ตอนที่ 5 เงินก้อนแรก
มือที่กำลังจะเคาะประตูของจี้ซิวผิงหยุดชะงักกลางอากาศ ส่วนคนก็นิ่งอึ้งไปเสียแล้ว
ภายใต้เงาแสงจันทรา เขารู้สึกคันยุบยิบในใจขึ้นมา เมื่อได้เห็นใบหน้าขาวเนียนที่ชวนมอง รวมถึงดวงตาเปล่งประกายฉ่ำน้ำคู่นั้นของถงเชียน
ดีมาก ถงเชียนพยายามระงับหัวใจที่เต้นผิดจังหวะ แล้วพูดในใจว่า: ท่านเป็ฝ่ายเสนอตัวมาถึงที่เองนะ จะโทษข้าไม่ได้
“จี้ซิวผิง” นางเรียกเขาอย่างเป็ทางการยิ่งนัก
ครั้นได้ยิน จี้ซิวผิงจึงได้สติกลับมา มองถงเชียนอย่างงุนงง ในความทรงจำนั้น เชียนเอ๋อร์ไม่เคยเรียกชื่อเต็มของเขามาก่อน คราวนี้เกิดอะไรขึ้นอีกล่ะ?
หลังจากที่ถงเชียนสูดหายใจเข้าลึกๆ ในที่สุดก็ตัดสินใจได้ เป็ไงเป็กันล่ะ “จี้ซิวผิง ข้า...อ๊า!”
จู่ๆ เท้าก็ลื่นกะทันหัน นางร้องด้วยความใ จับชายเสื้อของจี้ซิวผิงไว้ ส่วนคนที่อยู่ทางด้านหลังเองก็หูไวตาไว ฝ่ามือใหญ่โอบเอวอ่อนนุ่มของถงเชียนไว้ ก้าวไปข้างหน้า โอบร่างเล็กมาไว้ในอ้อมแขนเข้าเต็มเปา
ถงเชียนเพิ่งตระหนักได้ว่าเมื่อครู่ตนเองได้ดึงทึ้งอย่างสุดแรง จนทำให้แขนเสื้อที่ไม่ทนทานของจี้ซิวผิงฉีกลงมา
จังหวะนั้นเอง แม่หนูอวิ๋นได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวจึงเปิดประตูแล้ววิ่งออกมา “ใครอยู่ตรงนั้นน่ะ? มีขโมย รีบมาจับเร็ว...” เสียงะโโหวกเหวกนั้นหยุดลงทันทีเมื่อเห็นเหตุการณ์ตรงหน้า แม่หนูอวิ๋นอ้าปากกว้างเสียจนสามารถยัดไข่ไก่ลงไปได้
นางเห็นแต่ชายเสื้อที่ฉีกขาดของจี้ซิวผิงลอยพลิ้วไหวไปกลางอากาศ ท่อนแขนเปลือยเปล่าไร้สิ่งกีดขวางนั้น วางแนบอยู่บนเอวบอบบางของถงเชียน
“ข้า ข้าไม่เห็นอะไรทั้งนั้น!” แม่หนูอวิ๋นร้องะโอย่างใพลางหมุนตัววิ่งกลับเข้าห้องไป
สีหน้าของถงเชียนในเวลานี้คงจะแดงก่ำราวกับหยดเื เดิมทีนางคิดว่าถ้าไม่ทำก็อย่าทำ แต่ถ้าจะทำก็ต้องทำให้ถึงที่สุด จึงคิดที่จะสารภาพไปตามตรงว่าข้าชอบเ้า แต่ผู้ใดจะนึกกันล่ะว่าจะมีก้อนหินอยู่ใต้ฝ่าเท้า!
เลือกเวลาไม่ดีจริงๆ เลย มาเจาะจงเอาเวลานี้ มันน่าโมโหเสียเหลือเกิน
“เชียนเอ๋อร์ เ้าไม่เป็ไรนะ?” จี้ซิวผิงเห็นนางมีสีหน้าแดงก่ำไปทั่วทั้งใบหน้า ก็คิดว่านางได้รับาเ็ตรงไหนเข้าแล้ว จึงถามด้วยความร้อนใจ
เมื่อเห็นสายตาเป็ห่วงเป็ใยที่ปิดบังไว้ไม่อยู่ของเขา ถงเชียนก็อดกัดริมฝีปากไม่ได้ แล้วตัดสินใจอย่างเงียบๆ ถ้าไม่หยอกเย้าเสียั้แ่ตอนนี้ แล้วจะให้ทำตอนไหน?
