ประตูที่กักขังสัตว์ร้ายในใจพลันเปิดออก ความรู้สึกรุนแรงและคำพูดมากมายที่เคยอัดอั้นไว้ทะลักออกมาทันที เขาเรียกชื่ออีกฝ่ายออกมาด้วยน้ำเสียงที่เร่งรัดและสั่นไหวโดยไม่ทันคิด
“ฉู่เจียงไหล”
ชายหนุ่มในอ้อมแขนเอาแก้มคลอเคลียซุกซอกไหล่ของเขา พร้อมครางรับในลำคออย่างออดอ้อนและประจบเอาใจ “อืม”
ทำไมถึงทำแบบนั้น?
ฉู่ชิวไป๋กัดฟันคำรามอย่างเกรี้ยวกราดในใจ การต้องสะกดกลั้นอารมณ์นั้นใช้พลังงานมหาศาล เพียงแค่สิบกว่าวินาทีแห่งความเงียบงันอันหนักอึ้ง ก็ทำให้เขาเหนื่อยล้าจนหมดเรี่ยวแรง
“เป็อะไรไปครับ?” คนในอ้อมแขนถามเสียงอู้อี้
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง ในที่สุดฉู่ชิวไป๋ก็เลือกที่จะไม่พูดถึงสาเหตุที่แท้จริงแม้แต่คำเดียว เขาขบกรามแน่น พยายามอย่างสุดกำลังที่จะรักษาน้ำเสียงให้ราบเรียบแล้วถามออกไป “ใครบอกว่าแม่ไม่ชอบนาย?”
ฉู่เจียงไหลชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่หดหู่ยิ่งกว่าเดิม “นี่ไม่ใช่เื่ที่ใคร ๆ ก็รู้กันอยู่แล้วเหรอครับ? ผมไม่ได้เป็ลูกแท้ ๆ ของท่านนี่นา”
เขาฝังใบหน้าครึ่งล่างลงในซอกไหล่ของฉู่ชิวไป๋ พร้อมกับใช้ฝ่ามือค่อย ๆ ลูบแผ่นหลังที่แข็งเกร็งของอีกฝ่ายอย่างแ่เบา “ผมเหลือแค่พี่คนเดียวแล้วครับพี่ชิวไป๋ ไม่ว่าผมจะทำผิดอะไร ผมก็พร้อมที่จะขอโทษจริง ๆ นะ ได้โปรดยกโทษให้ผมเถอะครับ ผมขอร้อง”
คำอ้อนวอนที่จริงใจและหนักแน่นของอีกฝ่าย ทำให้ฉู่ชิวไป๋รู้สึกเหมือนถูกสาดด้วยน้ำมันเดือดเข้าที่กลางอก หัวใจของเขาบีบรัดและร้อนผ่าวขึ้นมาทันที ความปวดร้าวจนชาวาบแผ่ซ่านไปทั่ว เขาจึงต้องย้ำคำพูดของตนอีกครั้งว่า “ฉันแต่งงานแล้ว”
ความเงียบงันเข้าปกคลุมไปชั่วขณะ แต่กลับรู้สึกราวกับยาวนานนับพันปี
ฉู่เจียงไหลกัดฟันแน่น “ผมรู้...เร็วจนเหมือนฝันไปเลย”
ปลายจมูกของเขาแตะอยู่ตรงลำคอของฉู่ชิวไป๋ ขณะที่ริมฝีปากแนบชิดกับซอกไหล่ ราวกับพร้อมจะกัดอีกฝ่ายได้ทุกเมื่อ “ผมเพิ่งจะก้าวเท้าออกจากบ้าน พี่ก็หนีออกมาตามหลังผมทันที โทรศัพท์ก็ไม่รับ วีแชทก็ไม่ตอบ ผมส่งอีเมลไปตั้งหลายฉบับแต่ก็ยังติดต่อพี่ไม่ได้” พูดจบ ฉู่เจียงไหลก็หัวเราะออกมาเบา ๆ คล้ายกำลังเย้ยหยันความไร้เดียงสาและความโง่เขลาของตัวเอง
“พอมาคิดดูดีๆ แล้ว... ก่อนผมไปทำงานต่างประเทศ พี่ก็เริ่มแปลกไปแล้ว ผมควรจะรู้ั้แ่ตอนนั้นสิ ผมนี่มันโง่จริงๆ”
ถ้านายโง่ บนโลกนี้ก็ไม่มีใครฉลาดแล้วล่ะ
ฉู่ชิวไป๋แย้งขึ้นในใจ เขาผละตัวออกเล็กน้อย พยายามสลัดศีรษะที่กำลังคลอเคลียอยู่บนไหล่ของเขาออก
“ฉันไม่ได้หนีออกจากบ้าน แค่ย้ายที่ทำงาน”
ไหล่เพิ่งจะขยับออกมาได้ไม่กี่เิเ ปลายคางของฉู่เจียงไหลก็ไล่ตามมาแนบชิดทันที กระแทกจนฉู่ชิวไป๋รู้สึกเจ็บแปลบ
“แปลว่าพี่วางแผนไว้ั้แ่แรกสินะ? ตั้งใจจะทิ้งผมอยู่แล้วใช่ไหม? ผมเพิ่งไปอเมริกาได้ไม่นาน พี่ก็รีบย้ายมาจิงซื่อทันที ผมกลายเป็คนที่น่ารังเกียจขนาดนั้นเลยเหรอครับ?”
