“นี่คือเสียงของเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ที่นี่อาจผนึกเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์เอาไว้! ถ้าเขียนผิดไปตัวหนึ่ง อายุขัยก็จะสั้นลงหนึ่งปี!”
“จะทำลายผนึกนี้ได้อย่างไร”
ในหัวของฟ่านเสวี่ยหลีตั้งใจครุ่นคิดอย่างหนัก
ตอนเขาเกิดใหม่ในร่างนี้ก็รู้สึกแล้วว่าิญญาและจิตของร่างนี้ไม่แข็งแรงหากเขียนผิดหนึ่งตัว อายุขัยลดลงหนึ่งปี ก็มีความเป็ไปได้ว่าจะตกตายอยู่ที่นี่ดังนั้นเขาจะไม่เสี่ยง
วัดหลี่เฉวียน! ต้นเหนียง!ห้องใต้ดินทั้งสองที่เต็มไปด้วยสมบัติเงินทอง!
ในขณะนี้เหมือนมีความทรงจำบางอย่างผ่านเข้ามาในหัวของฟ่านเสวี่ยหลีทันใดนั้นเขาก็นึกบางอย่างขึ้นได้!
เมื่อพันปีก่อนเขาเคยได้ยินเื่ราวของบุคคลหนึ่งในโลกย่อยที่ชื่อว่า ฟ่านเหวินเจิ้งกง
ฟ่านกงผู้นี้ตั้งใจร่ำเรียนอย่างหนักอยู่ในวัดหลี่เฉวียนเขาพบกับห้องเงินทองสองห้องโดยบังเอิญ แต่ว่าเขาไม่หยิบออกมาแม้แต่ตำลึงเดียวต่อมาวัดหลี่เฉวียนเกิดน้ำท่วมใหญ่และมีคนขอความช่วยเหลือจากเขาเขาจึงเขียนจดหมายตอบกลับไปว่า “ทิศตะวันออกของต้นเหนียงมีทองคำหนึ่งบ่อทิศตะวันตกของต้นเหนียงมีเงินหนึ่งบ่อ ครึ่งหนึ่งบำรุงวัด อีกครึ่งสำหรับสงฆ์”จากนั้นพระภิกษุก็พบกับสมบัติที่อยู่ทั้งสองฝั่งของต้นเหนียง และนำเงินทองเ่าั้บำรุงซ่อมแซมวัดจนกลับมามีสภาพปกติ
สิ่งเหล่านี้ล้วนไม่สำคัญสิ่งสำคัญคือฟ่านกงคนนี้เกิดในครอบครัวที่ฐานะยากจน ไม่เคยประสบความสำเร็จใดๆเลยในชีวิต แต่หลังจากออกจากวัดหลี่เฉวียนความคิดของเขาก็เปิดกว้างขึ้นตบะของเขาเพิ่มพูนขึ้นอย่างรวดเร็วในที่สุดเขาก็ประสบความสำเร็จในชีวิตและมีชื่อเสียงเลื่องลือและสิ่งที่มีชื่อเสียงที่สุดสำหรับเขาก็คือ พันแก้วไม่เมา
ฟ่านเสวี่ยหลีเคยอ่านบทกวีของฟ่านกง“จันทราลอยสูงผ่อนพักเพียงลำพัง สุราแปรผันเป็หยดน้ำตาแห่งความรัก”เขายังเคยคาดเดาว่าถึงแม้ฟ่านกงจะไม่หยิบเงินทองไปสักตำลึงเดียวเขาก็อาจจะได้รับเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์บางอย่างที่เกี่ยวข้องกับสุราตอนที่เข้าไปในห้องสมบัติของวัดหลี่เฉวียน
หลังจากที่ฟ่านกงตายไปเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์นั่นอาจกลับคืนสู่จุดเดิมที่มันเคยอยู่ ก็คือที่วัดหลี่เฉวียน
