ความร้ายกาจของอสูรนรก เพิ่มพูนขึ้นทุกวัน
ด้วยได้เืมนุษย์ที่ดื่มเข้าไป ก่อให้อิทธิฤทธิ์ขลังดั่งเช่นเคยมี
ก่อนครั้งจะถูกลงโทษ นิรยอสุรานามเดิมคืออชาตะ
สืบลูกหลานจากท้าว*อสุรินทราหู อุปราชแห่งเหล่าอสูร
ติดตรงยังมัวเมาในสุรา ขุนด้วยธรรมะอย่างไรก็ไม่ขึ้น
จึงโดนกำราบจองจำในขุมนรก บริเวณถ้ำน้ำกรด
ต่อมามีโอกาสปรับปรุงนิสัย เพื่อไถ่โทษในหน้าที่ล้างเท้าให้เทวดา
สุดท้ายก็ยังมีอคติ ขั้นตั้งตัวเป็ฏต่อต้าน์
จึงโดนอาญาปราบขังในคัมภีร์นอกรีต อันจารึกเซ่นสรวง สรรเสริญซาตาน
ถูกขว้างปาตกยังโลกพิภพ รอถอนคำสาปด้วยโลหิตจากพราหมณ์
ดุจคล้ายลิขิตไว้แล้ว ให้ต้องมามีส่วนเกี่ยวข้องกัน
“หามาให้กูอีก!”
เฉกเช่นวันนี้ ยังไมพอสำหรับมวลที่้า
สั่งจัดสนองตามสิ่งประสงค์โดยข่มขู่ให้กลัว
“ได่ ๆ ท่านอย่าเพิ่งสูน”
คราวนี้มังคลานึกออกพาใครมาสังเวย“ถ่าบ่โดนดอก”
แต่งกายนุ่งห่มขาว แต้มอุณาโลมประดับหน้าผาก สถานที่เป็เรือนขุนรณชัย
...ในเมื่อแผนใช้คำทำนายครอบงำไม่สำเร็จ คราว ต้องเปลี่ยนตามน้ำ
ม้าจอดยังหน้าเคหะสถาน มังคลาแจ้งกับยามเฝ้าประตู
“ลมอีหยังพัดมาน้อ? จังถ่อมาฮอดพี้”
เ้าบ้านท้าวรณชัยเคี้ยวหมากนั่งรอ เอ่ยทักกับมังคลาพราหมณ์
ยศศักดิ์ถือหลักข้างซ้ายและข้างขวา อีกคนหนุนอำนาจปกครอง
อีกด้านปุโรหิตช่วยเสริมบารมี ความเชื่อถือสิ่งที่ไพร่ฟ้าประชาราษฎร์เคารพ
จากถือร่วมมือกัน พลันมาติดขัดตรงองค์เหนือหัวล้มประชวร
เลยได้เวลา่ชิงอย่างออกหน้าออกตา วันนี้มาเพื่อล่อลวง
“มีเฮืองมาเว้าสู่ท้าวท่านฟัง กะซัมนั่น”
วัยอายุของท้าวรณชัย ไล่ลำดับน้อยกว่าพ่อผู้บิดามังคลา
ถือตำแหน่งพระยา จึงควรไม่ประมาทนอบน้อมเข้าหา
ถึงจะเกลียดชังอยู่ข้างใน แต่ข่มเก็บไว้สำหรับชัยชนะ
เนื่องล่วงรู้ ว่าโอรสผู้ที่เลอสรวงหวาดหวั่นตามแรงยุยง
ปรากฏตัวขึ้นแล้ว อันความจริงที่พระองค์แพร่งพราย
มีเพียงตนเท่านั้นที่รู้ความนัย จึงเอามาใช้ให้เป็ประโยชน์เข้าหาศัตรู
จัดน้ำปานะประเคน ท้าวรณชัยไม่อ้อมค้อม คาดคะเนจะมาไม้ไหน
“ฮิ เว้ามาโลด”
ต่างมีภูมิหลังด้วยทั้งคู่ เลยไม่ต้องปิดบัง มังคลาเผยถึง
“คึดซัมบ้อ ว่าสิได่ครองราชย์แทนลูกหลานมัน”
ขึ้นประโยคก็จี้โดนจุด ดุจเข้าไปนั่งข้างในใจท่านพระยา
ยังเก็บอาการไม่สะทกสะท้าน อาศัยประสบการณ์ ผ่านมาจนมาได้ขนาดนี้
“เฮากะซัม ๆ กันนั่นหละ เสี่ยงกันบ่มิดดอก พ่อพราหมณ์อย่างเจ่า ยังตัดกิเลสบ่ขาด”
ด้านท้าวรณชัยโต้วาทะตรง ๆ ยอกย้อนคืนบ้าง
“มันชื่อบักลายสือตั๊ว ผู้สืบทอด”
ท้ายแล้วหลุดแจ้งบอกรายนาม ที่ได้ยินผ่านหู
เื่ราวฟังจากปากขององค์เลอสรวง มังคลาเอามาบอกเล่าต่อ
“ย่ะ!”
