รวิสราเทโจ๊กหมูใส่ถ้วยก่อนจะเอาวางบนโต๊ะคร่อมเตียง จากนั้นจึงเข็นเข้าไปหาแฟนหนุ่มพร้อมกับกำชับว่า
“ต้องทานให้เยอะๆ นะคะ กำลังร้อนๆ เลยค่ะ”
“ความจริง…เพียงแค่ผมเห็นหน้าคุณผมก็อิ่มจนไม่อยากทานข้าวแล้วละครับ” ภัทรดนัยหยอดคำหวานทันที ในขณะที่อีกฝ่ายถึงกับเขินอายเลยทีเดียว
“แหม! ปากหวานจังนะคะ”
“ยังไม่ทันชิมก็รู้ว่าหวานเสียแล้ว คุณนี่น่ารักจริงๆ ครับ”
“นี่ถ้าไม่ติดว่าคุณเป็ผู้ป่วยละก็ ฉันทุบแขนคุณให้ระบมไปเลย” เธอส่งค้อนวงโตให้เขาอย่างหมั่นไส้
“โอ๊ะ โหดจริงๆ เลยแฮะ”
“นี่มันยังน้อยไปค่ะ ยังมีเยอะกว่านี้อีกนะคะ”
“ยังมีโหดกว่านี้อีกเหรอครับ”
“ค่ะ ถ้าหากคุณตกลงใช้ชีวิตคู่ร่วมกับฉัน เดี๋ยวคุณก็จะได้รู้เองค่ะว่าระดับความโหดของฉันมีประมาณไหน” เธอว่า ในขณะที่ภัทรดนัยแอบกลืนน้ำลายลงคออย่างกลัวๆ ก่อนจะพึมพำเบาๆ ว่า
“เห็นทีงานนี้คงต้องคิดหนักแล้วละเรา”
“คุณดนัยพูดอะไรนะคะ” รวิสราได้ยินที่เขาพูดแว่วๆ แต่ไม่ถนัดจึงเอ่ยถามให้แน่ใจ
“ปละ เปล่าครับ ผมแค่พูดว่าข้าวต้มชามนี้น่ากินจัง” เขาแก้ตัวแบบถูๆ ไถๆ
“ข้าวต้มที่ไหนกัน นี่มันโจ๊กค่ะ แค่โดนน้ำกรดสาดมันทำให้สมองของคุณกระทบกระเทือนด้วยเหรอคะ”
“เอ่อ ผมลืมครับ ลืมว่าคุณซื้อโจ๊กมาให้”
“อย่ามัวแต่พูดเลยค่ะ ทานโจ๊กก่อนเถอะค่ะ ถ้ามันเย็นเดี๋ยวจะหมดอร่อยกันพอดี”
“คุณป้อนผมหน่อยสิครับ” เขาทำเสียงออดเสียงอ้อนยกใหญ่ ทว่ากลับโดนอีกฝ่ายส่งค้อนวงโตมาให้
“โดนน้ำกรดสาดหลังแล้วแผลมันลามไปถึงแขนหรือไงคะ คุณถึงตักข้าวทานเองไม่ได้”
“โธ่ ก็ผมอยากให้แฟนของผมป้อนนี่ครับ หรือไม่ได้”
รวิสรายังไม่ทันจะตอบ ประตูหน้าห้องก็ถูกเปิดพร้อมกับร่างสูงของผู้มาใหม่ที่ก้าวเข้ามา ซึ่งก็คือตุลธรนั่นเอง
“อ้าว! ไม่ยักรู้ว่าแกกำลังจู๋จี๋อยู่กับแฟน” เขาเอ่ยแซวเพื่อนขำๆ
รวิสราหันไปยิ้มให้กับอีกฝ่ายก่อนจะบอกว่า
“คุณตุลมาพอดีเลยค่ะ จะได้อยู่คุยเป็เพื่อนคุณดนัย พอดีฉันจะออกไปทำธุระหน่อยน่ะค่ะ ฝากด้วยนะคะ”
“ได้สิครับ” เขาพยักหน้า
ฝ่ายหญิงสาวก็หันไปบอกแฟนหนุ่ม
