ดวงจันทร์ลอยเด่นอยู่กลางท้องฟ้า
นอกหน้าต่างสว่างวาบเป็สีขาวนวลไปทั่วบริเวณ ทั้งยังได้ยินเสียงคลื่นซัดสาดกระทบกับโขดหินริมทะเลดังครืนๆไม่ต่างอะไรกับทุกๆ วันที่ผ่านมา
แต่เมื่อม่ายซุ่ยตั้งใจฟังดีๆ ก็ต้องใจนเนื้อเต้น
เมื่อหลับตาลงก็เห็นภาพชายคนที่สวมใส่ชุดดำลายขวางสีขาวปรากฏออกมานางก็รู้สึกไม่สบายใจเป็อย่างมาก
นางรีบสวมใส่เสื้อคลุมทับอย่างง่าย ลุกลงจากโต๊ะผิงไฟแล้วออกจากบ้านไปอย่างเงียบเชียบ
เงาต้นไม้หน้าประตูทอดยาวกิ่งใบไม้โยกไหวตามลม
ม่ายซุ่ยยกชายกระโปรงวิ่งลัดเลาะลงไปตามคันนาท่ามกลางลมหนาวที่พัดมาแมลงกลางคืนไม่ทราบชื่อหลบซ่อนตัวส่งเสียงอยู่ใต้ต้นหญ้า ในใจนางก็รู้สึกตื่นกลัว แต่เมื่อนางนึกถึงเซียวจิ่งเถียนก็รีบดึงความกล้าออกมาแล้ววิ่งต่อไปข้างหน้าอย่างไม่หวั่นเกรงนางกลัวว่าเขาจะเจอเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด
ไม่ใช่ว่านางรักใคร่ชอบพอชายผู้นี้มากแต่อย่างใด แต่เป็เพราะนางไม่สามารถลืมตามองคนเป็ๆต้องหายตัวไปอย่างไม่มีวันกลับได้
อีกอย่างไม่มีใครอยากเป็แม่ม่ายั้แ่เพิ่งแต่งงานหรอก
ชายทะเลเป็่เวลาที่น้ำลดลงไปพอดี เผยให้เห็นหาดทรายสีขาวดั่งสำลีที่อ่อนนุ่ม
เรือหาปลาหลายลำจอดเรียงกันนิ่งอยู่ริมฝั่งดูเหมือนปลาที่มาเกยฝั่งไม่ขยับเขยื้อนเมื่อมาเรียงติดกันกลับดูเหมือนอุปสรรคสีดำทะมึนสายหนึ่ง เช่นเดียวกันกับดวงตาในคืนที่มืดมิดช่างดูผิดปกติยิ่งนัก
ทั้งสี่ทิศไม่พบใครแม้แต่คนเดียว
คลื่นทะเลซัดขึ้นและลงไปมาจนไปกระทบกับผ้าก้อนหนึ่งที่กองอยู่ในน้ำตื้นม่ายซุ่ยมองปราดเดียวก็รู้ว่าผ้าก้อนนี้แท้จริงคือชายเสื้อสีดำลายขวางสีขาวในวันนั้นนั่นเองชายเสื้อนี้ขาดออกจากกันอย่างเป็ระเบียบเหมือนโดนอาวุธตัดขาด
“เ้ามาที่นี่ทำไม?” เสียงเคร่งขรึมของเซียวจิ่งเถียนดังมาจากด้านหลัง
“ข้าเห็นว่าท่านไม่ได้กลับห้อง จึงออกมาดู” ม่ายซุ่ยใอย่างมากรีบหันไปมองเซียวจิ่งเถียนพบว่าเสื้อผ้าของเขาเปียกโชกไปทั้งตัว เขายืนอย่างมีท่าทีอึดอัดใจอยู่เบื้องหน้านางลักษณะดูอิดโรยอ่อนล้าผิดปกติม่ายซุ่ยถามอย่างละล่ำละลักว่า “ท่าน...ท่านเป็อันใดหรือ?”
