เช้าวันนั้นแสงแดดอ่อนลอดผ่านม่านบางสีขาวเข้ามาแตะขอบพื้นไม้ของโถงทางเดินภายในคฤหาสน์กลิ่นไม้หอมอ่อนผสมกลิ่นกาแฟลอยเจือในอากาศเสียงนกจากสวนหลังบ้านดังแผ่วเบาเป็นจังหวะที่ชวนให้รู้สึกผ่อนคลาย หลังจากเซ็กส์รับวันวันไหมของแม่กับลูกผ่านไปทุกอย่างดูนิ่งสงบจนแทบไม่น่าเชื่อว่าเมื่อครู่ได้มีสองแม่ลูกเพิ่งแอบเย็ดสดแตกในกันอย่างเร่าร้อนภายในห้องนอน
ผมปิดประตูห้องนอนหนีแม่ออกมาก่อนจะเดินเร็ว ๆ ไปตามโถงทางเดินลงบันได เสียงฝีเท้าดังก้องแผ่ว ๆ ไปทั่วความคิดยังวนเวียนอยู่กับภาพแม่ขย่มควยให้ในอ้อมกอดรอยจูบยังคงติดอยู่ในใจจนทำให้หัวใจเต้นแรงไม่หยุดแม้จะพยายามข่มใจให้กลับมาสู่สภาวะปกติแต่กลิ่นหอมของแม่ที่ยังติดอยู่บนเสื้อก็ทำให้ผมไม่อาจสลัดภาพที่เรานั่งเย็ดกันได้เลย
เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องอาหารเตรียมจะยกมือผลักประตูเข้าไป ทว่าก่อนที่ฝ่ามือจะสัมผัสบานประตูนั้นมันกลับเปิดออกมาเองอย่างไม่ทันตั้งตัว และเป็นแต๊งที่เดินสวนออกมา
ทั้งสองหยุดนิ่งในชั่วอึดใจดวงตาของผมสบกับดวงตากลมโตของเด็กสาวตรงหน้าในระยะใกล้จนได้กลิ่นหอมจางจากครีมที่ใช้แต๊งอยู่ในเสื้อยืดรัดรูปสีขาวและกางเกงวอร์มเอวยางยืด ผมยาวสีน้ำดำตาลตัดกับผิวขาวเนียนจัดรับกับแสงเช้าอย่างพอดีรอยผมหน้าม้าตรงเรียบแตะขอบคิ้วเผยให้เห็นใบหน้าที่ดูอ่อนเยาว์แต่กลับมีเสน่ห์เกินวัย
อื้อหือออ...
สายตาของผมไล่ลงจากใบหน้าหวานใสไปจนถึงช่วงอกที่คับแน่นอยู่ภายใต้ผ้าฝ้ายเนื้อนิ่มอันตึงไปตามแรงหายใจเข้าออกรูปร่างที่เหมือนถูกปั้นแต่งให้สมบูรณ์เกินอายุ สิ่งเหล่านั้นทำให้ผมนึกย้อนถึงภาพคืนในห้องอาหารห้องเดียวกันนี้ที่แม่ของแต๊งโดนรุมเย็ดในห้องอาหาร
แต๊งขมวดคิ้วทำหน้าเหวี่ยง ๆ ดูอารมณ์ขุ่นมัว
“มายืนจ้องหน้าขวางทางอยู่ได้ไอ้หน้าจืด หลีกไป”
“...”
เสียงของแต๊งต่ำทุ้มชัดเจนส่วนผมยังนิ่งทำหน้าเอ๋อ เหมือนสติยังไม่กลับมาเต็มที่ราวกับถูกตรึงไว้ด้วยภาพตรงหน้า เสี้ยววินาทีที่แต๊งพูดนั้นริมฝีปากบางของแต๊งขยับเล็กน้อยจนผมเห็นฟันขาวสะอาดตัดกับริมฝีปากชมพูจาง ๆ เผลอคิดไปว่าหากริมฝีปากนั่นกำลังอมควยของเขาไว้เหมือนที่น้าแต้วอมควยให้กล้วยจะมีรูปลักษณ์เป็นอย่างไรบ้างนะ และนั่นยิ่งทำให้ความรู้สึกบางอย่างในใจยิ่งพลุ่งพล่าน
“เกะกะจริง ๆ”
แต๊งปรายตามองผมอย่างรำคาญก่อนจะเดินชนไหล่ผ่านไปโดยไม่เหลียวกลับสะโพกกลมแน่นใต้กางเกงวอร์มแกว่งไปมาเล็กน้อยตามจังหวะก้าวเดิน ภาพนั้นทำให้ผมกลืนน้ำลายลงคอโดยไม่รู้ตัวความรู้สึกบางอย่างแล่นวูบขึ้นมาพร้อมกับยังยืนยันความคิดเดิมว่า ผู้หญิงบ้านนี้ สวยจนหน้ากลัวกันทั้งบ้านจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นคนแม่หรือลูก หรือแม้แต่แม่ของผมเอง ทุกคนล้วนมีเสน่ห์อันน่ากลัวในแบบของตัวเอง
ผมยืนมองบั้นท้ายของแต๊งส่ายไหวไปมาอยู่อย่างนั้นอีกครู่ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามเรียกสติกลับมาผลักประตูบานใหญ่ของห้องอาหารออกกลิ่นอาหารเช้าที่เพิ่งผ่านไปไม่นานลอยอบอวลอยู่ในอากาศปะปนกับกลิ่นน้ำยาทำความสะอาดอ่อน ๆ บรรยากาศภายในดูสงบเกินคาดจานชามบนโต๊ะตัวยาวเรียงรายเป็นระเบียบหลายจานมีเศษข้าวและกับข้าวเหลืออยู่เพียงเล็กน้อย เหมือนทุกคนเพิ่งลุกออกไปได้ไม่นาน
แสงแดดยามสายส่องลอดผ่านหน้าต่างกระจกบานสูงเข้ามาทำให้ฝุ่นบาง ๆ ลอยระยิบระยับอยู่ในอากาศผนังไม้สีน้ำตาลเข้มสะท้อนเงาแสงอบอุ่นจนบรรยากาศดูผ่อนคลาย
ที่ปลายโต๊ะป้าอิ่มกำลังเก็บจานอยู่ด้วยท่าทีคล่องแคล่วเด็กรับใช้สองคนช่วยกันยกถาดอาหารและแก้วน้ำไปล้างด้านในเสียงกระทบของช้อนจานดังแผ่วเบาสลับกับเสียงพูดคุยจาง ๆ ของพวกคนใช้
พอหันมาเห็นผมป้าอิ่มก็ยิ้มกว้างส่งแววตาอบอุ่น
“อ้าว น้องเนมาพอดีเลยมานั่งก่อนสิลูก เมื่อกี้ป้ากำลังจะสั่งให้เด็กยกของขึ้นไปให้พอดี”
ผมยกมือไหว้ป้าอิ่มอย่างนอบน้อมก่อนจะเดินไปนั่งตรงเก้าอี้ฝั่งหนึ่ง
“พอดีเมื่อคืนทบทวนหนังสือดึกไปหน่อยน่ะครับเลยตื่นสาย”
ผมสมอ้างไปแบบนั้นใครจะกล้าบอกป้าอิ่มล่ะ ว่าที่ล่วงเลยเวลาอาหารเช้ามาป่านนี้เพราะผมกับแม่เสียเวลาเย็ดสดกันอย่างดุเด็ดเผ็ดมันส์ขนาดไหน
ป้าอิ่มพยักหน้าเรียกเด็กรับใช้ให้ไปยกอาหารเช้าที่เหลือขึ้นมาใหม่อีกชุด
ขณะรอ ผมกวาดสายตามองรอบห้องอีกครั้งจานชามที่เก็บเรียบร้อยและเก้าอี้ที่ว่างเปล่าทำให้บรรยากาศดูวังเวงขึ้นอย่างประหลาด
“ทำไมวันนี้ห้องอาหารดูเงียบจังเลยครับป้าอิ่ม”
ผมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงติดสงสัย
ป้าอิ่มชะงักมือเล็กน้อยก่อนจะหันมายิ้ม
“ก็เพราะคุณเนกับคุณหนูน่ะสิคะลงมากันช้านี่นา คนอื่นเขาออกไปทำธุระกันหมดแล้วคุณแต้วเองก็เพิ่งออกไปเมื่อกี้นี่เอง เห็นว่าจะไปส่งคุณผู้ชายขึ้นเครื่องเพราะมีประชุมที่สภาวันนี้ส่วนเด็ก ๆ ยกเว้นคุณแต๊งก็กลับไปพร้อมกับพ่อเขากันหมด”
