ในตอนนั้นเอง ชายซื่อสัตย์ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ อาเซ่าก็กระซิบ “มันไม่ได้รุนแรงเหมือนกับที่พวกนางว่าหรอก ข้าเพิ่งเห็นพี่เชินพาเจิ้งหนานออกไป เขายังถามเจิ้งหนานด้วยว่าคิดอย่างไรกับผู้หญิงคนนั้น เจิ้งหนานบอกว่านางนิสัยดีทีเดียว…”
หญิงชาวบ้านรีบตอบโต้ “เจิ้งหนานเป็แค่เด็ก จะไปรู้อะไร?”
ชายผู้ซื่อสัตย์คนนั้นคือสามีของกุ้ยเซียง เขาส่ายศีรษะและพูดว่า “ตอนที่กุ้ยเซียงเอากล่องข้าวมาให้ข้า นางเองก็พูดเหมือนกัน บอกว่าผู้หญิงคนนั้นนิสัยดี และยังซื้อผักจากนางเพื่อทำอาหารให้เด็ก ๆ กินอีกด้วย”
อาสะใภ้ห้าไม่พอใจที่ได้ยินเช่นนั้น นางจึงยู่ปากและเริ่มโวยวาย “ก็แค่เล่นละครหลอกคนอื่นเท่านั้นแหละ”
บังเอิญกุ้ยเซียงมาถึงก็ได้ยินเข้าพอดี จึงรู้สึกไม่สบอารมณ์เล็กน้อย “อย่างน้อยนางก็เล่นละครได้ดี ไม่เหมือนใครบางคนที่ดูแลซีซีมาตั้งนาน แล้วดูเด็กน้อยที่น่าสงสารนั่นสิ? วันนี้ข้าเห็นซีซี เนื้อตัวสะอาดสะอ้านแถมยังเชื่อฟังอีกด้วย บอกได้เลยว่าซ่งจินเหยาทุ่มเทมากจริง ๆ"
ตอนเที่ยงวันนี้ ซ่งจินเหยานำอาหารกลางวันมาส่งที่ทุ่งปศุสัตว์ คนงานจำนวนมากเห็นนาง และพวกเขาต่างก็ประทับใจในตัวนางไม่น้อย
สิ่งสำคัญก็คือ พวกเขาทั้งหมดต่างเห็นตรงกันว่าซ่งจินเหยาเป็หญิงสาวที่งดงาม นางและโม่หงเชินถือเป็คู่ที่เหมาะสม ผู้ชายที่มีความสามารถและผู้หญิงก็งดงาม ราวกับตำราที่ว่าไว้
ดังนั้น ผู้ที่รู้สึกไม่สบายใจก่อนหน้านี้จึงเริ่มรู้สึกได้ว่าสิ่งที่กุ้ยเซียงและสามีพูดนั้นสมเหตุสมผล
พวกเขาไม่เคยเห็นโม่ซีซีมาก่อน ตอนที่อาสะใภ้ห้าเป็คนดูแล เด็กน้อยมักจะมีคราบสกปรกเลอะไปทั่วหน้าและมักจะเท้าเปล่าอยู่เสมอ
แต่วันนี้โม่ซีซีเนื้อตัวสะอาดสะอ้าน สวมใส่เสื้อผ้าที่ดูดี แถมยังน่ารักเป็พิเศษด้วย