“ฉันขอตัวก่อนนะคะ อย่างลืมกินโจ๊กละ เดี๋ยวมันเย็นแล้วจะไม่อร่อย” กำชับเสร็จก็เดินออกไปจากห้องทันที
“ไอ้ตุลนะไอ้ตุล มาไม่รู้เวล่ำเวลาเลย ฉันกำลังจะอ้อนแฟนของฉันให้ป้อนโจ๊กอยู่แล้วเชียว” ภัทรดนัยบ่นอุบอิบ ทว่าตุลธรกลับหัวเราะ
“เอ้า ใครจะไปตรัสรู้ด้วยล่ะครับไอ้เพื่อน ว่าแกกำลังจะทำอะไรหรือไม่ทำอะไร สรุปฉันผิดเหรอวะ”
“คราวหน้าถ้าจะมาก็กรุณาโทร.มาบอกฉันล่วงหน้าก่อนนะโว้ย”
“โอเค” อีกฝ่ายตอบ “ว่าแต่แกเป็ง่อยเหรอ ถึงอยากให้คุณวิป้อนโจ๊กน่ะ”
“แกนี่ไม่รู้อะไร คนเรามันก็ต้องอยากอ้อนแฟนบ้างสิ หรือแกไม่เคยทำกับคุณภัค”
“ก็เคยเหมือนกันนั่นละ” ปากพูดในขณะที่มือไปลากเก้าอี้มานั่ง ก่อนจะเอ่ยต่อไป “ว่าแต่แกเป็ยังไงบ้าง เจ็บแผลมากหรือเปล่า”
“โคตรแสบฉิบหายว่ะ นี่โชคดีที่เป็ฉันที่โดนสาด ไม่ใช่คุณภัค”
“ต้องขอบคุณแกแทนคุณภัคนะโว้ย ที่ช่วยเขาจนตัวเองเจ็บแทน ฉันเป็แฟนแท้ๆ แต่กลับไม่ได้ช่วยเลย”
“ไม่เป็ไร เื่แค่นี้จิ๊บจ๊อยมาก”
“ยังไงฉันก็ต้องขอบคุณแกอีกครั้งนะ”
“แกขอบคุณฉันเป็ครั้งที่สองแล้ว ถ้ามีครั้งที่สามฉันคงตัวลอยแน่ๆ เลยว่ะ”
ตุลธรได้แต่หัวเราะ ทว่าไม่ได้ตอบอะไรทั้งสิ้น
สักพักภัทรดนัยก็เอ่ยถามเื่ที่ค้างคาใจกับเพื่อนว่า
“เอ้อ จริงสิ ฉันยังไม่รู้เื่ของแกกับคุณภัคเลยนะ ว่ามีความเป็มายังไง ท่าทางเหมือนไม่ใช่แค่เ้านายกับพนักงาน เหมือนอย่างอื่นแอบแฝงด้วย ไหนลองอธิบายให้ฉันฟังหน่อยสิ”
“มันก็ไม่มีอะไรมากหรอก ฉันกับคุณภัคเรากำลังคบหาดูใจกันอยู่น่ะ” ชายหนุ่มสารภาพกับเพื่อนทันที
“หา!” เบิกตากว้างด้วยความใ “ฉันไม่เชื่อว่ามันไม่มีอะไรมาก เพราะภาพและคลิปที่ออกทางโซเชียลมันชี้ชัดแล้วว่าอะไรเป็อะไร หลักฐานทนโท่ในห้องนอนของแก เป็บิกินี่ของคุณภัค นี่อย่าบอกนะว่าแกกับเขาเลยเถิดไปถึงขั้นมีอะไรกันแล้ว”
“อือ…” เขาพยักหน้ายอมรับ “โธ่ ไอ้ฉันเป็ผู้ชายนี่หว่า ในเมื่อผู้หญิงเสนอ ฉันก็ต้องสนองสิ”
“หมายความว่าคุณภัคเสนอตัวให้แกงั้นเหรอวะ”
