บทที่ 16 กินได้ไหม (รีไรต์)
เจียงอี้อิ่นได้เห็นเหล่าผู้มีพลังพิเศษต่อสู้กัน ภาพตรงหน้าเหมือนกับกำลังดูหนังแฟนตาซีฟอร์มั์ไม่มีผิด
ทั้งเปลวเพลิง สายฟ้า และสายลม โลดแล่นอยู่บนปลายนิ้วของพวกเขา เชื่อฟังคำสั่ง เคลื่อนไหวปราดเปรียว ทั้งโจมตีศัตรูและป้องกันตัวเอง
ส่วนงูเขียวไผ่กลายพันธุ์ตัวนั้นก็ทำให้เธอได้เปิดหูเปิดตา พวกมันไม่ได้วิวัฒนาการจนมีขนาดใหญ่โตขึ้นเสมอไป งูเขียวไผ่กลายพันธุ์ตัวนี้มีขนาดลำตัวยาวกว่างูเขียวไผ่ทั่วไปเพียงไม่กี่เมตร แต่ความเร็วของมันกลับรวดเร็วจนน่าใ ด้วยสายตาของคนธรรมดาอย่างเธอ หลายครั้งที่เธอเห็นเพียงเงาดำแวบไปแวบมา จนแยกไม่ออกว่าหัวอยู่ไหนหางอยู่ไหน
เจิ้งฮุ่ยเจวียนขมวดคิ้ว “งูเขียวไผ่กลายพันธุ์ตัวนี้มันแปลก ๆ แถมแถวนี้ก็น่าจะไม่มีรังของมันด้วย”
“มีคนจงใจล่อมันมา” กู้ไฮว่ถิงเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉย
เธอกะพริบตาสองครั้ง เหมือนจะฟังรู้เื่แต่ความจริงแล้วฟังไม่รู้เื่เลย
ไม่กี่นาทีต่อมาการต่อสู้ก็สิ้นสุดลง กู้ไฮว่ถิงปล่อยสายฟ้าฟาดลงไปที่ตำแหน่งหัวใจของงูเขียวไผ่กลายพันธุ์ตัวนั้น ปิดฉากชีวิตของมันลง
ร่างงูสีเขียวมรกตตกลงกระแทกพื้น ปากยังอ้ากว้างเตรียมกัดศัตรู
กู้ไฮว่ถิงขยับตำแหน่งยืนเล็กน้อยอย่างแเี ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแ่เบา “กลัวไหม เดี๋ยวผมจัดการมันให้...”
จู่ ๆ เจียงอี้อิ่นก็หลุดปากถามออกมาว่า “แล้วงูกลายพันธุ์นี่กินได้ไหม”
ทุกคนต่างพากันงุนงง
จากนั้นภารกิจต่อไปก็ถูกส่งต่อให้เจียงอี้อิ่น เธอถามไปรอบ ๆ ก่อนที่ซุนเฮาจะอึกอัก แล้วล้วงมีดบาง ๆ เล่มหนึ่งออกมาจากเอว
“มีดดีนี่!” เจียงอี้อิ่นเอ่ยชม ก่อนจะก้มลงสำรวจงูเขียวไผ่กลายพันธุ์ตัวนั้น
สิ่งมีชีวิตชนิดนี้ในโลกของเธอถือเป็สัตว์คุ้มครอง ใครกินเข้าไปคงจะมีอันเป็ไปแน่
แต่อย่างที่รู้กันว่าเนื้องูอร่อยแค่ไหน ไม่ว่าจะเป็ซุปงู ซุปพญาั ไก่ตุ๋นงู ล้วนเป็อาหารรสเลิศที่นักชิมต่างชื่นชอบ
ก่อนหน้านี้ที่ภัตตาคารอวี้ซานไห่มีเมนูขึ้นชื่อที่ทำจากเนื้องูอยู่ด้วย
อาสยงกระซิบบอกอย่างมั่นใจว่า “ลูกพี่ งูเขียวไผ่กลายพันธุ์เป็งูพิษไม่ใช่เหรอ กินเข้าไปแล้วเราจะไม่ตายใช่ไหม”
เจิ้งฮุ่ยเจวียนผู้เคยใช้ชีวิตในยุคก่อนวันสิ้นโลกเป็คนตอบ “ตราบใดที่เรากำจัดต่อมพิษออก อวัยวะภายในไม่เสียหาย เนื้องูก็กินได้”
ทันทีที่เธอพูดจบ ก็เห็นเจียงอี้อิ่นสะบัดมีดปาดหัวงูออกอย่างรวดเร็ว ท่าทางคล่องแคล่วของเธอทำให้อาสยงถึงกับอ้าปากค้าง
คมมีดบางเฉียบ กรีดผ่านิัและเนื้อหนัง ค่อย ๆ ลากไปตามลำตัวของงูอย่างแ่เบา เพียงพริบตาหนังงูทั้งผืนก็หลุดออกจากตัว
จากนั้นจึงลงมีดที่ท้อง ผ่าเนื้อออกเป็สองซีก ค่อย ๆ ทำความสะอาดเครื่องในออกอย่างระมัดระวัง
