เมื่อลองเปรียบเทียบเรื่องราววุ่นวายของเฉินเหลียนเอ๋อร์การถักด้ายก็ดูเป็นเรื่องที่สำคัญมากกว่า
สุดท้ายแล้วเยี่ยนเจาเจาก็ได้รู้ว่าปีนี้ท่านป้าอยากให้นางถักด้ายหยกผิงอันให้กับตนด้วยมือของนาง
สำหรับข่าวชั้นลึกสุดของราชสำนัก เยี่ยนเจาเจาก็ยังคงไร้ความสามารถในการติดต่อด้านหนึ่งนางรู้สึกอึดอัดใจเป็นอย่างยิ่งที่ทำได้เพียงถักด้ายหยกผิงอันให้ท่านแม่และท่านป้าส่วนอีกด้านหนึ่งนางรู้สึกว่าตนเองยังมีหลายสิ่งที่ต้องปรับปรุง
ต้องรอ ต้องรอสามปีเยี่ยนเจาเจาจะต้องโตมาเป็นผู้ที่สร้างประโยชน์ให้กับแคว้นตาซี ท่านป้าและท่านแม่ของตนให้ได้
แววตาของเยี่ยนเจาเจาสงบนิ่ง นางหยิบด้ายสีเหลืองสดออกมาจากตะกร้าจากนั้นก็เริ่มการถักอีกครั้ง
ปีใหม่ปีนี้ฉลองอย่างเงียบสงบไม่มีฝนไม่มีหิมะ และในวันส่งท้ายปีเก่ายังมีแสงอาทิตย์เจิดจ้าอีกด้วย
ดูมิได้เร่งรีบเหมือนจวนสกุลหยวนเมื่อปีกลายการเตรียมพร้อมของเจินเจินและอ้ายอ้ายถือว่าทำได้เป็นอย่างดี
พวกนางเริ่มมีรูปร่างที่ดูสะโอดสะองทั้งสองคนเริ่มโตขึ้น มองจากไกลๆ ก็เป็นคู่พี่น้องที่มีความงามไม่เป็นสองรองใคร
นอกจากนี้ทั้งสองคนยังตรากตรำกับการเรียนอย่างหนักดั่งสุภาษิตที่ว่าในท้องมีหนังสือและบทกวี บุคลิกย่อมสง่าด้วยตัวเอง กิริยาของเจินเจินและอ้ายอ้ายล้วนต่างกันอย่างสิ้นเชิงถึงแม้จะเป็นเด็กกำพร้าไร้บิดามารดา ทว่าก็ยังมีตระกูลขุนนางของเมืองซูโจวมาสู่ขอ
เพียงแต่เจินเจินและอ้ายอ้ายเห็นมามากเกินไปจวนสกุลหยวนแห่งนี้บรรยากาศเคยเต็มไปด้วยเหตุร้ายเมื่อรวมกับการศึกษาตำราหลายเล่มที่มีแต่บุรุษเท่านั้นที่อ่าน เจินเจินและอ้ายอ้ายจึงคิดว่าโลกใบนี้มันกว้างใหญ่ยิ่งนักแล้วจะนำชีวิตไปแขวนเอาไว้ใกล้กายบุรุษตั้งแต่อายุยังน้อยเช่นนี้ไปเพื่อสิ่งใดดังนั้นพวกนางจึงกล่าวปฏิเสธออกไป
พวกนางมีความคิดเป็นของตนเองนายท่านผู้เฒ่าหยวนมู่ก็คร้านจะใส่ใจ
หลานสาวของเขามิได้มีไว้เพื่อไปเป็นนายหญิงของตระกูลพวกสารเลวเหล่านั้น!
