ดวงจันทร์ลอยสูงเด่น แสงจันทร์ส่องสกาว ท่ามกลางคืนมืดของเมืองเฉิงตู ที่ด้านหนึ่งของเมืองมีเงาดำสองสาย โลดแล่นไล่ตามกันไปอย่างไม่ลดละ ร่างที่นำหน้าไม่มีท่าทีว่าจะชะลอความเร็วลงแม้แต่น้อย ร่างที่ติดตามอยู่ด้านหลังแม้ห่างอยู่เพียง่แขนกลับไม่อาจลดระยะห่างลงได้แม้แต่น้อย
หลัวเซียนมาถึงเมืองเฉิงตูคืนแรกก็ตอแยคนสกุลถังในทันที หลัวเซียนวิ่งวนไปมาหาหนทางสลัดคนอยู่เกือบครึ่งชั่วยามแล้วยังหาทางสลัดไม่ได้ ตนเองแม้คุ้นเคยกับเมืองเฉิงตู แต่ก็เป็เมืองเฉิงตูเมื่อหลายร้อยปีก่อน แม้หนทางหลักภายในเมืองยังคงไม่เปลี่ยนแปลง แต่ตรอกซอกซอยแตกต่างไปจนไม่มีเค้าลางเดิมอีกแล้ว หากหลัวเซียนวิ่งวนไปไกลจนเกินไป กลับกลายเป็หลัวเซียนเองที่จะจดจำทางไม่ได้
“ถังจื่อฉวน เ้าเอาแต่ติดตามข้า ที่แท้้าสิ่งใด สกุลถังไร้เหตุผลยิ่ง กลับห้ามผู้อื่นออกมาเดินเล่นในยามค่ำคืน”
ถังจื่อฉวนในตอนนี้ไม่คิดว่าเด็กหนุ่มที่วิ่งนำอยู่จะเป็ผู้มีจิตคิดร้ายอันใด หากแต่เพียงให้ความสนใจ ที่หลัวเซียนอายุน้อยกว่าตนเองหลายปีกลับมีวิชาตัวเบาน่าตระหนก ส่วนวิชาฝีมือนั้นแม้ถังจื่อฉวนยังมิได้ลงมืออย่างจริงจัง แต่จากการที่หลัวเซียนสามารถใช้เพียงผ้าเช็ดหน้าปัดเป่าเข็มพิษไปได้จนหมดจรด แสดงว่ามีความสามารถไม่เลว หากสองฝ่ายต่อสู้กันจริง
แม้ถังจื่อฉวนคิดว่าตนเองคงกำชัยในท้ายที่สุด แต่ก็คงต้องเหนื่อยแรงไม่น้อย
“ข้าติดตามเ้าที่ใด เมืองเฉิงตูหาใช่ของเ้าไม่ เ้าบอกว่าออกมาเดินเล่นหรือว่าข้าจะออกมาเดินเล่นบ้างมิได้ นี่สหายน้อยเ้าอายุยังเยาว์ อย่าได้กล่าววาจาใส่ความผู้อื่น อีกอย่างพวกเราร่วมวิ่งกันมาเนิ่นนาน เ้ายังไม่ยอมบอกข้า ว่าตัวเ้าเรียกหาว่าอย่างไร”
หลัวเซียนกระโจนข้ามไปที่ยอดสูงของหลังคาบ้านที่เรียงรายกันอยู่ หันหน้ามาเผชิญกับถังจื่อฉวนที่หยุดอยู่บนยอดหลังคาอีกด้านหนึ่ง ถังจื่อฉวนหยุดยืนเอามือไพล่หลังสีหน้ายิ้มเล็กน้อย รอคอยให้หลัวเซียนเอ่ยปาก
หลัวเซียนคิดสลัดคนผู้นี้ยังสสัดไม่หลุด หากคิดต่อสู้ด้วย กำลังภายในของตนตอนนี้ยังคงเอาชนะไม่ได้ นี่มิใช่ว่าหลัวเซียนอ่อนด้อยกว่าถังจื่อฉวน แต่ต่อให้หลัวเซียนมีกระบวนท่าพิสดารมากมายปานใด หากกระแทกใส่ผู้ที่มีกำลังภายในมากกว่า ไม่เพียงทำร้ายอีกฝ่ายไม่ได้หากอาจได้รับพลังกระแทกสะท้อนกลับ เป็ตนเองได้รับาเ็เสียเอง ถังจื่อฉวนดูท่าคงมิใช่โง่งมดังคนของพรรคกระยาจก ที่หลัวเซียนใช้ปัญญาเอาชนะมาได้ นี่เป็เหตุผลสำคัญที่หลัวเซียนจำต้องหาหนทางเพิ่มพูนกำลังภายในให้ตนเองโดยเร็วที่สุด