คำตอบนั้นทำให้ผมรู้สึกโล่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัดราวกับก้อนหินหนักในอกหล่นหายไปในพริบตา ผมก้มลงมองถ้วยชาที่เพิ่งถูกวางตรงหน้ากลิ่นหอมของชาอุ่น ๆ คลี่คลายความรู้สึกตึงเครียดในใจ
ผมเอนตัวพิงพนักเก้าอี้เบาๆ พลางมองไปทางหน้าต่างที่แสงแดดยามสายส่องลอดผ่านเข้ามาความรู้สึกโล่งอกอย่างประหลาดแล่นผ่านขึ้นในอกทันทีที่ได้ยินจากป้าอิ่มว่าไอ้เมฆได้กลับไปพร้อมสามีของน้าแต้วแล้วเพียงแค่คิดว่ามันจะไม่มาเพ่นพ่านในบ้านนี้อีกผมก็รู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวปลอดโปร่งขึ้นมาทันที ไม่ต้องทนเห็นหน้ามันทำท่าทางเสแสร้งเป็นคนดีหรือพยายามหาโอกาสพูดคุยกับแม่ของผมอย่างที่มันทำตลอดหลายวันที่ผ่านมา
ตลอดเวลาที่มันอยู่ในบ้านนี้ผมเห็นมันพยายามทำตัวเป็นคนรู้จักสนิทชิดเชื้อเดินส่งยิ้มให้แม่ทุกครั้งที่มีโอกาส บางครั้งก็ถือของเล็ก ๆ น้อย ๆ มาฝากทำทีเป็นพูดคุยเรื่องทั่ว ๆ ไปด้วยท่าทางสุภาพเกินจำเป็น แต่ทุกครั้งแม่กลับมองมันด้วยสายตานิ่งเฉยแบบที่ใครเห็นก็ต้องรู้ว่าไม่คิดจะเปิดใจพูดด้วยแม้แต่นิดเดียว
อย่างที่ทราบกันดีว่านายสายตาคนนอกแม่ของผมเป็นผู้หญิงเย็นชาในแบบที่น่ากลัว เย็นจนคนที่ไม่รู้จักจะไม่มีวันเข้าถึงได้ง่ายๆ หากไม่ได้สนิทกันจริง ๆ หรือมีเรื่องจำเป็นที่เกี่ยวกับงานหรือครอบครัวแม่แทบจะไม่เปิดปากพูดเกินกว่าคำจำเป็นเลยด้วยซ้ำ น้ำเสียงของแม่มักเรียบเฉยเสมอทุกถ้อยคำที่พูดออกมามีน้ำหนักมากกว่าคนทั่วไปโดยไม่ต้องพยายาม ไม่ใช่เพราะแม่ตั้งใจจะวางอำนาจแต่เพราะบุคลิกโดยธรรมชาติของแม่มันเป็นแบบนั้น สุขุม เยือกเย็น และดูสวยจนน่ากลัวแบบไม่ต้องพยายามแม้แต่น้อย
ผมเคยเห็นหลายคนพยายามจะเข้าใกล้แม่ทั้งลูกน้องในร้านดอกไม้ ทั้งคนรู้จักของพ่อหรือแม้แต่คนข้างบ้านที่แค่ต้องการจะทักทายด้วยมารยาททั่วไปแต่สิ่งที่พวกเขาได้รับกลับมาคือรอยยิ้มบาง ๆ ที่ไม่ได้อบอุ่นหรือเย็นชาหากแต่มันเป็นรอยยิ้มที่ทำให้คนมองรู้ทันทีว่าอย่าได้คิดก้าวล้ำเส้นเข้ามามากไปกว่านี้
ทุกอิริยาบถล้วนเต็มไปด้วยความสง่างามที่มีระยะห่างชัดเจนจนใครเห็นก็รู้สึกเกรงใจโดยอัตโนมัติความเยือกเย็นนั้นเองที่ทำให้แม่ดูเหมือนผู้หญิงที่ไม่มีใครเอื้อมถึงแต่ผมรู้ดีว่าใต้เปลือกความนิ่งสงบนั้น แม่มีหัวใจที่อ่อนโยนที่สุดในโลก
เพราะมีเพียงผมกับพ่อเท่านั้นที่แม่จะเผยด้านนั้นออกมาให้เห็นอย่างแท้จริง เวลาที่อยู่กับเรา แม่จะยิ้มง่ายขึ้นพูดมากขึ้น และดวงตาคู่นั้นจะอบอุ่นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะตอนอยู่กับผมในเวลาที่เราสมสู่มีเพศสัมพันธ์ต้องห้ามกันแม่จะมีแววตาอีกแบบหนึ่ง แววตาที่ไม่ใช่ของผู้หญิงเย็นชาในสายตาคนอื่นแต่เป็นแววตาของผู้หญิงคนหนึ่งที่รักลูกชายอย่างผมสุดหัวใจ
ป้าอิ่มยังคงพูดพลางเก็บของต่อ
“เอ้อ คุณหนูแต๊งวันนี้ก็ลงมาช้าเหมือนกันเพิ่งออกไปเมื่อกี้นี้เอง ไม่เจอกันเหรอลูก”
ผมเลิกคิ้วเล็กน้อยนึกถึงตอนที่ตัวเองถูกด่า
“อ๋อผมเพิ่งเจอเมื่อกี้เองครับ ไม่รู้ไปหงุดหงิดอะไรมา”
ผมพยายามเก็บสีหน้าไม่ให้ป้าอิ่มสังเกตเห็นความคิดหื่นๆ ที่วาบขึ้นมาในหัวเมื่อพูดถึงแต๊ง
“เห็นหนูแต๊งเขาคุยโทรศัพท์กับใครไม่รู้ทะเลาะกันเสียงดังเชียวยิ่งตัวเขาเหมือนแม่เขามาก มีอะไรก็แสดงออกมาทางสีหน้าท่าทางหมดน้องเนไม่ต้องไปใส่ใจหรอก”
ป้าอิ่มหัวเราะอย่างอารมณ์ดีพลางจัดจานข้าวตักให้เหมือนคนคุ้นเคยที่ดูแลเด็กในบ้านมานานหลายปี
เสียงของป้าอิ่มทำลายความเงียบในห้องอาหารที่อบอวลไปด้วยกลิ่นชาอุ่นๆ และแสงแดดยามสายที่ทอดผ่านบานกระจกสูง
"อ้าว คุณตุ๊กมาพอดี เดี๋ยวป้าไปบอกให้เด็กยกอาหารมาให้นะคะ"
ร่างสูงเพรียวในชุดเดรสยาวที่สวมทับด้วยแจ็คเก็ตหนังสีดําสุดเท่เดินเข้ามาด้วยท่วงท่าสง่างามเย็นเยียบชนิดที่แม้แต่แสงแดดก็ยังเกรงใจ
แม่ยกมือไหว้อย่างสุภาพใบหน้านิ่งเฉยฉายแววอ่อนโยนเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะตอบป้าอิ่มด้วยน้ำเสียงราบเรียบติดจะเกรงใจ
"ไม่เป็นไรค่ะป้า เดี๋ยวตุ๊กจัดการเอง"
ผมกลืนน้ำลายลงคอเบาๆ เมื่อสายตาเราสองคนประสานกันชั่วขณะ ดวงตาคู่นั้นที่ผมเคยเห็นตอนหลั่งน้ำเงี่ยนและตอนที่แววตาเปียกชื้นสั่นระริกตอนถูกควยลูกชายอย่างผมเย็ดหีรัว ๆบัดนี้เพียงแค่รอยยิ้มมุมปากบาง ๆ กับแววตาที่มองมามันก็แทบจะสั่นสะเทือนเส้นประสาทส่วนล่างของผมทั้งหมด
แม่เดินผ่านผมไปอย่างเงียบๆ แค่เพียงกลิ่นหอมอ่อน ๆ จากผิวกายและน้ำหอมแนววู้ดดี้ที่แม่ใช้ก็ทำให้ผมต้องหลับตาลงวูบหนึ่ง สูดกลิ่นนั้นเข้าปอดราวกับคนติดยา
กลิ่นของแม่กลิ่นของร่างกายที่ผมเพิ่งเสยควยใส่หีอย่างเมามันจนแม่ครางสะท้านทั้งตัวเมื่อไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก่อนหน้านี้
และยังไม่ทันที่ผมจะได้ละสายตาจากแผ่นหลังของแม่ที่กำลังยืนรินกาแฟอยู่ตรงมุมเครื่องชงริมหน้าต่างป้าอิ่มก็ถามขึ้นด้วยเสียงประหลาดใจเล็ก ๆ
"แล้วนั่นคุณตุ๊กเอาเสื้อน้องเนลงมาด้วยทำไมคะ?"
ผมหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างช่วยไม่ได้เมื่อเห็นเสื้อยืดสีขาวของผู้ชายพาดอยู่บนบ่าแม่มันเป็นตัวใหม่ที่แม่พยายามบังคับให้ผมเปลี่ยนก่อนออกจากห้อง
“แม่เขาบังคับให้เนเปลี่ยนเสื้อ เพราะแม่ไม่อยากให้เนใส่ตัวนี้น่ะครับป้า”
ผมหันไปยิ้มให้ป้าอิ่มพลางเอื้อมมือดึงช่วงอกเสื้อที่สวมอยู่ขึ้นมา สูดกลิ่นฟีโรโมนที่ยังคงค้างอยู่เข้าลึกๆ เฮือกใหญ่ กลั้นไว้สักวินาที ก่อนจะผ่อนออกช้า ๆ อย่างสุขสม
แถมเพราะกางเกงในที่ผมใส่อยู่ตอนนี้เหมือนไม่ใช่ของผมเลยแม้แต่น้อย
มันคือกางเกงในของผมที่แม่ใส่มาทั้งคืนชิ้นนั้นเองขณะที่ตอนเช้าแม่เพิ่งเย็ดผมคากางเกงในตัวนี้อย่างลุ่มหลงบนเตียงนอน
เนื้อผ้านุ่มแนบแน่นไปตามเป้ากลับเปียกชื้นด้วยน้ำเหนียวใส ๆ จากการหลั่งในของผมรอบล่าสุดในหีแม่เมื่อเช้า ก่อนที่แม่จะรีบลุกไปเข้าห้องน้ำอย่างเขินอายโดยถอดกางเกงในตัวนี้ทิ้งไว้
น้ำเสียวที่เปื้อนอยู่ตรงกลางเนื้อผ้ายังคงทิ้งร่องรอยความเหนียวไว้จนบัดนี้
มันแนบกับกลางลำควยของผมอย่างแนบชิดชิดเสียจนผมรู้สึกได้ถึงความลื่น ความอุ่น และกลิ่นกายจาง ๆของแม่ที่อบอวลอยู่ในนั้นราวกับหมักหมมไว้
ทุกครั้งที่ผมขยับนั่งแก่นกายที่ตื่นตัวอยู่นิด ๆ จะถูไถกับผิวผ้าที่ซึมด้วยน้ำหีของแม่จนเสียววาบขึ้นกระดูกสันหลังราวกับแม่ยังคงกำลังใช้น้ำหีชโลมปลายควยผมอยู่อย่างไรอย่างนั้น
ผมกลั้นยิ้มดึงสติกลับมาก่อนจะตอบคำถามป้าอิ่มต่อ
"ทำไมล่ะคะ? หรือวันนี้น้องเนต้องออกไปข้างนอกกับคุณตุ๊กด้วยงั้นเหรอ"
ป้าอิ่มถามด้วยท่าทีสงสัย
"เปล่าครับ ไม่ได้มีอะไรเป็นทางการ แต่ว่า..."
แต่ผมหันไปเหลือบมองแม่ที่ตอนนี้กำลังเดินถือถ้วยกาแฟกลับมานั่งลงที่โต๊ะตรงข้ามกับผม ดวงตาคมของแม่เพียงมองปราดเดียวก็รู้ว่าแม่อยากจะจับผมทุ่มลงพื้นแค่ไหนเพื่อให้ผมหุบปาก
"เอ่อ... ไม่มีอะไรครับ"
ป้าอิ่มมองค้อนก่อนจะหันไปสนทนากับแม่ผมเกี่ยวกับเรื่องที่คุณยายฝากให้เดินเรื่องในเช้าวันนี้บรรยากาศกลับเข้าสู่ความสงบอีกครั้งเสียงคนรับใช้ในครัวด้านหลังยังคงดังแผ่วเบาอยู่ไกล ๆ ขณะที่ภายในห้องอาหารเหลือเพียงเราสามคน ผม แม่ และป้าอิ่ม ที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ ผมนั่งมองอิริยาบถของแม่เวลาคุยกับป้าอิ่มแม่ค่อย ๆ ยกถ้วยกาแฟขึ้นจิบช้า ๆ ริมฝีปากแดงระเรื่อแนบขอบถ้วยอย่างงดงาม
ในสายตาคนอื่นแม่ของผมคือผู้หญิงสง่างาม สุขุม เยือกเย็น มีระยะห่างจนเกือบแตะต้องไม่ได้
แต่ในสายตาของผมแม่คือผู้หญิงที่ผมเคยจับเย็ดกับผนังห้องน้ำ กระแทกลำควยเข้าไปในร่องหีของแม่ด้วยแรงทั้งหมดที่มีขณะที่มืออีกข้างฟอนเฟ้นหน้าอกใหญ่ที่สั่นไหวระรัวอยู่ในเสื้อคลุมอาบน้ำที่หลุดลุ่ยจนเห็นยอดอกสีสวย
ผมคือชายคนเดียวที่แม่ยอมปล่อยให้น้ำควยของผมแตกคาปากแล้วกลืนมันลงคอโดยไม่เหลือซักหยด
เพราะแม่คือเมียและเมียคือแม่ ผมจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาแย่งความรักของแม่ไปจากผมอย่างเด็ดขาด
แม่เคยเล่าให้ฟังว่านับแต่จำความได้คุณตาก็ทำงานการเมืองมาตลอดเคยก้าวหน้าในอาชีพจนได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระดับแกนนำพรรคที่เคยรับตำแหน่งในคณะรัฐมาตรีมาแล้วแต่ในฐานะลูกสาวคนหนึ่งที่ถูกกดดันว่าต้องประพฤติตัวโดยคำนึงถึงภาพพจน์และฐานเสียงของคุณตาเสมอทั้งยังเคยถูกบังคับให้ช่วยหาเสียงตั้งแต่สมัยยังเป็นนักเรียนทำให้แม่เอียนและเบื่อหน่ายชีวิตครอบครัวแบบนักการเมืองเต็มที หลังตัดขาดกันแม่จึงพยายามอยู่ให้ห่างจากมันมากที่สุดเท่าที่พอจะทำได้ ขนาดพ่อผมเคยโดนชักชวนให้มีส่วนร่วมในงานการเมืองยังถูกแม่มองตาขวาง
งานการเมืองเป็นงานที่ต้องทุ่มเทและใช้เวลาในชีวิตไปค่อนข้างมากแม่บอกว่าเคยเห็นคุณตาออกไปหาเสียง ลงพื้นที่ ออกไปพบเจอประชาชนได้รับเสียงสนับสนุนมากมาย โดนโจมตีหลากหลายรูปแบบและผจญสารพัดปัญหาสับสนวุ่นวายทางการเมืองจนแทบไม่เคยมีเวลาให้ครอบครัวโดยเฉพาะเมื่อตอนที่คุณยายต้องคอยดูลูก ๆ ซึ่งยังเล็กยามเมื่อคุณยายน้อยใจและหาเรื่องชวนทะเลาะ คุณตาจะคอยย้ำเตือนให้คุณยายฟังเสมอว่าความฝันสูงสุดของคุณตาคือความก้าวหน้าในงานการเมืองดังนั้นคุณยายต้องคอยสนับสนุนและผลักดัน ไม่ใช่เอาแต่บั่นทอนและเป็นตัวถ่วงกว่าจะเปลี่ยนทัศนคติและปรับตัวให้เป็นภรรยาที่ดีของนักการเมืองได้แม่บอกว่าผู้หญิงธรรมดา ๆ อย่างคุณยายต้องใช้ความพยายามและอดทนอยู่หลายปีซึ่งแม่เคยบอกผมว่าไม่อยากจะมีชีวิตครอบครัวเช่นนั้น ไม่เด็ดขาด
“อะไรกันเหงื่อซกเชียว เหนื่อยแล้วรึไง?”
