ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    เล่มที่ 2 บทที่ 57 ยี่สิบตำลึง เจ้าใคร่ขายก็ขาย

            ท้องฟ้าเริ่มสว่างเสียงฆ้องอันบาดหูดังขึ้นในค่าย

            “รีบเก็บข้าวของแล้วออกเดินทางวันนี้ผู้ใดกล้าทำให้เสียเวลา มันผู้นั้นจะโดนแส้ลงทัณฑ์!”

            ผู้คุมตะโกนเสียงดัง

            โจวเซินอี้ลุกขึ้นนั่งบนพื้นรู้สึกราวกับว่ากระดูกทั้งหมดในร่างกายกำลังแตกละเอียด

            เมื่อวานตอนกลางวันที่ผู้คุมแจกจ่ายขนมปังสีดำเขาไม่ยอมกินเพราะรู้สึกขยะแขยง ตกเย็นบ่าวรับใช้ของเขาออกไปเก็บผักป่ามาได้นิดหน่อยอย่างยากลำบากซ้ำยังถูกคนในครอบครัวของแม่นางหลินรังเกียจอีก เมื่อถึงเวลาเข้านอน เขาจึงมอบรถม้าให้ญาติที่เป็นผู้หญิงของแม่นางหลินได้ขึ้นไปนอน

            ผลลัพธ์คือหลินเฉิงคุนผู้นั้นก็ปีนขึ้นไปด้วยส่วนเขากับบ่าวรับใช้นอนกลางแจ้งกันสองคน ร่างกายซีกที่หันไปทางกองไฟร้อนจนแทบจะลุกเป็นไฟส่วนร่างกายอีกซีกที่หันหลังให้กองไฟนั้นเย็นเฉียบ เขานอนพลิกตัวตลอดทั้งคืนร่างกายที่เดิมทีอ่อนแออยู่แล้วก็ยิ่งอ่อนแอลงกว่าเดิมกอปรกับไม่ได้กินข้าวมาตลอดทั้งวัน

            ตอนนี้โจวเซินอี้รู้สึกเพียงว่าอยู่มิสู้ตายหากไม่ใช่เพื่อแม่นางหลิน เขาคงจากไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว เขาต้องพบเจอเรื่องคับข้องใจถึงเพียงนี้ทว่าผู้อื่นกลับไม่รู้สึกซาบซึ้งในความมีน้ำใจของเขา

            หลินเฉิงคุนปีนลงจากรถม้าเขาบิดเอวราวกับคนแก่ก็ไม่ปาน ปากก็พึมพำ “ดูผู้อื่นสิ เช้าตรู่ก็มีเนื้อกินแล้วดูครอบครัวพวกเราสิ เดิมทีก็กินไม่อิ่มอยู่แล้วยังมีภาระมาเพิ่มอีก”

            โจวเซินอี้มีสีหน้าหมองคล้ำทว่าเพื่อแม่นางหลินเขาทนได้

            หลินเสวี่ยหลานประคองฮูหยินผู้เฒ่าลงจากรถม้าเมื่อได้ยินคำพูดเหน็บแนมของบิดาก็เอ่ยด้วยสีหน้าอ่อนโยน “ท่านพ่อคุณชายโจวเองก็ไม่ได้ตั้งใจ หากจะโทษต้องโทษโจรพวกนั้นเจ้าค่ะ”

            เมื่อเอ่ยคำพูดนี้ออกมาโจวเซินอี้ก็ยิ่งรักษาสีหน้าไว้ไม่ได้ยิ่งกว่าเดิม

            หลินเฉิงคุนกลอกตาใส่บุตรสาวก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้มหยัน “อันใดคือไม่ได้ตั้งใจ? ข้าว่าเขาเป็นยาจกเสียมากกว่า เขาไม่ได้มีของมากมายถึงเพียงนั้นด้วยซ้ำ เจ้าเองก็ถูกเขาหลอกแล้ว”

            โจวเซินอี้กัดฟันพลางครุ่นคิดหากเป็นก่อนที่เรื่องนี้จะเกิด เขาคงใช้นับร้อยวิธีทำให้หลินเฉิงคุนพูดไม่ได้ไปแล้วแต่ชายผู้นี้เป็นบิดาของแม่นางหลิน ทำให้เขาจนปัญญาทำได้เพียงกล้ำกลืนความโกรธและคำสาปแช่งไว้ในใจ

            โชคดีที่แม่นางหลินแตกต่างจากบิดาของนางนางเดินมาปลอบโยนเขา โจวเซินอี้จึงหายโกรธไปบางส่วน เมื่อหันไปเห็นครอบครัวสกุลหลินสายรองที่มีเนื้อกินตั้งแต่เช้าก็กลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว

            ในเวลานี้หลินเฉิงเหยากำลังเคี้ยวขากระต่ายป่าพลางเอามือนวดท้องไปด้วยเขาเอ่ยกับหลินเสวี่ยจู๋ “หลานสาว ยาถ่ายที่เจ้าให้ข้าเตรียมไว้เมื่อหลายวันก่อนนับว่ามีประโยชน์จริงๆกินเนื้อทุกวันจนข้าจะท้องผูกแล้ว คืนนี้พวกเรากินมังสวิรัติกันดีหรือไม่?”

