เมื่อผมได้สติขึ้นมาก็มองเห็นท้องฟ้า
มันมีเมฆลอยอยู่เอื่อยๆและยังได้ยินเสียงร้องของนกดังมาจากที่ไหนสักแห่ง
ผมดันตัวขึ้นมาไม่รู้สึกถึงความเ็ปใดๆ หลังลุกขึ้นยืนก็กวาดตามองไปรอบ ๆูเาหลายลูกและทุ่งหญ้าที่กว้างขวางมันให้ความรู้สึกเหมือนเป็ทิวทัศน์ของชนบทที่ไหนซักแห่ง
ที่นี่คงเป็ต่างโลกสินะ
ผมมองเห็นต้นไม้ใหญ่อยู่ไกลๆ ส่วนที่เห็นอยู่ใกล้ ๆ ต้นไม้นั่นก็คงเป็ถนนล่ะมั้ง
“ก่อนอื่นเลย ถ้าเดินไปตามถนนก็น่าจะได้เจอกับผู้คนรึเปล่านะ?”
พอตัดสินใจได้แบบนั้นผมก็ออกเดินทางโดยมุ่งหน้าไปยังต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ตรงหน้า ไม่นานต่อมาก็มองเห็นถนนมันเป็ถนนตามที่คิดไว้จริง ๆ ด้วย
“เอาล่ะ จะไปทางไหนดีล่ะเนี่ย......”
ผมกลุ้มใจว่าจะไปทางซ้ายหรือขวามือจากโคนต้นไม้ใหญ่ดีอืม ถ้าเกิดว่าไปทางขวาก็น่าจะใช้เวลาชั่วโมงเดียวแต่ถ้าไปทางซ้ายต้องใช้เวลาแปดชั่วโมงได้มันก็น่าจะลำบากอยู่แฮะ...ตอนที่กำลังใช้ความคิด อยู่ ๆ สมาร์ทโฟนที่อยู่ในกระเป๋าก็ดังขึ้นมา
พอหยิบออกมาดูก็เห็นตัวอักษรขึ้นว่า “สายเข้าจากพระเ้า”
“ฮัลโหล?”
‘โอ้ ต่อสายได้แล้ว ต่อสายได้แล้ว ท่าทางจะไปถึงโดยสวัสดิภาพสินะ?’
เมื่อนำส่วนลำโพงไปแนบที่หูก็ได้ยินเสียงของพระเ้าเพิ่งจะแยกจากกันมาเมื่อกี้แท้ ๆ แต่กลับรู้สึกคิดถึงแฮะ
‘ลืมบอกไปว่าสมาร์ทโฟนของเธอน่ะถูกปรับเปลี่ยนแผนที่หรือทิศทางให้สามารถใช้การได้กับโลกทางนั้นแล้วลองประยุกต์ใช้ดูนะ’
“งั้นเหรอครับ? แหม ช่วยได้มากเลยล่ะกำลังหลงทางอยู่พอดีเลยครับ”
‘ว่าแล้วเชียว สถานที่ที่จะส่งเธอไปถ้าเป็กลางเมืองเลย มันก็ได้อยู่หรอกแต่คิดว่ามันจะทำให้เกิดเื่วุ่นวายยุ่งยากขึ้นน่ะ ก็เลยส่งไปยังที่ลับตาคนแต่ถึงยังไงก็ยังลำบากอยู่ดีน่ะแหละว่าจะเอาเป็ที่ไหนดี’
“ครับ ก็นะ”
ผมยิ้มเจื่อนๆ พร้อมตอบกลับ ผมไม่มีจุดหมายที่จะไปจริง ๆเพราะไม่มีทั้งบ้านเกิดและคนรู้จักเลยนี่นา
‘ถ้าเดินทางไปพร้อมกับตรวจสอบแผนที่ก็คงถึงเมืองได้โดยไม่มีปัญหาล่ะน่องั้นก็พยายามเข้านะ’
“ครับ แค่นี้นะ”
หลังวางสายผมก็ควบคุมหน้าจอของสมาร์ทโฟน แล้วเริ่มใช้งานแอปพลิเคชันแผนที่จากนั้นหน้าจอก็แสดงแผนที่โดยมีตัวผมเป็ศูนย์กลาง ด้านข้างมีถนนทอดยาวอยู่คงเป็ถนนที่อยู่ใต้เท้านี่ล่ะมั้ง สุดปลายทางของถนนที่ถูกย่อส่วนลงมีเมืองทางทิศตะวันตก เอ่อ......ลิฟเล็ท? เมืองลิฟเล็ทสินะ
“ดีล่ะ งั้นก็มุ่งหน้าไปเลยละกัน”
ผมเริ่มเดินไปทางตะวันตกพร้อมกับตรวจสอบทิศทางด้วยแอปพลิเคชันเข็มทิศ
หลังจากเดินมาซักพักผมก็เริ่มคิดได้ว่านี่เป็สถานการณ์ที่แย่เอาการเลยไม่ใช่เหรอ
อย่างแรกผมไม่มีเสบียง น้ำก็ไม่มี ต่อให้ไปถึงเมืองได้ แล้วต่อจากนั้นล่ะ? เงินก็ไม่มี ถึงจะมีกระเป๋าสตางค์อยู่ แต่มันจะใช้แทนเงินของที่นี้ได้เหรอ?คิดตามปกติมันก็ต้องไม่ได้อยู่แล้วจริงไหม เอาล่ะจะทำยังไงดีหว่า......