ท้าวรณชัยตบฉากปราดลงเข่า พอรู้ความลับซึ่งส่อแววตัวเองก็สืบเช่นกัน
“กูว่าแล้ว บ่มีผิด”เผลอลั่นคำออกมา
บักสากปากโป้ง บ่าวบริวารรายงานการตายหมู่ล้มเหลว
ในบรรดาถูกพิษยาสั่ง ฟื้นคืนมาครบถ้วน จากปาฏิหาริย์
อันนี้มันไม่ได้เห็นกับตา หากสามารถเชื่อได้แน่นอน
เพราะฉะนั้นจึงสั่งตามฆ่ากองคาราวานเกรียน
ต้นข่าวแจ้งมาบอกตั้งนาน แต่ซ่อนไว้ไม่ให้เื่บานปลาย
สิ่งจำเข้ามาในหัวท้าวรณชัย คือเด็กชายที่เคยสนทนาด้วย
ขณะอยู่คุ้มพลับพลา สองคนบักแปกับลายสือ
ไฉนมาคล้องจอง นามผู้มีสิทธิ์สืบสันติวงศ์ได้
“คืนนี่ เฮือนข้าน้อยมีหยังให้เบิ่ง”
ถึงคราวออกอุบาย มังคลาชักชวนโดยเอาเื่นี้ดึง
เหลียวรอบบริเวณ ท้าวรณชัยเอ่ยถาม
“รึ จับมันได่แล้ว”
ยิ้มอย่างมีเลศนัยไม่พูดความยาวใด มังคลาแค่กรุยทาง
“สิบปากเว้า กะพอถ่อเห็นกับตา”
พลอยก่อกระตือรือร้น เลยทำให้รับปากง่าย ๆ
“เออ ๆ กูสิไป”
พอได้ตามประสงค์ ก่อนร่ำลาหันมากำชับ
“ขอท้าวท่านมาผู้เดียว เป็พอเด้อ บ่อยากมีไผฮู้นำ”
ถือความลับใช้กะเกณฑ์ มังคลารีบก้าวออกจากเรือน
...เมื่อยามรัตติกาล เครื่องบัตรพลีในรูปมนุษย์สำหรับสูบเืถ่อมาถึงสถาน
เงาดำคอยเวลาตรงหลังหิ้ง ตามสัญญาที่มังคลาจะจัดหามาให้
แต่งกายรัดกุมสะพายดาบขึ้นหลังม้า ท้าวรณชัยไม่กลัวความมืด
เนื่องความอยากรู้ชักพามา ห้องหับมิดชิดใช้รับรอง
ปิดบานประตูแน่น เริ่มเข้าเื่ที่คุยกันค้างไว้
“เฮามีขมุย ศัตรูผู้เดียวกันแล้ว”เกริ่นเดาถึงประเด็น
ซึ่งนำมาผูกเรียบเรียง ท้าวรณชัยอ้าปากคำแรก
เมื่ออยู่กันเพียงลำพัง เทสุราลงจอกเชื้อเชิญให้ดื่มพอเป็พิธี
“เหล้าดีได่มา ท่านพระยากินก่อน”
ท่าทีไม่รีบร้อนผ่อนคลาย มังคลายื้อเวลาไว้
ถ้าจะกำจัดตอนนี้ยังได้ เพราะอสูรกายพร้อมสูบิญญา
หากเลือกที่จะสนทนา เผื่อได้ฟังความเห็นอ่านของอีกคน
“ออกอุบายต้มมาตั้งโดน มันยังดั้งด้นขีตฮอดม่อง”
เล่าทั้งหมดหมายถึงเด็กชาย ที่หาญเข้าหาองค์บิดาเอง
สาเหตุเนื่อง เพื่อขอร้องให้ล้มเลิกการฆ่าฟัน บรรดายุวชนเกิดใหม่วัย่เติบโต
“เอ้า มะลางนี่มันอยู่ไสบาดหนิ?”