ผู้เป็นตาเอ่ยทักด้วยท่าทีขำๆ ขณะมองผมใช้กรรไกรตัดแต่งกิ่งไม้ในสวนด้วยท่าทีเก้ ๆ กัง ๆ
แดดยามสายคล้อยลอดผ่านใบไม้เป็นแสงระยิบระยับสวนไม้ประดับหลังคฤหาสน์ของคุณตาเงียบสงบและเต็มไปด้วยชีวิตกลิ่นหอมของดินชื้นหลังรดน้ำใหม่ ๆผสมกับกลิ่นใบไม้เขียวสดชื่นลอยอบอวลอยู่ในอากาศ ลมอ่อน ๆพัดให้กลีบดอกเฟื่องฟ้าไหวเบา ๆ เหมือนระบำช้า ๆ ของธรรมชาติ ผมมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกอบอุ่นแปลกประหลาดความเงียบงันของสวนทำให้ผมเห็นภาพของคนแก่คนหนึ่งที่เคยเป็นนักการเมืองใหญ่ในอดีตแต่วันนี้กลับใช้เวลาทั้งวันอยู่กับต้นไม้ ดอกไม้และความสงบที่ไม่ต้องอธิบายให้ใครฟัง
คุณยายเคยเล่าให้ฟังบ่อยๆ ว่า หลังจากคุณตาวางมือจากวงการเมือง ชีวิตของชายผู้นั้นก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงจากวันที่เคยต้องสวมสูทออกงานทุกเช้ากลายเป็นวันที่ใช้รองเท้าแตะคู่เก่าและเสื้อเชิ้ตผ้าฝ้ายสีซีด ๆเดินสำรวจสวนทุกเช้าเหมือนนักวิจัยที่กำลังค้นหาความสุขในรายละเอียดเล็กน้อยของธรรมชาติคุณยายบ่นบ่อย ๆ ว่าตาชอบคุยกับต้นไม้มากกว่าคนเสียอีก และผมก็เชื่อเช่นนั้นเพราะแค่ได้มองดูจากมุมนี้ก็เห็นว่าคุณตาพูดกับต้นมะลิในกระถางอย่างอ่อนโยนราวกับสนทนากับเพื่อนเก่า
สวนหลังคฤหาสน์เต็มไปด้วยความละเอียดอ่อนและความรักในทุกมุมทุกแปลงถูกจัดด้วยมือของคุณตาเอง ไม่ว่าจะเป็นไม้ใบอย่างฟิโลเดนดรอน มอนสเตอร่าและพลูด่างที่คุณตาเลี้ยงในกระถางเคลือบเรียงเป็นแถวตรงทางเดินหรือมุมไม้ดอกที่มีชบา กล้วยไม้ และกุหลาบพันปีผลัดกันผลิบานตลอดปีเสียงรดน้ำจากบัวรดกลายเป็นดนตรีประจำบ่ายเสียงน้ำกระทบใบไม้แผ่วเบาเหมือนเสียงระฆังในวัดยามลมพัด
ผมเคยถามคุณยายว่าตาไม่เบื่อบ้างหรือที่ต้องทำอะไรซ้ำ ๆ ทุกวัน ยายเพียงยิ้มแล้วตอบว่า ‘ตาแก่นั่นไม่ได้ทำเพื่อต้นไม้หรอก แต่ทำเพื่อใจตัวเองเท่านั้น’ คำพูดนั้นติดอยู่ในหัวของผมเสมอ โดยเฉพาะเมื่อผมเห็นคุณตาก้มหน้าปลูกต้นกล้าใหม่ในแปลงดินอย่างประณีตท่าทางของชายชราในชุดผ้าฝ้ายสีจาง ๆ ดูทั้งสงบและมีศักดิ์ศรีเป็นภาพของคนที่ผ่านการต่อสู้มาทั้งชีวิตแล้วเลือกจะใช้บั้นปลายอย่างเรียบง่ายในอ้อมแขนของธรรมชาติแทนคำปราศรัยและเสียงปรบมือ
ต้นไม้ทุกต้นในสวนเหมือนมีเรื่องราวของมันเองบางต้นได้มาจากเพื่อนเก่าที่ร่วมอุดมการณ์ทางการเมือง บางต้นเป็นของขวัญจากลูกหลานบางต้นคุณตาปลูกเองตั้งแต่ยังหนุ่ม ทุกครั้งที่มีคนถามถึง ตาจะเล่าที่มาของมันด้วยรอยยิ้มบางๆ และแววตาที่อ่อนลงราวกับย้อนกลับไปเป็นชายหนุ่มในวันวาน สำหรับผมภาพนั้นมีความหมายมากกว่าการปลูกต้นไม้มันคือการยอมรับว่าชีวิตของคนเราสุดท้ายแล้วก็ต้องหาความสงบจากสิ่งเรียบง่ายเหมือนต้นไม้ที่ต้องการเพียงน้ำ แสง และเวลาเพื่อเติบโตอย่างเงียบ ๆ
“ถึงเหนื่อยแต่ก็สนุกดีครับ”
ผมตอบพร้อมปาดเหงื่อบนหน้าผากด้วยหลังมือ
“ฮ่าฮ่า เอ็งนี่ไม่เหมือนแม่เลยนะ ตอนเด็กเวลาตาให้ช่วยงานทีไรน่านี่บูดเป็นตูดกันทุกคน”
ผมหัวเราะเบา ๆแทบนึกภาพไม่ออกเลยว่าแม่จะทำหน้าบูดเหมือนตูดอย่างที่ตาว่าจริงหรือเปล่าเพราะในความทรงจำของผม แม่คือคนที่สุขุม เยือกเย็น และควบคุมอารมณ์ได้เก่งเสมอ แม้แต่ตอนที่ผมเย็ดแม่จนน้ำแตกคาร่องหีแม่ก็ยังพยายามเก็บอาการไว้อย่างสงบ ไว้ตัว และนั่นยิ่งทำให้แม่ดูเป็นคนเก็บอารมณ์เก่งเก่งจนผมชอบที่จะเอาชนะ ชอบเวลาได้ทำลายเปลือกอันแข็งแกร่งนั้นด้วยแท่งควยของตัวเองชอบที่ได้กระเด้าหีแม่ย้ำ ๆ ให้แม่แสดงความเสียวเวลาถูกลูกชายตัวเองโก่งตูดซอยหีออกมาทางสีหน้า
ผมเหลือบมองมือของตัวเองที่กำกรรไกรอยู่มันสั่นนิด ๆ ด้วยเหงื่อและแรงบีบ แต่ในใจกำลังคิดไปไกลกว่านั้นมาก
คุณตาคงไม่รู้เลยว่าหลานชายคนนี้ ที่กำลังตัดแต่งกิ่งไม้ให้ในสวน กำลังเย็ดแม่ของตัวเองอย่างบ้าคลั่งอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน
ผมพยายามข่มใจไม่ให้คิดไปไกลแล้วหันกลับไปสนทนากับคุณตาอย่างออกรส ลมหายใจของชายชราเป็นจังหวะช้าและมั่นคงขณะที่รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏอยู่บนใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยย่นแห่งกาลเวลา คุณตามักชอบถามชีวิตประจำวันของแม่เสมอเวลาอยู่กับผมถามถึงชีวิตของลูกสาวคนกลางอย่างออกรส อยากรู้ว่าตลอดเวลาหลายปีที่ไม่ได้ติดต่อกันแม่ผมใช้ชีวิตอย่างไร อยู่กับใครบ้าง และยังชอบอะไรเหมือนเดิมหรือเปล่าผมรู้สึกถึงความฟอร์มจัดทั้งคู่ สมกับเป็นพ่อลูกกันจริง ๆ
แต่ผมก็ไม่ได้พูดให้คุณตาฟังถึงความเหมือนกันในเรื่องนั้นผมเลือกเล่าให้ตาฟังถึงแม่ในแบบที่คนทั่วไปควรได้ยิน ว่าทุกเช้าแม่จะตื่นมาออกกำลังในสวนสาธารณะบ้างกลับมาชงกาแฟหอมกรุ่นให้พ่อบ้าง จัดดอกไม้ในร้านเองทุกเช้าไม่เคยขาดมือบ้างมือเรียวยังคล่องแคล่วเหมือนเดิมยามอยู่ในครัวบ้าง ทุกอย่างแม้เวลาจะผ่านไปแต่ความพิถีพิถันของแม่ยังไม่เคยลดลง