ต่างจากกัวกานเอ๋อร์ที่คิดเตรียมการออกจาก “ขุนนางที่ซื่อสัตย์” นายท่านผู้เฒ่าหยวนมู่คิดไม่ถึงเลยว่าเจินเจินและอ้ายอ้ายจะติดหนึบกับเยี่ยนเจาเจาและสตรีสองคนในตระกูลของตนมีความเฉลียวฉลาดน้อยกว่ากัวซีฉือ อีกทั้งยังเทียบไม่ได้กับเยี่ยนเจาเจาที่มีประสบการณ์เกินวัยยังจำเป็นต้องฝึกฝนหล่อหลอมอีกมากโข
งานฉลองปีใหม่ปีนี้เป็นไปอย่างไม่รีบร้อนสวรรค์เป็นใจ ท้องฟ้าทั้งสี่ทิศเจิดจ้า ทำให้ผู้คนรู้สึกสบายใจไปด้วย
เยี่ยนเจาเจาให้วันหยุดแก่ตนเองเพียงวันเดียวตั้งแต่เข้าสู่ขั้นที่สองนางก็ยุ่งอยู่กับการเตรียมตัวทบทวนการเรียนเหล่านั้นอีกทั้งในเวลาว่างก็ยังต้องจัดเตรียมสิ่งของให้กับท่านแม่และท่านป้าด้วยเรียกได้ว่ายุ่งเสียจนเท้าแทบมิได้แตะพื้น
นางรีบเร่งรู้สึกเหมือนเวลาผ่านไปเร็วมาก อีกไม่นานก็จะถึงเทศกาลโคมไฟแล้วด้ายที่นางถักก็โดนเอาไปแล้วของขวัญที่ท่านแม่และท่านป้าส่งมาก็มาพร้อมกับของกำนัลที่มอบให้ตระกูลหยวนด้วย
ปีนี้ท่านแม่มอบธนูให้ ส่วนท่านป้ามอบหมากรุกใหม่เอี่ยมให้นางหนึ่งชุด
ธนูมีขนาดใหญ่พอๆ กับเยี่ยนเจาเจามันดูเก่าและทรุดโทรมมิรู้เช่นกันว่ามันเป็นอาวุธชิ้นเก่าที่ท่านแม่ของนางองค์หญิงฉงหยางใช้ในสนามรบหรือไม่มองเพียงแวบแรกก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่ส่งมามันเต็มไปความคาดหวังที่องค์หญิงมีต่อเยี่ยนเจาเจา
แต่พูดไปก็น่าเสียดายแม้ว่าเยี่ยนเจาเจาจะใช้เวลาหนึ่งปีเต็ม เพื่อศึกษาและฝึกฝนศาสตร์ทั้งหกของวิญญูชนจนสำเร็จทักษะการขี่ม้าก็ยังทำได้อย่างมีพรสวรรค์แต่สำหรับเยี่ยนเจาเจาแล้วธนูคันนี้มันมีขนาดที่ใหญ่เกินไป นางทำได้เพียงฝืนยกมันขึ้นสายธนูก็ดึงได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ยามนั้นนายท่านผู้เฒ่าหยวนมู่ยืนมองอยู่ข้างๆในแววตาของเขาเต็มไปด้วยความประหลาดใจว่ากันว่าธนูอีฉือคันนี้เป็นธนูหินที่มีขนาดใหญ่ มันเป็นธนูของวีรชนแห่งแคว้นต้าซี
อีฉือ ก็คือแรงดึงหนึ่งร้อยชั่ง
ทหารม้าใช้ธนูชีโต้วมือธนูใช้ธนูอีฉือซึ่งถือเป็นธนูที่แข็งแกร่ง ธนูนี้สำหรับองค์หญิงฉงหยางที่รบมากว่าร้อยศึกก็ถือเป็นเพียงธนูเล็กๆเท่านั้น
องค์หญิงฉงหยางวัยยี่สิบปีสง่างามและแฝงไปด้วยความดุดันราวกับพยัคฆ์ที่ลงมาจากภูเขา ด้วยเรือนร่างบอบบางของสตรีแต่กลับสามารถใช้ธนูได้ทั้งด้านซ้ายและด้านขวา ราวกับท่วงท่าแห่งดวงจันทร์ ยิงแม่นราวจับวางมิเคยคิดลังเล