ส่วนผนึกนี้อาจจะเป็บทกวีที่เกี่ยวข้องกับฟ่านกงก็เป็ได้
บัดนี้ฟ่านเสวี่ยหลีไม่ลังเลอีกต่อไป เขาหยิบพู่กันขนจิ้งจอกขึ้นมาแล้วเขียนคำว่า “ความ”ลงไปในช่องว่างแรก
ลายมือของเขามั่นคงและน่าเกรงขามเขาเขียนตัวอักษรจบภายในคราเดียว เขาเขียนคำว่า “ความ”ด้วยลายมือสวยงามราวกับทองหยก
ถ้าอยากจะผ่านบททดสอบนี้จะต้องมีสติที่มั่นคง มิฉะนั้นแม้จะเขียนถูกก็ไม่อาจผ่านบททดสอบได้และเหตุผลที่ฟ่านเสวี่ยหลีเขียนแค่ตัวอักษรเดียวก็เพื่อทดสอบหากเขาเขียนผิดก็จะรู้สึกได้ถึงพลังชีวิตที่เหี่ยวแห้งไปจากการเสียอายุขัยหนึ่งปีสิ่งที่ตามมาไม่เพียงแค่ร่างกายแก่ชราลงแต่ยังเป็การเสื่อมสภาพลงของจิติญญาด้วย แต่หลังจากที่ฟ่านเสวี่ยหลีรอดูอาการอยู่พักใหญ่และไม่พบความผิดปกติใดๆเขาจึงมั่นใจว่าตัวเองเขียนถูกต้องแล้ว และรู้สึกดีใจเป็อย่างยิ่ง
ดังนั้นในเวลานี้ฟ่านเสวี่ยหลีจึงเขียนบทกวีทั้งหมดลงบนกระดาษในทีเดียว “ความกังวลในภพชาตินี้ความสุขสมในภพชาติหน้า!”
นี่คือบทกวีที่มีชื่อเสียงที่สุดของฟ่านกง
ด้วยบทกวีเพียงสองวรรคนี้ลมฟ้าและอัสนีนับไม่ถ้วนก็ปะทะกันระหว่างฟ้าดิน จากนั้นโต๊ะหยกนั่นก็แยกออกจากกัน
ฟ่านเสวี่ยหลีพบว่ามีห้องลับปรากฏขึ้นต่อหน้าเขาด้านในมืดสนิท มีเพียงรูปวาดหนึ่งที่ส่องสว่างอยู่
บนภาพวาดนั้นมีทหารหลายหมื่นนายกำลังก้มหัวและกราบไหว้ด้วยความเคารพอย่างยิ่งและดวงจันทร์ที่ลอยสูงกำลังส่องสว่างไสว มีสิ่งมีชีวิตตัวน้อยอยู่บนกิ่งไม้มันเรืองแสงและกำลังคืบคลาน กิ่งไม้ที่ถูกมันเลื้อยผ่านล้วนไหม้เกรียมเป็สีดำ
เมื่อเห็นสิ่งนี้ร่างกายและจิตใจของฟ่านเสวี่ยหลีแทบจะะเิ เพราะเขาจำสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้มันคือหน้าตาของัสุราตัวน้อยในตำนานไม่แปลกใจที่กองทัพเหล่านี้จะบูชาและเคารพมาก ส่วนัตัวนี้ช่างสงบและสุขุม
ที่แท้เครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ของฟ่านกงก็คือัสุรา!
ัถือเป็สิ่งศักดิ์สิทธิ์และเป็ที่เคารพสักการะของผู้คนนับไม่ถ้วนจึงไม่แปลกใจที่หลังจากฟ่านกงได้ัสุราจะมีชื่อเสียงอยู่ยงคงกระพัน
ในเวลานี้ฟ่านเสวี่ยหลีรู้สึกว่าตราบใดที่เขาก้าวไปข้างหน้าก็จะสามารถัสุราที่ผู้คนต่างบูชาเอาไว้ในมือหากควบคุมมันได้ ก็จะเป็ที่เลื่องลือไปทั่วปฐี!