“เ้าเห็นสิ่งใดบ้าง?” เซียวจิ่งเถียนถามเสียงเย็น
“ข้าไม่เห็นสิ่งใดทั้งนั้น” ม่ายซุ่ยตอบ ในมือชูเศษผ้าในมือขึ้นแล้วพูดนิ่งๆว่า “ข้าเพียงแต่พบสิ่งนี้”
เซียวจิ่งเถียนมองม่ายซุ่ยอยู่ครู่หนึ่งโดยไม่พูดอะไรจากนั้นก็หันหลังเดินไปทันที
ม่ายซุ่ยก็รีบโยนเศษผ้านั้นทิ้งพร้อมวิ่งตามหลังเขาไปอย่างรวดเร็ว
ทั้งสองคนเดินตามกันจนกลับมาถึงบ้าน
ประจวบกับเซียวกุ้ยเถียนลุกออกมากลางดึก เมื่อเห็นพวกเขาทั้งสองก็ใมากถามด้วยความสงสัยว่า“ดึกดื่นเช่นนี้พวกเ้าสองคนไปไหนกันมา?”
เซียวจิ่งเถียนคล้ายว่าจะไม่ได้ยิน เดินเข้าห้องไปอย่างรวดเร็ว
แต่ม่ายซุ่ยรู้สึกไม่ค่อยเหมาะสม จึงตอบไปว่า “พวกเรานอนไม่หลับจึงออกไปเดินเล่นมา”
“แล้วเหตุใดเสื้อผ้าของเ้าสามถึงได้เปียกโชกเช่นนั้นเล่า?” เซียวกุ้ยเถียนยังคงถามต่ออย่างไม่ลดละ
ม่ายซุ่ยอยากจะร้องไห้ นางได้แต่โกหกต่อไปว่า “เอ่อ...รองเท้าของข้าหล่นลงไปในแม่น้ำเขาช่วยลงไปเก็บมาให้ข้า”
เซียวกุ้ยเถียนพยักหน้าแล้วเดินกลับเข้าห้องไป ในใจยังคงคิดอยู่ว่าแม่น้ำสายไหนในหมู่บ้านกันที่ทำให้เ้าสามเปียกโชกขนาดนี้ได้?
“เื่ของพวกเขาสองคน ท่านไปถามเสียละเอียดเช่นนั้นทำไมกัน?” เฉียวซื่อโผล่หน้าออกมาจากผ้าห่มพูดด้วยสีหน้าไม่พอใจ “หรือท่านเห็นว่าภรรยาของเ้าสามยังสาวยังสวย เลยจงใจหาโอกาสคุยกับนาง?”
“เ้านอนไปเลย พูดอะไรไร้สาระ” เซียวกุ้ยเถียนดุเสียงเข้ม “ภรรยาของเ้าสามเป็ใครนางเป็น้องสะใภ้ของข้า มีใครเค้าคิดแบบเ้ากันบ้าง?”
เฉียวซื่อส่งเสียงไม่พอใจออกมาแล้วพลิกตัวนอนหันหลังให้เขา
สองสามีภรรยาในห้องทางทิศตะวันออกก็ไม่ได้หลับเช่นเดียวกัน เมื่อได้ยินเสียงม่ายซุ่ยคุยกับเซียวกุ้ยเถียนเฉินซื่อก็อดไม่ได้ที่จะเหน็บแนม“อย่างเ้าสามหรือจะลงไปเก็บรองเท้าให้นาง? ตีให้ตายข้าก็ไม่เชื่อไม่รู้ว่าตกลงทั้งสองคนไปไหนมากันแน่!”
“เื่ของเขา เ้าจะไปกังวลอะไร?” เซียวฝูเถียนพูด“พวกเขาอยากจะทำอะไรมันก็เื่ของเขา เกี่ยวอะไรกับพวกเรา?”
