เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    เล่มที่ 5 บทที่ 130 คงไม่โง่ไปมากกว่านี้

    พูดแบบนี้ หมายความว่าเสิ่นเยว่ชวนตั้งใจยั่วโมโหพี่ชายเธอ?

            ซูเจี่ยนอันอดคิดไม่ได้ว่าคนพวกนี้ช่างใจดำเหลือเกิน ทางที่ดีเธอก้มหน้าก้มตากินข้าวของตัวเองจะได้ไม่เผลอไปเป็นศัตรูกับพวกเขาจะดีกว่า

            แต่ว่า...มีกับข้าวหลายอย่างที่เธอคีบไม่ถึงนี่สิ...

            ปกติเธอเป็นพวกไม่กลัวอะไรทั้งนั้น แต่เพราะคนพวกนี้เป็นเพื่อนสนิทของลู่เป๋าเหยียน เธอคงต้องรักษาภาพลักษณ์ไว้บ้าง เธอไม่กล้ายื่นตะเกียบไปไกลจนออกนอกหน้า ควรจะกินอาหารด้วยท่าทางสง่างามแบบลู่เป๋าเหยียนถึงจะถูก

            “อยากกินอะไร” จู่ๆ ลู่เป๋าเหยียนก็ถามเธอ

            เธอมองแขนยาวๆ ของลู่เป๋าเหยียนแล้วเหมือนเห็นแสงแห่งความหวังรางๆ

            “กุ้งอบน้ำมัน!”

            ลู่เป๋าเหยียนคีบกุ้งอบน้ำมันให้เธอสองตัว เธอกินมันอย่างอิ่มเอมใจ หลังจากนั้นจึงมอบหน้าที่คีบอาหารทั้งหมดให้กับลู่เป๋าเหยียน

            ผอ.ลู่ผู้ยิ่งใหญ่เคยคีบอาหารให้ใครที่ไหน คนอื่นที่เห็นภาพตรงหน้าต่างแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ไม่มีใครกล้าทักสักคน

            หลังมื้ออาหาร พวกหนุ่มๆ ก็ล้อมวงเล่นไพ่นกกระจอก คนที่เล่นไม่เป็นอย่างซูเจี่ยนอันกับลั่วเสี่ยวซีดูพวกเขาเล่นไปงงไป ซูเจี่ยนอันจึงยอมแพ้ก่อนจะลากลั่วเสี่ยวซีให้เข้าไปในครัว

            “เข้ามาในครัวทำไมอ่ะ” ลั่วเสี่ยวซีชี้ไปยังสวนดอกไม้ด้านนอก “สวนดอกไม้ใหญ่ขนาดนี้ ออกไปเดินเล่นกันดีไหม”

            “ฉันเห็นพวกเสิน่เยว่ชวนพกแต่เหล้ากันมา ไม่มีของกินอย่างอื่นเลย” ซูเจี่ยนอันเปิดตู้เย็นก่อนจะหยิบอาหารพวกรากบัวกับถั่วแระออกมา “ถ้าจะดูบอลกันยันเช้าพวกเขาคงหิวแน่ๆ เลยว่าจะทำกับแกล้มให้พวกเขากินสักหน่อย”

            “อื้อฮือ” ลั่วเสี่ยวซีอดพูดไม่ได้ “เจี่ยนอัน ถ้าฉันเป็นผู้ชาย คงขอเธอแต่งงานไปแล้วแน่ๆ”

            ซูเจี่ยนอันเปิดน้ำล้างถั่วแระพลางพูดว่า “ฉันแต่งงานแล้ว ชาติหน้าเธอเกิดมาเป็นลู่เป๋าเหยียนสิ แล้วฉันจะแต่งงานกับเธอ”

            ลั่วเสี่ยวซีพับแขนเสื้อขึ้นก่อนจะเข้ามาช่วยซูเจี่ยนอัน

            “จะพูดยังไงเธอก็ชอบลู่เป๋าเหยียนสินะ”

            มือของซูเจี่ยนอันชะงักไปก่อนจะยิ้มอย่างช่วยไม่ได้

            “จะทำไงได้ สำหรับฉันการชอบเขาเป็นเรื่องที่ห้ามไม่ได้ ก็เหมือนกับการหายใจนั่นแหละ”

            “วันนี้ฉันเห็นเขาคีบอาหารให้เธอแล้ว ฉันว่าพวกเธอต้องไปกันได้ดีแน่ๆ” ลั่วเสี่ยวซีตบไหล่เพื่อนเบาๆ

            “สู้ๆ นะ!”