ธนูคันนี้เต็มไปด้วยรอยแผล ยังคงทิ้งร่องรอยของคราบเลือดที่จืดจางเหลือเป็นคราบเก่าๆเห็นได้ชัดว่ามันเป็นธนูที่ผ่านศึกมาแล้ว
หาญมั่นเจตจำนงกินเนื้อเสือกระหายเดือดพวกซยงหนูสรวลใจ
เยี่ยนเจาเจาโดนคำอุปมานี้ทำให้ตกใจจนพูดไม่ออกไปครู่หนึ่ง
จะว่าไปนางก็ไม่เคยเห็นองค์หญิงฉงหยางในสนามรบยิ่งไม่รู้ว่านางสามารถนำทัพต่อสู้เป็นแนวหน้าของเหล่าทหารได้อย่างไรอีกทั้งยังไม่เข้าใจถึงหลักแนวคิดนี้
ยามนี้ได้เห็นธนูคันนี้ได้ยินคำพูดของนายท่านผู้เฒ่าหยวนมู่ ก็ราวกับได้เห็นท่านแม่ของตนเข่นฆ่าเหล่าศัตรูในสนามรบจริงๆ
พื้นฐานของเยี่ยนเจาเจาไม่ดีเท่าไรนักบัดนี้เพิ่งจะมาฝึกฝนเรื่องการขี่ม้ายิงธนูเกรงว่าชั่วชีวิตนี้การยกธนูอีฉือขึ้นมาอาจเป็นเรื่องยาก และก็มิอาจออกไปสู้รบเช่นมารดาได้
ท่านแม่ส่งธนูมาให้มิได้ต้องการให้เยี่ยนเจาเจาฝึกทักษะนี้อย่างจริงจัง ทว่าเป็นการเตือนให้นางเข้าใจว่าการที่แคว้นต้าซีมีความเจริญรุ่งเรืองเช่นนี้เป็นเพราะเหล่าทหารที่เสียสละชีวิตและเลือดเนื้อของตนนับไม่ถ้วนอีกทั้งยังเตือนนางอีกว่าอยู่ที่สถานศึกษาตระกูลหยวนจะเอาแต่ผ่อนคลายเสพสุขอย่างเดียวมิได้
นี่คือนิสัยที่แท้จริงของท่านแม่
ท่านแม่มีบุคลิกเย็นชากว่าท่านป้าของนางมากนางผ่านความเป็นความตายมาแล้วหลายครา ยิ่งประกอบกับเมื่อสามปีก่อนที่เยี่ยนเจาเจาแสดงปณิธานที่อยู่ในใจออกมาการฝึกฝนของเยี่ยนเจาเจาจึงมิได้ต่างไปจากการฝึกของเหล่าผู้อยู่ใต้บัญชา
แม้ว่าเยี่ยนเจาเจามิอาจหลีกเลี่ยงความเหนื่อยล้าที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวได้แต่นางก็ยังคงก้าวไปข้างหน้าเสมอ ในใจรู้ดีว่าท่านแม่นั้นทุ่มเททั้งกายใจหวังว่าจะมีคนรับธนูคันนี้ไป
แต่หมากรุกที่ท่านป้าส่งมาให้นางกลับมีความหมายที่ลึกซึ้งยิ่งกว่า
ชุดหมากกระดานนี้ทำมาจากหินดาวตกที่มีความหนาแน่นสูงหมากแต่ละตัวมีน้ำหนักมาก ไม่ว่าจะเป็นเบี้ยหรือเรือก็ตามแค่คิดจะขยับมันเพียงน้อยนิดก็ทำให้รู้สึกวาบวับไปทั้งข้อมือ
มีเพียงองครักษ์ของทั้งสองฝั่งเท่านั้นที่ทำมาจากแก้วใสไม่รู้สึกหนักมืออีกทั้งยังประณีต
แต่แก้วใสนั้นเปราะบางแตกง่าย หากไม่ระวังไปชนกับสิ่งใดเข้ามันก็จะกลายเป็นเพียงของที่ไร้ค่ากองหนึ่ง
หมากตัวอื่นๆมีตัวที่สามารถใช้ทดแทนได้ชุดหนึ่ง ถึงแม้มันอาจจะไม่คล้ายกันสักเท่าไรแต่อย่างน้อยก็มีสิ่งทดแทน ต่างจากองครักษ์ของทั้งสองฝ่ายที่มีเพียงตัวเดียว
ตัวเดียว...