ดวงตาของชายชรามีประกายอบอุ่นยากที่จะซ่อนยามได้ฟังเรื่องต่าง ๆ ของแม่
ผมเล่าไปด้วยน้ำเสียงเรียบง่ายเหมือนกำลังพูดถึงชีวิตประจำวันทั่วไปของแม่คนหนึ่งที่ใช้ชีวิตอย่างสงบเรียบง่ายแต่ในใจกลับมีภาพอีกแบบผุดขึ้นซ้อนทับอยู่เสมอ
ลึกลงไปในใจของผมรู้ดีว่านั่นเป็นเพียงภาพด้านหนึ่งของเราแม่ลูกที่ซ่อนจากสังคมเท่านั้นอีกด้านหนึ่งของชีวิตประจำวันแม่ไม่ได้ทำหน้าที่ดูแลครอบครัวเพียงอย่างเดียวหากแต่คือแม่ที่เอามือแหวกกลีบหีเปิดทางให้ควยลูกชายอย่างผมสอดเข้าไปเกือบทุกเช้าก่อนไปเรียนใช้ร่างกายแลกเปลี่ยนน้ำเงี่ยนกันจนแทบไม่เหลือช่องว่างให้หายใจ สิ่งที่ผมบอกออกไปจึงสวนทางกับภาพความคิดที่ฉายซ้ำขึ้นมา
เพราะในหัวผมไม่ได้เห็นภาพแม่กำลังจัดแจกันดอกลิลลี่อยู่ในร้านทว่าเห็นแม่ในชุดนอนบางเบาสีขาว กำลังโน้มตัวจัดดอกลิลลี่ในแจกันบนโต๊ะหัวเตียง พร้อมกับที่มือข้างหนึ่งชักว่าวให้ลูกชายที่เพิ่งตื่นนอนด้วยแรงปรารถนา
ในชีวิตประจำวันปัจจุบันของพวกเราแม่ลูกไม่ได้ใช้ชีวิตเหมือนครอบครัวทั่วไปเหมือนที่เล่าให้คุณตาฟัง
ทุกเช้าแทบจะเริ่มต้นด้วยเสียงหายใจที่สั่นพร่าระหว่างกันเสียงครางเงี่ยนหีเงี่ยนควยเบา ๆ แทรกอยู่ใต้ผ้าห่มก่อนที่แสงแดดแรกของวันจะลอดผ่านเข้ามาในห้องนอนที่ยังอบอุ่นด้วยไอราคะของคืนก่อน
มีหลายเช้า ที่ผมตื่นขึ้นมาเห็นแม่กำลังยืนเปลือยกายแปลงฟันอยู่หน้ากระจกในห้องน้ำผมยาวสีดำเปียกน้ำแนบแผ่นหลังยาว ร่างสูงเพรียวที่ผมรู้ทุกสัดส่วนโค้งงออยู่ตรงหน้าแม่มักจะเหลือบตามามองผ่านกระจก เหมือนรู้ว่าผมกำลังจ้องมองอยู่อย่างหิวกระหายแล้วปล่อยให้ผมเดินเข้าไปโอบจากด้านหลัง จับสะโพกกลมแน่นแนบกับหน้าขาแล้วใช้มือแหวกแคมสอดควยยัดเข้าไปในหีแม่หน้ากระจกนั้น ก่อนที่เสียงจากอ่างน้ำจะกลายเป็นจังหวะประกอบกับแรงกระแทกที่แม่โดนลูกชายตัวดีเด้าอยู่หน้ากระจกที่อัดแน่นด้วยไอร้อนแห่งราคะ
ผมปล่อยให้คุณตายิ้มฟังเรื่องราวของลูกสาวที่คิดถึงมานานแต่สิ่งที่ตาไม่มีวันรู้ คือทุกค่ำคืนที่แม่กลับมาถึงบ้านแล้วพ่อไม่อยู่หลังประตูห้องนอนนั้น เสียงครางกระเส่าของแม่จะสะท้อนไปทั่วห้อง นอนหงายเบ็ดหีรอผมอยู่บนเตียงผ้าขนหนูพันกายหลวม ๆ ริมฝีปากเอ่ยเรียกชื่อผมด้วยเสียงแผ่วขณะที่มือเบ็ดหีตัวเองไม่หยุดตามคำขอของลูกชายตัวดีอย่างผมที่อยากเห็นแม่เล่นหีตัวเอง
หรือในบางวันหลังจากกินข้าวเย็นกับพ่อเสร็จ ผมจะอาสาช่วยแม่ล้างจานในครัว เราทั้งคู่จะยืนเคียงกันใกล้ๆ น้ำจากก๊อกไหลเบา ๆ ขณะมือของผมแอบเลื่อนลงไปแตะใต้ผ้ากระโบรงแม่แม่จะหันมามองด้วยแววตาเตือน แต่ริมฝีปากกลับสั่นระริกเล็กน้อยเมื่อมือของลูกชายเริ่มแทรกเข้าใต้ชายกระโปรงแล้วขยี้แคมหีเล่นไม่หยุดความร้อนแผ่ว ๆ จากโพร่งหีแม่ซึมผ่านเข้ามาจนผมไม่เคยหยุดมือได้ล้วงหีแม่จนน้ำแตกคามือผม ตัวแม่นี่ยืนสั่นระริกจนพ่อต้องถามว่าเป็นอะไร
หรือบางคืนในห้องนั่งเล่นเวลาพ่อเมาหลับไปแล้วบนโซฟา เสียงทีวีที่เปิดค้างไว้ดังแผ่ว ๆ ผมจะนั่งข้างแม่บนพรมมือผมวางอยู่บนหน้าขาแม่อย่างตั้งใจ ก่อนที่สายตาเราจะสบกันแม่จะขยับตัวเข้ามาใกล้ ริมฝีปากของเราสองแม่ลูกแตะกันเบา ๆ ก่อนจะลามเป็นสอดลิ้นลึกควงลิ้นตวัดพันตู ต่อหน้าพ่อที่นอนอยู่ใกล้ ๆ มือผมสอดเข้าไปใต้กางเกงในของแม่ลูบไปตามง่ามก้นกลม จากนั้นก็ล้วงหีแม่ให้แฉะ และในที่สุดร่างของแม่ก็ขยับมานั่งคร่อมบนตักผมจากนั้นเราสองแม่ลูกก็นั่งเด้ากันท่ามกลางแสงไฟสลัวที่สะท้อนบนแก้วไวน์บนโต๊ะพยายามกลั้นเสียงครางไม่ให้พ่อตื่นมาเห็น
มีบางวันที่ผมแอบพาแม่เข้าไปในร้านดอกไม้หลังปิดร้านกลิ่นดอกไม้ผสมกลิ่นแอลกอฮอล์จากสเปรย์ทำความสะอาดอบอวลทั่วห้อง ผมจะเปิดไฟสว่างทั้งร้านแล้วผลักแม่พิงหน้าเคาน์เตอร์ต้อนรับ มือทั้งสองประคองเอวบางแน่นก่อนจะจูบลงไปที่ต้นคอ กลิ่นดอกลิลลี่ปนกลิ่นเหงื่อจาง ๆ ทำให้ผมแทบคลั่งซอยหีแม่ไม่หยุดแม่ครางในลำคอ มือขยุ้มเส้นผมของผมแน่น ขณะที่ผมเลื่อนมือแหวกกระดุมเสื้อของแม่ให้เต้านมทะลักออกมาปล่อยให้เสียงกระแทกหีดัง ๆ ลั่นสะท้อนกระจกในร้านท่ามกลางความเงียบของร้านที่เคยมีคนเดินเพ่นพ่านไปมาและแม่จะต้องเสียเวลาลบภาพจากกล้องวงจรปิดทุกครั้งเวลาที่ผมดื้อจะเย็ดแม่กลางร้านให้ได้
ทั้งหมดนั้นคือชีวิตอีกด้านหนึ่งของผมกับแม่ที่ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็น และไม่มีวันถูกเล่าให้คุณตาฟัง ผมได้แต่ยิ้มบาง ๆแล้วเล่าอย่างเรียบง่ายว่าชีวิตของแม่ตอนนี้สงบดี มีความสุข และยังคงแข็งแกร่งงดงามเหมือนเดิมแต่ในใจของผม ความจริงมันเร่าร้อนและลึกซึ้งเกินกว่าจะเอ่ยออกมาได้แม้เพียงคำเดียว
ในตอนที่หลังจากผมเล่าเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตของแม่ให้ฟังจนจบ ผมมองแววตาของคุณตาอีกครั้งมันไม่เหมือนกับที่แม่เคยเล่าไม่ใช่แววตาของนักการเมืองที่พูดด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว ไม่เหมือนภาพในอดีตที่แม่เคยเล่าในความทรงจำของแม่