“จะไม่เกี่ยวกับพวกเราได้อย่างไร?” เฉินซื่อลุกขึ้นพร้อมคลุมผ้าห่มให้บุตรสาว“จนกว่าจะแยกบ้าน เื่ทั้งหมดของเ้าสามล้วนเกี่ยวข้องกับพวกเราทั้งสิ้น หากเขาออกไปฆ่าคนหรือวางเพลิงพวกเราไม่ติดร่างแหได้รับความเดือดร้อนไปด้วยหรอกหรือ? หากข้ารู้ว่าท่านมีน้องชายเช่นนี้ข้าจะไม่แต่งงานกับท่านเด็ดขาด!”
เมื่อได้ยินภรรยาพูดเช่นนี้ เซียวฝูเถียนเงียบไปทันที
เขารู้เื่ที่ภายนอกเล่าลือกันเกี่ยวกับน้องชายของเขา แต่ถึงอย่างไรเซียวจิ่งเถียนก็เป็น้องชายแท้ๆของเขา แน่นอนว่าเขาก็ไม่อยากที่จะร่วมกับภรรยาพูดวิจารณ์น้องชายของตนเองเช่นนี้
“ท่านบอกข้ามาว่า ตกลงท่านอยากจะแยกบ้านหรือไม่?” เฉินซื่อยิ่งพูดยิ่งโมโหจึงถีบสามีของนางไปหนึ่งที
“ข้า...ข้าก็อยากแยกบ้านอยู่แล้วสิ” เซียวฝูเถียนพยักหน้าขมวดคิ้วเล็กน้อย“แต่ว่าท่านพ่อไม่เห็นด้วย ข้าก็ไม่รู้จะทำเช่นไรนี่นา”
“หากเื่อะไรก็ฟังแต่บิดา ท่านดอกไม้เหลืองก็เย็นหมดแล้ว”เฉินซื่อพูดอย่างโมโห “ถึงอย่างไรข้าก็ไม่สน ถ้าหากบิดาท่านไม่เห็นด้วยที่จะแยกบ้านเช่นนั้นข้าก็จะพาลูกกลับบ้านของข้า ท่านก็อยู่กับบิดาท่านไปเถอะ!”
“ไม่เอาน่าที่รัก อย่าพูดอะไรเวลาโมโหเลย” เซียวฝูเถียนรีบเกลี้ยกล่อมนาง“เื่นี้พวกเราค่อยๆ คิด ค่อยปรึกษากันนะ เ้าห้ามพาลูกกลับบ้านไปอีกนะ”
“ฮึ ในสายตาของบิดามารดาท่าน ข้ากับเฉียวซื่ออย่างไรก็เทียบกับภรรยาของเ้าสามไม่ได้หรอกนางไม่มีสินสอดฝั่งเ้าสาวมาเลยสักแดงเดียว แต่กลับได้สินสอดเป็แป้งสาลีหนึ่งกระสอบจะเหมือนพวกเราที่มีค่าเพียงธัญพืชสิบห้ากิโลได้อย่างไร?” เฉินซื่อยังคงพูดต่อด้วยความโมโห“ต้องโทษท่านทั้งๆ ที่เป็พี่คนโตแท้ๆ แต่กลับไม่มีความสำคัญในสายตาของบิดาท่าน เลยทำให้ข้าต้องรับความอัปยศนี้อยู่บ้านนี้อย่างไม่มีเกียรติใดๆเลย”
เซียวฝูเถียนทำได้แค่ถอนหายใจโดยไม่กล้าพูดอะไรอีก
เขากลัวว่าถ้าทำให้นางโมโห นางจะหนีกลับบ้านไปจริง
วันที่สองในเวลากลางวันหลังจากที่ทำงานเสร็จแล้วทั้งครอบครัวก็เก็บของเตรียมตัวกลับบ้านเซียวจงไห่จูงวัวค่อยๆ เดินนำขบวนไป เมิ่งซื่อเดินจูงมือม่ายซุ่ยคุยกันอย่างออกรส แม่สามีลูกสะใภ้คู่นี้ทำนาทำไร่ด้วยกันมาหลายวันแล้วต่างก็รู้จักกันมากขึ้นเมิ่งซื่อชื่นชอบลูกสะใภ้คนนี้เป็อย่างมากเพราะนางทำงานเก่ง ทั้งยังไม่พูดมาก เป็ที่ชื่นชอบของนางอย่างยิ่ง
เซียวจิ่งเถียนแบกจอบเดินรั้งท้ายไม่พูดไม่จา
หนิวอยู่ที่อยู่ข้างบ้านวิ่งหน้าตื่นมาอย่างเร็วพร้ะโกนเสียงดังว่า“แย่แล้ว! เกิดเื่แล้ว! มีคนตายที่ทะเล!”