มือข้างหนึ่งจึงเหนี่ยวรั้งลำคอของคนตรงหน้าให้โน้มลงมา จากนั้นนางก็เงยหน้าขึ้น ริมฝีปากของทั้งคู่แนบสนิทเข้าด้วยกัน
เพียงแต่ มันยังไม่พอ ถงเชียนดูดดึงริมฝีปากเย็นเฉียบของซิวผิงไว้ในปาก แล้วตวัดปลายลิ้นเลียอย่างแ่เบา
จี้ซิวผิงสั่นสะท้านไปทั่วร่าง ใจนผงะถอยหลังไป ไม่คิดเลยว่าการที่เขาดิ้นรนเยี่ยงนี้จะทำให้ชายเสื้อฉีกขาดโดยสิ้นเชิง แล้วเผยอกแกร่งข้างหนึ่งของเขาออกมา
ถงเชียนก็ไม่ได้สนใจ คงยังประกบริมฝีปากของจี้ซิวผิงต่อไป
จี้ซิวผิงดันอยู่หลายครั้ง ทว่าไม่ได้ผลักออก นั่นกลับทำให้ถงเชียนเข้ามาแนบชิดสนิทสนมมากขึ้นด้วยซ้ำไป
ริมฝีปากอ่อนนุ่มที่มีกลิ่นหอมของหญิงสาว ทำให้มือของจี้ซิวผิงค่อยๆ หยุดชะงัก จนในที่สุดก็กำแน่น
เรี่ยวแรงที่แข็งแกร่งตรึง่เอวไว้แน่นเสียจนขยับตัวไม่ได้ ชายหนุ่มก้มหน้าลงพลิกเป็ฝ่ายจู่โจม แล้วจุมพิตนางอย่างลึกซึ้ง
ถงเชียนไร้ซึ่งเรี่ยวแรงต่อต้าน สุดท้ายเมื่อตกอยู่ภายใต้การรุกรานของเขา นางจึงทำได้เพียงเปล่งเสียง ‘อื้อ’ ออกมาคำหนึ่ง ในตอนที่นางรู้สึกว่าตนเองใกล้จะหายใจไม่ออกแล้ว เขาถึงยอมปล่อยตัวนาง
“ซิว ซิวผิง พี่ชาย” ถงเชียนก้มหน้าลงอย่างเขินอาย แล้วเอ่ยกระซิบเบาๆ
จี้ซิวผิงไหนเลยจะหักห้ามใจไหว เขาโน้มตัวลงแล้วอุ้มถงเชียนขึ้นมา จากนั้นเดินไปที่ห้อง
แสงไฟสีแดงจากตะเกียงภายในห้อง ช่วยเพิ่มความความคลุมเครือมากขึ้นไปอีก
ทว่ายามที่นางเผลอเหลือบมองเสื้อผ้าที่ฉีกขาดของชายหนุ่มนั้น ก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ บรรยากาศงดงามนี้จึงถูกเสียงหัวเราะของนางทำให้จางหายไป
สีหน้าของจี้ซิวผิงครึ้มลง บีบจมูกนางด้วยความโมโห แต่ไม่ได้ทำอะไรเกินเลย เมื่อกล่อมให้นางเข้านอนเสร็จ เขาจึงหันหลังเดินจากไป
เมื่อถึงวันที่กำหนด ถงเชียนและจี้ซิวผิงพาแม่หนูอวิ๋นไปโรงน้ำชาอีกครั้ง ร้องเพลงที่ถงเชียนแต่งต่อหน้าเถ้าแก่
“เพราะมาก!” เถ้าแก่โรงน้ำชาถอนหายใจออกมา “ถ้อยคำและบทเพลงนี้ ข้ามิกล้าเอ่ยถึงที่อื่น แค่เพียงอำเภออวิ๋นหยางของพวกเรา ก็เป็หนึ่งไม่เป็สองรองใครแล้ว”
หลังจากที่เขาพูดจบ ก็รีบออกไปตามคนเพื่อเตรียมพร้อมแม่หนูอวิ๋น
เสียงเล็กดังกังวานแสนโศกเศร้าเสียใจของเด็กสาว ประกอบกับเื่ราวที่แปลกใหม่นั้น ทำให้ผู้คนต่างพากันชื่นชม แม้แต่ลูกค้าที่นั่งอยู่ในโรงน้ำชาใหญ่ยังถูกดึงดูดให้เข้ามา อาจกล่าวได้ว่า โรงน้ำชาในเวลานี้มีผู้คนหลั่งไหลเข้ามาอย่างคับคั่ง มากมายเสียจนเข้าออกลำบาก
ทันทีที่บทเพลงจบ มีผู้คนจำนวนไม่น้อยหยิบเงินออกมา เอ่ยว่ายังสนุกไม่เต็มที่ ขานเรียกชื่อให้ร้องใหม่อีกรอบ
ในเวลานี้ เถ้าแก่โรงน้ำชาก็ได้ยึดตามกฎที่ถงเชียนบอกมา ยืนขึ้นแล้วพูดว่า “ขออภัยพวกท่านทั้งหลาย อย่างไรเสียทุกโรงน้ำชาย่อมมีกฎของตน นับแต่วันนี้เป็ต้นไป ไม่ว่าผู้ที่มาจะเป็ใคร ทุกบทเพลงจะร้องเพียงวันละหนึ่งรอบเท่านั้น ส่วนเื่ราว อีกไม่กี่วันจึงจะเรียบเรียงออกมาเป็รูปเล่ม เมื่อถึงเวลานั้น ขอเรียนเชิญทุกท่านให้การสนับสนุนด้วย”
