไม่หวั่น เพราะฉันมีสิ่งที่เธอไม่มี...
ความจริง และความสามารถที่พิสูจน์ได้ด้วยผลงานจริง
ฉันหลับตาลง ยิ้มเย็นผ่อนลมหายใจเบา ๆ “ไม่ว่าเธอจะใช้วิธีไหน ซ่งหว่านหลิน...ชาตินี้เธอจะไม่มีวันก้าวข้ามฉันได้อีก”
เสียงนาฬิกาในห้องพักอาจารย์ดังติ๊กต่อกอย่างแ่เบา
บรรยากาศในคณะวันนี้เงียบงันจนรู้สึกได้ถึงความกดดัน — ข่าวลือที่แพร่สะพัดไปทั่วมหาวิทยาลัยไม่ใช่เื่เล็กอีกต่อไป
“ซ่งหว่านหลิน... อาจถูกตรวจสอบเส้นทางการสมัครเข้าเรียน...” “เห็นว่าเอกสารบางส่วนไม่ตรงกับปีการศึกษา...” “ว่าแต่...เธอมีคะแนนสอบเข้าด้วยเหรอ?”
เสียงซุบซิบเหล่านี้ดังอยู่ทุกมุมของทางเดิน คำพูดพวกนั้นเหมือนลูกศรที่ปักเข้ากลางอกของซ่งหว่านหลินทุกครั้งที่เดินผ่าน
เธอยังคงแต่งตัวเรียบร้อยเหมือนเดิม ใบหน้าแต่งแต้มรอยยิ้มอ่อนหวานจอมปลอม แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
วันนั้น คณะกรรมการมหาวิทยาลัยเรียกประชุมใหญ่
อาจารย์ใหญ่, รองอธิการฝ่ายวิชาการ, หัวหน้าคณะ และคณาจารย์ผู้สอนทั้งหมดอยู่ในห้องพร้อมหน้า
บนโต๊ะไม้สักตรงกลางวางแฟ้มเอกสารหนาหลายเล่ม แฟ้มเ่าั้คือหลักฐานทั้งหมดที่ตรวจสอบจากต้นทางการสมัครเรียนของซ่งหว่านหลิน
“นักศึกษา ซ่งหว่านหลิน”
เสียงอาจารย์ใหญ่พูดชัดเจนและเรียบเย็น
“เอกสารสมัครของเธอ พบว่ามีการรับรองจากบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสถาบันเดิมของเธอ รวมถึงมีจดหมายแนะนำที่ถูกปลอมแปลงลายเซ็นของอธิการบดีมหาวิทยาลัยเดิม ซึ่งเรามีหลักฐานชัดเจนว่าผู้ดำเนินการคือญาติของนายทหารหลี่ข่ายหลุน รองอธิการมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในภาคเหนือ”
เสียงอื้ออึงดังขึ้นรอบห้อง ก่อนจะเงียบลงอีกครั้งอย่างกะทันหัน
ซ่งหว่านหลินหน้าซีดเผือดทันทีมือที่เคยประดับแหวนเงินสั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุมได้
“มะ...ไม่จริงค่ะ! หนูไม่รู้เื่อะไรเลย!”
เธอพยายามเอ่ยเสียงสั่น “หนูตั้งใจเรียนเองทั้งหมด—”
“ตั้งใจ?”
อาจารย์แพทย์หญิงวัยกลางคนที่เคยสอนเธอตอบเสียงแข็ง “ตอนสอบปฏิบัติครั้งก่อน เธอไม่สามารถแยกหลอดเืแดงจากเส้นประสาทได้ด้วยซ้ำ และรายงานวิจัยของเธอ... ก็ลอกมาจากของคนอื่น”
บรรยากาศในห้องเริ่มอึมครึม
คณาจารย์บางคนมองหน้ากันอย่างไม่เชื่อสายตา เด็กสาวที่เคยทำตัวเป็ “ดอกบัวขาว” ต่อหน้าทุกคน กลับถูกเปิดโปงอย่างสิ้นเชิงพร้อมหลักฐานตรงหน้า
“เราตรวจสอบเพิ่มเติมแล้วพบว่า เธอไม่มีผลสอบเข้าที่ตรงตามเกณฑ์ของคณะนี้เลย”
“เอกสารการรับรองถูกส่งโดยผู้ไม่มีสิทธิ์ลงนาม และเธอได้รับสิทธิ์เข้าศึกษาเพราะมีการฝากฝังจากบุคคลภายนอกมหาวิทยาลัย”
เสียงของรองอธิการฝ่ายวิชาการดังชัดเจน ราวกับตีฆ้องประกาศทั่วเมือง
อาจารย์ใหญ่ตัดสินทันที
“ตามกฎของมหาวิทยาลัย การใช้เอกสารเท็จถือเป็ความผิดร้ายแรง นักศึกษา ซ่งหว่านหลิน จะถูกเพิกถอนสิทธิ์การเป็นักศึกษาทันที และต้องออกจากมหาวิทยาลัยภายใน 48 ชั่วโมง”
เสียงเคาะโต๊ะไม้ดัง ปัง!เป็เหมือนตราประทับแห่งจุดจบ
ซ่งหว่านหลินทรุดลงกับพื้น น้ำตาไหลพราก แต่
ไม่มีใครเข้าช่วย
ในที่สุด เธอก็ต้องออกจากห้องประชุมด้วยร่างสั่นเทา ท่ามกลางสายตานับสิบคู่ที่มองเธอราวกับมอง “เงาแห่งการหลอกลวง”