แทนที่จะใช้คำว่ารังเกียจ ควรใช้คำว่าหวาดกลัวถึงจะถูกต้องที่สุด เพียงแค่นึกถึงดีวีดีแผ่นนั้น ฉู่ชิวไป๋ก็รู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว หนังศีรษะชาวาบขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้
เขากล้าพูดได้เต็มปากว่าตัวเองเป็คนที่มีความมั่นคงทางอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดของเขานั้นเรียบเฉยจนเกือบจะไร้ความรู้สึก
หากไม่มีฉู่เจียงไหล เป็ไปได้ว่าชาตินี้เขาคงไม่มีโอกาสได้ััความรักอันลึกซึ้งที่ตื่นเต้นและเร้าใจ ถึงกับเคยคิดว่าทั้งชีวิตนี้คงไม่มีทางรักใครด้วยซ้ำ
พ่อแม่ของเขาต่างมีชาติตระกูลที่ดี ทั้งยังเป็ประเภทที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างทะนุถนอม จนติดนิสัยเอาแต่ใจและคิดถึงแต่เื่ของตัวเองเป็หลัก ด้วยเหตุนี้ ความสัมพันธ์ในครอบครัวของฉู่ชิวไป๋จึงค่อนข้างจืดชืดมาั้แ่เด็ก
นอกจากนี้ เขาเองก็ไม่มีเพื่อนสนิทเป็พิเศษ ก่อนที่ฉู่เจียงไหลจะก้าวเข้ามาในชีวิต ประสบการณ์ด้านอารมณ์ของเขาจึงแทบจะเรียกได้ว่าว่างเปล่าโดยสิ้นเชิง
ฉู่เจียงไหลได้มอบประสบการณ์ที่สดใหม่และเปี่ยมไปด้วยความมีชีวิตชีวาให้กับเขานับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็ความรัก ความหวงแหน ความทุรนทุราย หรือแม้กระทั่งความหวาดกลัว
ตอนนี้ เขารู้สึกยินดีเป็อย่างยิ่งที่ตัวเองเป็คนไม่ถนัดในการแสดงอารมณ์ ดังนั้น แม้ในใจจะเ็ปและหวาดกลัวจนถึงขีดสุด เขาก็ยังสามารถแสร้งทำเป็ไม่รู้สึกรู้สาอะไรได้
“พี่ชิวไป๋เป็อะไรไปครับ? ทำไมถึงตัวสั่นแบบนี้ละ?”
“หนาวนิดหน่อยน่ะ”
“มือพี่เย็นมากเลยครับ”
ขณะที่กอดกันอยู่นั้น ปลายนิ้วที่แข็งทื่อและเย็นเฉียบของเขาถูกกอบกุมไว้ในฝ่ามือที่ทั้งนุ่มนวลและอบอุ่น
“พอพี่ไม่อยู่ข้างๆ ผมก็นอนไม่หลับเลยสักคืน ่ที่ผ่านมา พี่ไม่คิดถึงผมเลยเหรอครับ?”