ถามยังตัวตน ประการจะได้ฆ่าทิ้งเสีย เพื่อตัดสิทธิ์ผู้มีส่วนในบัลลังก์
ยกจอกยื่นส่ง มังคลาเอ่ยมุสาต่ออัครเสนา ผู้เป็ก้างขวางคอ
“มันตายดับแนวแล้ว”ช่างพูดเอาความดีเข้าตัว
“ว่าแม่นสิ เห็นหน้ามันแมะ”
อาจมีสิ่งสำคัญ ไม่เช่นนั้นมังคลาพราหมณ์คงไม่ชวนมาถึงเรือนถิ่น
ปกติระแวดระวังภัยพอตัว ท้าวรณชัยไม่เคยไว้ใจอยู่แล้ว ดาบในฝักพร้อมชักถ้ามีภัย
“เด็กน้อยพอกลำก่า ท่านบ่ต้องฮำฮ้อน วาสนามันบ่เถิงดอก”
คำเปรียบเทียบบอกปัด เอ่ยเชิงไม่ให้กังวลกับเื่อื่น
“ได่ของวิเศษวิโสมา กะอยากอ้างต่อท่านเบิ่ง”
พูดตะล่อมเข้าบท่ใกล้จุดจบ หิ้งแท่นบูชาคัมภีร์ซาตานวางอยู่
ใช้สถานะปุโรหิตพราหมณ์ ซึ่งสันทัดพระเวทสูตร
มังคลาเอื้อมหยิบหนังสือมา มอบแก่ท้าวรณชัย
ใช้โวหารชักจูง หากประสงค์ล่วงรู้อนาคตให้เปิดดูเอง
อันจริงแท้เป็ใครคู่ควร สวมเสื้อครองเมืองกันแน่
“บาดหนิ กาละนับมื้อส่วยหลายปีเป็อันต่าง ไผอยากฮู้หยังกะอยู่ในนี่เหมิดแล้ว”
สำหรับท้าวรณชัยมองเป็แค่ของธรรมดา ยกจอกกรอกสุราดื่มจนหมด
“อีหยังคึสิง่ายแท้ เฮ็ดซัมหนิ”
ทั้งทิ้งประโยคสัพยอก
“คั่นได่มาแล้ว อย่าฮิให้เสียเทียวถิ่มสา”
กล่าวโน้มน้าวด้วยสิ่งลี้ลับ มังคลาประสบกับตัวเองเลยท้าทาย
“เอาเถิน กูคนใจ”
พอทราบมูลข่าวเื่ราวหน่อเนื้อเชื้อไข ถูกผลักสิ้นท่าไปแล้ว
จากปากคำของมังคลาพราหมณ์ ความฮึกเหิมย่อมเกิดยังท้าวรณชัย ก่อให้หวังผล
บุคคลซึ่งมีน้ำหนักพอจะนั่งครองบ้านกินเมือง ลำดับถัดมาน่าจะเป็ตน
เพราะบรรดาเชื้อพระวงศ์ที่เหลืออยู่ ล้วนอ่อนด้อยนัก
หอกข้างแคร่อุปสรรค ส่วนท้าวเทศคงไม่เหลือบ่ากว่าแรง หากจะกำจัดในเร็ววัน
สำหรับมังคลาแค่โยนตำแหน่งเขยหลวง ผูกดองไว้ใช้สอย รวบรัดวางเบี้ยไว้แล้วทุกอย่างลงตัว
ตรงข้ามความคิดปุโรหิต ผู้กระหายพ้นวิถีสำรอง ไม่อยากอยู่ภายใต้เงาเหยียบของผู้ใด
หมดยุคข้าเก่าเต่าเลี้ยง ผูกขาดอำนาจเครือข่ายกระจุกในวงศาคณาญาติ
หมายมั่นขึ้นเป็ใหญ่ พรตพราหมณ์ผู้นี้จะจัดระบบใหม่ทั้งหมด
“จังซั่น ข้าน้อยขอร่ายสูตรเบิกเนตรอัศจรรย์ก่อน”
นอบน้อมทุกการกระทำในบทบาท มังคลาลอบกระหยิ่ม
ขยับััแตะหนังสือ อัญเชิญสื่อจิตบอกสู่อสูรกาย