“หากข้าบอกเ้าแล้ว เ้าจะเลิกตามข้าใช่หรือไม่” หลัวเซียนถาม
คำพูดของหลัวเซียนยังคงแฝงไว้ด้วยน้ำเสียงของเด็กหนุ่มที่เพิ่งเข้าวัยผู้ใหญ่ได้ไม่นานนัก ถังจื่อฉวนยิ่งฟังยิ่งอยากรู้จักเด็กหนุ่มที่ตรงหน้ามากขึ้นไปอีก
“นอกจากบอกชื่อของเ้าแล้ว ยังต้องตอบคำถามข้าอีกสามข้อ” ถังจื่อฉวนกล่าว
หลัวเซียนหยุดคิดไม่นานก็พยักหน้า กล่าวตอบถังจื่อฉวนว่า
“ข้าตอบคำถามเ้าก็หาเป็ไรไม่ เ้าถามข้าสามข้อ ข้าก็ขอถามเ้าสามข้อเช่นกัน หากเ้าไม่ตกลงเช่นนั้นก็ต่อยตีเถอะ”
ถังจื่อฉวนรู้สึกชอบใจในความดื้อดึงของอีกฝ่ายนัก ถังจื่อฉวนประสานมือก้มศีรษะให้กับหลัวเซียน
“สกุลถังอยู่ที่เมืองเฉิงตูถือเป็เ้าบ้าน เ้าถือเป็แขก ในเมื่อเ้ามีคำถาม ข้าย่อมยินดีตอบ”
“ประเสริฐ ข้าแซ่หลัว ชื่อเรียกคำเดียวว่าเซียน”
“หลัวเซียน เ้าที่แท้เรียกว่าหลัวเซียน เหมาะสมยิ่งนัก”
หลัวเซียนไม่คิดกังวลที่ต้องบอกชื่อไปโดยไม่ปกปิด แผ่นดินกว้างใหญ่เพียงนี้ หลัวเซียนเองไม่คิดจะอยู่ที่เมืองเฉิงตูนานไป หากสอบเชิงหยวนแล้วเสร็จ กว่าผลสอบจะประกาศออกมาอย่างมากหลัวเซียนอยู่ที่เมืองเฉิงตูไม่เกินสามเดือน พอดีให้หลัวเซียนเสาะหาสมุนไพรเพิ่มพูนกำลังภายใน ลักลอบกลับไปที่พรรคห้าเซียนสักครา จากนั้นไม่กลับมาที่เฉิงตูอีก ถังจื่อฉวนจะรู้ชื่อตนเองไปก็หาเป็ไรไม่
ถังจื่อฉวนกล่าวต่อ “เช่นนั้น ข้าถามเ้าก่อนก็แล้วกัน เ้ามาที่เมืองเฉิงตูด้วยเหตุใด จะอยู่ที่เมืองเฉิงตูนานเท่าใด ใช่มาด้วยเื่ในยุทธภพหรือไม่”
หลัวเซียนตอบโดยไม่รีรอ “ข้าเพิ่งมาถึงเมืองเฉิงตูในวันนี้ เพื่อการสอบเชิงหยวน จะอยู่ที่เมืองเฉิงตูเมื่อทราบผลการสอบ ข้ามิใช่ชนชาวยุทธภพ”
ถังจื่อฉวนแสดงสีหน้าประหลาดใจ คำถามที่ถังจื่อฉวนถามไปนั้น มิได้ถามเพื่อ้าคำตอบจริงจังอันใด หากแต่้าลอบดูปฏิกิริยา ผู้ที่โกหกจะอย่างไรต้องหยุดคิดคำตอบครู่หนึ่ง ต่อให้ตระเตรียมคำตอบล่วงหน้า อย่างไรไม่เหมือนผู้ที่ตอบอย่างจริงใจ ท่าทางของหลัวเซียนไม่คล้ายผู้ที่กำลังโกหก จิตใจของถังจื่อฉวนนั้นโน้มเอียงไปทางหลัวเซียนอยู่ก่อนแล้ว บุรุษหนุ่มอายุเยาว์ หน้าตาท่าทางน่าสนิทสนม ไหนเลยจะเป็โจรร้ายไปได้
แต่คำว่า “มิใช่ชาวยุทธภพนั้น” ถังจื่อฉวนกลับไม่ใคร่ใส่ใจมากนัก สำนักอาจารย์ วิชาฝีมือที่ถ่ายทอด ไม่อาจเปิดเผยโดยง่ายดาย ถังจื่อฉวนเข้าใจว่าหลัวเซียนเพียงไม่้าบ่งบอกถึงสำนักของตนเอง