“ไม่เลยสักนิด”
เพราะคำปฏิเสธโดยไม่ลังเลของเขา อ้อมกอดที่เคยอ่อนโยนพลันแปรเปลี่ยนเป็การกอดรัดที่รุนแรงจนแทบหายใจไม่ออก ฉู่ชิวไป๋ที่ถูกกอดจนจะขาดอากาศหายใจจึงเริ่มดิ้นรนขัดขืน “นายปล่อยฉันก่อน”
“ผมไม่ปล่อย” แรงที่แขนไม่เพียงไม่ลดลง แต่กลับทวีความรุนแรงขึ้น ฉู่เจียงไหลกอดเขาแน่นไม่ยอมคลายมือ พร้อมพูดอย่างดุดันว่า “จนกว่าพี่จะถอนคำพูดเมื่อกี้ และรับปากว่าจะยกเลิกงานแต่ง ไปบอกผู้หญิงคนนั้นว่าพี่เปลี่ยนใจแล้ว นอกจากผม พี่จะไม่คบกับใครทั้งนั้น!”
“ฉู่เจียงไหล นายปล่อยมือก่อน!”
“พี่ก็ยกเลิกงานแต่งก่อนสิ!”
“นายจะบ้าไปถึงไหน!” ฉู่ชิวไป๋ที่หวาดกลัวและหายใจไม่ออกจากการถูกกักขัง ผลักอีกฝ่ายออกอย่างแรง “นายฟังภาษาคนไม่รู้เื่หรือไง!”
ชายหนุ่มที่ถูกผลักออกก้มศีรษะลงต่ำ เหมือนสุนัขจรจัดไร้บ้าน ในดวงตาเรียวรูปอัลมอนด์ที่หม่นหมองนั้นเต็มไปด้วยความเ็ปรวดร้าวอย่างไม่อาจควบคุม การแสดงออกทางสีหน้าที่ชัดเจนขนาดนี้ทำให้หัวใจของฉู่ชิวไป๋เจ็บแปลบขึ้นมาอีกครั้ง
“พี่ไม่้าผมแล้วจริง ๆ เหรอครับ?”
ฉู่ชิวไป๋ยันขอบโต๊ะแล้วลุกขึ้นยืน หลบหลีกมือของชายหนุ่มที่ค่อย ๆ ยื่นออกมาอย่างระมัดระวังหมายจะลูบไล้ที่แก้มเขา แล้วเบือนหน้าหนีด้วยความรู้สึกเหนื่อยหน่าย
“พอเถอะ”
เพราะท่าทีตัดรอนอย่างเด็ดขาดของเขา ชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าจึงเผยสีหน้าเหมือนลูกหมาถูกทิ้งอีกครั้ง
คำถามนับหมื่นคำอัดแน่นอยู่ในอก แต่กลับไม่สามารถเอ่ยถามออกมาได้แม้แต่คำเดียว ฉู่ชิวไป๋รู้สึกหมดหนทางกับความขี้ขลาดของตัวเอง ในฐานะศัลยแพทย์ที่ต้องต่อสู้แย่งชิงชีวิตผู้คนจากความตายอยู่ทุกวี่วัน เขาเอาชนะอุปสรรคทางเทคนิคมานับไม่ถ้วน และไม่ใช่คนอ่อนแอที่ไม่กล้ากับสู้ปัญหา แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับฉู่เจียงไหลที่มีสีหน้าเ็ป เขากลับไม่มีความกล้าที่จะตัดใจอย่างเด็ดขาด ทำได้เพียงเลี่ยงไปถามเื่อื่นแทน “กินข้าวหรือยัง?
เมื่อได้ยินคำถามนั้น ชายหนุ่มที่สีหน้าเต็มไปด้วยความสิ้นหวังถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นตอบอย่างจริงจังว่า “ยังเลยครับ”
“ไปหาอะไรรองท้องซะ แล้วก็ไปนอนพักสักงีบ”
“พี่ชิวไป๋...”
“ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว!” ฉู่ชิวไป๋ขมวดคิ้ว พยายามใช้ท่าทีแข็งกร้าวเพื่อปกปิดความหวาดกลัวของตัวเอง “หุบปาก แล้วไปกินข้าวซะ นอนให้ครบแปดชั่วโมงก่อนแล้วค่อยมาคุยกับฉัน สภาพนายตอนนี้เหมือนคนเหนื่อยจนใกล้จะตายอยู่แล้ว น่าสมเพชชะมัด”
ชายหนุ่มปิดปากลงหงอย ๆ แล้วพยักหน้ารับด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ หลังจากเงียบไปพักหนึ่ง ก็เรียกเขาอย่างลังเลอีกครั้ง “พี่ชิวไป๋ครับ”
“มีอะไรอีก?”
