“เกิดอะไรขึ้นเ้าเล่ามาให้ละเอียด” ขุนนางกรมคลังไม่เชื่อ แต่ฮูหยินไม่ใช่!
ทว่า อย่างไรก็ต้องรู้เื่ทั้งหมดเสียก่อน
“วันนั้นคุณชายได้จองห้องส่วนตัวและสั่งอาหารที่ร้านเหม่ยสือไว้รับรองเหล่าคุณชายจากเมืองหลวง เมื่อไปถึงร้านอาหารกลับพบว่า คุณหนูผู้นั้นกำลังกินอาหารที่สั่งไว้อยู่ คุณชายโมโหมากจึงผลักนางจนหัวกระแทกสลบไป ทว่าคุณชายยังไม่หายโมโห สั่งให้พวกบ่าว เอ่อ ทุบตีนาง ตอนนั้นพี่ชายของนางเข้ามาขวางไว้ คุณชายเลยยิ่งโมโห ทุบตีจนเขากระดูกหักขอรับ”
“อะไรนะ” เื่ชักแปลก ๆ “อย่าบอกข้าเชียวนะว่าทุบตีจนกระดูกขาเขาหัก”
“...ได้ยินว่าเช่นนั้นขอรับ”
“...”
เรียกว่าไร้คำกล่าว แต่สตรีโง่งมอันดับหนึ่งของเมืองน่ะหรือ จะสั่งคนมาทำเช่นนี้ได้ “แล้วเหตุใดนางจึงไปกินอาหารในห้องที่จองเอาไว้ได้”
บ่าวชายคนนั้นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “อ้อ ตอนนั้นคุณหนูลู่บ้านสามบอกว่า คุณหนูลู่บ้านรองเป็คนบอกให้นางกินขอรับ”
เฮอะ... ขุนนางผู้เป็บิดาแค่นยิ้ม เขาบอกกับฮูหยินของตนว่า “จากนี้บอกบุตรชายเ้าให้อยู่ห่างคนสกุลลู่ไว้บ้าง คนพวกนี้ทำเราเดือดร้อนแล้ว บุตรสาวบ้านนั้นมีแต่อายุน้อยทว่าจิตใจชั่วร้ายถึงเพียงนี้ แม้การที่บุตรชายเ้ามีสภาพนี้ไม่เกี่ยวข้องกับคุณหนูอ้วนผู้นั้น แต่เกี่ยวข้องกับคนสกุลลู่แน่นอน”
ฮูหยินเป็ผู้อยู่หลังบ้านย่อมรู้เื่พวกนี้ดีอยู่แล้ว เกรงเคราะห์ครั้งนี้จะเป็เพราะความคิดชั่วร้ายของสกุลลู่ที่้าเล่นเล่ห์ วันนั้นบุตรชายนางต้องรับรองเหล่าคุณชายจากเมืองหลวงเพื่อปูทางหลังการสอบ พวกนั้นยังกล้าทำเช่นนี้ คุณหนูตกอับผู้นั้นคงไม่สามารถ แต่คนอื่นไม่ใช่
นี่คงเห็นว่าสบโอกาสเหมาะ ลงมือตอนนี้ก็จะโยนความผิดไปให้พี่น้องคู่นั้นได้ ช่างน่าชิงชังนัก!