ชาวบ้านที่กำลังทำไร่ทำนาอยู่ถึงกับตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก จากนั้นต่างก็ทิ่งจอบทิ้งเสียมวิ่งไปทางทะเลทันที
“พวกเ้ากลับบ้านกันไปก่อน เดี๋ยวข้ากับจิ่งเถียนจะไปดูเอง”เซียวจงไห่หน้าเครียดยื่นบังเหียนจูงวัวให้แก่เมิ่งซื่อ บุตรชายคนโตและคนรองของเขาต่างก็ออกไปหาปลาที่ทะเลแน่นอนว่าเขาต้องเป็กังวล
เซียวจิ่งเถียนเมื่อได้ยินที่หนิวอู่ะโ เขาก็รีบเดินไปทางทะเลอย่างรวดเร็ว
“ลูกสะใภ้เ้ากลับบ้านไปเสีย ข้าจะไปดูเสียหน่อย”
ม่ายซุ่ยเห็นผู้คนมากมายต่างก็พากันวิ่งไปยังทิศทางของทะเล แต่นางก็จูงวัวเดินกลับบ้านไปอย่างช้าๆเมื่อนางนึกถึงชายเสื้อที่พบที่ทะเลเมื่อคืนนี้ ในใจก็รู้สึกไม่สบายใจเป็อย่างมากลอบคิดในใจว่าเื่นี้จะเกี่ยวข้องกับเซียวจิ่งเถียนหรือไม่
วัวตัวนี้เดินไม่ค่อยตรงทาง มันมักจะแวะเล็มหญ้าข้างทางอยู่ตลอด
ม่ายซุ่ยทำทุกวิถีทางจนเหงื่ออกชุ่มก็ไม่สามารถลากหรือทำให้มันขยับได้
ตอนนั้นเองที่เซียวอวิ๋นเหนียงวิ่งมาอย่างตื่นตระหนก “พี่สะใภ้ที่ชายทะเลเกิดเื่แล้ว! พวกเราไปดูกันเถอะพี่ใหญ่พี่รองยังอยู่ที่ทะเลอยู่เลย!”
“ตกลง ข้าไปกับเ้า” ม่ายซุ่ยโยนบังเหียงจูงวัวทิ้งทั้งสองออกเดินทางอย่างเร่งรีบ
“โอ๊ย พี่สะใภ้ท่านต้องนำวัวกลับไปไว้ที่บ้านก่อน” เซียวอวิ๋นเหนียงรีบวิ่งย้อนกลับไปจูงวัวอย่างร้อนรน
บนชายหาดเต็มไปด้วยผู้คนที่มารายล้อมมุงดู
“ผู้ตายเป็คนต่างถิ่นสองคน คงจะเรือล่มโดยไม่ทราบสาเหตุแล้วโดนน้ำทะเลพัดมาติดที่นี่”
“ขอบคุณฟ้าดิน ข้านึกว่าเป็เรือหาปลาของหมู่บ้านเราล่มเสียอีก”
“จุ๊ๆ เ้าคนต่างถิ่นสองคนนี้ก็น่าสงสารยิ่งนัก คนที่บ้านจะรู้หรือไม่ว่าพวกเขาตายแล้ว”
“เฮ้อ...ฟ้ามีลมฝนที่คาดเดาไม่ได้ ชีวิตคนก็มีทุกข์มีสุขชั่วข้ามคืนได้เช่นกัน”
ทุกคนต่างยืนอยู่บริเวณนั้นวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างออกรส
“หลีกหน่อย! หลีกทางหน่อย! ใต้เท้าสวี่จือเสี้ยนมาแล้ว!” หวงโหย่วฉายผู้นำหมู่บ้านเดินนำชายสองคนที่สวมใส่ชุดราชการทหารเดินเบียดเข้ามายังสถานที่เกิดเห็นชาวบ้านต่างกันพาหลีกทางให้เ้าหน้าที่โดยทันทีอย่างพร้อมเพรียงกัน
สวี่จือเสี้ยนรูปร่างอ้วนเตี้ย สวมใส่ชุดข้าราชการตัวหลวมใหญ่เมื่อเดินก็จะพลิ้วไปมาเขามีคนช่วยประคองเดินอยู่ข้างๆ เพราะกลัวเขาจะล้ม สวี่จือเสี้ยนเอามือปิดจมูกเหลือบมองไปที่ศพของชายสองคนนั้นแล้วพูดเสียงแหบว่า“มีใครรู้จักสองคนนี้หรือไม่?”