ฟ่านเสวี่ยหลีเอื้อมมือไปหยิบตัวของเขากับภาพวาดัสุราอยู่ห่างกันเพียงนิ้วเดียว
เครื่องรางศักดิ์สิทธิ์อันทรงพลังนี้อยู่ใกล้แค่เอื้อม!
แต่ใน่เวลาคับขันเช่นนี้จู่ๆ ฟ่านเสวี่ยหลีก็ดึงมือกลับ
ดวงตาของเขาเปล่งประกายขึ้นสีหน้าของเขาเริ่มแสดงความระแวดระวัง ราวกับว่าทุกสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเขาเป็เพียงภาพลวงตาเขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อสงบจิตใจอันปั่นป่วน จากนั้นก็คารวะัสุราในภาพวาดเพราะการคารวะถือเป็การแสดงออกถึงความเคารพ
เครื่องรางศักดิ์สิทธิ์อย่างัสุราถือกำเนิดมาพร้อมกับจิติญญาและเป็การดำรงอยู่ที่สูงส่งที่สุดในบรรดาเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายมันจะให้ผู้ใดมาโดยง่ายได้อย่างไรเขาจินตนาการว่าหากตัวเองเผลอัักับัสุราเข้าในตอนนั้น ร่างกายและิญญาของเขาอาจถูกทำลายลงอย่างสิ้นซาก
ดังนั้นในตอนนี้ฟ่านเสวี่ยหลีจึงทำความเคารพอย่างจริงจังและจริงใจ
หลังจากที่ฟ่านเสวี่ยหลีทำความคารวะสามครั้งติดต่อกันฟ่านเสวี่ยหลีก็สังเกตเห็นว่าัสุราในรูปวาดนั้นราวกับพยักหน้าตอบรับเขาด้วยความอบอุ่นที่แสดงออกมาผ่านดวงตาและส่งกระแสจิตถึงฟ่านเสวี่ยหลี “เ้าผ่านบททดสอบสิบสี่ตัวอักษรผ่านบททดสอบสิ่งล่อใจและภาพลวงตาได้ ซ้ำเ้ายังให้ความเคารพและให้เกียรติเ้ามีคุณสมบัติคู่ควรในการสืบสายเืแห่งข้า”
ัสุราในภาพวาดเหมือนจะเคลื่อนไหวเล็กน้อยแต่ก็ราวกับลมปราณแห่งสายลมที่พัดไหวไปทั่วอาณาจักร
ตอนนี้สติของฟ่านเสวี่ยหลีล่อยลองไปแล้ว“สายเืแห่งัสุรา? ทรงพลังยิ่งกว่าเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ธรรมดาทั่วไป! เครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ทั่วไปต้องใช้พลังชีวิตเพื่อใช้งานแต่เมื่อได้มาซึ่งสายเืแห่งัสุรา พลังทั้งหมดจะเพิ่มพูนขึ้นเป็เท่าตัวและกลายมาเป็พลังของตัวเองอย่างแท้จริง!