ขณะที่กำลังเดินไปคิดไปอย่างเหม่อลอยผมก็ได้ยินเสียงอะไรบางอย่างมาจากข้างหลังพอหันหลังไปก็เห็นอะไรบางอย่างกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้จากที่ไกล ๆนั่นมัน......รถม้าเหรอ เพิ่งเคยเห็นรถม้าเป็ครั้งแรกเลยแฮะอาจจะมีใครบางคนนั่งมาด้วยก็ได้มั้ง......
ถึงจะเป็การสื่อสารครั้งแรกั้แ่มายังต่างโลกแต่จะทำไงดีล่ะ หยุดรถม้า? แล้วบอกขอขึ้นไปด้วยครับแบบนั้นก็อาจจะได้อยู่ แต่อย่าทำดีกว่า ทำไมน่ะเหรอ
ก็เพราะพอรถม้าเข้ามาใกล้ถึงรู้ไงว่ารถม้าคันนั้นเป็ของที่หรูสุด ๆ ไปเลยมันเป็งานฝีมืออันปราณีตซึ่งถูกสร้างมาอย่างดี ต้องเป็ของที่พวกคนรวยหรือขุนนางนั่งมาไม่ผิดแน่
ถ้าไปรั้งคนแบบนั้นไว้แล้วโดนด่าว่า “เ้าคนไร้มารยาท! จงชดใช้มาซะดี ๆ!” ถ้าเป็แบบนี้ล่ะก็คงรับมือไม่ไหวแหงๆ ผมจึงหลบไปข้างทางยกถนนให้รถม้าที่เข้ามาใกล้จากทางด้านหลังได้ไปก่อน
รถม้าแล่นผ่านหน้าไปพร้อมเสียงกึกกักและฝุ่นดินฟุ้งกระจายจากนั้นผมก็กลับมายังถนนอีกครั้งโดยที่ไม่มีเื่วุ่นวายเกิดขึ้นพอจะเริ่มเดินต่อผมก็รู้สึกตัวว่ารถม้ากำลังจอดอยู่
“เธอ! เธอตรงนั้นน่ะ!”
ผู้ที่ออกมาโดยเปิดประตูของรถม้าดังโครมก็คือสุภาพบุรุษผมขาวไว้หนวดอย่างสง่างาม สวมผ้าพันคอและผ้าคลุมดูทันสมัยส่วนตรงหน้าอกก็มีเข็มกลัดกุหลาบเปล่งประกายอยู่
“อะไรเหรอครับ......?”
ผมมองสุภาพบุรุษที่กำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ด้วยท่าทางตื่นเต้นส่วนหนึ่งในใจผมก็รู้สึกโล่งอกว่า “อ๊ะเข้าใจคำพูดกันด้วยแฮะ”
หมับเขาจับไหล่ผม แล้วมองไปทั่วร่างราวกับจะโลมเลีย เอ๊ะ อะไรเนี่ยสถานการณ์ย่ำแย่ซะแล้วเหรอ
“ปะ...ไปได้ชุดนี้มาจากไหนน่ะ!?”
“หา?”
พริบตาหนึ่งที่ผมไม่เข้าใจว่าเขากำลังพูดอะไรอยู่เล่นเอาผมอ้าปากหวอไปเลย แต่สุภาพบุรุษไว้หนวดเดินอ้อมไปข้างหลังบ้าง อ้อมไปข้าง ๆบ้าง โดยไม่ได้ใส่ใจผมที่ทำท่าทางแบบนั้นเพื่อพินิจพิจารณาชุดนักเรียนของโรงเรียนที่ผมสวมอยู่ให้ชัด ๆ
“เป็ดีไซน์ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนเลยแล้วก็รูปแบบการเย็บนี่......ทำได้ยังไงกันนะ...... อืม......”
ผมพอจะเข้าใจแล้วสรุปคือชุดนักเรียนนี่มันหายากนั่นเองบางทีโลกนี้คงไม่มีชุดเหมือนแบบนี้อยู่ล่ะมั้ง ถ้าเป็แบบนั้นล่ะก็
“......ถ้าไม่รังเกียจ จะยกให้เอาไหมครับ?”
“จริงเหรอ!?”
สุภาพบุรุษไว้หนวดรับข้อเสนอของผมด้วยความยินดีเป็อย่างยิ่ง
“ชุดนี้เป็ของที่ผมซื้อมาจากพ่อค้าเร่น่ะครับ ถ้าไม่รังเกียจจะยกให้ก็ได้เพียงแต่ ถ้าขายเครื่องแต่งตัวไปหมดผมก็จะลำบากขอแค่เตรียมชุดอื่นให้ที่เมืองถัดไป ผมก็รู้สึกขอบคุณมากแล้วล่ะครับ......”