“นายท่านขอรับ สองคนนี้เป็คนต่างถิ่นขอรับ” หวงโหย่วฉายรีบเสนอหน้าตอบ“พวกเราต่างก็ไม่รู้จัก”
“อู่จั้วพิสูจน์ศพ”
ผ่านไปครู่หนึ่งอู่จั้ววิ่งเหยาะๆ เข้ามารายงานผล “นายท่านขอรับสาเหตุการตายของสองคนนี้คือจมน้ำตาย บนร่างกายยังมีร่อยรอยการต่อสู้และมีแผลจากคมดาบแน่นอนว่าจะต้องต่อสู้กับใครบางคนมา อีกอย่างดูจากาแ พบว่ารูปร่างของผู้ที่เขาสองคนต่อสู้ด้วยมีความสูงใหญ่กำยำกว่าพวกเขาเล็กน้อยขอรับ”
“เรียกตัวผู้ชายทั้งหมดของหมู่บ้านนี้มาพบข้าที่นี่ นอกนั้นให้แยกย้ายกลับไปเสีย”สวี่จือเสี้ยนสั่งการอย่างเคร่งขรึม
จากการมองผ่านผู้คนจำนวนมาก ในที่สุดม่ายซุ่ยก็ได้เห็นเสื้อผ้าของหนึ่งในผู้ตายที่นอนอยู่อย่างชัดเจนซึ่งเป็พื้นสีดำลายขวางสีขาวอย่างที่คิด เห็นได้ชัดว่าเป็ชิ้นเดียวกันกับเศษผ้าที่นางเก็บได้เมื่อคืนนี้
นางใจหายวูบ...
หรือจะเป็ฝีมือของเซียวจิ่งเถียนจริงๆ?
“พี่สะใภ้พวกเรากลับกันเถอะ” เซียวอวิ๋นเหนียงไม่ได้ใส่ใจสีหน้าของม่ายซุ่ยที่เปลี่ยนไปจึงดึงชายเสื้อของนางพร้อมกระซิบว่า “สวี่จือเสี้ยนก็แค่ทำงานตามกระบวนการของเขาก็เท่านั้นในหมู่บ้านใครจะมีดาบกันเล่า ท่านวางใจเถิด ประเดี๋ยวพี่สามก็กลับบ้านแล้ว”
“ไปๆๆ พวกเรากลับบ้านกัน ดูอะไรกัน มีสิ่งใดน่าดู” เมิ่งซื่อเห็นทั้งสองอยู่ท่ามกลางฝูงชนก็รีบเดินเข้ามาลากทั้งสองกลับทันทีเดินไปก็บ่นเซียวอวิ๋นเหนียงไป “เป็สาวเป็นางก็รู้จักออกจากบ้าน ไม่กลัวคนอื่นเขาติฉินนินทาเอาหรือไร?”
“ก็ข้าเป็ห่วงพี่ใหญ่กับรองนี่นา!” เซียวอวิ๋นเหนียงเถียงอย่างไม่ยอมแพ้“หากคนในครอบครัวไม่ได้ออกทะเลไป ข้าจะมาที่นี่ให้เหนื่อทำไมเล่า!”