            ซูเจี่ยนอันล้างถัวแระกับน้ำเกลือก่อนจะไปเตรียมเครื่องปรุง จากนั้นจึงเริ่มหั่นรากบัวให้เป็นแผ่น

            “ถ้าเอาชนะใจเขาไม่ได้ ก็ต้องมัดกระเพาะเขาให้อยู่!”

            ทั้งสองคนใช้เวลากว่าหนึ่งชั่วโมง รากบัวเชื่อมและถั่วแระอบเครื่องเทศหน้าตาน่ากินกลิ่นหอมยวนใจก็เสร็จเรียบร้อย ซูเจี่ยนอันยังคั่วถั่วเอาไว้อีกด้วย เธอกลัวว่าจะไม่พอเลิ้ยงกระเพาะของพวกผู้ชาย เลยจัดการอบขนมหวานอีกนิดหน่อยกับลั่วเสี่ยวซี

            เมื่อขนมอบเสร็จแล้ว ซูเจี่ยนอันก็ได้ยินเสียงฝีเท้าอันคุ้นเคยดังเข้ามาใกล้ ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเป็นใคร คนคนนั้นเขามาโอบเอวเธอจากด้านหลัง

            “เธอทำอะไรบ้าง”

            ซูเจี่ยนอันใช้มือหยิบรากบัวเชื่อมป้อนให้ลู่เป๋าเหยียน

            “ชิมดูสิว่ารสชาติเป็นไงบ้าง”

            ลู่เป๋าเหยียนไม่รู้มาก่อนว่าเธอทำของว่างพวกนี้เป็นด้วย เขากัดไปหนึ่งคำ รสชาติของมันไม่แพ้ของร้านดังเลย

            “เธอไปเรียนมาจากไหน”

            “กินที่ร้านอาหารครั้งเดียวฉันก็ทำเป็นแล้วล่ะ” ซูเจี่ยนอันไม่คิดว่าเรื่องนี้เป็นพรสวรรค์อะไร เธอจึงเอ่ยอย่างสบายๆ “ไม่เห็นต้องเรียนเลย ว่าแต่นายเล่นไพ่อยู่ไม่ใช่เหรอ”

            “ชนะบ่อยไป พวกเขาเลยไม่ยอมให้ฉันเล่นแล้ว” ลู่เป๋าเหยียนตอบ

            ซูเจี่ยนอันนิ่งไปก่อนจะหยักหน้าอย่างจริงจัง

            “พวกเราไม่ควรรังแกแขกที่มาที่บ้านนะ...”

            ลู่เป๋าเหยียนยิ้ม “นี่ก็ดึกแล้ว เธอจะกลับห้องไปนอนเลยหรือเปล่า”

            ซูเจี่ยนอันเริ่มง่วงแล้วจริงๆ แต่เมื่อเห็นเค้กที่เพิ่งออกมาจากเตา เธอก็อดไม่ได้ที่จะชิมสักคำ คราวนี้เธอทำมันออกมาได้ดีกว่าที่คิด รสชาติของมันเยี่ยมกว่าทุกทีจนอดชมตัวเองไม่ได้

            “ฉันรักตัวเองจริงๆ เลย!”

            ลู่เป๋าเหยียนก้มศีรษะลงมาชิมเค้กอีกครึ่งก่อนที่อยู่ในมือเธอ มันหอมและนุ่มแต่ไม่เลี่ยนจนเกินไป รสชาติของมันค่อยๆ แผ่กระจายไปทั่วปากทิ้งกลิ่นหอมหวานเอาไว้ เค้กชิ้นนี้อร่อยที่สุดในบรรดาเค้กอันน้อยนิดที่เขาเคยชิมมา

            ลู่เป๋าเหยียนลูบผมซูเจี่ยนอันก่อนเอ่ยปากชม

            “เธอเหมาะจะเป็นเชฟขนมหวานมากกว่าเป็นแพทย์นิติเวชนะ”

            ซูเจี่ยนอันทำหน้าไม่ถูก ไม่ใช่เพราะเขาแหย่เธอเรื่องให้ไปเป็นเชฟขนมหวาน แต่เพราะ...เค้กที่ลู่เป๋าเหยียนเพิ่งกินไปเมื่อครู่ เป็นเค้กที่เธอกัดไปแล้ว มันเลอะน้ำลายเธอไปแล้วนะ! อีกอย่าง...เขาไม่ชอบของหวานไม่ใช่เหรอ?

            หรือว่า เขาชอบกินของหวานที่เธอเป็นคนทำ?