“ข้าตอบคำถามเ้าแล้ว ถึงคราข้าเป็ผู้ถามบ้าง”
“เชิญเ้าถามได้” ถังจื่อฉวนยิ้ม
“เหตุใด สกุลถังต้องส่งคนตรวจตราในยามค่ำคืน” หลัวเซียนถาม
“ก็มิใช่การสอบเชิงหยวนนั่นปะไร หากเกิดอะไรขึ้นใน่นี้ สกุลถังของพวกเราคงได้ถูกทางการตำหนิ”
ที่ถังจื่อฉวนกล่าวนั้นไม่ผิด แม้ว่าการสอบเชิงหยวนจะเป็เื่ของทางการ การตรวจตราความปลอดภัยก็เป็เื่ของทหารประจำเมืองเฉิงตูอยู่แล้ว แต่ว่าสกุลถังไหนเลยสามารถปล่อยให้เกิดเื่ในเขตเมืองเฉิงตูได้
การสอบเชิงหยวนแต่ละครั้งกินเวลาหลายเดือนกว่าจะเสร็จสิ้น เมืองเฉิงตูใน่การสอบมีผู้คนเข้าออกมากกว่าปกติหลายหมื่นคน ผู้คนหลายหมื่นคนนี้หากมีผู้ที่ประสงค์ร้ายแอบเข้ามาก่อการ หากสกุลถังปล่อยให้เกิดเื่ภายใต้จมูกของตนเอง ก็คงเสียชื่อเสียงของสกุลถังแล้ว ทำให้ใน่นี้สกุลถังต้องส่งคนของตนเองออกมาตรวจตราร่วมกับ ทหารของเมืองเฉิงตู
ถึงแม้ในยุทธภพจะถือกฎ ชาวยุทธไม่ยุ่งเกี่ยวกับทางการ แต่ในความเป็จริงสกุลถังที่อยู่อาศัยที่เมืองเฉิงตูมาหลายร้อยปี ไหนเลยปฏิเสธไม่มีความสัมพันธ์กับคนของทางการไปได้
หลัวเซียน พยักหน้าถามคำถามที่สอง “ดูจากวรยุทธของเ้าแล้ว คงมีหน้ามีตาในสกุลถังมิใช่น้อย เ้ากับประมุขสกุลถังมีคำเรียกหาเช่นไร”
ถังจื่อฉวนกล่าวด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ “ข้าเรียกท่านว่าท่านปู่”
หลัวเซียนมีสีหน้าสนใจ แต่ต้องหักห้ามไม่อาจถามมากไปกว่านี้ มิเช่นนั้นอาจสะกิดความสงสัยของถังจื่อฉวนได้ หลัวเซียนไม่ทราบถึงสถานการณ์ของสกุลถังในปัจจุบัน ยิ่งไม่ทราบว่าประมุขสกุลถังในตอนนี้ อายุเท่าใดมีฝีมือสูงส่งป่านใด ในอดีตที่ผ่านมาหลัวเซียนประมือกับประมุขสกุลถังในยุคนั้นหลายครา ไม่รู้ว่าลูกหลานของ “ถังฮุยจิน” ในตอนนี้ เทียบกับเมื่อครั้งกระโน้นจะเป็เช่นไร เมื่อถึงตอนนี้หลัวเซียนความจริงไม่มีสิ่งใดต้องถามอีกแล้ว ที่กล่าวว่าจะถามสามคำถามก็เพื่อให้พอดีกับคำถามของถังจื่อฉวนเท่านั้น
“คำถามที่สาม ข้าไม่ถามแล้ว เ้าคืนผ้าเช็ดมาให้ข้า” หลัวเซียนแบมือไปด้านหน้า
ถังจื่อฉวนอมยิ้ม ส่ายหน้าไปมากล่าวว่า “นี่เป็เ้าไม่ยอมถามไถ่เอง ผ้าเช็ดหน้าผืนนี้ก็เป็เ้าที่ซัดขว้างออกมา คำถามที่สามเ้าเก็บเอาไว้ก่อน วันหน้าเ้าค่อยถามข้าอีกครั้ง ผ้าเช็ดหน้านี้ถือว่าเ้ามอบให้ข้าแล้ว ข้าขอเก็บเอาไว้”