ตัวเดียว
เยี่ยนเจาเจาคิดว่าตนเข้าใจความหมายของท่านป้าแล้ว
การใช้คนก็เหมือนกับหมากเหล่านี้จัดวางรูปขบวนทหาร ชีวิตที่อยู่ในมือนั้นมีน้ำหนักประดุจพันชั่ง มิอาจคิดว่าชีวิตของทหารเหล่านี้เป็นเพียงสิ่งเล็กน้อยเหมือนต้นไม้ใบหญ้าดังนั้นทุกย่างก้าวในการวางแผน จำเป็นต้องผ่านความคิดที่รอบคอบ นี่ถือเป็นสิ่งสำคัญยิ่งนัก
ในวังวนอุบายขนาดใหญ่นี้ผู้ที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุดก็คือตัวเองแต่ในเวลาเดียวกันก็ต้องรู้ว่าชีวิตของตนนั้นมิอาจหาสิ่งใดมาทดแทนหากเหล่าทหารหายไปก็จะมีคนใหม่มาแทนที่ แต่ว่าหากตนหายไปก็จะเป็นเรื่องยากยิ่งนักที่จะเปลี่ยนทิศกลับมาดังนั้นไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ต้องรักษาชีวิตของตนเอาไว้ให้ดี
แม้ว่าจะดูโหดเหี้ยมไร้ความรู้สึกไปสักหน่อยแต่มันก็เป็นคำสั่งของฮ่องเต้อย่างแท้จริง
เยี่ยนเจาเจานั่งเงียบๆอยู่ด้านหน้าหมากรุกกระดานนี้กว่าครึ่งบ่ายระหว่างคิ้วของนางก็มิรู้ว่ากำลังคิดสิ่งใด กระทั่งสีของท้องฟ้าหม่นลงห้องของนางก็ยังไม่จุดตะเกียง
นางไม่เอ่ยปากหงซิ่วก็มิอาจจุดตะเกียงโดยพลการ
แสงนวลของดวงอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้าได้ส่องผ่านบานไม้แกะสลักกระทบลงบนเรือนร่างของเยี่ยนเจาเจาแสงสว่างและความมืดรวมเข้าด้วยกัน ทำให้มิอาจเห็นเรียวคิ้วของนาง เห็นเพียงเงาของใบหน้าเท่านั้น
คางของนางโค้งมนลงเล็กน้อย แผ่นหลังตั้งตรงราวกับเป็นหุ่นปั้นนิรันดร์มีเพียงมือคู่นี้ที่สัมผัสกับตัวหมากรุกและลูบไปมาอย่างเบามือแม้ว่ามือของนางยังคงปวดบวม แต่เยี่ยนเจาเจาก็มิได้วางมือลง
ในห้องเงียบสนิท ไม่มีเสียงใด
ชั่วขณะหนึ่ง เยี่ยนเจาเจาเรียกให้หงซิ่วเข้ามาจุดตะเกียง
งานฉลองวันปีใหม่ใกล้จะผ่านไปแล้วปีนี้หนานหมิงเหอเดินทางกลับมาเร็ว วันที่สิบสามก็กลับมาแล้ว ทั้งยังนำของขวัญกลับมาให้เยี่ยนเจาเจาเช่นเคยเป็นชุดเกราะเนื้ออ่อนสีเงินมีพื้นผิวที่ไม่สามารถมองเห็นทั้งยังสามารถสวมทับบนตัวได้
ของขวัญที่เยี่ยนเจาเจามอบให้หนานหมิงเหอคือด้ายถักหยกผิงอันในตอนที่ถักด้ายมอบให้ท่านแม่ ท่านพ่อและท่านป้า ภายในใจก็คิดถึงพี่ชายรองไปด้วยนางจึงใช้ด้ายสีเขียวใบสนหนึ่งเส้นมาถักเป็นจี้หยกผิงอันที่ใช้ติดระหว่างเอว
จี้หยกผิงอันของท่านป้า ท่านแม่และท่านพ่อล้วนใช้ด้ายถักกับหยกเขียวแต่ชิ้นที่เยี่ยนเจาเจาทำให้หนานหมิงเหอนั้นเป็นหยกขาวหยางจือ
สุภาพบุรุษผู้ถ่อมตัวควรใช้หยกสีขาว
หนานหมิงเหอรับมาติดเอาไว้ตรงเอว
ปีใหม่ผ่านไปอย่างรวดเร็วเป็นช่วงเวลาที่แอบว่างได้เพียงชั่วครู่ ก็ถึงเวลาที่ต้องเดินทางไปยังสถานศึกษาตระกูลหยวนแล้ว
บัณฑิตจากตระกูลที่อยู่ห่างไกลดูเหมือนว่าจะยังไม่มาสถานศึกษาตระกูลหยวนจึงดูโล่งเตียน ขาดความเป็นที่นิยมหลายอย่างไป