สายเืแห่งัเป็สิ่งล้ำค่าโดยแท้จริงมันทำให้ผู้คนต่างเข่นฆ่ากันเพื่อแย่งชิง
แต่ฟ่านเสวี่ยหลีรู้ตัวดีว่าตนเองเพียงผ่านบททดสอบขั้นแรกเท่านั้นถ้าเขา้าได้รับสายเืแห่งัอย่างแท้จริงเขาจะต้องผ่านบททดสอบอีกนับไม่ถ้วน
ดังนั้นในตอนนี้เขาจะต้องคงความสงบของจิตใจเอาไว้
ทันใดนั้นัสุราก็ส่งกระแสจิตอีกครั้ง “แต่พลังของเ้ายังอ่อนแอเกินไปรอให้เนื้อกายของเ้าบรรลุถึงขั้นเจ็ดเสียก่อน ค่อยมารับบททดสอบจากข้า”หลังจากพูดจบ ัสุราก็หายไปจากภาพวาด ปราศจากร่องรอยของมันอีก
เนื้อกายทั้งสิบขั้นนั้นเนื้อกายขั้นเจ็ดถือเป็กำแพงสุดแข็งแกร่งที่ยากจะก้าวผ่านได้มันมีชื่อว่าบ่มเพาะโลหิต ซึ่งเทียบเท่ากับการเกิดใหม่และฟ่านเสวี่ยหลีก็รู้ดีว่าหลังจากที่เข้าถึงแดนบ่มเพาะโลหิตจึงจะมีสิทธิ์ได้รับสายเืใหม่สิ่งที่ัสุราพูดนั้นเป็เื่จริง
เมื่อเทียบดูแล้วระดับพลังปัจจุบันของฟ่านเสวี่ยหลีนั้นช่างต่ำต้อยอย่างน่าสมเพชจริงๆด้วยความเร็วในการพัฒนาร่างกายในตอนนี้ เกรงว่าผ่านไปสิบปีก็ไม่อาจบรรลุถึง
แต่สายตาของเขาก็มุ่งมั่นขึ้นทันทีตราบใดที่เขาอาศัยทรัพยากรและประสบการณ์ต่างๆ ให้เกิดประโยชน์ ในไม่ช้าเขาก็จะบรรลุเนื้อกายขั้นเจ็ด เมื่อถึงเวลานั้นบททดสอบของัสุราก็จะไม่เป็อุปสรรคสำหรับเขาอีกต่อไป
ฟ่านเสวี่ยหลีสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และสงบสติลง
“เมื่อเป็เช่นนั้น ข้าก็ไม่อาจอยู่ที่นี่นานเกินไปเพื่อไม่ให้คนอื่นมาพบเจอกับเบาะแสของที่แห่งนี้”
เพียงแต่ก่อนจะจากไปเขาก็พบว่ามีบางสิ่งเพิ่มขึ้นมาบนโต๊ะหยกนั่น
เมื่อมองดูอย่างละเอียดมันคือกล่องหยกที่สุดแสนจะวิจิตรงดงาม
แต่ว่ากล่องหยกนี้ถูกผนึกเอาไว้เปิดอย่างไรก็เปิดไม่ออกเมื่อลองหยิบขึ้นมาเขย่าก็พบว่ามีบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ภายในซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็ของเหลว
ฟ่านเสวี่ยหลีหยิบมันไปอย่างไม่ลังเลจากนั้นก็รีบออกจากห้องใต้ดินแห่งนี้กลับไปบนวัดหลี่เฉวียนและใช้ก้อนหินดินทรายกลบสถานที่แห่งนี้ให้เหมือนเดิมทำให้ทุกอย่างกลับมาสมบูรณ์เฉกเช่นสภาพเดิมและโรยใบไม้เพื่อปิดร่องรอยทั้งหมด
เมื่อมองไปรอบๆแล้วพบว่าไม่มีใคร ฟ่านเสวี่ยหลีจึงถอนหายใจออกด้วยความโล่งอก
เมื่อกลับไปยังสถานที่ที่เขาเคยบ่มเพาะเขาก็ซ่อนตัวอยู่ในถ้ำน้ำตกและปกปิดร่องรอยทั้งหมดจากนั้นจึงหยิบกล่องหยกออกมาดูอย่างจริงจัง
เขาลองดมกลิ่นอย่างละเอียดดูเหมือนจะมีกลิ่นสุราแรงโชยมาจากด้านใน มันเป็กลิ่นสุราที่คลุมเครือมาก หลังจากดมกลิ่นจากข้างกล่องลึกๆฟ่านเสวี่ยหลีก็รู้สึกว่าร่างกายที่เหนื่อยล้ามีกระแสอบอุ่นหลั่งไหลเข้ามาทำให้สบายตัวและสดชื่นขึ้นทันที
“ดูเหมือนว่าสิ่งนี้จะเป็วัตถุสำหรับขัดเกลาร่างกาย! ช่างทรงพลังนัก!”