            ความอ่อนหวานเริ่มแผ่ซ่านเข้ามาในจิตใจ แต่ซูเจี่ยนอันกลับแกล้งเบะปาก

            “ใครจะไปเป็นเชฟขนมหวานกัน แบบนั้นนายก็คงได้เห็นฉันสวมหมวกสีขาวทรงสูงหน้ามันเยิ้มทุกวันแน่ๆ น่าเกลียดจะตาย!”

            ลู่เป๋าเหยียนจูงมือเธอให้เดินออกไป ซูเจี่ยนอันจึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าลั่วเสี่ยวซีมานั่งอยู่ที่วงไพ่ตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ เธอกำลังทิ้งไพ่อย่างตื่นเต้น

            “แปดหมื่น!” กุนซือที่ยืนอยู่ด้านหลังของเธอคือซูอี้เฉิง

            “เจี่ยนอัน มานี่เร็ว!” ลั่วเสี่ยวซีกวักมือเรียกอย่างตื่นเต้น “ฉันใกล้เล่นเป็นแล้วนะ แถมยังชนะเสิ่นเยว่ชวนตั้งร้อยหนึ่ง ฮ่าๆๆ...”

            “จะลองเล่นดูสักหน่อยไหม” ลู่เป๋าเหยียนถาม “เดี๋ยวฉันสอน”

            ซูเจี่ยนอันคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะส่ายหน้า

            “ช่างเถอะ ฉันเล่นเป็นแล้วหมดตัวจะทำไง”

            ลู่เป๋าเหยียนเลิกคิ้ว “เธอจะเล่นเสียสักวันละล้านก็ไม่หมดตัวหรอก”

            “นายชนะแล้ว...”

            เธอเดินเข้าไปก่อนเอ่ย “เล่นกันไปนะ ฉันขอตัวไปนอนก่อน”

            ขาไพ่ทั้งหลายเงยหน้าขึ้นมาก่อนจะโบกไม้โบกมือให้ซูเจี่ยนอัน

            “ราตรีสวัสดิ์ครับอาซ้อ!”

            “ราตรีสวัสดิ์ค่าเถ้าแก่เนี้ย!” ลั่วเสี่ยวซีก็เอากับเขาด้วย

            ซูเจี่ยนอันอดหัวเราะไม่ได้ เธอดึงแขนเสื้อของลู่เป๋าเหยียนเบาๆ

            “งั้นฉันกลับห้องก่อนนะ”

            “อืม” ลู่เป๋าเหยียนมองตามแผ่นหลังของซูเจี่ยนอันจนเธอขึ้นบันไดไป มู่ซือเจวี๋ยอดแซวไม่ได้

            “อาลัยอาวรณ์นักก็ตามไปสิ ขาดนายสักคนบอลก็ไม่ได้สนุกน้อยลงหรอกน่า”

            ลู่เป๋าเหยียนใช้เท้าเขี่ยเสิ่นเยว่ชวน เขาจึงกระเถิบยกที่นั่งให้ลู่เป๋าเหยียน

            ไม่นานหลังจากนั้น มู่ซือเจวี๋ยก็เสียบ้านหนึ่งหลังให้ลู่เป๋าเหยียน รวมถึงร้านหม้อไฟสาขาเมือง A

            ลั่วเสี่ยวซีเห็นแล้วถึงกับช็อกตาค้าง

            “ว้าว บอสคะ บอสเป็นเทพมาเกิดใหม่หรือเปล่าคะ?”

            ลู่เป๋าเหยียนดูสบายๆ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาค่อยๆ ลุกขึ้นก่อนจะคืนที่นั่งให้กับเสิ่นเยว่ชวน

            “เดี๋ยวๆๆ!” ลั่วเสี่ยวซีร้องห้ามไม่ให้เสิ่นเยว่ชวนนั่งลง “บอสเพิ่งชนะแบบนี้ ถ้านั่งตรงนั้นคงดวงดีแน่ๆ พวกเราเปลี่ยนที่กันเถอะ ฉัน...”

            เธอพูดยังไม่ทันจบซูอี้เฉิงก็เคาะหัวเธอเข้าให้โดยไม่ทันตั้งตัว เธอยังไม่ทันโมโหเขาก็เริ่มอบรมเธอ

            “ที่นั่งตอนเล่นไพ่เปลี่ยนกันง่ายๆ ได้ที่ไหน ฉันกำลังสอนเธออยู่นะ”

            ลั่วเสี่ยวซีกุมหัวตัวเองที่โดนเคาะไปเมื่อครู่

            “จะสอนก็สอนดีๆ สิ มาเคาะหัวคนอื่นทำไม? ถ้าฉันโง่ลงนะ โทษนายคนเดียวเลย”

            ซูอี้เฉิงแค่นยิ้ม “วางใจเถอะ เธอคงไม่โง่ไปมากกว่านี้แล้ว”

            “นาย...”