ผมเห็นเพียงผู้ชายแก่คนหนึ่งที่เพิ่งสูญเสียลูกชายคนโตไป
ลูกชายคนนั้นผู้เป็นความหวังเดียวที่เหลืออยู่ในสายเลือดที่จะสืบทอดเส้นทางการเมืองของครอบครัวผู้เป็นเสาหลักในการพูดแทน ปราศรัยแทนประกาศอุดมการณ์แทนคุณตาในวันที่เขาเริ่มโรยแรง
และเมื่อเขาตายไปความฝันเหล่านั้นก็ดูเหมือนจะตายตามไปด้วย
แต่คุณตาก็ยังคงยืนอยู่อย่างมั่นคงแม้ดวงตาจะหม่นลงกว่าแต่ก่อนเล็กน้อย แต่แววแข็งกร้าวที่เคยมีในข่าวสมัยก่อนนั้นมลายหายไปจนหมด
แม่เคยพูดว่ากว่าคุณตาจะยอมวางมือจากการเมืองได้ ต้องแลกกับการสูญเสียหลายอย่างเกินไปและแม่ก็เป็นหนึ่งในความสูญเสียนั้นสำหรับคุณตาที่ผมมองออกแม้แม่จะไม่ยอมรับความคิดนั้นก็ตาม
แต่ผมเชื่อว่าวันนี้คุณตาไม่ได้เป็นคนเดิมอีกต่อไปแล้ว
เขาไม่ใช่แกนนำพรรคไม่ใช่ผู้แทน ไม่ใช่บุรุษในการเมือง เขาคือคุณตา ผู้สูงวัยที่ยืนอยู่ใต้เงาไม้ในสวนกำลังยิ้มให้หลานชายที่เงอะงะกับกรรไกรตัดกิ่งไม้
ผมรู้ว่ายังมีความเศร้าและความเจ็บปวด ที่ยังคิดถึงลูกชายผู้ซึ่งจากไป แต่คุณตายังพยายามแสดงออกอย่างเข้มแข็งเพื่อเป็นหลักยึดให้กับทุกคนในฐานะหัวหน้าครอบครัว
คุณตาวางกรรไกรแต่งกิ่งลงอย่างระมัดระวังก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ รอยยิ้มบางผุดขึ้นบนใบหน้าที่เต็มไปด้วยร่องรอยของเวลาเสียงพูดของคุณตาแผ่วช้าแต่ชัดถ้อยชัดคำเหมือนเสียงที่ไม่ต้องการคำตอบจากใครมากนักเพียงต้องการปล่อยความคิดให้ลอยออกไปกับลมเย็นยามเย็นนั้นเอง
“แม่เอ็งน่ะ...หัวรั้นเหมือนใครก็ไม่รู้”
คุณตาว่าพลางหัวเราะในลำคอเสียงหัวเราะนั้นไม่ใช่ความขุ่นเคืองแต่เป็นเสียงที่แฝงด้วยความเอ็นดูและเหนื่อยอ่อนในคราวเดียว
“ตาก็พยายามพูดดีๆ หลายครั้งแล้ว บอกให้มาช่วยจัดการมรดกหรือทรัพย์สินไว้หน่อยเผื่ออนาคตมันจะลำบาก แต่ก็ไม่ยอม จะให้เขียนชื่อไว้ก็ไม่เอา บอกว่าไม่จำเป็นยังไงก็ยังอยู่ได้ไม่ต้องพึ่งสมบัติของฉัน”
ผมได้แต่นั่งฟังอยู่เงียบๆ เสียงคุณตาแทรกเข้ามาในห้วงความคิดของผมอย่างอ่อนโยนแต่ลึกซึ้งแสงแดดสะท้อนจากผมสีเงินของคุณตาเป็นประกายจาง ๆ ลมพัดชายเสื้อของท่านปลิวเบา ๆขณะที่ใบหน้าก้มมองต้นบอนไซในมือราวกับกำลังคุยกับเพื่อนเก่าที่รู้ใจ
คุณตาพึมพำต่ออย่างไม่จริงจังนัก
“ตาก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอกนะแต่บางทีมันก็อดคิดไม่ได้ ว่าคนเราพอมีชีวิตมาถึงจุดหนึ่ง ก็ควรปล่อยวางเสียบ้างแต่แม่เอ็งกลับยิ่งยึด ยิ่งถือ ยิ่งเก็บไว้ในใจทุกอย่าง ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงหัวแข็งนัก”
ผมยิ้มบาง ๆกับคำพูดนั้น ใจหนึ่งอยากจะตอบไปนักว่าก็เหมือนคุณตานั่นแหละ หัวรั้นไม่ต่างกันเลยแต่ก็เลือกจะเก็บไว้ในใจ ทั้งสองคนต่างมีบางสิ่งเหมือนกันมากจนเกินไปเพียงแต่ไม่มีใครยอมรับออกมาตรง ๆ เท่านั้นเอง หรือที่เรียกว่าฟอร์มจัดนั่นแหละ
“ตารู้นะ ว่าแม่เอ็งเขาก็เหนื่อยนี่ต้องวิ่งวุ่นทำนู่นทำนี่ให้ทั้งที่ตัวเองไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียแต่ก็ไม่เคยปริปากบ่น... บางทีคนเราก็ต้องรู้จักพึ่งพากันบ้างไม่ใช่ทำทุกอย่างคนเดียว จะเก่งยังไงก็เถอะ สุดท้ายคนเราก็ต้องการใครสักคนอยู่ดี”
ประโยคนั้นของคุณตาทำให้ผมเผลอยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัวเสียงหัวเราะในลำคอของชายชราที่แผ่วเบาแต่แฝงด้วยความอบอุ่นนั้นคล้ายพัดให้ความคิดของผมไหลย้อนกลับไปยังภาพที่คุ้นเคยภาพของแม่ในทุกค่ำคืนที่เราสองคนต่างเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับเป็นทั้งที่พึ่งพาและที่ปลดปล่อยอารมณ์ทางเพศซึ่งกันและกัน บนเตียงนอนที่เปื้อนคราบน้ำเงี่ยนของแม่ลูกคู่หนึ่งแม่กลับยินยอมฝากทุกอย่างไว้กับผมเพียงคนเดียว ในยามที่เราสองคนเปลือยกายเอาควยเย็ดปากหีกันใต้ผ้าห่มแม่ไม่ใช่ผู้หญิงที่เก่งกล้า เข้มแข็ง หรือเยือกเย็นเหมือนภาพลักษณ์ที่ใคร ๆมองเห็นอีกต่อไป
ผมคิดถึงใบหน้าเงี่ยนเสียวของแม่ยามแสงไฟในห้องนอนทอดกระทบแก้มขาวนวลแม่มักนอนตะแคงอยู่ข้าง ๆ สายตาเย็นสงบคู่นั้นมองผมอย่างอ่อนโยน ทุกครั้งที่ผมวางมือบนต้นขาเรียวยาวและขยับตัวเข้าใกล้แม่ราวกับรู้ดีว่าผมต้องการอะไร มือเรียวของแม่จะเลื่อนมาสัมผัสแขนผมเบา ๆ ความอบอุ่นจากปลายนิ้วนั้นเพียงพอจะทำให้ผมรู้ว่าแม่เองก็ต้องการที่พึ่งพิงเช่นเดียวกัน
ในโลกภายนอกแม่อาจเป็นหญิงเข้มแข็งที่ไม่เคยอ่อนแอต่อหน้าใคร แต่ในโลกเล็ก ๆ บนเตียงนั้นผมคือที่พักเดียวที่แม่เลือกจะวางหัวใจไว้ ผมจำได้ดีว่าทุกครั้งที่อวัยวะเพศของผมเสียบเข้าไปในอวัยวะเพศของแม่ทุกแรงเด้า ทุกจังหวะที่ปลายควยผมชนปากมดลูก ผมรู้สึกเหมือนกำลังปลดเปลื้องภาระทั้งหมดที่แม่ได้แบกมาทั้งวัน