“ผมขอนอนที่ห้องพี่ได้ไหม?”
“โรงแรมในจิงซื่อเจ๊งหมดแล้วหรือไง?”
“แต่ว่า...”
“ไม่มีแต่”
ฉู่เจียงไหลที่ก้มหน้าจนเห็นเพียงกลุ่มผมนุ่มฟูเงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะถามขึ้นอย่างไม่แน่ใจ “พี่ชิวไป๋...พี่ไม่ได้ถูกสิงอยู่ใช่ไหมครับ?”
“ว่าอะไรนะ?”
“ก็ถูกสิงร่างไงครับ” ฉู่เจียงไหลเงยใบหน้าที่หล่อเหลาชวนมองขึ้น ขยับเข้ามาใกล้เล็กน้อย “ในนิยายหรือละครก็มีบ่อย ๆ ไม่ใช่เหรอครับ? ที่ตัวเอกถูกผีเข้า แล้วนิสัยก็เปลี่ยนไปเป็คนละคน...”
“ในชีวิตจริงจะไปมีเื่แบบนั้นได้ยังไงกัน!”
แม้เขาจะศรัทธาในศาสนา แต่ฉู่ชิวไป๋ก็ยากที่จะเชื่อเื่การสิงร่างอะไรทำนองนั้นอยู่ดี เพียงแต่น้ำเสียงที่ผ่อนคลายกับท่าทีเหมือนพูดคุยกันอย่างปกติของฉู่เจียงไหล กลับทำให้ความตึงเครียดในใจของเขาค่อย ๆ คลายลง จนเผลอเลี่ยงประเด็นสำคัญที่น่าหวาดกลัว แล้วหันมาโต้เถียงในเื่เล็กน้อยแทน
“เลิกพูดเื่เหลวไหลแล้วรีบไปหาที่นอนพักผ่อนซะ”
“งั้นถ้าผมนอนเต็มอิ่มแล้ว พี่จะยอมคุยกับผมดี ๆ ใช่ไหมครับ?”
“รอให้นายพักผ่อนจนหายเหนื่อยก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
ฉู่เจียงไหลที่ถูกผลักออกไปเมื่อครู่ขยับเข้ามาใกล้อีกครั้งอย่างแเี ทำให้ฉู่ชิวไป๋ได้กลิ่นน้ำหอมอันคุ้นเคยบนตัวอีกฝ่ายจาง ๆ กลิ่นนั้นบางเบามาก แต่ความหอมที่เจือปนมากับความอบอุ่นจากร่างกาย กลับสามารถทลายกำแพงป้องกันในใจได้อย่างง่ายดาย ทำให้จิตใจของเขาอ่อนแอลง และเป็เพราะฉู่ชิวไป๋หวาดกลัวการครอบงำอย่างเงียบเชียบของอีกฝ่าย เขาจึงตัดสินใจจากมาโดยไม่บอกลา
มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เขา้าพิสูจน์ด้วยตัวเอง การเข้ามาใกล้ชิดของฉู่เจียงไหลมีแต่จะบั่นทอนความตั้งใจ ซึ่งทำให้การตัดสินใจของเขาไขว้เขวไปเท่านั้น
ในบรรดาลูกหลานของตระกูลฉู่ หากจัดอันดับเื่เล่ห์เหลี่ยมและความมีชั้นเชิงแล้ว ฉู่ชิวไป๋คงต้องอยู่หางแถว นั่นก็เป็เพราะตระกูลฉู่มีคนเก่งกาจมากมาย แต่ละคนก็ล้วนเป็หัวกะทิทั้งสิ้น
เขาเป็คนเรียบง่าย แต่ไม่ได้โง่ ในการทดสอบสติปัญญา ไอคิวของเขาอยู่ในระดับเดียวกับฉู่ไหวหนาน ลูกพี่ลูกน้องที่ถูกยกย่องว่าเป็อัจฉริยะมาั้แ่เด็กด้วยซ้ำ ดังนั้น เมื่อได้เห็นหลักฐานที่เด่นชัด เขาก็ยิ่งไม่อาจแสร้งทำเป็คนโง่ที่หลอกตัวเองได้อีกต่อไป