สุดท้ายเธอก็หั่นเนื้อเป็ท่อน ๆ ยาวเท่า ๆ กับนิ้วมือ กองรวมกันเป็ูเาลูกเล็ก ๆ
เธอยืดตัวบอกกับทุกคนว่า “เรียบร้อยแล้ว”
อาสยงจ้องมองด้วยความสั่นกลัว ยกนิ้วโป้งให้ “เถ้าแก่สุดยอดไปเลย”
พอได้เห็นเธอกำจัดงูกลายพันธุ์ตัวใหญ่แบบตาไม่กะพริบ ภาพลักษณ์ ‘อ่อนแอ’ ที่พวกเขาใช้มองก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
หลังจากเก็บเนื้องูสด ๆ เรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็ออกเดินทางกันต่อ
สี่สิบนาทีต่อมาพวกเขาก็เดินออกจากป่า เจียงอี้อิ่นเบิกตากว้างกับภาพเบื้องหน้า
กู้ไฮว่ถิงแนะนำว่า “ตอนที่เกิดวิกฤตกาลวันสิ้นโลก ภัยพิบัติเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ถนนส่วนใหญ่พังเสียหาย หลังจากนั้นสัตว์กลายพันธุ์ก็ขยายอาณาเขตอย่างบ้าคลั่ง พวกมันไม่ชอบเสียงของยานพาหนะ ดังนั้นเราเลยจอดรถไว้ไกลหน่อย”
ที่แท้ก็มีรถด้วย ดีกว่าที่เธอคิดไว้เยอะเลย
พวกเขาเดินต่อไปอีกสิบนาที เบื้องหน้าปรากฏกองใบไม้และกิ่งไม้จำนวนมาก อาสยงและคนอื่น ๆ ก้าวไปข้างหน้าเพื่อเคลียร์สิ่งของเหล่านี้ออกไป เผยให้เห็นรถยนต์เก้าคันที่ซ่อนอยู่ด้านล่าง
พวกเขาขนย้ายวัสดุทั้งหมดบนรถเข็นขายอาหารไปวางบนเบาะรถ อาสยงใช้กำลังของเขาคนเดียว ยกรถเข็นขายอาหารขึ้นไปติดตั้งบนหลังคารถ ส่วนซุนเฮามีหน้าที่ขับรถ
เจียงอี้อิ่นนั่งมองออกไปนอกหน้าต่างตลอดทาง แม้โลกภายนอกจะเต็มไปด้วยเถ้าถ่าน ซากปรักหักพัง แต่สำหรับเธอแล้วทุกอย่างล้วนแปลกใหม่
รถแล่นไปอีกประมาณสี่สิบนาที ก่อนมองเห็นโครงร่างของเมืองอยู่ไกล ๆ
“นั่นไง ฐานอู๋ถงที่พวกเราอาศัยอยู่” กู้ไฮว่ถิงแนะนำ
ฐานอู๋ถงล้อมรอบด้วยกำแพงโลหะสูงตระหง่าน ว่ากันว่าสร้างโดยผู้ใช้พลังโลหะสามสิบคน ใช้เวลาสร้างทั้งหมดเจ็ดวันเจ็ดคืนอย่างไม่รู้จัดเหน็ดเหนื่อย ส่วนล่างฝังลึกลงไปใต้ดินเกือบ 50 เมตร สามารถป้องกันพืชกลายพันธุ์บุกรุกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทางเข้าออกมีเพียงทางเดียว มีคนเฝ้ายามตลอดทั้งวัน แต่พวกเขาจำทีมของกู้ไฮว่ถิงได้ และดูเหมือนจะรู้จักเจิ้งฮุ่ยเจวียนด้วย
ส่วนเจียงอี้อิ่นกับเจียนปิ่งคนหนึ่งเป็คนธรรมดา อีกคนเป็หุ่นยนต์ AI ไม่มีพลังพิเศษแม้แต่น้อย พวกเขาจึงถูกตรวจสอบเพียงเล็กน้อยก็ผ่านเข้าไปได้
ซุนเฮาจอดรถในที่ที่ถูกกำหนด ทุกคนลงจากรถช่วยเจียงอี้อิ่นจัดรถเข็นขายอาหาร กู้ไฮว่ถิงบอกว่าที่นี่มีสถานที่สำหรับซื้อขายโดยเฉพาะ เขาจะพาเธอไปที่นั่น
ถนนและอาคารบ้านเรือนที่นี่ดูไม่ค่อยเป็ระเบียบนัก แต่ทุกอย่างสะอาดสะอ้าน สีหน้าผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาดูนิ่งสงบ พวกเขาต่างทักทายกู้ไฮว่ถิง แสดงให้เห็นว่าเขามีสถานะไม่ธรรมดาในฐานอู๋ถง