แม่ไม่ต้องการคำปลอบใจไม่ต้องการคำพูดใด ๆ สิ่งที่แม่ต้องการคือการได้รู้ว่ามีใครสักคนที่มองเห็นความอ่อนแอในตัวแม่และผมคือคนนั้น ผมซึมซับทุกลมหายใจของแม่ ทุกเสียงครางเสียว ที่ดังขึ้นพร้อมจังหวะที่เราผลัดกันเย็ดสอดประสานในห้วงขณะนั้น ผมไม่ได้คิดถึงความถูกผิด ไม่ได้คิดถึงโลกภายนอก มีเพียงแม่และผมที่อยู่ในโลกแคบๆ บนเตียงนั้น ที่ซึ่งเราไม่ต้องเข้มแข็ง ไม่ต้องเก็บกลั้นอารมณ์ทางเพศ ผมเป็นที่พักของแม่และแม่ก็เป็นที่พักของผม ทุกแรงกระเด้าที่ผมส่งผ่านควยไปสู่หีแม่ล้วนเป็นการบอกกันว่า เราต่างพึ่งพากันและกันในแบบที่แม่ลูกทั่วไปไม่มีวันเข้าใจได้เลย
แสงสุดท้ายของวันทาบสีแดงเรื่อบนผ้าม่านโปร่งของห้องนอนภายนอกหน้าต่างคือท้องฟ้าที่กำลังเปลี่ยนจากส้มทองเป็นเลือดหมู เส้นขอบฟ้าของเชียงรายในยามเย็นงดงามและเงียบสงบภายในห้องกลับมีเพียงแสงจากหน้าจอแล็ปท็อปที่สะท้อนบนใบหน้าของผมซึ่งกำลังนั่งเรียนคลาสออนไลน์อยู่บนเตียงเสียงอาจารย์จากลำโพงแผ่วเบา บางประโยคขาดหายเพราะวันนี้สัญญาณอินเทอร์เน็ตไม่ค่อยเสถียรแต่เขาก็พยักหน้าไปตามเนื้อหาโดยไม่ได้ตั้งใจฟังจริงจังนัก มือหนึ่งวางอยู่บนเมาส์อีกข้างยันคาง พยายามไม่ให้เปลือกตาปิดลงจากความง่วงที่เริ่มเข้ามาเยือน
ห้องทั้งห้องมีกลิ่นสบู่อ่อนๆ จากผ้าขนหนูที่เพิ่งใช้ตอนอาบน้ำ แอร์เย็นสบายจนเสียงพัดเบา ๆของเครื่องฟังชัดเจน บนโต๊ะหัวเตียงมีแก้วกาแฟเย็นที่น้ำแข็งละลายไปเกือบหมดเหลือเพียงหยดน้ำเกาะรอบแก้วซึ่งสะท้อนแสงแดงจากนอกหน้าต่างเป็นประกายเล็ก ๆ
ทันใดนั้นเสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์มือถือดังขึ้นหนึ่งครั้งผมละสายตาจากหน้าจอแล็ปท็อป หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอคือ ไอ้ต้นที่ผมไม่ได้คุยด้วยมาหลายวันนอกจากส่งคลิปใหม่ๆ ไปให้มันดูซึ่งมันบอกไว้ตั้งแต่วันก่อนแล้วว่าจะขึ้นมาเที่ยวเชียงรายพร้อมกับครอบครัว
ผมขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะกดเปิดข้อความภาพแรกที่เห็นคือรูปถ่ายไม่ใช่ข้อความแชตตามปกติ
รูปนั้นถูกถ่ายในห้องอาหารหรูที่ดูเหมือนอยู่ในโรงแรมระดับห้าดาวโต๊ะไม้สีน้ำตาลเข้ม แสงไฟอุ่นจากโคมระย้าส่องกระทบผิวแก้วไวน์จนเป็นประกาย บรรยากาศรอบๆ ดูเป็นส่วนตัวมาก คอกนั่งบุหนังสีดำกั้นระหว่างโต๊ะกับพื้นที่เดินทำให้คนภายนอกไม่เห็นได้ชัดว่าข้างในมีใครบ้าง มุมกล้องของภาพค่อนข้างเฉียงเหมือนคนถ่ายแอบยกมือถือขึ้นถ่ายอย่างระวัง
ผมเลื่อนภาพขยายด้วยสองนิ้วที่มุมโต๊ะฝั่งขวา ผมเห็นแม่ของตัวเองนั่งอยู่ แต่งกายด้วยเดรสผ้าซาตินสีเทาเข้มความยาวคลุมถึงเข่า ขับกับผิวขาวอมชมพูจนดูโดดเด่นยิ่งกว่าใครในโต๊ะนั้น เส้นผมถูกรวบไว้หลวมๆ ด้านหลัง ทับด้วยแจ็กเก็ตหนังสีดำทรงเข้ารูปที่ช่วยขับให้รูปร่างสูงโปร่งดูทั้งสง่าและเท่ในเวลาเดียวกัน
ข้าง ๆแม่คือน้าแต้วที่มีความงามในแบบต่างออกไป เดรสสีดำเรียบแต่โค้งรับกับสัดส่วนได้พอดีทุกจุดผิวแทนเนียนละเอียดสะท้อนแสงไฟอย่างมีชีวิตชีวา ผมของน้าแต้วปล่อยสยายลงมาอย่างตั้งใจให้ดูสบายแต่กลับดูเซ็กซี่อย่างประหลาดทั้งสองนั่งคู่กันราวกับภาพในนิตยสาร ยิ่งเมื่ออยู่ในเฟรมเดียวกันกลับเสริมให้ภาพนั้นงดงามยิ่งขึ้น
ฝั่งตรงข้ามมีชายสองคนและหญิงอีกหนึ่งนั่งอยู่ผมไม่รู้จักพวกเขา แต่จากท่าทางและการแต่งตัว ดูออกทันทีว่าไม่ใช่คนธรรมดา เสื้อสูทสีเข้มเนกไทเรียบหรู หนึ่งในนั้นก้มหน้าเหมือนกำลังพูดคุยอะไรบางอย่างขณะที่อีกคนเอนหลัง ฟังด้วยรอยยิ้มบาง ๆ หญิงคนสุดท้ายแต่งกายด้วยชุดราตรีเรียบมีเครื่องประดับเงินเล็ก ๆ ที่สะท้อนแสงไฟ พวกเขาดูเหมือนนักธุรกิจหรือผู้บริหารระดับสูงคนประเภทเดียวกับที่แม่มักต้องพบเจอในการติดต่อคู่ค้าช่วงนี้
ผมกวาดสายตาดูภาพอีกครั้งแม่กำลังหัวเราะบาง ๆ กับคำพูดของใครบางคน รอยยิ้มบนใบหน้าแม่ไม่ได้เสแสร้งแต่ก็ไม่ใช่รอยยิ้มที่อบอุ่นแบบเวลาที่อยู่กับผม เป็นรอยยิ้มที่สงวนระยะเหมือนกำลังวางตัวอยู่ในสนามเจรจา นัยน์ตาคมของแม่เปล่งประกายภายใต้แสงไฟนั้นจนคนดูแทบลืมหายใจผมรู้ดีว่าแม่ดูดีมากแค่ไหน และยิ่งตอนนี้แม่ดูเหมือนเมาน้อย ๆด้วยแล้วก็ยิ่งงดงามไปใหญ่
ที่ไอ้ต้นมันถ่ายมาแบบนี้ได้คงเป็นเพราะมันพักที่โรงแรมในตัวเมือง และดูเหมือนว่าจะเป็นโรงแรมเดียวกับที่แม่ของผมนัดคู่ค้าทางธุรกิจในช่วงเย็นพอดี
ข้อความใหม่ปรากฏขึ้นบนหน้าจอโทรศัพท์อีกครั้ง
‘เจอเมียมึงโดยบังเอิญว่ะ แต่เห็นเหมือนกำลังกรึ่ม ๆ กันแถมคุยกันออกรสอยู่ด้วย กุไม่กล้าเข้าไปทักเลยว่ะ... แต่เชี่ยเมียมึงแต่งตัวโคตรสวยเลยวันนี้’
ผมอ่านจบก็หัวเราะในลำคอเบาๆ แม้คำพูดของเพื่อนจะติดตลก แต่กลับสะกิดความรู้สึกบางอย่างในอกให้สั่นสะเทือน ไม่รู้ว่าความรู้สึกนั้นคือความหวงความภูมิใจ หรือความตื่นเต้นกันแน่ แต่ในหัวกลับเต็มไปด้วยภาพของแม่ในชุดเดรสหรูและแจ็กเก็ตหนังคุ้นตาภาพที่สวยจนใครเห็นก็คงต้องเหลียว