ก่อนที่จะได้เห็นดีวีดีแผ่นนั้น แม้จะรู้อยู่แล้วว่าฉู่เจียงไหลแอบไปมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้หญิงที่มีเงื่อนไขดีๆหลายคนลับหลังเขา แต่ฉู่ชิวไป๋ก็ยังคงปลอบใจตัวเองเสมอว่าฉู่เจียงไหลต้องมีเหตุผลหรือแผนการบางอย่างอยู่แน่
ในสายตาของเขา ฉู่เจียงไหลที่ตามติดเขาแจมานานนับสิบปีไม่มีทางจะเป็คนที่แอบนอกใจไปมีคนอื่นได้เลย เพราะฉู่เจียงไหลที่เขารู้จักไม่ใช่คนแบบนั้น เขาเป็เด็กที่ซื่อตรง เปิดเผยและจริงใจยิ่งกว่าใคร
แม้ว่าอีกฝ่ายจะมีด้านที่เ็าและอำมหิตซึ่งคนนอกไม่เคยรับรู้ แต่ฉู่ชิวไป๋ก็ไม่เคยเรียกร้องให้เขาต้องเป็คนดีที่สมบูรณ์แบบเลยสักครั้ง
ไม่ว่าเขาจะมีเล่ห์เหลี่ยมใด ๆ จะใช้ลูกไม้หรือแผนการสกปรกแบบไหน ฉู่ชิวไป๋ก็จะยังรักเขาอย่างไม่มีเหตุผล รับได้ทุกข้อบกพร่อง จนเกือบจะเรียกได้ว่ายอมตามใจเขาจนแทบเสียคน
สิ่งหนึ่งที่เขามั่นใจมาตลอด คือฉู่เจียงไหลไม่ใช่เป็คนที่จะเสแสร้งทำดี แต่แอบทำเื่ผิดลับหลัง ถึงแม้ว่าวันหนึ่งความสัมพันธ์ของพวกเขาอาจจบลงจริง ๆ แต่ทุกอย่างก็จะต้องสะสางอย่างเปิดเผย และจบลงอย่างตรงไปตรงมา
แต่ทว่า ดีวีดีที่ถูกบันทึกไว้เมื่อหลายปีก่อนแผ่นนั้น กลับทำลายความเชื่อมั่นที่ฉู่ชิวไป๋ยึดถือมาตลอดหลายปีจนแหลกละเอียด
จนเขาถึงกับเริ่มสงสัยในตนเอง ว่าบางที...เขาอาจจะไม่เคยรู้จักฉู่เจียงไหลอย่างแท้จริงเลยก็ได้
ฉู่เจียงไหลที่ก้มหน้าด้วยท่าทางเชื่อฟังเหมือนยังอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่กลับถูกเสียงเคาะประตูขัดจังหวะเสียก่อน
“หัวหน้าฉู่คะ มีญาติคนไข้อยากจะคุยกับคุณหน่อยค่ะ”
ฉู่ชิวไป๋มั่นใจว่าเขาเห็นแววตาที่มืดมิดวูบไหวบนใบหน้าของฉู่เจียงไหล ราวกับพายุหิมะพัดกระหน่ำท่ามกลางแสงแดดอันเจิดจ้า ก่อนจะสลายหายไปเพียงชั่วพริบตา มันจู่โจมอย่างรุนแรงและรวดเร็ว แต่กลับสั้นและแปลกประหลาดจนน่าขนลุก
ความรู้สึกแปลกแยกที่เพิ่งจางหายไปกลับถาโถมเข้ามาอีกครั้ง มือทั้งสองข้างซึ่งดูเหมือนสอดไว้ในกระเป๋าเสื้อกาวน์อย่างสบาย ๆ กลับกำแน่นโดยไม่รู้ตัว ขมับของฉู่ชิวไป๋เต้นตุบ ๆ เขาพยายามรักษาสีหน้าให้เรียบเฉยขณะเดินอ้อมชายหนุ่มที่ยืนนิ่งอยู่หน้าโต๊ะเหมือนนักเรียนที่กำลังถูกทำโทษ ก่อนจะค่อย ๆ เอื้อมมือไปเปิดประตู
พยาบาลสาวร่างเล็กที่สวมแว่นกรอบดำและมีกระน่ารัก ๆ สองสามจุด แอบชะโงกหน้าเข้ามามองในห้องอย่างระมัดระวัง “คุณกำลังงีบอยู่หรือเปล่าคะ?”