“ประมาณนั้นละ ก็วันนั้นเขาเมาแล้วฉันก็ส่งเขากลับคอนโดฯ แล้วก็เช็ดเนื้อเช็ดตัวให้ เพราะคิดว่ามันจะทำให้เขาสร่างเมาเร็วขึ้น แต่ว่าจู่ๆ คุณภัคเขาก็ดึงฉันเข้าไปจูบ ตอนแรกฉันก็อึ้ง แต่สักพักสัญญาณดิบของผู้ชายมันก็พลุกพล่านในกายของฉัน แล้วจากนั้นมันก็จุด จุด จุด”
“เฮ้ย จริงเหรอวะ แกกับคุณภัคถึงขั้นนั้นแล้วจริงๆ เหรอ”
“อือ…”
“กี่ครั้งแล้ว”
“ก็หลายครั้งอยู่นะ”
“แล้วทุกครั้งแกได้ป้องกันหรือเปล่า เพราะถ้าเกิดคุณภัคท้องขึ้นมาละแย่เลยนะโว้ย”
“ฉันไม่ได้ป้องกันว่ะ ไม่ได้เตรียมถุงยางไว้เลย”
“บ้าชะมัด ทำไมแกสะเพร่าจังวะ”
“ตกลงแกเป็เพื่อนหรือพ่อของฉันกันแน่วะ มาว่าฉันอยู่ได้”
“ฉันเป็ห่วงแกไง ฉันกลัวว่าถ้าแกเกิดคุณภัคพลาดท้องขึ้นมาแล้วแกจะเดือดร้อนน่ะสิ”
“เดือดร้อนฉันไม่กลัวโว้ย” ตุลธรว่า
“แต่…”
“ถ้าคุณภัคเขาท้องจริงๆ ฉันก็จะดีใจมาก เพราะฉันอยากมีลูกกับเขาอยู่แล้ว ถ้าวันนั้นมาถึงฉันจะรับผิดชอบเขาเอง”
“แกคิดว่าคุณภัคเขาคิดแบบเดียวกันกับแกงั้นเหรอ เขาอาจไม่ได้อยากปล่อยให้ท้องกับแกก็ได้”
“เฮ้ย! ไอ้ดนัย แกหยุดพูดแบบนี้นะโว้ย ไม่งั้นฉันโกรธแกแน่” ตุลธรทำหน้าไม่พอใจ
“แต่ฉัน…”
“ฉันไม่อยากฟังแกพูดเหมือนเมื่อกี้อีกแล้ว ฉันขอตัวกลับก่อนละ” เอ่ยจบอีกฝ่ายก็ผลุนผลันออกไปจากห้องพักฟื้นของเพื่อนทันที ในขณะที่ภัทรดนัยมองตามพลางส่ายหน้าด้วยความเหนื่อยหน่าย พร้อมกับเอ่ยขึ้นว่า
“ฉันแค่เป็ห่วงแก ทำไมแกมองไม่เห็นบ้างวะ นี่ถ้าเราไม่ใช่เพื่อนกันฉันจะไม่พูดแบบนี้ แต่ดูสิ ยิ่งพูดแกก็ยิ่งโกรธฉัน แล้วฉันต้องทำยังไงเนี่ย”
“หา! เธอกับเขาเลยเถิดไปถึงขั้นมีอะไรกันแล้วงั้นเหรอ” รวิสราทำหน้าใหลังจากได้ฟังสิ่งที่เพื่อนบอก
ภัคธีมาพยักหน้า
“ใช่ เธอได้ยินไม่ผิดหรอก”