เมื่อเห็นว่าทั้งสองฝ่ายไม่ยอมถอย อาเซ่าจึงเอ่ยขึ้น “อย่างไรเสีย นี่ก็เป็เื่ในครอบครัวของอาเชิน เขาไปทำธุระที่เมืองลู่โจว อีกห้าวันก็น่าจะกลับมา เมื่อถึงเวลานั้น พวกเราก็ค่อยคุยกับเขาอีกทีแล้วกัน”
ด้วยเหตุนี้ แม้ว่าอาสะใภ้ห้าจะไม่พอใจแค่ไหน นางก็ได้แต่ต้องเก็บสีหน้าไว้และกลับบ้านไปด้วยอารมณ์ขุ่นเคือง
ส่วนคนอื่น ๆ ในบ้านอาห้าจะมีปฏิกิริยาเช่นไรกับท่าทางน่าสมเพชของอาสะใภ้ห้าเมื่อกลับไปนั้น ไม่มีใครล่วงรู้
โม่เจิ้งหนานกลับมาถึงบ้านและบอกกับซ่งจินเหยาว่า โม่หงเชินจะไม่กลับบ้านประมาณห้าวัน ซึ่งซ่งจินเหยาก็ไม่ได้แสดงท่าทีอะไรออกมา
ถ้าโม่หงเชินไม่อยู่ นั่นก็หมายความว่าคนที่นางต้องเตรียมข้าวให้น้อยลงหนึ่งคน
ซ่งจินเหยาถือโอกาสตอนที่เด็ก ๆ อยู่บ้าน นางเรียกพวกเขามา “จากนี้ไป ข้าจะเป็คนดูแลบ้านเอง ทว่ามีบางอย่างที่เราต้องช่วยกัน เช่น งานบ้านต่าง ๆ"
โม่เจิ้งตงและโม่เจิ้งหนานต่างก็ยืดตัวตรงโดยสัญชาตญาณและจ้องมองนาง
โดยเฉพาะโม่เจิ้งตง เขาเป็พี่ชายคนโต เมื่อสมัยที่บิดามารดาของพวกเขาต้องทำงานจนไม่มีเวลา ไม่มีใครคอยจัดการงานบ้าน ดังนั้นเขาในฐานะพี่ใหญ่จึงพยายามช่วยเหลือทุกวิถีทางเท่าที่จะทำได้
ต่อมา โม่หงเชินก็จ้างท่านย่าห้ามาช่วยดูแลบ้าน ในตอนแรกนางก็ช่วยงานบ้างเล็กน้อย แต่ไม่นาน นางก็เริ่มไม่ทำอะไรเลย
งานบ้านง่าย ๆ ทั่วไป พวกเขาพี่น้องต้องแบ่งกันทำตอนเย็นหลังกลับมา งานหลักๆ ก็คือการซักผ้าและทำความสะอาด
ซ่งจินเหยาเอ่ยขึ้น “อาหารสามมื้อ ข้าจะเป็คนรับผิดชอบเอง ในตอนเช้า เจิ้งตงต้องซักผ้า เจิ้งหนานต้องล้างจาน ตอนเที่ยงทั้งสองคนต้องช่วยกันล้างจาน ตอนเย็น ถ้าต้องเอาข้าวไปส่งให้ท่านพ่อของเ้า เจิ้งหนานจะเป็คนรับหน้าที่นั้น ส่วนเจิ้งตงก็ล้างจาน พอกลับมาแล้วก็ให้ทั้งสองคนช่วยกันทำความสะอาดบ้าน กวาดบ้าน เช็ดฝุ่น พวกเ้าทำได้ไหม?”