“เ้านี่มีเหตุผลตลอดเลยนะ” เมิ่งซื่อพูดอย่างโกรธๆ
สองแม่ลูกเดินเถียงกันไปมาระหว่างทางกลับบ้าน
ม่ายซุ่ยยังคงคิดถึงดาบเล่มนั้นจึงไม่มีอารมณ์ฟังสองแม่ลูกนั้นว่าพูดอะไรกันนางรีบเดินกลับบ้านอย่างร้อนใจ
เมื่อกลับมาถึงห้องก็รีบพุ่งเข้าไปที่หัวเตียงของเซียวจิ่งเถียนค้นเจอดาบเล่มนั้นที่ยังคงถูกห่อหุ้มด้วยผ้าหนาเนื้อหยาบสีดำอย่างแ่า อยู่ในสภาพเดิมเหมือนไม่เคยมีใครมาจับนางคิดไปคิดมาก็ตัดสินใจนำดาบเล่มนี้ไปซ่อน ถึงแม้ว่าชายสองคนนั้นจะไม่ใช่เซียวจิ่งเถียนเป็คนฆ่าแต่ถ้าหากคนของทางการมาค้นบ้านแล้วพบว่าเขามีดาบเล่มหนึ่งซ่อนอยู่ เซียวจิ่งเถียนก็ดิ้นไม่หลุดแน่นอน
แต่ว่าจะเอาดาบซ่อนไว้ที่ไหนดีล่ะ!
ม่ายซุ่ยถือดาบเดินเข้าเดินออกวนไปวนมาอยู่ในห้องหลายรอบ ในที่สุดก็พบช่องเล็กๆช่องหนึ่งที่ด้านล่างของผนัง กำลังจะก้มลงดูให้ชัดๆ ก็ได้ยินเซียวอวิ๋นเหนียงเคาะประตูเรียกอยู่หน้าห้อง“พี่สะใภ้ออกมากินข้าวได้แล้ว ่บ่ายพวกเรายังต้องไปทำงานที่ไร่นากันต่อนะ”
“มาแล้วๆ” ม่ายซุ่ยนำดาบยัดเข้าไปในช่องนั้นอย่างร้อนรน
ผ่านไปไม่นานเซียวฝูเถียนและเซียวกุ้ยเถียนก็กลับมาถึงบ้าน
“เหตุใดจิ่งเถียนไม่กลับมาพร้อมกับพวกเ้าเล่า?” เมิ่งซื่อถามอย่างตื่นตระหนก
ม่ายซุ่ยก็ร้อนใจเช่นกัน
หรือว่าสวี่จือเสี้ยนเจอหลักฐานแล้ว?
“เขาถูกผู้นำหมู่บ้านเรียกไปดื่มสุรารับรองใต้เท้าสวี่จือเสี้ยนแล้ว”เซียวกุ้ยเถียนหยอกล้อ “ไม่รู้ว่าใต้เท้าผู้นั้นคิดอะไร ทั้งหมู่บ้านเรียกเ้าสามไปที่ว่าการดื่มสุราเป็เพื่อนเขาอยู่คนเดียว”
เซียวฝูเถียนนั่งลงกินข้าวไม่พูดอะไร
ม่ายซุ่ยถอนหายใจอย่างโล่งอก
“ไม่มีอะไรก็ดีแล้ว! ไม่มีอะไรก็ดีแล้ว!” เมิ่งซื่อก็วางใจด้วยเช่นกัน
่บ่ายเซียวจงไห่พาเซียวฝูเถียนและเซียวกุ้ยเถียนออกไปทำงานที่ไร่นา
เฉินซื่อและเฉียวซื่อไปขายปลาที่ตลาดยังไม่กลับมา เมิ่งซื่อจึงพาม่ายซุ่ยไปจัดการแหและอวนดักปลาที่ชายทะเล
ทั้งสองกำลังจะเริ่มคลี่แหออกมาดู ก็เห็นเซียวอวิ๋นเหนียงวิ่งตามมาอย่างร้อนรน“พี่สะใภ้ดาบของพี่สามอยู่ที่ใด?”