ผมไม่ได้แปลกใจเลยที่แม่กับน้าแต้วจะต้องแต่งตัวให้ดูดีขนาดนั้นสำหรับผู้หญิงที่ต้องเข้าประชุมหรือเจรจาทางธุรกิจการแต่งตัวไม่ใช่เพียงเรื่องของความสวยงาม แต่คือยุทธวิธีทางจิตวิทยา การเลือกเสื้อผ้าที่พอดีตัวสีที่ขับกับผิว และเนื้อผ้าที่ให้สัมผัสมั่นใจมันช่วยเสริมบุคลิกและเพิ่มแรงดึงดูดในทุกการเคลื่อนไหว ดั่งคำสอนที่ว่า ‘ภาพลักษณ์คืออาวุธ’และคืนนี้แม่ก็ใช้มันได้อย่างสมบูรณ์แบบ เดรสซาตินกับแจ็กเก็ตหนังสีดำไม่ได้แค่บอกว่าแม่มีรสนิยมแต่ยังสื่อว่าผู้หญิงคนนี้ควบคุมสถานการณ์ได้แม้อยู่ท่ามกลางวงสนทนาของนักธุรกิจชาย
‘แถมเหมือนจะเมา ๆ หน่อยด้วยโคตรเซ็กซี่เลย พวกที่มาด้วยนี่ไว้ใจได้ใช่ไหม’
‘เออ เขาต้องคุยงานตามประสาผู้ใหญ่กันน่ะไม่มีไรหรอก’
ปลายนิ้วชะงักไปเล็กน้อยเหนือแป้นพิมพ์ก่อนจะพิมพ์ต่ออย่างไม่คิดมากนัก ผมพูดคุยกับไอ้ต้นต่อเรื่องทั่ว ๆ ไป สัพเพเหระที่ไม่มีสาระนักถามไถ่ถึงที่เที่ยวในเชียงรายว่ามีอะไรน่าสนใจ ไอ้ต้นพิมพ์ตอบมาเรื่อย ๆพร้อมรูปวิว รูปอาหาร และรูปโต๊ะไวน์อีกมุมหนึ่งของห้องอาหารที่มันแอบถ่าย ระหว่างนั้นผมก็อดจะเหลือบมองภาพแม่ที่ยังคงเปิดอยู่บนหน้าจอไม่ได้ ทุกครั้งที่แสงไฟจากหน้าจอส่องต้องกับรูปแม่ริมฝีปากของแม่สวยได้รูปมากจนอยากเอาควยให้แม่อม อดคิดไม่ได้ว่ามีใครในโต๊ะนั้นกำลังจ้องแม่ด้วยสายตาแบบเดียวกับที่ผมทำอยู่ตอนนี้หรือไม่
สุดท้าย ผมก็สะบัดหัวไล่ความคิดที่เอาแต่คิดถึงแม่ทั้งวันพิมพ์ต่ออีกบรรทัด
‘มึงอยู่แถวนั้นก็ช่วย ๆ ดูเมียกูไว้หน่อยละกัน’
หลังจากส่งข้อความคุยกับไอ้ต้นเสร็จผมก็วางโทรศัพท์ลงข้างตัว เสียงแจ้งเตือนเงียบหายไปเหลือเพียงเสียงของอาจารย์ในคลาสออนไลน์ที่ยังพูดต่อเนื่องอยู่ทางลำโพง ผมสูดลมหายใจยาวทว่าทุกครั้งที่หลับตา ผมจะเห็นภาพของแม่ซ้อนขึ้นมา ใบหน้านิ่ง ๆ นั้น เสียงหัวเราะเบาๆ ตอนที่แม่พูดคุยกับใครในโต๊ะอาหาร แสงไฟที่สะท้อนบนผิวแก้มเรียบเนียนเหมือนกระจกภาพนั้นติดตาไม่ยอมจาง เหมือนถูกฝังอยู่ในหัวใจจนถอนออกไม่ได้ ผมพยายามบอกตัวเองให้ตั้งใจฟังเสียงอาจารย์ให้โฟกัสกับหน้าจอที่เต็มไปด้วยสไลด์กราฟตัวเลขและหัวข้อวิเคราะห์ทางการเงิน แต่สมองของผมกลับกำลังร่างภาพเส้นโค้งอื่นแทนเส้นโค้งของร่างกายแม่ที่เคยสัมผัสมาหลายครั้งจนรู้ทุกซอกหลืบ
ผมรู้ดีว่าว่าไม่ควรคิดถึงเรื่องพวกนั้นในเวลานี้แต่ยิ่งห้ามสมองก็เหมือนยิ่งย้ำ ร่างของแม่สำหรับผมไม่ต่างอะไรกับยาเสพติดชนิดร้ายแรงยิ่งได้ลิ้มรส ก็ยิ่งต้องการมากขึ้น ความอ่อนนุ่มของแคมอวบอูม ความอุ่นร้อนที่แผ่มาจากในโพรงหีเวลารัดควยผมแน่นๆ
ผมเคยคิดว่าความรักของลูกที่มีต่อแม่นั้นควรจะบริสุทธิ์ไร้สิ่งเจือปนแต่ความรักที่ผมมีต่อแม่นั้นกลับกลายเป็นความหลงใหลที่เกินขอบเขตไปนานแล้ว
ผมพยายามกลืนน้ำลายลงคอสะบัดความคิดฟุ้งซ่าน สูดหายใจลึกแล้วก้มมองจอจดจ่อกับเนื้อหาตรงหน้าอีกครั้ง พยายามทำตัวให้เหมือนเด็กนักศึกษาทั่วไปที่กำลังตั้งใจเรียนให้สมกับความคาดหวังของแม่
เวลาผ่านไปเกือบสองชั่วโมงหลังจากนั้นเสียงอาจารย์ในคลาสออนไลน์ยังคงพูดต่อเนื่องอยู่ทางลำโพง ระหว่างที่กำลังจดจ่อตั้งใจเรียนนั้นเสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง
ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเป็นข้อความใหม่จากไอ้ต้นโผล่ขึ้นมาบนหน้าจอ พร้อมภาพถ่ายอีกภาพแนบมาด้วย ภาพนั้นถูกถ่ายจากมุมเฉียงของโถงหน้าลิฟต์ในโรงแรมเป็นมุมด้านข้างของแม่ที่กำลังโดนน้าแต้วหิ้วปีกประคองไว้ ทั้งคู่ยืนรออยู่หน้าลิฟต์ไหล่แม่เอนพิงน้าแต้วเล็กน้อยร่างสูงในชุดเดรสหรูดูเซไปข้างหน้าเหมือนคนที่กำลังพยายามทรงตัว แสงไฟสีทองจากเพดานสะท้อนบนเส้นผมของแม่จนเกิดประกายวาวใบหน้าแม่ดูแดงระเรื่อ ดวงตาครึ่งปิดครึ่งเปิดริมฝีปากขยับเหมือนกำลังพูดอะไรบางอย่าง
ข้อความของไอ้ต้นตามมาทันทีใต้ภาพ
‘สภาพเหมือนเมียมึงเมาแฟ่ดมากเลยนะตอนนี้จะไม่เป็นอะไรจริง ๆ ใช่ไหมวะ’
หัวใจผมกระตุกวูบปลายนิ้วเริ่มสั่นโดยไม่รู้ตัว ความร้อนวาบแล่นขึ้นมาจากกลางอกจนถึงข้างแก้ม รีบพิมพ์ตอบกลับแทบจะทันที
‘แล้วมีผู้ชายคนอื่นอยู่ด้วยหรือเปล่า’
ข้อความจากต้นตอบกลับมาแทบจะทันทีเช่นกัน
‘ไม่เห็นนะ มีแค่ผู้หญิงที่หิ้วปีกเมียมึงเพิ่งกดลิฟต์ขึ้นไปชั้นบนแค่สองคน สงสัยคงพาเมียมึงไปนอนพักก่อนมั้งเพราะผู้หญิงอีกคนก็ดูกรึ่ม ๆ เหมือนกัน’
ผมขมวดคิ้วแน่นความกังวลผสมหึงหวงตีขึ้นมาพร้อมกันจนแทบแยกไม่ออก
‘ไอ้ต้นมึงรีบจำเลขชั้นแล้วตามขึ้นไปด้วย’
‘อะไรของมึงวะ มันมีปัญหาอะไรหรือไง’
‘เออ เดี๋ยวกูค่อยเล่าให้ฟัง แล้วแชร์โลให้กูด้วยจะรีบออกไปเดี๋ยวนี้เลย’
ปลายนิ้วผมกดส่งข้อความสุดท้ายนั้นด้วยความเร่งรีบแล้วไม่สนอะไรอีก เสียงอาจารย์ที่ยังพูดอยู่ในลำโพงขาดหายไป เมื่อผมรีบปิดหน้าจอแล็ปท็อปโดยไม่สนว่าคลาสจะยังไม่จบผมเปิดประตูออกจากห้องรีบก้าวออกไปโดยไม่หันกลับมามองอะไรอีกเลย แม้คลาสเรียนจะยังไม่จบดีแต่สำหรับผมในตอนนี้ ไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าการได้ไปหาแม่ในเวลานี้อีกแล้ว