“เปล่าครับ”
“อ้อ!” เมื่อแน่ใจว่าตนไม่ได้รบกวนเวลาพักของนายแพทย์หัวหน้าแผนกศัลยกรรม พยาบาลสาวก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก แล้วพูดว่า “เป็ญาติของคนไข้ที่เป็เนื้องอกต่อมไทมัสน่ะค่ะ”
ฉู่ชิวไป๋จำผู้ป่วยแซ่จางคนนั้นได้ขึ้นใจ — เป็ผู้ป่วยพิเศษที่เขาเป็ผู้ตรวจตัวเองกับมือ เพิ่งจะอายุครบเจ็ดสิบปี เนื้องอกมีขนาดไม่ใหญ่ แต่ตำแหน่งไม่ค่อยดีนัก
ซึ่งแผนการผ่าตัดถูกกำหนดไว้แล้ว โดยฉู่ชิวไป๋จะเป็ศัลยแพทย์หลัก และทีมศัลยกรรมทรวงอกจากโรงพยาบาลโย่วหมินจะร่วมทำการผ่าตัดโดยใช้การส่องกล้องผ่านแผลผ่าตัดเล็กๆ เพียงจุดเดียวในตำแหน่งใต้ลิ้นปี่
การผ่าตัดประเภทนี้มีความเสี่ยงที่จะทำให้เส้นประสาทระหว่างซี่โครงของผู้ป่วยเกิดการกดทับหรือาเ็ได้ง่าย หากเกิดความผิดพลาดเพียงเล็กน้อย ก็อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนอย่างอาการปวดชายโครงหลังผ่าตัดได้ จึงนับเป็ความท้าทายอย่างยิ่งสำหรับศัลยแพทย์
อย่างไรก็ตาม หากการผ่าตัดในครั้งนี้ประสบผลสำเร็จ ก็จะเป็ก้าวสำคัญที่ช่วยยกระดับการผ่าตัดทรวงอกแบบส่องกล้องผ่านแผลเล็กของโรงพยาบาลโย่วหมิน ภายใต้การนำของฉู่ชิวไป๋
ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็ฝ่ายบริหารหรือบุคลากรของโย่วหมินก็ต่างให้ความสำคัญกับการผ่าตัดครั้งนี้เป็อย่างมาก
ภายใต้สายตาอยากรู้อยากเห็นของพยาบาลสาว ฉู่เจียงไหลก็ถอยไปยืนข้าง ๆ อย่างรู้ความ ทั้งยังช่วยเลื่อนเก้าอี้ของฉู่ชิวไป๋กลับเข้าที่เดิมอย่างใส่ใจ
ฉู่ชิวไป๋เป็คนประเภทที่หวงแหนความเป็ส่วนตัวเป็อย่างยิ่ง และเป็ผู้ที่ยึดมั่นในหลักการที่ว่า 'ไฟในอย่านำออก ไฟนอกอย่านำเข้า'อย่างเคร่งครัด ใน่ปีแรกๆ ที่เขาเริ่มทำงาน แม้แต่เพื่อนร่วมงานหลายคนที่ทำงานใกล้ชิดกับเขา ก็เพิ่งจะรู้จากข่าวว่าเขามาจาก 'ตระกูลฉู่' อันทรงอิทธิพลที่เพียงแค่กระทืบเท้าเบา ๆ วงการธุรกิจในเจียงฮู่ก็ต้องสั่นะเื
หากจะให้เปรียบเทียบกับสัตว์ เขาคงเป็สิ่งมีชีวิตจำพวกหอย ที่มีเปลือกแข็งแต่เนื้อในอ่อนนุ่ม แม้ภายนอกจะดูแข็งกร้าวและเฉยชา แต่แท้จริงแล้วเขาก็แค่้าใช้เปลือกนอกจากแคลเซียมคาร์บอเนตที่แข็งแกร่ง มาเป็เกาะป้องกันจิตใจที่อ่อนโยนและเปราะบางของตัวเองเท่านั้น