เมื่อพบหน้าเพื่อนหญิงสาวก็ตัดสินใจสารภาพความจริงทั้งหมดเกี่ยวกับแผนแก้แค้นที่เธอวางไว้ แต่บางเื่มันมีแตกต่างจากแผนบ้าง นั่นคือเื่ที่เธอพลาดท่าเสียตัวให้กับตุลธร ซึ่งเธอไม่อยากให้มันเป็แบบนั้นเลย ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเพราะความเมาทั้งสิ้น ถ้าวันนั้นเธอไม่เมาก็คงจะไม่มีเื่บัดสีบัดเถลิง ส่วนหลายๆ ครั้งต่อมาก็เหมือนเป็การสมยอมเสียมากกว่า เพราะตุลธรเล้าโลมและรุกมากเข้าจนทำให้เธอโอนอ่อนผ่อนตามไปกับเขา และเกิดติดใจกับเื่บนเตียงจนถอนตัวยาก เมื่อเขาชวนเมื่อไหร่เ้าหล่อนเป็ต้องตอบสนองความ้าทุกครั้งไป
“เห็นมั้ย ฉันเตือนเธอแล้ว ว่าอย่าเล่นกับไฟ แล้วตอนนี้เป็ยังไงล่ะ ไฟมันย้อนกลับมาเผาผลาญตัวเธอแล้วเนี่ย” อีกฝ่ายว่า
ภัคธีมาทำหน้าไม่พอใจ
“วิ เธอจะมาซ้ำเติมฉันทำไม แค่ฉันเสียตัวให้กับศัตรูก็รู้สึกเจ็บมากพอแล้ว แล้วนี่แกซึ่งเป็เพื่อนของฉันมาซ้ำเติมอีกมันทำให้ฉันเจ็บยิ่งกว่า”
“เธอถอยออกมาเถอะนะภัค ยุติเื่การแก้แค้นเถอะ ปล่อยให้ทุกอย่างเป็ไปตามกฏแห่งกรรม เธอเคยได้ยินมั้ย ใครทำอะไรก็ได้อย่างนั้น” เธอพยายามเกลี้ยกล่อมเพื่อน
“ไม่” ไม่ยอมท่าเดียว “ฉันจะไม่รอให้กฏแห่งกรรมจัดการนายนั่น ฉันนี่ละที่จะเป็คนลงมือเอง เอาให้สาสมกับที่มันทำกับพี่ชายของฉัน”
“ฉันอยากให้เธอวางเื่นี้แล้วไปจัดการฌาปนกิจศพพี่พงศ์เพื่อส่งดวงิญญาของเขาให้ไปสู่สัมปรายภพ แบบนั้นฉันว่าน่าจะได้บุญกว่านะ”
“ไม่! ตราบใดที่ฉันยังหาหลักฐานจัดการไอ้ผู้ร้ายคนนั้นไม่ได้ ฉันก็จะยังไม่ทำอะไรกับศพของพี่พงศ์ทั้งนั้น เื่นี้ฉันว่าฉันบอกเธอไปหลายรอบแล้วนะ หรือเธอจำไม่ได้”
“ในฐานะที่เราสองคนเป็เพื่อนกันมานานฉันก็เป็ห่วงเธอ ไม่อยากให้เธอถลำลึกไปมากกว่านี้ รีบถอยออกมาก่อนจะสาย”
“ฉันขึ้นหลังเสือแล้ว ถ้าจะให้ฉันลงมันก็คงยาก เธอไม่ต้องมาเกลี้ยกล่อมฉันหรอก เพราะมันเปล่าประโยชน์” เธอบอกอย่างเด็ดเดี่ยว
‘คงป่วยการที่จะห้ามเธอแล้วจริงๆ’
รวิสราคิดในใจอย่างท้อแท้
เพราะยิ่งห้ามภัคธีมาก็ยิ่งโกรธ ที่ห้ามก็เพราะเป็ห่วง ไม่อยากให้เพื่อนถลำลึกไปมากกว่านี้ แต่อีกฝ่ายก็ไม่มีทีท่าว่าจะฟังอะไรเลย ยืนยันจะดำเนินการตามแผนต่อไปจนกว่าจะหาหลักฐานเอาผิดตุลธรได้
ดังนั้นเธอก็คงต้องอยู่เงียบๆ คอยเป็ห่วงเพื่อนและให้กำลังใจอยู่ห่างๆ เท่านั้นพอ!
