ด้วยพื้นฐานแห่งกำลังภายในของโจวเจียอี้ เมื่อเวลาผ่านไป 2 ปี เขาก็สามารถสำเร็จวิชาฝ่ามือมารนพเก้าได้อย่างหมดจดจนสร้างความปราบปลื้มใจให้แก่อาจารย์วัยเกษียณได้อย่างดี
“เอาล่ะ เจียเอ๋อร์ บัดนนี้นั้นเ้าก็ได้สำเร็จวิชาที่อาจารย์สอนให้หมดแล้ว ถึงเวลาแล้วที่เ้าจะได้ออกไปท่องยุทธภพ และล้างแค้นให้แก่บิดาของเ้า” กัวจงซินในวัยสูงอายุกล่าว
โจวเจียอี้ที่กำลังร่ายรำกระบวนวิชาฝ่ามือมารนพเก้าใส่ต้นไม้ใบหญ้าจนสั่นหวั่นไหวบนต้นไม้สูง ที่เขาะโไปมาราวกับเป็เพียงแค่พื้นดินธรรมดาเท่านั้นได้ะโลงมาหาอาจารย์ของเขาและกล่าว่า “ท่านอาจารย์ ศิษย์ว่าศิษย์ยังไม่แข็งแกร่งมากพอที่จะออกท่องยุทธภพด้วยซ้ำ”
กัวจงซินหัวเราะและตอบว่า “เ้าคิดว่าการรบกับต้นไม้ใบหญ้ามันจะช่วยให้เ้าเป็ยอดฝีมือหรืออย่างไร การออกไปเผชิญกับโลกแห่งความเป็จริงมีประโยชน์กว่าเก็บตัวฝึกแบบนี้เป็ไหนๆ”
“แต่ว่าอาจารย์…” โจวเจียอี้กำลังจะกล่าวบางอย่าง อาจารย์ของเขาก็ไม่ให้พูด และพูดตอบกลับมาว่า “ไม่ต้องกล่าวอะไรแล้วเจียเอ๋อร์ ถึงเวลาที่เ้าจะต้องไปร่ำลาแม่ของเ้าแล้ว”
โจวเจียอี้เดินกลับมายังบ้านของตนเพื่อเก็บข้าวของที่จำเป็ต้องใช้ในการออกเดินทาง เปาหวงหลานที่เห็นการเติบโตและความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นของลูกชายมาตลอดก็อดปราบปลื้มมิได้ วันนี้เธอเองก็รู้ดีว่าจะต้องห่างจากลูกชายของเธอไม่วันใดก็วันหนึ่ง และวันนี้มันก็มาถึงแล้ว เธอจัดเตรียมสำรับอาหารและเตรียมเงินไว้จำนวนหนึ่งเพื่อใช้ในการเดินทาง
“ท่านแม่ ถึงเวฃาที่ลูกต้องไปแล้ว” โจวเจียอี้พูด
เปาหวงหลานดึงลูกชายสุดที่รักเข้ามากอดไว้ในอ้อมอกพร้อมทั้งพูดทั้งน้ำตาที่ไหลบ่าอย่างเช่นน้ำตกที่ตกลงมาจากเขาสูง นี่ไม่ใช่น้ำตาแห่งความเสียใจ แม้จะเป็การร่ำลาแต่เธอกลับภาคภูมิใจที่ได้เห็นลูกชายของเธอเติบโตเป็ผู้ใหญ่อย่างเต็มตัวแล้ว