            คนที่พูดจาฉะฉานอย่างลั่วเสี่ยวซีโดนยั่วโมโหจนพูดอะไรไม่ออก เสิ่นเยว่ชวนจึงต้องเข้ามาสงบศึก

            “ก็แค่เล่นไพ่ คนกันเองทั้งนั้นจะจริงจังไปทำไม มาๆ เสี่ยวซี ฉันยกที่นั่งนี้ให้เธอ”

            ลั่วเสี่ยวซีส่งยิ้มให้ลู่เป๋าเหยียน ก่อนจะวิ่งเข้าไปแลกที่นั่งกับเสิ่นเยว่ชวนอย่างดีใจ

            เธอเรียนรู้จากซูอี้เฉิงมามากพอแล้ว ทำให้ทิ้งไพ่ได้เร็วกว่าเดิม ถึงจะยังไม่เคยชนะจนได้เงิน แต่ก็ไม่ได้แพ้น่าเกลียด

            “ใช้ได้นี่เสี่ยวซี” เสิ่นเยว่ชวนเอ่ยปากชม “ฉันยังเรียนรู้ได้ไม่เร็วเท่าเธอเลย”

            ลั่วเสี่ยวซียิ่งเล่นยิ่งคึก ไม่นานเธอก็ไม่ต้องฟังคำสั่งของซูอี้เฉิงอีกต่อไป แถมยังไม่รู้สึกง่วงสักนิด

            เมื่อเข็มนาฬิกาบอกว่าว่าตีหนึ่งแล้ว ซูอี้เฉิงจึงเอ่ยปากไล่

            “ไปนอนเถอะ บอลมาแล้วฉันจะเรียก”

            “ไม่เอาอ่ะ” ลั่วเสี่ยวซีทิ้งไพ่อย่างมั่นใจ “คืนนี้ฉันจะต้องได้เงินบ้าง!”

            หลังจากเล่นจบไปอีกหนึ่งรอบ มู่ซือเจวี๋ยก็พูดขึ้นว่า “มีถ่ายทอดย้อนหลังของคู่เมื่อวาน จะไปดูหรือเปล่า”

            ลั่วเสี่ยวซีลังเลระหว่างการแข่งบอลกับไพ่นกกระจอกอยู่สักพัก ก่อนจะเลือกอย่างแรก เห็นพวกซูอี้เฉิงกำลังเดินขึ้นชั้นบนไปเธอจึงรีบเรียกพวกเขาไว้

            “เจี่ยนอันทำของกินไว้ให้น่ะ เข้าไปยกจานในครัวได้เลย”

            เสิ่นเยว่ชวนรีบพุ่งตัวเข้าไปในครัวทันที ก่อนจะหยิบรากบัวเชื่อมขึ้นมาชิมและนิ่งไปอยู่นาน

            “ให้ตายเถอะเสี่ยวซี เธอยังมีเพื่อนผู้หญิงแบบเจี่ยนอันอีกไหม แนะนำให้ฉันทีสิ!”

            “จะแนะนำให้นายทำไม” ลั่วเสี่ยวซีถามยิ้มๆ “แนะนำให้เป็นเพื่อนสาวกับนายงั้นเหรอ?”

            “บ้า!” เสิ่นเยว่ชวนผลักเธอ “ฉันจะแต่งเธอเข้าบ้านน่ะสิ แบบบอสของพวกเรานี่ไง”

            “น่าเสียดายนะ” ลั่วเสี่ยวซีส่ายหัวก่อนจะชิมรากบัวตรงหน้า “บนโลกนี้มีซูเจี่ยนอันแค่หนึ่งคน คงมีคนโชคดีแบบบอสของพวกเราได้แค่คนเดียวน่ะสิ”

            ลู่เป๋าเหยียนได้ยินสิ่งที่พวกเขาคุยกันชัดแจ๋ว

            “มัวคุยซุบซิบอะไรกัน”

            “มาแล้วๆ!”