รวิสราหันไปสั่งเครื่องดื่มกับบริกร
“เอาคาปูชิโนที่หนึ่งค่ะ” แล้วหันไปทางเพื่อน “ภัค เธอเอาอะไรมั้ย”
“ขอเป็เอสเปรสโซแล้วกัน” ภัคธีมาตอบเสียงเย็นลง
“อ้อ แล้วก็เอสเปรสโซที่หนึ่งด้วยค่ะ” เธอหันไปสั่งบริกรอีกที
ระหว่างรอเครื่องดื่มสองสาวก็คุยกันต่อ
“แล้วนี่เธอจะทำยังไงต่อไปเหรอ ภัค”
“แผนของฉันจะยังคงดำเนินต่อไป ไม่มีทางหยุดกลางคันแน่” ภัคธีมาบอกเสียงราบเรียบ
“ฉันขอให้เธอคิดดูให้ดีๆ ก่อนที่ชีวิตของเธอจะย่ำแย่ลงไปมากกว่านี้ ที่ฉันเตือนเธอก็เพราะเห็นเธอเป็เพื่อน”
“เธอก็รู้นี่วิ ลงถ้าฉันคิดจะทำอะไรแล้ว ใครหน้าไหนก็ขวางฉันไม่ได้ แม้กระทั่งคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็เพื่อนอย่างเธอก็ตาม”
‘ภัคนะภัค ฉันรึก็อุตส่าห์เป็ห่วง เตือนก็ไม่ฟัง น่าจะฟังฉันสักนิดก็ยังดี แต่นี่ไม่มีเลย แล้วฉันจะต้องทำยังไงดีเนี่ย’
ในขณะนี้จะสังเกตเห็นได้ว่าหน้าของรวิสรานั้นเต็มไปด้วยริ้วของความเครียดเพราะเป็ห่วงเพื่อน ทว่าเพื่อนนั้นกลับมองข้ามความหวังดีของเธอ ไม่ว่าจะเตือนอย่างไรอีกฝ่ายก็ไม่ฟัง ยังดึงดันที่จะแก้แค้นให้สำเร็จ จนกว่าจะหาหลักฐานเอาผิดตุลธรได้ ไม่เช่นนั้นิญญาพุฒิพงศ์คงไปสู่สัมปรายภพไม่ได้แน่ นั่นคือสิ่งที่ภัคธีมาพูดกับเธอหลายครั้งแล้ว
“ฉันคงป่วยการที่ห้ามเธอให้หยุดได้” หญิงสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย ในขณะที่อีกฝ่ายพยักหน้าเป็เชิงเห็นด้วย
“ใช่! ยิ่งเธอห้ามฉันมากเท่าไหร่ฉันก็จะยิ่งโกรธมากเท่านั้น ทางที่ดีเธอควรจะอยู่เฉยๆ เป็กำลังใจให้ฉันก็พอ อ้อ ่นี้เธอได้เอาดอกไม้อันใหม่ไปเปลี่ยนให้พี่พงศ์บ้างมั้ย อันที่เปลี่ยนครั้งล่าสุดมันน่าจะเหี่ยวแล้วละ”
“สองสามวันที่ผ่านมาฉันซื้อดอกกุหลาบไปเปลี่ยนให้เขาแล้ว กุหลาบสีขาวที่เขาชอบน่ะ”
“ขอบใจมากจ้ะเพื่อนรัก”
แล้วเครื่องดื่มก็ถูกนำมาเสิร์ฟ ทั้งคู่จึงหยุดสนทนากันทันใด
“อืม เอสเปรสโซอร่อยดีนะ” ภัคธีมาเอ่ยขึ้นหลังจากดื่มเอสเปรสโซแล้ว
“คาปูชิโนก็อร่อยนะ” รวิสราว่า
“เอ้อ เร็วๆ นี้ฉันจะพาไอ้ฆาตกรไปไหว้ศพพี่พงศ์”
“ภัค ฉันว่า…” เธออ้าปากจะคัดค้าน ทว่าอีกฝ่ายกลับเอ่ยแทรก
“ฉันรู้ว่าเธอจะพูดอะไร แค่เธออ้าปากฉันก็เห็นลิ้นไก่ของเธอแล้ว เพราะฉะนั้นฉันขอให้เธออย่าพูดมันออกมาเข้าใจมั้ย”
“ก็ได้” เธอถอนหายใจออกมาอย่างเซ็งๆ
ทันใดนั้นเองเสียงมือถือของภัคธีมาก็ดังขึ้น หญิงสาวหยิบมาดูก็เห็นเป็เบอร์ของตุลธรที่โทร. มาหา เธอหันไปทางเพื่อนสาว
“เขาคงโทร. มาตามฉันแล้ว”
“รับสายเลยสิจ๊ะ” รวิสราบอก ในขณะที่อีกฝ่ายรีบกดรับสายทันที พร้อมกับกรอกเสียงลงไป
“ฮัลโหล ว่ายังไงคะ คุณตุล เยี่ยมเพื่อนเสร็จแล้วเหรอคะ”
“คุณนั่งอยู่โต๊ะไหนครับ ตอนนี้ผมอยู่หน้าร้านกาแฟแล้ว” ตุลธรตอบกลับมา
ทำเอาภัคธีมาเบิกตากว้างด้วยความใ
“หา!”