“ดาบ? ดาบอะไร?” ม่ายซุ่ยใจหายวาบ ลองถามดูด้วยความระแวง “ใคร้าดาบ?”
“เมื่อครู่มีคนของทางการมาที่บ้านสองคน บอกว่าใต้เท้าสวี่จือเสี้ยน้าดูดาบของพี่สามให้พวกเขามารับไป” เซียวอวิ๋นเหนียงพูดพร้อมเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก “ข้าหาในห้องของพวกท่านตั้งนานก็ไม่เจอจึงต้องวิ่งมาถามท่าน”
“พี่สามของเ้าไม่มีดาบนี่!” ม่ายซุ่ยหันหน้าไปมองเมิ่งซื่อแกล้งทำเป็งง“ท่านแม่ท่านเคยเห็นดาบของจิ่งเถียนหรือไม่?”
“เขามีดาบที่ไหนกัน? ตอนที่เขากลับก็แบกมาเพียงเมล็ดพันธุ์ข้าวสาลีครึ่งกระสอบอย่างอื่นก็ไม่ได้เอากลับมาเลย” เมิ่งซื่อพูดอย่างคัดค้าน “เ้าไปบอกสองคนนั้นว่าพวกเราไม่เคยเห็นหากใต้เท้าสวี่จือเสี้ยนอยากดูดาบ ก็ให้พี่สามของเ้ากลับมานำไปให้เอง”
เซียวจิ่งเถียนแบกเมล็ดพันธุ์ครึ่งกระสอบกลับมา?
ม่ายซุ่ยใเป็อย่างมาก
นางนึกว่าเขาแบกดาบล้ำค่าเล่มนั้นกลับมาอย่างองอาจเสียอีก!
เซียวอวิ๋นเหนียงรับคำแล้วรีบวิ่งกลับบ้านไป
ตกกลางคืนในขณะที่ม่ายซุ่ยกำลังจะเข้านอนนั้น
ทันใดนั้นเองเซียวจิ่งเถียนก็เปิดม่านเดินเข้ามา เขายืนพิงโต๊ะผิงไฟแล้วถามเสียงเข้มว่า“เหตุใดเ้าจึงคิดได้ว่าจะต้องนำดาบของข้าไปซ่อน?”
ในห้องไม่ได้จุดไฟ จะมีก็แต่แสงสว่างจากดวงจันทร์ที่ส่องทะลุกระดาษขาวบนหน้าต่างเข้ามาในห้องเงาของร่างสูงกำยำทาบทับมาบนใบหน้าของนาง ม่ายซุ่ยััได้ถึงลมปราณอันแปลกประหลาดของเขาทำให้นางถึงกลับหายใจไม่คล่องไปชั่วขณะ
“เมื่อตอนกลางวันข้าได้ยินอู่จั้วบอกว่า บนร่างกายของชายสองคนนั้นมีาแที่เกิดจากดาบข้ากลัวว่าท่านจะได้รับความเดือดร้อนไปด้วย ข้าจึง...ข้าจึงช่วยท่านซ่อนดาบนั้นไว้”ม่ายซุ่ยโผล่ศีรษะออกมาจากผ้าห่ม แต่ไม่กล้าเงยหน้ามองเขา “อีกทั้ง่บ่ายตอนที่สวี่จือิอ้างชื่อของท่านส่งคนมาเอาดาบข้ารู้สึกว่าเื่นี้แปลกๆ ไม่แน่ว่าอาจจะเป็กลลวง” นางพูดตามความเป็จริง
“เหตุใดเ้าจึงคิดว่าเป็กลลวง?” น้ำเสียงของเซียวจิ่งเถียนเปลี่ยนเป็อ่อนลง
เขารู้สึกใเล็กน้อยที่ผู้หญิงคนนี้ฉลาดหลักแหลมถึงเพียงนี้
หากว่าวันนี้สวี่จือเสี้ยนเอาดาบของเขาไปได้จริงๆเช่นนั้นเขาก็ไม่มีทางดิ้นหลุดได้เลย
ตอนที่กินข้าวกันนั้นสวี่จือเสี้ยนเสนอข้อเสนอที่มีนัยยะแอบแฝงโดยจะให้เขาไปรับราชการเป็ทหาร