เพราะบอกไม่ได้ว่าเป็ชุดของต่างโลกผมจึงใช้ข้ออ้างที่นึกได้แถไปก่อนถ้าเกิดได้เงินมาซักเล็กน้อยจากการขายชุดนี้ก็คงช่วยได้มากยิ่งไม่อยากเป็จุดเด่นอยู่ด้วย อาจเป็การยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวเลยทีเดียว
“ได้เลย! ขึ้นรถม้าสิ! จะให้นั่งไปถึงเมืองถัดไปด้วยแล้วก็ต้องเตรียมชุดใหม่ของเธอที่นั่นซะก่อน เอาไว้ค่อยขายชุดหลังจากนั้นก็ได้”
“งั้นก็ เป็อันว่าตกลงการค้ากันเรียบร้อยแล้วนะครับ”
สุภาพบุรุษไว้หนวดกับผมจับมือกันจนแน่นแล้วก็ได้ขึ้นรถม้ามาทั้ง ๆ แบบนั้น จากนั้นก็ต้องสั่นะเือยู่ประมาณสามชั่วโมงกว่าจะถึงลิฟเล็ทซึ่งเป็เมืองถัดไปในระหว่างนั้นสุภาพบุรุษไว้หนวด (เห็นบอกว่าชื่อคุณซานัค)ก็รับเสื้อนอกของชุดนักเรียนที่ผมถอดให้ไปแล้วััรวมถึงตรวจสอบฝีเข็มด้วยความสนอกสนใจเป็อย่างมาก
ดูเหมือนคุณซานัคจะทำงานเกี่ยวกับเสื้อผ้าเครื่องประดับและวันนี้ก็กำลังกลับจากการประชุมงานที่ว่านั่นพอดี อย่างนี้นี่เองในเมื่อทำงานเกี่ยวข้องกับเสื้อผ้าเครื่องประดับปฏิกิริยาแบบนั้นก็สามารถเข้าใจได้อยู่
อย่างไรก็ตามผมกำลังสนุกอยู่กับทิวทัศน์ที่ไหลผ่านไปจากหน้าต่างของรถม้า โลกที่ไม่เคยเห็นมาก่อนจากนี้ไปที่นี่คือโลกของผม
สามชั่วโมงนับจากที่บังเอิญเจอคุณซานัคหลังจากโยกไปโยกมา รถม้าก็มาถึงเมืองลิฟเล็ทในที่สุด
หลังจากทักทายและตอบคำถามเล็กน้อยกับทหารเฝ้าประตูเมืองก็ขออนุญาตเข้าเมืองได้ด้วยความรวดเร็ว จากท่าทางของเหล่าทหารแล้วดูเหมือนคุณซานัคจะเป็คนดังพอตัวทีเดียว
รถม้าแล่นอย่างรวดเร็วไปยังกลางเมืองตอนที่ผ่านพื้นหินแบบโบราณ ตัวรถรูปทรงกล่องก็สั่นไหวเล็กน้อย ไม่นานต่อมาหลังเข้าสู่ถนนใหญ่ที่มีร้านค้าเรียงรายและคนพลุกพล่านแล้วรถม้าก็ไปจอดอยู่ตรงหน้าร้านหนึ่ง
“เอาล่ะ ลงได้เลย จะเตรียมชุดของเธอให้ที่นี่แหละ”
ผมลงจากรถม้าตามที่คุณซานัคบอกถึงร้านนั้นจะมีป้ายที่ใช้โลโก้เป็ด้ายกับเข็มแต่พอเห็นตัวอักษรที่อยู่ข้างใต้นั้น ผมก็รู้สึกตัวได้ถึงเื่ที่แย่เล็กน้อย
“อ่านไม่ออก......”
ผมอ่านตัวอักษรบนป้ายไม่ออกแบบนี้มันค่อนข้างแย่เลยไม่ใช่เหรอ สามารถคุยได้แต่อ่านหนังสือไม่ออกเนี่ยนะ......เอาเถอะ เพราะสามารถคุยกันได้เื่ที่จะให้ใครมาสอนให้มันก็เป็ไปได้จริงไหมล่ะ...... ยังไงก็ต้องเรียนล่ะนะ
พอคุณซานัคพาเข้าไปในร้านเหล่าพนักงานหลายคนก็เข้ามาต้อนรับพวกเรา
“ยินดีต้อนรับกลับค่ะ โอนเนอร์”
คำพูดของเหล่าพนักงานทำให้ผมใเล็กน้อย
“โอนเนอร์?”
“ที่นี่คือร้านของฉันไงล่ะ ที่สำคัญกว่านั้น เอ้า ไปเปลี่ยนชุดซะสิ เฮ้ใครก็ได้ไปเืชุดเหมาะ ๆ มาให้เขาที!”