            “ได้สิเจ้าคะกินมังสวิรัติไม่ใช่เรื่องยาก ทว่าสัตว์ป่าบนภูเขาก็ยังต้องล่าให้มากหน่อย หากกินไม่หมดก็ทำเป็นเนื้อรมควันไว้กินตอนหน้าหนาวเจ้าค่ะ”หลินเสวี่ยจู๋เอ่ย

            “พี่สะใภ้เมื่อวานข้าใช้วิธีของท่านล่ากระต่ายป่าได้ห้าตัวเลย” ลู่โม่กล่าว เขาครุ่นคิดสักครู่ก่อนจะเอ่ยเสริม“เป็นกระต่ายที่โตเต็มวัยทั้งสิ้น ข้าไม่ได้จับลูกกระต่ายเลยขอรับ”

            “ดี...”ยิ่งลู่โม่มีท่าทางจริงจังเท่าไร หลินเสวี่ยจู๋ก็ยิ่งรู้สึกขบขันมากเท่านั้น

            เหยียนต้าเองก็เอ่ย “ส่วนอี้ถ่งแม้จะล่าสัตว์เป็นครั้งแรกแต่ก็เรียนรู้ได้รวดเร็วยิ่งเมื่อวานจับเต่ายักษ์กลับมาได้ตัวหนึ่ง ทว่าคุณหนูเสวี่ยจู๋หลับไปแล้วทุกคนจึงตัดสินใจไม่กินคืนนี้พวกเราตุ๋นน้ำแกงเต่าบำรุงร่างกายกันเถิดขอรับ”

            เมื่อเขาพูดจบหลินเสวี่ยจู๋ก็ยิ้มเบิกบานยิ่งกว่าเดิมทำให้เหยียนต้างุนงง เขาถามอย่างเหม่อลอย “คุณหนูเสวี่ยจู๋ ท่านเป็นอันใดไปหรือ?”

            “ไม่ได้เป็นอันใด ฮ่าๆๆๆ”หลินเสวี่ยจู๋ทนไม่ไหวแล้ว

            สองคนนี้พูดถึงลูกกระต่าย[1]กับเต่ายักษ์[2]ด้วยสีหน้าจริงจังช่างพูดคำหยาบออกมาโดยไม่รู้ตัวเลยจริงๆ

            นางเอาแต่หัวเราะไม่สังเกตเห็นเลยว่าโจวเซินอี้แทบจะน้ำลายไหลเมื่อได้ฟังการสนทนาของพวกเขา

            คุณชายผู้ร่ำรวยที่ถูกเลี้ยงดูราวกับไข่ในหินมาตั้งแต่เกิดไหนเลยจะเคยได้ลิ้มรสความหิวโหย ในเวลานี้ขอเพียงเขาได้กินอิ่มนอกจากชีวิตของตนเองแล้วเขาก็เต็มใจจ่ายไม่ว่าด้วยราคาใดก็ตาม

            จู่ๆ ขบวนเนรเทศก็ออกเดินทางต่อครอบครัวของหลินเสวี่ยหลานต้องอยู่ในขบวนแต่รถม้าของโจวเซินอี้ถูกสั่งให้ทำได้เพียงติดตามจากในระยะไกลเท่านั้นขณะที่บ่าวรับใช้ประคองโจวเซินอี้ขึ้นรถม้า จู่ๆ เขาก็ล้มลงกับพื้น

            “คุณชาย ท่านเป็นอันใดไปขอรับ?” บ่าวรับใช้ตกใจแทบแย่แล้ว

            สมบัติของสกุลโจวจะเกิดเรื่องขณะอยู่ในความดูแลของเขาไม่ได้นะ

            “เหตุใดท้องฟ้าถึงมืด?” โจวเซินอี้แววตาล่องลอย เขาใช้มือคลำไปเบื้องหน้า

            บ่าวรับใช้หัวใจเต้นโครมครามจนแทบจะคุกเข่าลงแล้ว เขากำลังคิดที่จะพูดอะไรบางอย่างก็เห็นโจวเซินอี้ทรุดตัวลงร่างกายอยู่ในภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่น

            บ่าวรับใช้กัดฟันแบกโจวเซินอี้ขึ้นรถม้าจากนั้นขับรถไล่ตามขบวนเนรเทศไป

            “หลินเหนียงจื่อช่วยด้วยขอรับ” เขาตะโกนเรียกหลินเสวี่ยจู๋ที่เดินอยู่ในขบวน

            หลินเสวี่ยจู๋กำลังจับตาดูหลินเฉิงเหยาที่คัดแยกสมุนไพรอยู่เมื่อได้ยินว่ามีคนเรียกตนเองก็ไม่พอใจ ถลึงตาใส่บ่าวรับใช้อย่างไม่สบอารมณ์

            บ่าวรับใช้หัวใจเต้นโครมคราม แต่เมื่อคิดว่าคุณชายของบ้านตนเองกำลังจะตายก็ไม่สนใจสิ่งใดแล้ว

            “หลินเหนียงจื่อช่วยคุณชายของบ้านข้าได้หรือไม่? เมื่อครู่เขาเป็นลมไป” บ่าวรับใช้ตะโกน

            หลินเสวี่ยจู๋เอ่ยอย่างไม่รีบร้อน“หากให้ท่านอาของข้ารักษาก็ต้องมีค่ารักษา เจ้ามีหรือไม่เล่า?”