ฟ่านเสวี่ยหลีดีใจมากเพราะนี่คือสิ่งที่เขา้าอย่างเร่งด่วนที่สุดในตอนนี้
ช่างเป็การย่ำจนรองเท้าเหล็กสึกไม่พบพานยามได้มาไม่เสียดายเวลาโดยแท้
ทันใดนั้น เขาก็ใช้พลังจากการบ่มเพาะทั้งหมดเปิดกล่องหยกนั่น
ช่องว่างของกล่องหยกถูกเปิดออกอย่างช้าๆและฟ่านเสวี่ยหลีก็พบว่ามีน้ำค้างหยดหนึ่งอยู่ภายในมันสวยงามประหนึ่งดวงเดือนและดวงอาทิตย์ ราวกับมันเคลื่อนไหวและหายใจอยู่ตลอดเวลา
หยาดน้ำค้างหนึ่งหยดที่สามารถหายใจได้ด้วยตัวมันเองช่างลึกลับเหลือเกิน เกรงว่าจะไม่มีใครเชื่อถ้าพูดออกไป
ฟ่านเสวี่ยหลีสูดลมหายใจเข้าลึกอีกครั้งและรู้สึกเหมือนจิตสำนึกของเขาผสานเข้ากับมหาสมุทรอันไร้สิ้นสุดซึ่งเต็มเปี่ยมไปด้วยลมหายใจของั
“น้ำลายของัสุรา!” ฟ่านเสวี่ยหลีะโอยู่ในใจ
น้ำลายัที่ผ่านการบ่มเพาะมากว่าสิบปีมันได้ผสานเข้ากับดวงจันทร์และดวงอาทิตย์อย่างสมบูรณ์กำเนิดเป็หยาดน้ำค้างแห่งิญญาที่หาได้ยากมันเป็สิ่งที่สามารถขจัดสิ่งแปดเปื้อนในร่างกายและเพิ่มพูนพลังตบะขจัดความเ็ปจากการบ่มเพาะเนื้อกาย แม้ว่ามูลค่าของมันจะไม่สูงเท่าเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์แต่ก็หายากและประเมินค่าไม่ได้!
เขารีบกลืนน้ำลายัสุราลงไปทันทีด้วยความเบิกบาน
ทันใดนั้น เขารู้สึกว่าภายในร่างเหมือนถูกบาดด้วยใบมีดนับไม่ถ้วนน้ำลายัสุราพุ่งเข้าสู่เส้นลมปราณในร่างกายจนเกือบจะฉีกเส้นลมปราณทั้งหมดของเขาจนขาดสะบั้น
เขาฝืนรักษาจิตใจให้คงที่จากนั้นก็พบว่าจุดที่น้ำลายัสุราไหลผ่านทำให้เนื้อกายที่ขั้นสองของเขาขับลมปราณออกมาทันทีที่ถูกน้ำลายัสุราดูดกลืนเข้าไป ร่างกายของเขาก็รู้สึกว่างเปล่า
จากนั้นเืนับไม่ถ้วนก็ไหลออกจากร่างกาย
“แย่แล้วแม้ว่าสิ่งนี้จะเป็ยาศักดิ์สิทธิ์ของผู้ชุบหลอมกายแต่เมื่อคนธรรมดาสามัญกินเข้าไปก็เป็ไปได้ว่าจะไม่สามารถต้านทานพลังของยาได้ร่างกายจะะเิออก แม้ว่าจะเป็ยาเพื่อเสริมความแข็งแกร่งแต่ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาทั่วไปจะรับไหว!”