“หน้าไม่อายนัก ใครอยากจะเจอเ้าอีกครั้งกัน” หลัวเซียนกล่าวจบก็ลอยตัวไปอีกด้าน วิ่งหายไปในความมืด ปล่อยทิ้งให้ถังจื่อฉวนเหม่อมองด้วยความเสียดาย
“หลัวเซียน คิดว่า ข้าจะหาเ้าไม่พบเช่นนั้นหรือ ดูถูกสกุลถังของข้าเกินไปแล้ว” ถังจื่อฉวนหันกายไปอีกด้านหนึ่ง โลดลิ่วลับหายไปในความมืด
หลัวเซียนตื่นมาในตอนเช้าโดยไม่มีใครทราบเื่ที่หลัวเซียนแอบลอบออกไปในตอนกลางคืน อารามซินเซียงมีอาหารเจให้กับแขกที่มาพักในตอนเช้าเท่านั้น ตอนเที่ยงและตอนเย็นหาก้าอาหารต้องบริจาคเงินทอง พระของอารามจึงจะจัดหาเอาไว้ให้ หลัวเซียนไม่คิดที่จะกินอาหารเจตลอดสามเดือนที่อยู่ที่เมืองเฉิงตู จึงชักชวนกันออกไปที่ด้านนอก
หงสือเมิ่ง้าไปตรวจสอบรายชื่อผู้เข้าสอบที่ ที่ว่าการเมืองเฉิงตูอยู่แล้วจึงไม่ปฏิเสธ เพียงแต่กล่าวย้ำ
“พวกเ้าอย่าได้เดินเพ่นพ่านกันไป เมืองเฉิงตูมีผู้คนมากมาย หากพลัดหลงกันไปอาจเกิดอันตรายได้ โดยเฉพาะเ้าหลัวเซียน”
“อาจารย์ อ่า ข้าออกจะเชื่อฟังคำของอาจารย์” หลัวเซียนทำเสียงอ้อน
“เหอะ หากเ้าเชื่อฟัง ข้าก็ไม่ต้องห่วงแล้ว ต้าเป่า เสี่ยวซาน”
“ขอรับ อาจารย์”
“จับตาดู อาเซียนของพวกเ้าให้ดี อย่าให้วิ่งวุ่นไปทั่ว”
“ขอรับ” หยางต้าเป่า หยางเสี่ยวซานกลั้นหัวร่อ รับคำพร้อมกัน
เมืองเฉิงตูมีขนาดใหญ่โตกว่าเมืองถงซือหลายเท่านัก ผู้คนก็มากมายกว่าอย่างเทียบกันไม่ได้ ยิ่งใน่การสอบเชิงหยวนยิ่งมีผู้คนมากมายกว่าปกติ หลัวเซียนที่อาศัยอยู่ในชนบทมาสิบกว่าปี พอได้เดินอยู่ในถนนเมืองเฉิงตูในตอนกลางวันที่พลุกพล่านไปด้วยผู้คน ก็มีท่าท่างตื่นเต้นไม่ต่างไปจากหยางต้าเป่า หยางเสี่ยวซานสักเท่าใดนัก
ระหว่างทางไปที่ ที่ว่าการเมืองหลัวเซียนมองเห็นร้านอาหารใหญ่โตหลายแห่ง อาคารสูงสามสี่ชั้นที่หาไม่ได้ในเมืองถงซือ อาหารเสฉวนที่หลัวเซียนคุ้นเคยในชาติก่อนส่งกลิ่นหอมหวน
“อาจารย์ กลับจากที่ว่าการเมืองแล้วพวกเราแวะที่ หอสราญหอมเถอะขอรับ” หลัวเซียนมองหอสูงสามชั้นที่อยู่ไม่ห่างมาก มีผู้คนเข้าออกตลอดเวลา หอสราญหอมนี้ ที่ชายคามีกระดิ่งสีเงินลูกเล็ก ๆ ผูกห้อยเอาไว้ ส่งเสียงกริ่งกรัง ราวระฆังเงินให้ความรู้สึกคุ้นเคยกับหลัวเซียนอย่างประหลาด
“หากเ้าสงบเสงี่ยมให้กับข้า เมื่อเสร็จจากที่ว่าการแล้วจะแวะที่หอน้ำชานี้ก็หาเป็ไรไม่” หงสือเมิ่งกล่าว