มีคนไม่น้อยที่มองดูรถเข็นขายอาหารเคลื่อนคันนี้ ระบบบอกว่าเก็บเงินก็คือเก็บเงิน ถึงกระนั้นบริการของระบบก็ยังคงดีมาก รถอาหารมีป้ายโฆษณาแปะอยู่ เช่น เจียนปิ่ง น้ำเต้าหู้ ดึงดูดสายตาคนที่สัญจรผ่านไปมาได้ไม่น้อย
คนที่คุ้นเคยกับพวกเขาอดถามไม่ได้ว่า “กัปตันกู้ นี่คืออะไรเหรอครับ”
กู้ไฮว่ถิงยิ้มแต่ไม่ตอบ เขากลับหันไปมองที่เจียงอี้อิ่น
เจียงอี้อิ่นเข้าใจทันที เธอสวมบทแม่ค้าอย่างรวดเร็ว หยิบใบปลิวใบหนึ่งยื่นให้พร้อมกับฉีกยิ้ม
“เมืองอาหารอวี้ซานไห่ วันนี้มีกิจกรรมฉลองเปิดร้านใหม่ วันนี้เรามีเจียนปิ่งและเครื่องดื่มหนึ่งร้อยชุด พร้อมให้ทุกท่านได้ลองชิมค่ะ”
เธอพยายามโปรโมตร้านอย่างเต็มที่ เมื่อถึงจุดซื้อขาย ใบปลิวก็ได้แจกจ่ายไปแล้วยี่สิบถึงสามสิบใบ
แต่ภารกิจหาลูกค้าใหม่ห้าคนกลับยังไม่มีวี่แวว เธอจึงรู้สึกโชคดีที่เตรียมตัวไว้ก่อนแล้ว
จุดซื้อขายของฐานอู๋ถงเป็พื้นที่เล็ก ๆ พื้นทาสีขาวแบ่งเป็ช่อง ๆ ขนาดไม่เท่ากัน การตั้งแผงขายของต้องจ่ายค่าเช่าพื้นที่ เธอกำลังจะไปสอบถามข้อมูล แต่กู้ไฮว่ถิงขัดเธอไว้ก่อน “ให้ผมไปเอง”
“แบบนี้จะดีเหรอ…” เธอปฏิเสธเบา ๆ
“ถือว่าเป็การแสดงความจริงใจในการร่วมมือล่วงหน้าแล้วกัน”
พูดถึงขนาดนี้แล้วเธอจึงไม่ปฏิเสธ ซุนเฮาก็ได้วิ่งออกไปแล้ว สักพักก็กลับมาพร้อมกับป้ายไม้สลักหนึ่งแผ่นที่เขียนว่า C-7
“เถ้าแก่ ผมเช่าแผงขนาดกลางให้นะครับ เพราะรถเข็นคุณไม่ใหญ่มาก แต่ไม่ต้องห่วงนะ ทำเลตรงนั้นดีมาก”
‘C-7’ เป็ตำแหน่งที่ดีมาก อยู่ตรงกลางและใกล้ทางเข้า เธอพึงพอใจไม่น้อยเลยทีเดียวและเอ่ยขอบคุณซุนเฮา
หลังจากจอดรถเข็นเรียบร้อยแล้ว เธอก็เริ่มทำงานของตัวเองทันที
ตั้งกระทะให้ร้อน ตักเนื้อชิ้นเล็ก ๆ วางลงไป
แขวนถังแป้งไว้ด้านข้าง ใช้ทัพพีคนเล็กน้อย ตักแป้งในปริมาณที่พอเหมาะแล้วเทลงบนกระทะมือขวาหมุนไปมาอย่างคล่องแคล่ว ใช้ไม้พายเกลี่ยแป้งให้เป็วงกลมอย่างสมบูรณ์แบบ
มือซ้ายหยิบไข่ไก่มาหนึ่งฟอง ตอกลงบนขอบกระทะเบา ๆ ใช้นิ้วออกแรงบีบเล็กน้อย ไข่แดงและไข่ขาวก็ไหลลงบนแป้ง
เธอเกลี่ยไข่ให้ทั่ว ใช้เกรียงแซะขอบแป้งเบา ๆ แล้วพลิกกลับด้านอย่างชำนาญ
จากนั้นหยิบไส้กรอกขึ้นมาชิ้นหนึ่งวางลงบนแผ่นแป้ง ใช่เกรียงกรีดตามขวางหนึ่งครั้งและตามยาวสองครั้ง จากไส้กรอกหนึ่งชิ้นก็ถูกแบ่งออกเป็สี่ชิ้น
เธอผัดผักใบเขียวข้าง ๆ พลิกแป้งอีกครั้ง วางผักลงไป จากนั้นวางไส้กรอกสี่ชิ้นลงไปอย่างเป็ระเบียบ ม้วน พับ และเขย่าเบา ๆ เจียนปิ่งไข่ไส้กรอกก็ถูกจัดใส่ลงในถุงกระดาษอย่างเรียบร้อย
กระบวนการทั้งหมดราบรื่นน่ามอง ชวนให้รู้สึกเพลิดเพลินยิ่งนัก
ขณะเดียวกันกลิ่นหอมของอาหารก็โชยไปทั่ว