“ในโลกภายนอก เ้าจะต้องเจอกับสิ่งชั่วร้ายมากมาย ทั้งคนที่ไม่ดีที่มาคอยแสวงหาผลประโยชน์จากเ้า ทั้งคนที่เหมือนจะหวังดีแต่กลับคิดไม่ซื่อต่อเ้า หรือแม้กระทั่งคนที่คิดร้ายจ้องจะทำลายเ้า เ้าจะต้องพบเจอกับสิ่งชั่วร้ายพวกนี้หมด เ้าจงเอาชีวิตรอดจากสิ่งโสมมเ่าั้ หากทำได้เ้าจะเป็ยอดคนที่แข็งแกร่ง เ้าไม่จำเป็จะต้องเป็ยอดยุทธ์ผู้เก่งกาจก็ได้ ขอแค่ให้แม่ได้เห็นเ้ากลับมาอย่างมีลมหายใจแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว” เปาหวงหลานให้โอวาทแก่บุตรชายของเธออย่างเยียดยาวแต่เต็มไปด้วยความหมายแห่งการห่วงหาอาวรณ์อย่างสุดซึ้ง
เปาหวงหลาน หยิบเครื่องหมายหนึ่งที่เขียนว่า ตะวันตก ซึ่งเป็ป้ายประจำตัวของสามีของเธอครั้งสมัยที่ยังคงมีชีวิตและโลดแล่นในยุทธภพ โจวเที้ยนเปียเคยเป็หนึ่งในผู้คุมกฎของพรรคเปลวอัคคี โดยเขาเป็ผู้คุมกฎทิศตะวันตก เปาหวงหลานได้มอบมันแก่บุตรชายก่อนจะออกเดินทาง
ก่อนโจวเจียอี้จะเดินทาง เปาหวงหลานก็กล่าวกับลูกชายอีกว่า “โจวเจียอี้ เมื่อเ้าออกไปข้างนอกเ้าจะได้พบเจอกับผู้หญิงมากมาย เ้าจงระวังผู้หญิงเ่าั้ไว้ให้มาก เพราะพวกนางจะใช้เสน่ห์ที่มีเข้ามาทำให้เ้าลุ่มหลงมัวเมา ผู้หญิงนั้นมีมารยามากมายยากหยั่งถึง ยิ่งสวยมากเท่าไหร่ยิ่งอันตรายมากเท่านั้น หากเ้าไม่ระวังเ้าจะตกเป็เหยื่อของพวกนางในสักวัน แต่หากว่าเ้าโชคดีได้พบกับผู้หญิงที่เต็มไปด้วยความจริงใจ เ้าจงอย่าได้ทิ้งโอกาสที่จะรู้จักและสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับนาง”
“ขอรับท่านแม่ ข้าจะระวังทุกอย่างที่ท่านสอนอย่างไม่ขาดตกบกพร่องแม้แต่พยางค์เดียว” โจวเจียอี้กล่าว ก่อนจะเดินออกจากบ้านไปพร้อมกับอาจารย์
เมื่อโจวเจียอี้และกัวจงซินเดินผ่านูเาลูกหนึ่งมาแล้ว กัวจงซินก็กล่าวขึ้นมาว่า “เจียเอ๋อร์ ถึงเวลาแล้วที่เ้ากับอาจารย์จะต้องแยกกัน”
“ทำไมล่ะท่านอาจารย์ ท่านไม่มุ่งหน้าไปยังเขาอัคนีแล้วหรือ” โจวเจียอี้กล่าว
“ข้าทิ้งพรรคมานานหลายปี ข้าอับอายที่จะต้องกลับไปเผชิญหน้ากับผู้คนในพรรค เ้าจงไปแต่เพียงผู้เดียวเถอะ เ้าจะเข้าร่วมพรรคใดก็ได้ตามใจปราถนา ข้ามีเื่อีกมากมายที่จะต้องทำ ปล่อยคนแก่อย่างข้าไว้เพียงลำพังเถอะ” กัวจงซินพูด
“ท่านอาจารย์ ศิษย์จะเอาตัวรอดได้อย่างไรหากไม่มีท่าน” โจวเจียอี้พูด
“เ้าเรียนวิชาไปตั้งมากมาย ทั้งวิชาของพ่อเ้า และวิชาของตัวข้าเอง ทุกวิชาล้วนเป็วิชาระดับต้นๆ ในยุทธภพ หากเ้าใช้มันอย่างถูกวิธี ถูกที่ถูกทาง ผู้คนทั้งหลายจะยำเกรงเ้า” กัวจงซินพูด