“เดี๋ยวผมจะเข้าไปหานะครับ”
“ไม่เป็ไรค่ะ ฉันดื่มเอสเปรสโซอิ่มพอดี คุณรออยู่ด้านนอกนั่นละค่ะ เดี๋ยวฉันจะออกไปแล้ว” ก่อนจะวางสายอย่างเร็ว แล้วหันไปทางเพื่อนอีก “ฉันกลับก่อนละ คุณตุลเขารออยู่ด้านนอก ฉันจะให้เขาเข้ามาเห็นเราอยู่ด้วยกันไม่ได้”
“ทำไมล่ะ” เอ่ยถามอย่างสงสัย
“เอาเป็ว่าฉันมีเหตุผลของฉันก็แล้วกัน งั้นฉันไปก่อนนะ” เอ่ยจบก็ผลุนผลันออกไปจากร้าน โดยมีสายตาของรวิสรามองตามอย่างงงๆ พลางพึมพำ
“เป็อะไรของเขา ทำตัวแปลกๆ มีพิรุธชอบกลแฮะ”
บนถนนมอเตอร์เวย์…
ตุลธรขับรถไปเรื่อยๆ ช้าๆ โดยที่ภัคธีมานั่งอยู่ที่เบาะข้าง หญิงสาวมองไปข้างหน้าด้วยแววตาเรียบเฉย คล้ายกับคิดอะไรบางอย่างอยู่
กระทั่งชายหนุ่มเรียก
“คุณภัคครับ คุณภัค”
“คะ” เธอหันไปมองเขาพลางยิ้มให้นิดๆ
“คุณเป็อะไรครับ ผมเห็นคุณเงียบั้แ่ออกมาจากร้านกาแฟแล้ว กำลังคิดอะไรอยู่เหรอครับ”
“เปล่านี่คะ ฉันไม่ได้เป็อะไร แค่รู้สึกเพลียๆ เท่านั้นเอง เพราะฉันยังไม่หายใจากเหตุการณ์เมื่อตอนเช้าค่ะ” ภัคธีมาบอก
ตุลธรพยักหน้าเข้าใจ ก่อนจะปล่อยมือข้างหนึ่งแล้วเอื้อมไปจับมือของอีกฝ่ายพร้อมกับเอ่ยคำสัญญา
“คุณภัคไม่ต้องคิดมากไปนะครับ ต่อจากนี้เป็ต้นไปจะไม่มีใครทำอะไรคุณได้อีก เพราะผมจะปกป้องคุณเต็มที่ เหตุการณ์ตอนแถลงข่าวมันเกิดขึ้นโดยที่ใครก็ไม่คาดคิดว่าคุณนลินเธอจะกล้าทำแบบนั้น”
“ถ้าไม่ได้คุณดนัยเข้ามาขวางภัคก็คงจะโดนน้ำกรดสาดเต็มๆ โชคดีที่คุณดนัยช่วย”
“เ้าดนัยไวกว่าผม มันยืนใกล้คุณก็เลยช่วยขวางได้ทัน แต่ผมนั่งอยู่ จะลุกไปช่วยก็ลำบาก”
“ฉันไม่ถือโทษโกรธเคืองคุณหรอกนะคะ ที่คุณไม่ช่วยฉัน แค่ตอนนี้ฉันรอดปลอดภัยก็ถือว่าดีแล้วค่ะ”
“ครับ พ้นจากน้ำกรดได้อย่างหวุดหวิด”
จากนั้นทั้งคู่ก็เงียบไปสักพัก ในขณะที่ภัคธีมากดมือถือดูข่าวที่เธอกับเขาสัมภาษณ์ นักข่าวเอาลงในโซเชียล หญิงสาวอ่านคอมเมนต์ในข่าวซึ่งดูเหมือนเป็การโจมตีเธอมากกว่า