เพราะทุกเพลงจะร้องแค่่ท่อนแรกเท่านั้น ผู้คนจึงอยากรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ ถงเชียน้าดึงความสนใจนี้จากพวกเขา นางจะบรรยายเื่ราวออกมาทางคำพูด จากนั้นหาคนมาเขียนรวบรวมให้เป็รูปเล่ม แล้วค่อยประกาศออกไป
เป็ดังที่คาดการณ์ไว้ เพียงไม่กี่วันต้นฉบับแรกก็ขายหมดเกลี้ยงเสียแล้ว ถงเชียนจึงหาคนมาทำฉบับที่สองและที่สาม ต่อจากนั้นก็เปิดตัวเื่ใหม่ ตามด้วยทำออกมาเป็หนังสือ จนสามารถทำเงินได้จำนวนไม่น้อย
ไม่ต้องเอ่ยถึงโรงน้ำชาที่แออัดไปด้วยผู้คนเกือบทุกวัน เป็ที่ชื่นชอบของเหล่าคนชราโดยเฉพาะ
เมื่อทราบว่าถงเชียนและจี้ซิวผิงกำลังดื่มน้ำชาอยู่ เถ้าแก่โรงน้ำชาก็รีบเดินเข้ามาอย่างระมัดระวัง เอ่ยด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “เหตุใดคุณหนูและคุณชายไม่แจ้งให้ข้าทราบก่อนว่าจะมาที่นี่ ข้าจะได้เตรียมห้องรับรองเพื่อต้อนรับแขกผู้มีเกียรติอย่างพวกท่านโดยเฉพาะ”
ถงเชียนแสยะยิ้มมุมปาก “เดิมทีพวกเราเป็คู่ค้ากัน จะเรียกขานแขกผู้มีเกียรติไปใย เถ้าแก่มิต้องเกรงใจ รีบจัดการแขกด้านนอกก่อนแล้วค่อยพูดเถอะ”
“แขกด้านนอกย่อมต้องเร่งรับมือกันอยู่แล้ว” เถ้าแก่โรงน้ำชาพูดจบ ก็รีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนาทันที ยิ้มตาหยีแล้วพูดว่า “แต่จะเทียบกับแขกผู้มีเกียรติอย่างพวกท่านได้อย่างไรกันล่ะ หากไม่มีท่านทั้งสอง โรงน้ำชาของข้าก็คงไม่มาถึงจุดนี้ ข้าล้วนจดจำสิ่งนี้อยู่ในใจ"
ขณะพูดก็หยิบถุงเงินสวยงามออกมา แล้วเดินมาตรงหน้าถงเชียน “นี่เป็ส่วนหนึ่งของผลกำไรครั้งล่าสุด ขอพวกท่านอย่าได้รังเกียจที่น้อยไป”
ถงเชียนช้อนสายตาขึ้นมองถุงเงินในมือเขา นับว่าไม่น้อยเลยทีเดียว แต่ถ้าหากดูจากผลกำไรที่นางนำมาให้โรงน้ำชาเมื่อหลายวันก่อนนั้น ไม่ควรค่าแก่การเอ่ยถึงเลยสักนิด
ทว่านางพูดอันใดมิได้ อย่างไรเสียนางก็ไม่ได้ระบุส่วนแบ่งให้ชัดเจนมาั้แ่ต้น
ครั้งนี้เถ้าแก่เป็ฝ่ายมอบเงินให้พวกเขาเอง ดูท่าแล้วเถ้าแก่ก็ไม่ใช่คนเลอะเลือน ยังรู้จักวิธีนำเงินน้อยมาแลกเงินมากอยู่บ้าง
“เถ้าแก่” ถงเชียนเอื้อมมือออกไปรับเงินมา ทว่าไม่ได้นำเก็บไว้ในอก แล้ววางมันไว้บนโต๊ะแทน “เื่นี้ยังไม่ต้องรีบร้อน ข้าเพียงแต่อยากถามท่านว่า อยากหาเงินได้มากกว่านี้หรือไม่”
เมื่อได้ยินเถ้าแก่ก็ดวงตาเป็ประกาย “ยังต้องให้ข้าพูดอีกรึ อยากแน่นอน หรือว่าแม่นางยังมีแผนการอันแยบคายอยู่อีก?”
“ถ้าไม่มีข้าคงไม่พูด” ถงเชียนลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยว่า “เพียงแต่ครั้งนี้ ข้ามีข้อเรียกร้องประการหนึ่ง”
เถ้าแก่โรงน้ำชา: “ข้อเรียกร้องอันใด?”
“ข้า้าปันผลกำไร”
เมื่อได้ยินเช่นนี้แล้ว ทั้งจี้ซิวผิงและเถ้าแก่โรงน้ำชาต่างก็มึนงงไปตามๆ กัน ตรงกันข้ามกับถงเชียนที่หัวเราะเบาๆ อย่างไม่อาจคาดเดาความคิดได้