“แม้จะเป็วิชาที่ร้ายกาจ แต่ก็มีเพียงแค่สองวิชาเท่านั้น” โจวเจียอี้กล่าว
“สองวิชาก็เพียงพอแล้ว ในโลกแห่งความเป็จริงต่อให้เ้าจะเรียนวิชาไปมากมายขนาดไหน หากไม่สามารถนำมันออกมาใช้ได้มันก็ไร้ค่า แต่หากมีวิชาใดวิชาหนึ่งแค่เพียงวิชาเดียวที่เ้าเข้าใจมันอย่างลึกซึ้ง เ้าก็สามารถขึ้นเป็ยอดฝีมือได้ไม่ยาก” กัวจงซินกล่าว
ระหว่างที่ทั้งสองกำลังพูดกันอยู่นั้นก็มีเสียงดังและฝุ่นตลบ เมื่อมีม้าฝูงใหญ่ฝูงหนึ่งวิ่งผ่านหน้าของทั้งคู่ไป กัวจงซินหันมากล่าวกับลูกศิษย์ว่า “เจียเอ๋อร์ เ้าจงเลือกม้าสักตัวในกลุ่มนี้สิ เผื่อเ้าจะได้ม้าคู่ใจไว้สักตัวหนึ่ง”
โจวเจียอี้รับคำ เขามองไปยังม้าตัวหนึ่งที่กำลังวิ่งด้วยกำลังวังชาสูง ปราดเปรียว และคึกคะนอง เขาะโเดินไต่อากาศไปยังต้นไม้ต้นหนึ่งเพื่อดักรอม้าตัวนั้น เมื่อม้าตัวนั้นวิ่งใกล้เข้ามา เขาจึงะโลงไปจับม้าตัวนั้นไว้ ม้าพยายามจะขัดขืนและพร้อมดีดโจวเจียอี้ออกอยู่ตลอดเวลา แต่ด้วยร่างกายของเจียอี้ที่ฝึกฝนมานานหลายปี จึงสามารถใช้กำลังภายในที่มีสยบพลังของม้าตัวนั้นได้ และนำมันมาหากัวจงซิน
“เ้านี่ฝีมือไม่ธรรมดาจริงๆ เ้าจะตั้งชื่อมันว่าอะไร” กัวจงซินถาม
“ศิษย์จะตั้งชื่อมันว่า เ้าม้าแดง” โจวเจียอี้ตอบ
“ประเสิร์ฐ ประเสิร์ฐแท้ เ้ากับม้าแดงของเ้าจงมุ่งหน้าไปยังเจียงหนาน บนเขาชีอัน จะมีสำนักชีอันตั้งอยู่ ที่นั่นเป็จุดที่พ่อของเ้าตาย และถ้าเ้าอยากเข้าร่วมพรรคเปลวอัคคีก็ให้มุ่งหน้าต่อไปยังเขาอัคนี ข้าคงต้องขอตัวแยกจากเ้าเพียงเท่านี้” กัวจงซินพูด
โจวเจียอี้ะโลงมาจากหลังม้า พร้อมก้มหัวให้แก่กัวจงซิน และกล่าวว่า “ศิษย์ขอคารวะท่านอาจารย์ บุญคุณของท่านมีมากมายนัก ศิษย์จะต้องชดใช้มันให้ได้”
“ข้าเคยบอกแก่เ้าแล้วไง ว่าการทดแทนบุญคุณของเ้า คือการล้างแค้นให้พ่อเ้าแทนข้า ลุกขึ้นและไปได้แล้ว” กัวจงซินพูด
โจวเจียอี้ควบม้าแดงมุ่งหน้าไปยังเจียงหนานผ่านภูมิประเทศที่หลากหลาย จนกระทั่งมองเห็นกำแพงสูงใหญ่และผู้คนเดินขวักไขว่ไปมาอย่างคึกคัก เขามองไปที่ตัวอักษรบนกำแพงเมืองเขียนไว้ว่า ‘เจียงหนาน’ จึงรู้ได้ทันทีว่านี่คือจุดหมายที่เขาต้องมา