            แต่ละคนถือถาดขนมกันคนละมือสองมือ พากันเดินขึ้นชั้นสองไปอย่างครื้นเครง แต่เมื่อถึงระเบียงทางเดินด้านบน ทุกคนก็เบาเสียงลง เพราะกลัวว่าจะไปรบกวนจนซูเจี่ยนอันตื่น

            หลังเปิดจอและเลือกช่องเรียบร้อย การถ่ายทอดย้อนหลังยังไม่เริ่ม ลู่เป๋าเหยียนจึงลุกขึ้นก่อนเอ่ย

            “เดี๋ยวฉันมา”

            “จะเริ่มอยู่แล้ว นายจะไปไหนอีก” เสิ่นเยว่ชวนถาม

            “คำตอบก็ชัดอยู่แล้วนี่” มู่ซือเจวี๋ยยิ้ม “นอกจากจะไปหาเมียแล้วจะไปไหนได้”

            ทุกคนในห้องร้องเฮกันอย่างไม่เกรงใจโดยมีเสิ่นเยว่ชวนเป็นหัวโจก ลู่เป๋าเหยียนขี้เกียจสนใจคนพวกนี้ เขาเดินตรงออกจากห้องไปทันที

            มู่ซือเจวี๋ยทายถูกแล้ว ที่เขาออกมาก็เพราะอยากจะไปดูว่าซูเจี่ยนอันหลับแล้วหรือยัง

            เมื่อผลักประตูห้องเข้าไป ไฟอ่านหนังสือที่หัวเตียงยังคงเปิดอยู่ มีหมอนตกอยู่ที่พื้นหนึ่งใบ บนเตียงมีหนังสือหนึ่งเล่มและผ้าห่มที่ม้วนพับไปครึ่งหนึ่ง ส่วนเจ้าของห้องกำลังนอนเฉียงตะแคงอยู่บนนั้นไม่เป็นทิศเป็นทาง

            ลู่เป๋าเหยียนถอนหายใจก่อนจะเก็บหนังสือและจัดหมอนให้เธอ หลังห่มผ้าให้เธอให้เรียบร้อย ทันใดนั้นซูเจี่ยนอันก็คว้ามือเขาราวกับละเมอ

            เธอจับมือเขาไว้แน่น แถมยังดึงมือเขาเข้าไปใกล้นึกว่าเป็นหมอน ราวกับทำแบบนี้เธอถึงจะสบายใจ

            ลู่เป๋าเหยียนลองชักมือออกมา แต่เธอกลับส่งเสียงคล้ายจะร้องไห้และถีบผ้าห่มออกจากตัวอย่างไม่พอใจ

            เขาจึงได้แต่ยืนนิ่งอยู่อย่างนั้นพลางต่อว่าตัวเองในใจว่าไม่น่าหาเรื่องเลย ว่าแล้วจึงเอื้อมมือไปหยิบเก้าอี้เข้ามานั่งข้างเธอ

            เวลานอนเธอเหมือนเด็กจริงๆ ลมหายใจที่ผ่อนเข้าออกเป็นจังหวะ ขนตางอนยาวดูสงบเรียบร้อย ทำให้ใครก็ไม่กล้าเข้าไปรบกวน

            ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน ซูเจี่ยนอันดูเหมือนจะหลับสนิทไม่รู้เรื่องรู้ราวแล้วเรียบร้อย ลู่เป๋าเหยียนจึงดึงมือออกมาได้สำเร็จในที่สุด

            เขาช่วยจัดผ้าห่มให้เธอก่อนจะเดินกลับไปที่ห้องดูหนัง เมื่อเปิดประตูก็ได้ยินเสียงโห่ร้องของลั่วเสี่ยวซีและพวกเสิ่นเยว่ชวนดังขึ้น เขาจึงรีบปิดประตูในทันที

            “เจี่ยนอันหลับไปหรือยัง” ซูอี้เฉิงถาม

            “หลับแล้ว” เขามองจานอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะ รากบัวกับถั่วคั่วใกล้จะหมดแล้ว

            “ถั่วแระกับพวกขนมฉันห้ามพวกเขาเอาไว้ ไม่งั้นเกลี้ยงไปแล้ว” ลั่วเสี่ยวซีดื่มเบียร์พลางบ่นพวกผู้ชายตรงหน้า

            “โดยเฉพาะเสิ่นเยว่ชวน นายไม่ได้กินข้าวมาทั้งวันหรือไง”

            “ฉันก็แค่ไม่ได้กินรากบัวที่อร่อยขนาดนี้มาทั้งวัน!” เสิ่นเยว่ชวนเถียงอย่างไม่ยอมแพ้

            ลั่วเสี่ยวซีเชอะใส่เขาหนึ่งที ก่อนจะหันมามองลู่เป๋าเหยียน

            “ไปหาเจี่ยนอันมาไม่ใช่เหรอ ทำไม...เร็วจัง?”

    คล้ายกับเรื่องเจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่ ที่คุณอ่าน

    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    นิยาย รัก
    671K 788
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    นิยาย รัก
    310K 841
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    775K 1120
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730