พลันแสงเขียวสว่างวาบเสมือนเชื่อมถึง อชาตะพร้อมรับการสังเวย
ตะลึงพรึงเพริดตื่นตา ท้าวรณชัยคล้อยเชื่อในปรากฏการณ์
“สาธุเด้อ ขอผู้ข้าเห็นแจ้งเวิ้งภายภาคหน้า ฟ้าสิเปลี่ยนสีได๋”
กลั้นใจพลิกเปิดปกหุ้มหนัง จารอักขระอาถรรพ์
ทันใดพอกางเล่มออก อสูรอชาตะสำแดงเดช กระชากดึงเอาิญญา
พลันธาตุขันธ์ของท้าวรณชัย ถูกสูบเข้าไปในคัมภีร์ซาตานแทน
เสียงร้องอันโหยหวนก่อนล่องหน โดนกลืนหายชั่วพริบตา ไม่ทิ้งคราบร่องรอย
ยืนดูความหายนะที่มังคลาเอง ยังต้องเกรงกลัว
ซากจำนวนผู้คนล้มตาย จะตกภพภูมิใดไม่สามารถล่วงรู้
ขยาดเกินต้านอำนาจเหนืุ์ อย่างน้อยพอมีช่องโหว่อยู่บ้าง
“อย่าฟ้าว ฟังก่อน”เหมือนผุดนึกคิดบางอย่างได้
ถูกขัดห้ามขณะอิ่มเอม พาลเคืองพิโรธ
“หยังอีกหล่ะ!”
ควันอำมหิตสาปสางคาวคลุ้ง พวยพุ่งจับกันเป็รูปทรงดำทะมึน
งัดเอาปัญญามาลวง ให้อสูรหันเปลี่ยนทิศทาง มังคลายื่นข้อเสนอ
“คึดเบิ่ง คั่นสิงในร่างนี่กะสิบ่อดอยากปากหมอง”
หิวโหยไม่มีที่สิ้นสุด พลอยละโมบเมื่อฟังคำพูดความเป็ไปได้
“กูกับมึง คึอยู่นำกันอีกโดน”
ทรมานมาเนิ่นนาน พอถูกปล่อยเป็อิสระ
“บอกกูมาได่ สิให้เฮ็ดอีหยัง”
เป็ว่า อชาตะลุ่มหลงตกเป็ทาสโลหิต จนต้องผ่อนปรนสมานฉันท์ต่อกัน
เคยร่วมมือกับมนุษย์เผ่าพันธุ์เดียวกัน พอถึงจุดจวนเจียนสำเร็จ
กลับระแวงแคลงใจ คิดแต่คอยทรยศหักหลัง
กระทั่งมังคลาเบื่อหน่าย หันมาคบค้าอสูรกายดูสักตั้ง
...เช้ายันสาย บ่าวในเรือนยังไม่เห็นนาย เลยวิสาสะเคาะเรียก
“ท่าน! ขอรับ ข้าวปลารอพร้อมแล้วเด้อ”
เงียบเชียบไร้เสียงตอบรับใดจากภายใน จนกระวนกระวายเพราะเขตส่วนตัว
“จังได๋น้อ”
บักสุกหน้าที่รับใช้ ชะเง้อยืนบ่นนอกบานประตู
ซึ่งไม่ใช่วิสัยท้าวรณชัย เนื่องวันนี้ต้องเข้าเฝ้าติดตามพระอาการองค์เลอสรวงอย่างใกล้ชิด
ระยะทรงยังบรรทมหลับไหล ไม่ได้สติสัมปชัญญะ
กิจบริหารบ้านเมืองขณะนี้ตกเป็ของพระยารณชัย ฐานะข้าราชบริพารชั้นผู้ใหญ่โดยปริยาย
“เป็จังได๋ กะเป็ตั๊ว”มันพูดเอง เออเอง
เกรงจะถูกเฆี่ยนหลังลาย ประเดี๋ยวหาว่าไม่ปลุกนาย อันหมายถึงอาจเสียงานเสียการ
พอบานประตูอ้า บักสุกดวงถึงฆาต มันผุดเข้าห้องหายไปนับแต่บัดนั้น.