“เ้าค่ะ”
สามีส่งเสียง ‘ฮึ’ แล้วจากไป ฮูหยินสีหน้าซีดลง ครั้งนี้พลาดพลั้งจนเสียโอกาสสอบเซียงชื่อทำให้ต้องรอไปอีกสามปี สามีย่อมโมโหมาก
นางยังรู้ดีว่า ่นี้เหล่าอนุต้องแข็งข้อแน่ แต่ทำอะไรไม่ได้ ตอนนี้การดูแลรักษาบุตรชายย่อมสำคัญที่สุด อย่างไรพวกนางก็ไม่มีวันคลอดบุตรชายให้สามีได้
“พวกเ้าส่งคนไปสืบว่าใครอยู่เื้ั ส่งคนไปดูพี่น้องคู่นั้นด้วย” ฮูหยินสั่งการเฉียบขาด ต้องมีใครรองรับอารมณ์ของนางกับสามี
แน่นอนว่าหนึ่งในนั้นต้องเป็บ้านรองสกุลลู่
นางเคยหมายตาคุณหนูลู่บ้านรองไว้ให้บุตรชายเพราะ้าเส้นสายบางอย่างของสกุลลู่ แต่เด็กที่อายุไม่เท่าไหร่ก็จิตใจชั่วร้ายได้ถึงเพียงนี้แล้ว นางไม่เอาเข้ามาเป็สะใภ้แน่
เมื่อคืนวานเกิดเื่ที่จวนขุนนางกรมคลัง คืนต่อมากำลังจะเกิดเื่กับจวนสกุลลู่
สกุลลู่แม้เป็ตระกูลที่ร่ำรวยพอสมควรแต่ไม่มีทางที่การป้องกันจะแ่ากว่าจวนขุนนางได้
จวนขุนนางกรมคลังยังถูกคนลอบเข้าไปได้ คนร้ายคู่เดิมจะไม่สามารถเข้าไปในจวนของตระกูลลู่ได้อย่างไร พวกเขาพลิ้วกายในค่ำคืนเงียบสงัด เงาร่างสองเงาลอบเข้าไปได้อย่างง่ายดาย เป้าหมายของวันนี้ไม่ใช่การลอบเข้าไปทำร้ายคน แต่เป็เื่ง่ายกว่านั้นมาก
แค่ลอบเข้าไปขโมยของจากโกดังเก็บสมบัติก็เท่านั้น
หน้าโกดังที่เก็บสมบัติมีเวรยามหนาแน่นกว่าบริเวณอื่นมาก แต่ถามว่าเกินมือพวกเขาทั้งสองคนหรือไม่
...ก็ไม่
สองเงาร่างเคลื่อนไหวรวดเร็วและเงียบเชียบ จัดการเวรยามให้สลบแล้วก็เปิดโกดังเข้าไป
อืม ตระกูลลู่นับว่าร่ำรวยเหมือนกัน สมบัติก็มีไม่น้อย ทั้งสองมุ่งตรงไปยังกองหีบที่เหมือนกับใบรายการในมือ พวกเขากวาดเอามาอย่างครบถ้วน
นอกกำแพงจวนมีอีกสามคนยืนรออยู่ เซียวอี้หยางถึงกับมาด้วยตัวเอง
ทั้งสี่คนทำงานประสานกันเป็อย่างดี สองคนเข้าไปเอาของออกมา ด้านนอกอีกสองคนก็ทำการขนไปยังที่ที่เตรียมไว้
“หมดหรือยัง” เซียวอี้หยางถาม
“ของหมั้นเอาออกมาหมดแล้วขอรับ” ปิงเหอตอบ
“เอาสมบัติออกมาบางส่วนด้วย บ้านสามถูกขับไล่โดยไม่ได้อะไรติดตัวมาด้วย ถ้าไม่เป็เพราะฮูหยินลู่ลอบเอาเงินทองออกมาทีละน้อย คงกลายเป็ขอทานไปแล้ว สมบัติในส่วนของพวกนางบ้านสามย่อมต้องมี”
เด็กหนุ่มเหยียดยิ้ม ไหน ๆ ก็ทำถึงเพียงนี้แล้วเอาออกมาอีกหน่อยก็ไม่ต่างกัน คิดจะฮุบของหมั้นเอาไว้เองหรือ
...อย่าฝัน
“ไหนหนังสือหมั้นหมาย”
ปิงเหอเอาออกมายื่นให้ “นี่ขอรับเหมือนพวกเขาจะทำการสับเปลี่ยนชื่อสตรี แต่ยังมีร่องรอยอยู่ หากเราคัดค้าน อย่างไรก็ใช้ไม่ได้ ช่างโง่เสียจริง”
สับเปลี่ยนชื่อ?