            บ่าวรับใช้สะอึกหากมีค่ารักษา คุณชายของบ้านเขาก็จะไม่หิวจนเป็นลม ทว่าเขาไม่มีเงินเลย

            หลินเสวี่ยจู๋เอ่ยเตือนอย่างใจดี“ไม่มีค่ารักษาก็ยังมีรถม้าอยู่ไม่ใช่หรือ?”

            บ่าวรับใช้แทบจะกระอักเลือดรถม้าคือทรัพย์สินสุดท้ายของพวกเขาแล้ว ตอนนี้ต้องประเคนให้ผู้อื่นอย่างนั้นหรือ?

            หลินเสวี่ยจู๋เห็นเขาลังเลไม่ยอมตัดสินใจ ก็แสดงออกอย่างเข้าอกเข้าใจ “ข้าดูใบหน้าของเจ้านายเจ้าแล้วดูไม่เหมือนคนอายุยืนเลยหากข้าเป็นเจ้า ข้าก็จะไม่แตะต้องรถม้า เพราะหากเขาตายระหว่างทางอย่างน้อยเจ้าก็ยังแลกรถม้าเป็นเงินแล้วหนีไปได้ ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย”

            คำพูดนี้โจ่งแจ้งเกินไปทำลายเกราะป้องกันทางจิตใจของบ่าวรับใช้ทันที

            หนีหรือ? เขาจะหนีไปที่ใดได้? เขาเกิดมาเป็นบ่าวไพร่ บิดามารดาก็อยู่ในสกุลโจวเมื่อคิดถึงตรงนี้เขาก็กัดฟันเอ่ย “ตกลง ข้าจะมอบรถม้าให้ท่านเพียงแต่รถม้าคันนี้นายท่านกับนายหญิงจ่ายเงินเป็นจำนวนมากเพื่อซื้อให้คุณชายไม่อาจใช้เป็นค่ารักษาอย่างเดียวได้”

            บ่าวรับใช้พยายามต่อรองราคาเขาได้ยินฮูหยินผู้เฒ่าบอกว่าหลินเสวี่ยจู๋ขโมยเงินนางไปหนึ่งพันหนึ่งร้อยตำลึงจึงมั่นใจว่าหลินเสวี่ยจู๋มีเงิน ตอนนี้เขาขายรถม้าโดยไม่ได้รับความยินยอมจากคุณชายก็ย่อมต้องขายแพงขึ้นมิฉะนั้นจะถือว่าเขาไม่มีหัวการค้า

            หลินเสวี่ยจู๋ชูสองนิ้ว บ่าวรับใช้เห็นเช่นนั้นก็ยินดีเป็นอย่างยิ่ง

            สองร้อยตำลึงหรือ? รถม้าธรรมดาตามท้องตลาดขายในราคาหนึ่งร้อยตำลึงรอให้ออกจากภูเขาลึกแห่งนี้แล้วค่อยซื้อรถม้าคันใหม่ก็ได้ยังประหยัดเงินไปได้อีกหนึ่งร้อยตำลึง การซื้อขายนี้นับว่าเสียเปรียบไม่มากนักเขาลอบยินดีในใจ แต่เมื่อได้ยินหลินเสวี่ยจู๋พูดว่า “ยี่สิบตำลึง” ทั้งร่างก็เปลี่ยนเป็นหนาวสะท้าน

            “อันใดนะ? ยี่สิบตำลึงหรือ? เหตุใดท่านไม่แย่งไปเสียเลยเล่า?” บ่าวรับใช้โมโห

            หลินเสวี่ยจู๋เหลือบมองเขาด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ก่อนจะเอ่ยอย่างไม่สะทกสะท้าน “ยี่สิบตำลึง เจ้าใคร่ขายก็ขาย อย่างไรข้าก็ไม่ได้จำเป็นต้องซื้ออยู่แล้ว”

            น้องชายผู้นี้ไม่เข้าใจแม้แต่ตลาดของผู้ซื้อกับผู้ขายเลยด้วยซ้ำยังจะมาต่อรองราคาอีก!

            .............................

            [1] ลูกกระต่ายเป็นคำด่า หมายถึง เด็กเหลือขอ

            [2] เต่ายักษ์เป็นคำด่า หมายถึง สามีที่ถูกภรรยาสวมเขา

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ] ที่คุณอ่าน