*อสุรินทราหู หรือชื่อของพระราหูในพระพุทธศาสนา
ในตำนานเล่าว่า เป็อสูรผู้มีพละกำลังมาก เชื้อสายเทวดาตระกูลเนวาสิก
สาเหตุแย่งชิงอำนาจ จึงถูกขับไล่ออกจากเขาพระสุเมรุโดยท้าวสักกะ
อสุรินทราหู คืออสูรที่พ่ายแพ้ต่อบุญบารมี และพระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเ้า
ย้อนในสมัยที่พระพุทธองค์ประทับอยู่ ณ วัดเชตวันมหาวิหาร ในนครสาวัตถี
อสุรินทราหูซึ่งเป็อสูรอุปราช ของท้าวเวปจิตติอสุรบดินทร์ ผู้ครองอสูรพิภพ
ได้สดับพระเกียรติคุณของพระสัมมาสัมพุทธเ้า ผ่านเหล่าเทวดาทั้งหลาย
จึงมีความประสงค์จะฟังพระธรรมเทศนาจากพระพุทธองค์บ้าง
แต่คิดว่าพุทธองค์เป็เพียงมนุษย์ มีพระวรกายเล็ก ซึ่งเทียบกับตนเองมีร่างกายใหญ่
หากไปเฝ้า คงจะต้องก้มลงมองด้วยความลำบาก
เมื่ออสุรินทราหู สำคัญตัวว่ามีร่างกายใหญ่โตกว่าพระพุทธเ้า จึงไม่ยอมแสดงความอ่อนน้อมใด
พระพุทธองค์ทรงประสงค์จะลดทิฐิของอสุรินทราหูอสูร
เลยทรงเนรมิตกาย ให้ใหญ่โตกว่าอสุรินทราหูอสูรหลายเท่า
ทรงนอนในลักษณะเสด็จสีหไสยาสน์ พระเศียรหนุนูเาต่างพระเขนย
พระบาททั้งสองข้างที่วางซ้อนกันอยู่ ขั้นอสุรินทราหูต้องแหงนคอ เพื่อชมพุทธลักษณะ
พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงปาฏิหาริย์ พาอสุรินทราหูขึ้นไปยังพรหมโลก
บรรดาพรหมทั้งหลาย มีร่างกายเล็กกว่าพระพุทธองค์ ต่างมองอสุรินทราหู ประหนึ่งเช่น มด ปลวกตัวเล็กๆ
อสุรินทราหูเกิดความกลัว ต้องหลบอยู่ข้างหลังพระพุทธองค์
นับแต่นั้นมาก็ลดทิฐิมานะลง อ่อนน้อมต่อองค์สัมมาสัมพุทธเ้า
พอได้สดับฟังพระธรรมเทศนา จึงเกิดความเลื่อมใส
ขอบูชาถือพระรัตนตรัยเป็สรณะที่พึ่งสูงสุดแห่งชีวิต
(อ้างอิงจากวิกิพีเดีย)