โม่เจิ้งตงไม่ได้โต้แย้งอะไร เขาเองก็คิดว่าบ้านนี้สกปรก ไม่เป็ระเบียบ และเขาเองก็รู้สึกว่ามันดูไม่ดีจริง ๆ
ใน่สองวันที่ผ่านมา เมื่อมีซ่งจินเหยาอยู่ หลังเลิกเรียน เขาและน้องชายได้ดื่มน้ำอุ่น ๆ ได้กินข้าวร้อน ๆ อาหารก็อร่อย นอกจากนี้ ดูเหมือนซ่งจินเหยาจะดูแลโม่ซีซีได้ดีมากอีกด้วย
หากทุกอย่างยังคงเป็เช่นนี้ต่อไป เขาก็ยินดีทำหน้าที่ของตัวเอง
โม่เจิ้งหนานมองดูพี่ชายด้วยความระมัดระวัง เมื่อเห็นว่าเขาพยักหน้าก็รีบพยักหน้าตามทันที
เขายังรู้สึกกลัวซ่งจินเหยาอยู่บ้าง แต่ก็รู้สึกว่าตนเองใจอ่อนเกินไป เพียงอาหารอร่อย ๆ ไม่กี่มื้อก็ชนะใจเขาได้แล้ว
แต่ก็ช่างมันเถอะ ในเมื่อพี่ชายของเขาเห็นด้วย เขาก็จะทำตาม พี่ชายเฉลียวฉลาดกว่าเขามาก หากติดตามเขาคงไม่ผิด
ซ่งจินเหยาพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ แล้วกล่าวเสริมว่า “เ้าซักแค่เสื้อผ้าของตัวเองก็พอ ส่วนของข้ากับซีซี ข้าจะจัดการเอง”
โม่เจิ้งตงตกตะลึง โดยปกติเขาและน้องชายจะต้องซักผ้าให้ทุกคน ไม่ใช่แค่ซักเสื้อผ้าของพวกเขาสามพี่น้อง แต่ท่านย่าห้ามักจะเอาเสื้อผ้าสกปรกของตัวเอง หรือแม้แต่เสื้อผ้าสกปรกจากบ้านท่านตาห้ามาให้พวกเขาซักด้วย
โดยเฉพาะตอนนี้ที่อากาศเริ่มหนาวแล้ว น้ำในบ่อเย็นจนเกือบกลายเป็น้ำแข็ง บ่อยครั้งใน่เย็น ท่านย่าห้าจะนำตะกร้าผ้ามา พร้อมกับอ้างว่านางต้องดูแลโม่ซีซี
ทว่าตอนนี้ ซ่งจินเหยากลับบอกให้พวกเขารับผิดชอบเฉพาะเสื้อผ้าของตนเท่านั้น
ซ่งจินเหยาครุ่นคิด “อ้อ...แล้วเสื้อผ้าของท่านพ่อเ้าก็ต้องซักด้วยใช่ไหม?”
โม่เจิ้งตงส่ายศีรษะ “เวลาท่านพ่อกลับมา เขามักจะซักเสื้อผ้าของตัวเอง”
ดีจริง ประหยัดเวลาได้เยอะ
ในยุคปัจจุบันมีเครื่องซักผ้า และยังมีเครื่องซักผ้าขนาดเล็กสำหรับซักชุดชั้นในโดยเฉพาะ นางจึงไม่เคยต้องซักผ้าด้วยมือเลย
ตอนนี้ต้องทำทุกอย่างด้วยมือ หากต้องซักผ้าทุกวันนางคงไม่มีเวลาทำอย่างอื่น
และตอนที่เ้าของร่างเดิมอาศัยอยู่ในบ้านตระกูลหลี่ มีสาวใช้สูงวัยคนหนึ่งคอยทำงานหนักในบ้าน นางจึงไม่เคยต้องซักอะไรเองเลย
ส่วนเครื่องนอนและของใช้อื่น ๆ พวกเขาสามารถช่วยกันซักเมื่อมีเวลาว่างได้
อย่างไรก็ตาม นางจะไม่ยอมทำงานหนักอยู่คนเดียวแน่
“พวกเ้าหยุดเรียนอีกครั้งเมื่อไร?”