คนแบบนี้หากพลาดพลั้งไปเชื่อใจและยอมเปิดใจให้ใครเข้า ก็จะเปลี่ยนจากหอยกาบที่ปิดสนิทกลายเป็คลังสมบัติที่เปิดอ้าให้ใครเข้ามาตักตวงก็ได้ตามใจชอบ เหมือนเนื้อติดมันชิ้นโตไร้เ้าของ ที่ปล่อยให้คนอื่นเข้ามาเชือดเฉือนตักตวงได้ตามใจชอบอย่างไม่มีสิ้นสุด
หอยกาบที่ยอดเยี่ยมมักจะยอมจำนนต่อความอ่อนโยนมากกว่าวิธีที่แข็งกร้าวเสมอ และเคล็ดลับในการงัดเปลือกหอย ก็เหมือนการเปิดประตูปราสาทของัที่ดุร้าย คือห้ามใช้ไม้แข็งเด็ดขาด
หากเ้าชายอยากเข้าไปในปราสาท การสวมชุดเกราะเต็มยศและแผ่รังสีคุกคาม ก็มีแต่จะถูกต่อต้านอย่างถึงที่สุด ความจริงแล้ว เพียงแค่ถือดอกไม้ไว้ในมือ แล้วเคาะประตูเบา ๆ เ้าชายก็สามารถเข้าไปและทำลายโลกของัได้แล้ว เขาไม่จำเป็ต้องต่อสู้เลยแม้แต่น้อย แค่สร้างภาพลวงตาว่า “เ้าจะได้รับความรักและความเข้าใจอย่างไม่มีเงื่อนไข” ก็เพียงพอแล้ว
ัที่มีทรัพย์สมบัติมากมายแต่กลับไม่เคยได้รับความรักที่สมบูรณ์ จะต้องยอมมอบทุกสิ่งทุกอย่างให้ด้วยมือของตัวเองทั้งน้ำตาอย่างแน่นอน
สัจธรรมของโลกใบนี้มันก็เรียบง่ายแค่นี้ หาก้า่ชิงก็ไม่จำเป็ต้องเปิดฉากโจมตีเสมอไป ต้องเป็ผู้ให้ก่อน แล้วจึงจะ่ชิงได้มากกว่าเดิม
“ถ้าพี่ต้องทำงาน งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ”
ก่อนที่จะเดินออกจากห้อง ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาที่สะกดให้พยาบาลเวรจ้องมองตาไม่กระพริบก็หันกลับมาย้ำอีกครั้งว่า “อย่าลืมที่รับปากผมไว้ล่ะ! แล้วก็อย่าคิดว่าจะหนีไปไหนพ้น ผมจะมารอรับพี่ตอนเลิกงาน! ตั้งใจทำงานนะครับ พี่ชิวไป๋”
ฉู่ชิวไป๋ตั้งใจจะบอกว่า 'ฉันกลับเองได้' แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้อ้าปากพูด ประตูก็ถูกปิดลงเสียก่อน
***
ญาติของผู้ป่วยเป็ชายวัยกลางคนที่มีหน้าตาที่ดูดุดัน ตัวไม่สูงมากแต่ร่างกายกำยำแข็งแรง แถมที่คอของเขาก็ยังมีรอยสักรูปกิเลนที่สะดุดตาเป็พิเศษ พยาบาลสาวค่อนข้างกลัวเขาอย่างเห็นได้ชัด จึงอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองมาเป็ระยะ ๆ
ฉู่ชิวไป๋ที่กำลังจดจ่ออยู่กับการอ่านแฟ้มประวัติผู้ป่วยไม่ได้สนใจรายละเอียดรอบข้างมากนัก เขาอธิบายแผนการผ่าตัดให้ญาติฟังด้วยน้ำเสียงที่สงบเยือกเย็น และด้วยความรับผิดชอบต่อหน้าที่ เขายังอธิบายถึงความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นหลังผ่าตัดอย่างรอบคอบ
“พูดแบบนี้ แปลว่าต่อให้ผ่าตัดแล้ว พ่อของผมก็อาจจะยังปวดอยู่เรื่อยๆ ใช่ไหม?”