แต่ว่าเขาตอบปฏิเสธอย่างนุ่มนวลไป
เขาบอกว่าไม่อยากไปที่ไหนทั้งนั้น เพียงแค่ได้ใช้ชีวิตแสนเรียบง่ายมั่นคงอยู่ที่บ้านเขาก็สบายใจแล้ว
สวี่จือเสี้ยนได้ฟังก็หัวเราะหึๆ จากนั้นก็เรียกลูกน้องมาสั่งการสองสามคำจากนั้นก็เปลี่ยนหัวข้อคุยกลับมาที่เื่คดีของชายต่างถิ่นสองคนนั้น
ความรู้สึกล้วนๆ” ม่ายซุ่ยยิ้มตอบ โดยไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าใจของเซียวจิ่งเถียนตุ้มๆต่อมๆ “ข้ารู้สึกว่าจือเสี้ยนไม่มีทางที่จะส่งคนมาที่บ้านเพื่อเอาดาบเฉยๆ โดยไม่มีแผนการอันใดและหากว่าท่าน้าเอาดาบให้เขาดูจริงๆ ท่านต้องกลับมาเอาเองแน่นอน”
“เช่นนั้นเ้าคิดว่าชายสองคนนั้นที่จมน้ำตาย เป็ข้าที่ฆ่าพวกเขา?” เซียวจิ่งถียนถามเรียบๆ
“ไม่ หากเ้าเป็คนฆ่าสองคนนั้นจริง ท่านไม่มีทางที่จะมาถามข้าเช่นนี้”ม่ายซุ่ยพูดอย่างใสซื่อ “ในทางกลับกัน ท่านจะเก็บงำไม่พูดสิ่งใดที่เกี่ยวข้องกับเื่นี้อีก”
เซียวจิ่งเถียนอึ้งไป
หลังจากเงียบไปสักพักเขาก็พูดว่า “เอาดาบให้ข้า”
“อยู่ในช่องตรงด้านล่างของผนังที่ติดกับพื้น ท่านไปเอาเองเถอะ”นางสวมใส่แค่เสื้อตัวในตัวเดียว จะให้ลุกขึ้นต่อหน้าเขาได้อย่างไร
‘ช่องตรงด้านล่างของผนัง?’
สีหน้าของเซียวจิ่งเถียนขรึมไปทันที เขาอยากจะบีบคอเล็กๆ ของนางนัก! กล้าดีอย่างไรเอาดาบแสนล้ำค่าของเขาไปยัดใส่ไว้ในรูหนูเช่นนั้นกล้าดีอย่างไร!
“แล้วเื่นี้พวกเขาจะจัดการอย่างไรหรือ?” ในความมืดม่ายซุ่ยมองไม่เห็นใบหน้าของเซียวจิ่งเถียนถ้าหากได้เห็นนางคงไม่กล้าถามเขา
“ก็แค่คนต่างถิ่นสองคน สวี่จือเสี้ยนก็ทำตามกระบวนการไปเช่นนั้นเอง”เซี่ยวจิ่งเถียนพูดเบาๆ “อีกอย่างพวกเขาจมน้ำตาย จะโทษคนอื่นก็ไม่ได้”
“ที่แท้เป็เช่นนี้เอง” ม่ายซุ่ยแอบลอบมองเขา ในใจก็คิดว่าเื่ใหญ่เช่นนี้เขายังสามารถทำให้สวี่จือเสี้ยนไม่สงสัยในตัวเขาได้ดูแล้วชายคนนี้เฉลียวฉลาดอยู่ไม่น้อย
******ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่https://www.readawrite.com/a/989b72eeb7cc486fe81b7f5e2bdce5a8
***เวลาแชร์หรือเมาท์มอยนิยายเื่Fisherman หนุ่มประมงที่รักที่ไหนขอฝากแฮชแท็ก #Fisherman หนุ่มประมงที่รัก #readAwrite ด้วยน้า