ดีนัก! คิดถูกจริง ๆ ที่ยอมไหลตามที่คุณหนูผู้นั้นร้องขอ อย่างน้อยก็ดีกว่าต้องยุ่งยากทีหลังอีก
“เอาของออกมาแล้วก็จัดการเผาโกดัง” เซียวอี้หยางแสยะยิ้ม ใบหน้าซูบตอบพลันร้ายกาจขึ้น
ปิงเหอยิ้มเริงร่า “ได้เลยขอรับ”
ปิงเหอกับพวกอีกสามคนช่วยกันขนย้ายจนเสร็จ
เขายืนมองเรือนเก็บสมบัติที่อีกไม่นานจะถูกเผาแล้วยิ้ม ช่วยไม่ได้พวกเ้าจะโทษก็โทษตัวเองที่โลภมากเถอะ คุณหนูลู่ยอมปล่อยสัญญาหมั้นอาจเพราะไม่้าให้ใครได้ไป แทนที่จะส่งปลาตัวอ้วนพีให้ผู้อื่น นางยอมปล่อยมันกลับลงน้ำ
ไม่รู้คุณหนูผู้อวบอ้วนคิดอ่านได้ลึกซึ้งเช่นนี้เอง หรือเป็แค่เื่บังเอิญกันแน่
แต่ถ้านางคิดเอาไว้แล้ว ก็หมายความว่านางไม่ได้โง่งมอย่างที่ได้ยินมา คนที่คิดเื่เช่นนี้ได้จะเป็ผู้โง่งมหรือ
...ตลกแล้ว
“เผา!”
ท่ามกลางความมืดและความเงียบสงัดยามค่ำคืน เสียงพูดเบา ๆ เพียงคำเดียวของปิงเหอ คล้ายเหี้ยมเกรียมขีดสุด
เมื่อได้ยินคำสั่งก็ทำการจุดไฟแล้วโยนเข้าไปในโกดังตระกูลลู่ทันที จุดไฟจากข้างในย่อมไหม้เร็วกว่าจุดไฟจากข้างนอก ดังนั้นกว่าคนในจวนจะรู้ตัว ข้าวของก็เสียหายไปเกินครึ่งแล้ว
จวนตระกูลลู่เกิดความโกลาหล บ้านใหญ่บ้านรองแทบจะพลิกเมืองหาคนร้าย
ภายหลังตรวจสอบพบว่ามีของหายไป ก็ยิ่งเดือดดาลขึ้นอีก ครั้นยืนยันได้ว่าของที่หายไปมีของหมั้นของสตรีอ้วนผู้นั้นอยู่ด้วย ทุกคนก็ไม่รอช้า ยกโขยงมาหาเื่ถึงที่ทันที
“พวกเ้าออกมาเดี๋ยวนี้!”
เสียงะโโวยวายหน้าบ้านหลังเล็กซอมซ่อเรียกความสนใจของทุกคนที่อยู่แถวนั้น
พอสอบถามก็ได้ความว่าตระกูลลู่ถูกขโมยเข้าบ้าน นอกจากจะถูกขโมยของแล้ว ขโมยยังเผาของที่เหลือในโกดังของตระกูลด้วย
อุกอาจยิ่งนัก!
“ว่าแต่พวกนางเกี่ยวอะไรกับเื่นี้” ชาวบ้านคนหนึ่งถามขึ้น พวกเขาที่เหลือส่ายหน้าบอกว่าไม่รู้เช่นกัน ไม่เช่นนั้นจะมารอดูอยู่ตรงนี้ด้วยกันรึ
“เอินเอ๋อร์” หลี่หลิงฟางมองลอดหน้าต่างออกไปเห็นพวกบ้านใหญ่บ้านรองมายืนอออยู่หน้าบ้านก็เกิดหวาดกลัวขึ้น
ลู่เอินคิดไว้แล้วว่า ถ้าของถูกขโมย พวกเขาต้องพุ่งเป้ามาที่นี่แน่ นางตบหลังมือปลอบมารดาอย่างใจเย็น “ไม่ต้องกลัวเ้าค่ะ พวกเราไม่ได้เป็คนเข้าไปขโมยเสียหน่อย พวกเขาไม่มีหลักฐานอะไร แค่มาเพื่อ้าบีบพวกเราให้พูดเองเท่านั้น ท่านแม่ยืนกรานอย่างเดียวว่าไม่รู้เื่ก็พอ ไม่ว่าพวกเขาจะพูดอะไร ท่านต้องปฏิเสธให้หนักแน่น”
หลี่หลิงฟางพยักหน้ารับคำ รวบรวมความกล้าอยู่ครู่หนึ่งแล้วยื่นมือไปเปิดประตู
“เดี๋ยวก่อนเ้าค่ะ” ลู่เอินห้ามไว้ก่อน นางวิ่งกลับเข้าไปในบ้าน