หัวหน้าแพทย์ตรงหน้านี้ดูเด็กเกินไป มองยังไงก็เหมือนพวกใช้เส้นสาย อายุน้อยแท้ ๆ แต่กลับได้อยู่ในห้องทำงานของหัวหน้าแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแล้ว และแม้น้ำเสียงจะดูสุภาพแต่ก็แฝงความเ็า ทำท่าทางวางโตราวกับตัวเองพิเศษวิโสเหลือเกิน เห็นแล้วมันชวนให้รู้สึกหงุดหงิดจริงๆ
“ผมกำลังพูดถึงกรณีที่ผลลัพธ์อาจไม่เป็ไปตามที่คิดครับ” ฉู่ชิวไป๋อธิบายด้วยความอดทน
“ทุกการผ่าตัดมีความเสี่ยง และหลายครั้งผลข้างเคียงหรือภาวะแทรกซ้อนก็เป็สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ถึงแม้เนื้องอกของคนไข้จะตรวจพบได้ั้แ่เนิ่น ๆ แต่เพราะตำแหน่งที่มันอยู่ไม่ค่อยดีนัก โอกาสที่จะเกิดอาการปวดซี่โครงหลังผ่าตัดจึงค่อนข้างสูงครับ”
“อะไรนะ? สรุปคือ… ยังไงก็ไม่หายใช่ไหม!”
“จะพูดอย่างนั้นก็ไม่ได้ครับ เพราะนี่ยังเป็เพียงระยะเริ่มต้น ความเสี่ยงที่จะกลายเป็เนื้อร้ายยังไม่สูงนัก”
“ก็หมายความว่านี่ไม่ใช่มะเร็งร้อยเปอร์เซ็นต์จริง ๆ ใช่ไหม? งั้นไม่ผ่าได้หรือเปล่า? อายุขนาดนี้แล้ว เกิดผ่าตัดไปแล้วเป็อะไรขึ้นมาจะยุ่งยากเปล่า ๆ! เขายังไม่ทันได้เขียนพินัยกรรมเลยนะ!”
ฉู่ชิวไป๋ผ่อนลมหายใจออกมาเบา ๆ พยายามอย่างสุดกำลังที่จะขับไล่ความตึงเครียดและความหวาดกลัวที่ได้รับมาจากฉู่เจียงไหลด้วยการหายใจลึก ๆ
แต่ชายหน้าตาดุดันที่อยู่ตรงหน้าดูเหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่างผิดไป สีหน้าของเขาจึงมืดครึ้มลงทันที “แกหมายความว่ายังไง?”
“ครับ?”
ชายคนนั้นลุกขึ้นยืนพรวดพราด ะโใส่เขาด้วยใบหน้าที่แดงก่ำเพราะความโกรธ “ั้แ่ฉันเดินเข้าประตูมาจนถึงตอนนี้ ท่าทีของแกก็แย่มาตลอด! ทำไม? ดูถูกคนไข้นักเหรอ? รำคาญฉันมากใช่ไหม? ตอบเพิ่มอีกสักสองสามประโยคแกจะตายหรือไงหา?”
“อุ๊ย! ญาติคนไข้คะ ใจเย็น ๆ ก่อนนะคะ!” พยาบาลสาวที่พาเขามาที่ห้องทำงานของนายแพทย์หัวหน้าแผนกยังคงยืนอยู่หน้าประตูตลอดไม่ได้ไปไหน พอเห็นเขาชี้หน้าต่อว่าฉู่ชิวไป๋ด้วยความหยาบคาย ก็รู้สึกเสียใจเป็อย่างมากที่รับเื่ยุ่งยากนี้มา
“คุณหมอฉู่ไม่ได้หมายความแบบนั้นค่ะ คุณนั่งลงแล้วพูดคุยกันดี ๆ นะคะ!”
เธอเดินเข้ามา พยายามจะคลี่คลายสถานการณ์ที่ตึงเครียด แต่กลับถูกชายคนนั้นผลักกระเด็นออกไปอย่างแรง จนเกือบจะกระแทกเข้ากับตู้เก็บเอกสารที่อยู่ด้านข้าง เธอจึงร้อง “อ๊ะ” ออกมาสั้น ๆ ด้วยความตื่นตระหนก
พอเห็นว่ามีคนกำลังก่อปัญหา ความโกรธที่ฉู่ชิวไป๋อดกลั้นมานานก็พุ่งถึงขีดสุดทันที เขาลุกขึ้นยืนด้วยใบหน้าเ็า
“เป็ผู้ชายแท้ ๆ แต่กลับลงมือกับผู้หญิง...ต่ำตมสิ้นดี”