‘ผู้หญิงอะไรหน้าด้าน ทะเยอทะยานอยากเป็รองประธานจนต้องเอาตัวเข้าแลก ทำเื่น่าอับอายให้แก่วงตระกูลแท้ๆ’
‘หล่อนช่างร่านจริงๆ แม่คุณ’
‘น่าจะไปขายเนื้อสดในซ่องมากกว่านะยะ ดูท่าจะร่านมากนะ’
‘ทำเื่บัดสีบัดเถลิงจนมีภาพหลุดออกมา ทีอย่างนี้ทำมาเป็จัดงานแถลงข่าวเพื่อแก้ข่าว มันสมควรแล้วเหรอ’
‘สงสารคุณตุลธรที่เสียรู้ผู้หญิงพรรค์นี้ ไม่น่าเลย’
‘แทนที่คุณตุลธรจะได้กับผู้หญิงดีๆ แต่กลับได้ผู้หญิงแบบนี้มาทำเมีย ขอให้คุณตุลธรหูตาสว่างไวๆ นะคะ’
คอมเมนต์ที่โจมตีเธอมีมากกว่านี้อีก แต่เพราะทนอ่านคำด่าเสียๆ หายๆ ไม่ได้จึงหยุดทันที
ที่ทุกคนด่าเธอมาทั้งหมด ภัคธีมาอยากจะสารภาพเหลือเกินว่าเธอไม่ได้อยากให้ทุกอย่างมันเป็แบบนี้ ที่ทำไปนั้นมันคือการแก้แค้น เธอกำลังชำระแค้นให้พี่ชาย ทว่าใครจะไปรู้ว่ามันจะเลยเถิดไปถึงขั้นมีอะไรกับศัตรูหมายเลขหนึ่ง ซึ่งเธอไม่้าให้เื่มันลงเอยเช่นนี้เลย
แต่ทุกอย่างเกิดขึ้นแล้ว เธอจึงต้องยอมรับ ‘บ่วง’ ที่เธอผูกมันขึ้นมา ตอนนี้มันได้รัดเธอไว้แ่าแล้ว จนเธอดิ้นไม่หลุด
ทว่าอย่างไรเสียเธอก็จะแก้ ‘บ่วง’ นี้ให้ได้ ต่อให้ยากเพียงไรก็ตามแต่!
รวิสรากลับมาที่ร้านคาเฟ่ เดินเข้าร้านด้วยท่าทียิ้มแย้ม ทว่ากลับเจอสายตาของผู้จัดการผู้หญิงที่มองมาคล้ายกับไม่พอใจอะไรบางอย่าง
ทันใดนั้นเองอีกฝ่ายก็เอ่ยออกมาว่า
“ทิ้งงานไปหาผู้ชาย ทำแบบนี้ได้ยังไง”
“แต่วิจะไปแค่แป๊บเดียวเองนะคะ” หญิงสาวแย้ง
“แป๊บเดียวของเธอ มันสามชั่วโมงนะ อย่ามาพูดว่าแป๊บเดียวหน่อยเลย” กระชากเสียงพูด
รวิสรายกมือไหว้
“วิขอโทษนะคะ ต่อไปวิจะไม่ทิ้งงานไปไหนอีกแล้วค่ะ วิขอสัญญา”
“กฏของร้านนี้ก็คือ…ถ้าใครจะออกไปทำธุระที่ไหนจะต้องบอกผู้จัดการอย่างฉัน ถ้าไม่บอกฉันถือว่าทำผิดกฏ”
“เอ่อ วิขอโอกาสแก้ตัวอีกสักครั้งนะคะ” เธอเอ่ยด้วยสีหน้าเว้าวอน ทว่าอีกฝ่ายกลับมองด้วยแววตาเรียบเฉยพร้อมกับบอกว่า
“เสียใจด้วยจ้ะ มันจะไม่มีโอกาสให้เธออีกแล้ว”
“มะ หมายความว่ายังไงคะ” รวิสราใมาก
ผู้จัดการร้านประกาศว่า
“ฉันขอไล่เธอออก!”