โม่เจิ้งตงเอ่ยตอบ “พรุ่งนี้เป็วันหยุดขอรับ”
“เยี่ยมไปเลย เช่นนั้นพรุ่งนี้พวกเ้าทั้งสองช่วยกันทำความสะอาดบ้าน ข้าต้องไปตลาดสักหน่อย วันนี้มีของบางอย่างที่ยังซื้อได้ไม่ครบ”
นี่ก็ดึกแล้ว และซ่งจินเหยาก็เหนื่อยล้ามาก ขณะที่ลุกขึ้นจะไปช่วยโม่ซีซีล้างหน้าแปรงฟัน นางก็นึกขึ้นได้ว่าวันนี้นางซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่มาให้เด็ก ๆ
“จริงสิ เสื้อผ้าของพวกเ้าไม่พอดีตัว ข้าเลยซื้อให้ใหม่ วางอยู่ในห้อง ไปลองดูสิ หากไม่พอดี ข้าจะแก้ให้ใหม่”
กล่าวจบ นางก็อ้าปากหาวหนึ่งที จากนั้นก็อุ้มโม่ซีซีเข้าห้องไป
ส่วนโม่เจิ้งตงกับโม่เจิ้งหนานยังคงนั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น ไม่ขยับไปไหน
หลังจากผ่านไปสักพัก โม่เจิ้งหนานก็พูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ท่านพี่...ข้าไม่ได้หูฝาดไปใช่ไหม?”
เขาไม่ได้หูฝาด แล้วน้องชายจะหูฝาดได้อย่างไร?
ผู้หญิงคนนั้นซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้พวกเขา ส่วนเสื้อผ้าที่พวกเขาใส่อยู่ตอนนี้ไม่รู้ว่ามาจากไหน…ทั้งไม่พอดีตัว บางตัวใหญ่ไป บางตัวเล็กไปบาง ไม่ได้มีความอบอุ่นเลยสักนิด บางตัวก็มีรอยปะชุนเต็มไปหมด แต่ไม่ว่าอย่างไร พวกเขาก็จำเป็ต้องใส่
โม่เจิ้งหนานมีชุดดี ๆ อยู่ชุดหนึ่ง เป็ของขวัญที่ท่านพ่อมอบให้เขาเมื่อปีที่แล้ว ตอนกลับมาบ้าน ส่วนชุดของโม่เจิ้งตงนั้นเล็กเกินไปจึงยกให้เขา ส่วนชุดใหม่ของเขาก็ถูกท่านย่าห้าเอาไป ต่อมาก็เห็นเด็กอีกคนได้สวมใส่
ไม่คิดเลยว่าเวลาผ่านมานานขนาดนี้ พวกเขาจะมีเสื้อผ้าใหม่ ๆ ใส่
เด็ก ๆ ผลักประตูห้องของตัวเองเปิดออก ในใจยังคงรู้สึกไม่อยากเชื่อ
โม่เจิ้งหนานเปิดห่อ แล้วน้ำตาก็เริ่มคลอเบ้า “ท่านพี่…มีชุดใหม่จริง ๆ ด้วย”
เขาหยิบชุดหนึ่งขึ้นมาตรวจดู และตระหนักได้ว่ามันไม่ได้มีเพียงชุดเดียว แต่มีอยู่หลายชุด แม้แต่ชุดด้านในก็ยังมีถึงสามชุด
เขาอยากจะลองสวมใส่ชุดใหม่ในทันที แต่จู่ ๆ ก็รู้สึกว่าตนเองสกปรกเกินกว่าที่จะใส่เสื้อผ้าสวย ๆ เช่นนี้
เขาถูมือกับเสื้อผ้าเก่าของตนอย่างแรง เพื่อพยายามให้มือสะอาดขึ้น “ท่านพี่ เราควรอาบน้ำก่อนไหม? อาบน้ำให้สะอาดก่อนแล้วค่อยลองสวมเสื้อผ้าพวกนี้”
โม่เจิ้งตงลูบเสื้อคลุมที่ทั้งหนาและอบอุ่นนั้น รู้สึกว่ามันดีกว่าชุดที่เขาใส่อยู่มากมายหลายเท่า
เขาส่ายศีรษะ “นาง...บอกว่าถ้าไม่พอดี นางจะแก้ให้ ลองสวมดูก่อนเถอะ”
.
.
.