ที่ด้านหน้าที่ว่าการเมืองเฉิงตู มีคนแต่งกายอย่างนักศึกษา เสื้อยาวแขนกว้างโพกศีรษะยืนมุงดูรายชื่อ ที่ติดกับกระดานไม้เรียงรายอยู่ที่ลานกว้างด้านหน้าที่ว่าการ นับร้อยคน กระดานไม้แบ่งตามรายชื่อเมือง เรียงรายกันไป การสอบเชิงหยวนครั้งนี้ คนของมณฑลกุ้ยโจวกับมณฑลเสฉวนนั้นสอบที่เมืองเฉิงตู เมืองถงซือเป็เมืองเล็กขึ้นกับมณฑลกุ้ยโจว หลัวเซียนจึงต้องดั้นด้นมาสอบถึงเมืองเฉิงตู
“อาจารย์ รายชือเมืองถงซืออยู่ทางด้านนี้ขอรับ” หยางเสี่ยวซานส่งเสียงเรียก
“มีชื่อข้า ต้าเป่า ชื่อของหลัวเซียนก็เจอแล้วขอรับ” เสียงของ หยางเสี่ยวซานแสดงความดีใจ
ต่อให้ได้รับหนังสือยืนยันจากนายอำเภอเมืองถงซือมาแล้วก็ตาม แต่เมื่อได้เห็นรายชื่อของตนเองอีกครั้ง ทั้งสามคนก็ยังอดตื่นเต้นมิได้ หลัวเซียนเองก็ะโโล่นเต้นดีใจไปกับสหายทั้งสองเช่นกัน หงสือเมิ่งยิ้มดีใจ ตรวจสอบรายชื่อจนแน่ใจอีกครั้งจึงกลับออกมา
ทั้งหมดหยุดแวะที่หอสราญหอมตามที่หลัวเซียนร้องบอก หอน้ำชานี้ตกแต่งในแบบแดนใต้ ด้านนอกทาสีแดงสดใส เสียงกระดิ่งเงินได้ยินแ่เบา ผู้รับใช้เดินนำหงสือเมิ่ง หงหลู่อินกับผู้เยาว์ทั้งสามขึ้นมาที่ชั้นสอง แต่ว่าหลัวเซียนอยากที่จะขึ้นไปที่ชั้นสามของหอน้ำชา
“เออ คุณชาย ชั้นสามของเราวันนี้มีคนจับจองเอาไว้แล้วขอรับ” ผู้รับใช้กล่าวอย่างจนใจ
“เช่นนั้นก็ไม่เป็ไร ชั้นสองก็หาเป็ไรไม่” หงสือเมิ่งกล่าว
หลัวเซียนยัง้าขึ้นไปที่ชั้นสาม จึงกล่าว “ข้าไม่นั่งก็ได้ แต่ขอขึ้นไปชมดูไม่นานก็ลงมาได้หรือไม่”
ขณะที่หลัวเซียนยังคงส่งเสียงเจื้อยแจ้ว ต่อรองกับผู้รับใช้จะขอขึ้นไปที่ชั้นสาม เสียงฝีเท้าแ่เบาจาก้าก็ดังแว่วมา พร้อมกับเสียงไอเบา ๆ
คนผู้นี้สีหน้าขาวซีดราวกับไม่ได้พบเจอแสงแดดมาหลายปี รูปร่างผอมบางห่อหุ้มด้วยเสื้อผ้าหนาหนัก อายุราวสิบเจ็ดสิบแปดปีในมือถือผ้าเช็ดหน้าคอยป้องปากเวลาไอ
“สหายน้อย ้าชมดูเมืองเฉิงตูกระมั่ง” ชายหนุ่มกล่าวจากนั้นก็ส่งเสียงไออีกครา จากนั้นจึงหันไปด้านหลัง กล่าวกับผู้ที่อยู่ด้านหลังว่า
“พี่ถัง มีคนร่วมชมเมืองเพิ่มอีกโต๊ะคงไม่เป็ไรกระมั่ง”
“ในเมื่อพี่เฉวียน้าความครึกครื้น ผู้น้องไหนเลยจะไม่รับปาก ไม่ทราบว่าเป็สหายท่านใดของพี่เฉวียนกัน”
น้ำเสียงของคนที่กำลังกล่าววาจานั้น หลัวเซียนฟังแล้วรู้สึกคุ้นหูอยากประหลาด ขณะที่กำลังนึกหาว่าเป็ผู้ใด
ใบหน้าที่คุ้นเคยก็เผยออกมา นี่มิใช่ถังจื่อฉวนที่พบเจอเมื่อคืนจะเป็ผู้ใดได้อีก
“ถังจื่อฉวน” หลัวเซียนเอ่ยในใจ จะหันหลังกลับตอนนี้ก็ไม่ทันการเสียแล้ว