ดูเหมือนว่าวันนี้ตอนเดินออกจากประตูนางคงมิได้มองดูฤกษ์ยามจู่ๆ เยี่ยนเจาเจาและเฉินเหลียนเอ๋อร์ก็พบกันในสวน ราวกับโลกกลมเสียเหลือเกิน
ครั้งนี้เฉินเหลียนเอ๋อร์มิได้กล่าวสิ่งใดนางเหลือบมองเยี่ยนเจาเจา เม้มริมฝีปากไม่เอ่ยก่นด่าสาปแช่งเช่นเคย ทำเพียงพยักหน้าไปยังทิศทางของเยี่ยนเจาเจาก่อนจะหันตัวเดินออกไป
เยี่ยนเจาเจาคิดว่าการสอบถามสารทุกข์สุกดิบเช่นนี้ไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ยิ่งไปกว่านั้นเฉินเหลียนเอ๋อร์ได้เดินเข้ามาในกระดานหมากของนางวันนี้สิ่งที่แสดงออกมาก็ดูว่าจะยังไม่มีผลลัพธ์
เฉินเหลียนเอ๋อร์ยังไม่ได้ขนข้าวของของตนที่อยู่ในห้องไป๋ฝูฉวีออกมายังคงเดินไปยังทิศทางนั้น เพียงแต่ก้าวเดินหนักแน่นกว่าเมื่อก่อนมากนักยังดีที่ตอนนั้นได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ทว่ายามนี้มันได้กลายเป็นพันธนาการแห่งความทรงจำที่ยากจะหลีกเลี่ยงได้ของเฉินเหลียนเอ๋อร์
เยี่ยนเจาเจายักไหล่ หันหลังกลับและเดินไปยังทิศทางตรงกันข้าม
เฉินเหลียนเอ๋อร์เชิญอาจารย์มาสอนเพิ่มเติมให้กับตนในช่วงวันหยุดตั้งใจศึกษาเป็นอย่างดี การสอบของสถานศึกษานางก็ผ่านเกณฑ์ตั้งแต่ช่วงเปิดเรียน เพราะเหตุนั้นจึงมิจำเป็นต้องโดนให้ออกจากการศึกษาแล้ว
เยี่ยนเจาเจาได้เจอไป๋ฝูฉวีครั้งหนึ่ง
ใบหน้าของไป๋ฝูฉวีเกิดรอยแผลอย่างสาหัสตลอดหนึ่งเดือนเต็มนางเห็นบนแก้มของไป๋ฝูฉวีปิดทับด้วยผ้าหนาๆ เอาไว้ ยืนห่างกันสามก้าวก็ได้กลิ่นยาที่โชยออกมาจากตัวของนาง
สภาพเช่นนี้ของนางดูน่าสงสารจริงๆแต่น่าเสียดายที่เหล่านักเรียนหญิงที่อาคารทางเหนือไม่มีสักคนที่เป็นมิตรกับนาง เฉินเหลียนเอ๋อร์ก็ไม่ได้สนใจนางอีกต่อไปไป๋ฝูฉวีในยามนี้จึงเริ่มเดียวดายแล้วจริงๆ
นักเรียนชายที่มักมายืนรอนางที่หน้าประตูอาคารเหนือก็ไม่เห็นแล้วไม่รู้ว่าเป็นเพราะความงามหายไปหรือใบหน้าของสาวงามทำให้ตกใจกลัวกัน จึงทำให้ยามนี้ไม่เห็นเงาของเขาเสียแล้ว
ทว่าไม่มีสิ่งนี้ก็ยังมีสิ่งนั้น
คนคนนั้นมิใช่ใครอื่นแต่เป็นอานหยางอดีตคู่หมั้นของเฉินเหลียนเอ๋อร์
แน่นอนว่าคนที่อานหยางมาหาไม่ใช่เฉินเหลียนเอ๋อร์เขามาดูไป๋ฝูฉวี
ทว่าก็ไม่ใช่ว่าเขาจะมาหลายครั้งหรืออย่างไรมาเยี่ยมบ้างเป็นครั้งคราว มิได้พานางไปสถานที่อื่น ยืนที่ประตูอาคารทางเหนือทิ้งระยะห่างจากนางประมาณสามก้าวพร้อมกับยาที่ถือมาในมือก่อนกำชับให้ไป๋ฝูฉวีทามันให้ดี ระวังจะทิ้งรอยแผลเป็นเอาไว้บนใบหน้า
แม้จะเป็นเช่นนั้น ทว่าในอาคารทางเหนือก็ค่อยๆมีข่าวลือที่แพร่กระจายออกไป ไม่รู้ว่าต้นตอของมันมาจากที่ใดบอกว่าอานหยางมีใจให้ไป๋ฝูฉวี และอาจมีข่าวดีตามมาในเร็ววันนี้
แน่นอนว่านี่เป็นเรื่องไร้สาระ อานหยางเกิดมาในตระกูลชนชั้นสูงของหยางโจวเป็นไปไม่ได้เลยว่าระหว่างเขาและไป๋ฝูฉวีที่เกิดมาสถานะต่ำต้อยเช่นนั้นจะมีความสัมพันธ์กันในรูปแบบใดหรือต่อให้มีก็ไม่อาจจะวางแผนทำการสู่ขออย่างเป็นทางการได้