องค์ชายออกเดินทางออกจากเมืองหลวง โดยมีองค์รักษ์คู่ใจติดตามไปด้วย…
หลายเดือนผ่านไป ผู้คนเริ่มกลับมาใช้ชีวิตที่ปกติ ไม่ได้สนใจอะไรเหมือนแต่ก่อน
ณ โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง
“ข่าวใหญ่ ข่าวใหญ่ ข่าวใหญ่ ”
ชายร่างใหญ่วิ่งเข้ามาในโรงเตี๊ยมโหวกเหวกโวยวายเสียงดัง
“ข่าวอันใดกัน? ทำไมถึงได้เสียงดังนัก”
“ข่าวอะไรงั้นรึ?”
ผู้คนในโรงเตี๊ยม หันไปถามพลางสงสัย
" พวกเ้าตั้งใจฟัง ตอนนี้สำนักชั้นนำของแผ่นดิน สำนักพิทักษ์ธรรม จะเริ่มเปิดรับศิษย์แล้ว หลังจากที่ไม่ได้เปิดรับมาถึง20ปี สำนักซึ่งอยู่อันดับที่1ของแผ่นดินมาโดยตลอด ขึ้นชื่อเื่ความยุติธรรมซื่อสัตย์ ข้าไม่อยากเชื่อเลยว่า สำนักจะเปิดรับศิษย์อีกครั้ง เ้ารู้รึไม่? ขนาดราชวงศ์ฉินยัง้าผูกสัมพันธ์ด้วย พยายามส่งเหล่าองค์ชาย เพื่อจะไปเป็ศิษย์สายตรงของสำนัก แต่ล้วนล้มเหลว เ้าสำนักขึ้นชื่อเื่ความเที่ยงธรรมย่อมไม่ปล่อยให้ใครต่อใครบอกเล่าเสียๆ หายๆ อยู่แล้ว ต่อหน้าท่านประมุข ทุกอย่างล้วนเท่าเทียมกัน อีก2เดือน จะเป็เวลาที่หุบเขาพิทักษ์ธรรมจะเริ่มคัดเลือกศิษย์ อายุไม่เกิน20ปี ตอนนี้ข่าวเื่นี้ลือกันทั่วแผ่นดินไปแล้ว คนทั้งแผ่นดิน บรรดาผู้มีพร์ของตระกูลน้อยใหญ่ และ พวกราชวงศ์คงโคจรมาเจอกันเป็ดอกเห็ดแน่ๆ "
“เื่จริงงั้นรึ? ข้าต้องรีบกลับไปบอกลูกข้าแล้วแบบนี้”
“ถ้าลูกข้าได้เป็ศิษย์สายตรง ข้าคงยืดได้ทั้งแผ่นดินแน่ๆ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
“เ้าว่าอะไรนะ? ศิษย์สายตรง? เ้าลองให้ลูกเ้า ยืนอยู่เฉยๆก่อนมั้ย ยืนเฉยๆขามันยังสั่นอยู่เลย เ้าเอาอะไรมาคิดว่าท่านประมุขจะมันเป็ศิษย์สายตรงกัน”
“เพ้ยย!! แล้วลูกเ้าหล่ะ เมื่อครู่ข้ายังเห็นมันโดนเพื่อนล้อเื่เยี่ยวรดที่นอนอยู่เลย โถ่ววว”
“เ้าอยากหน้าพังรึ?”
"เ้านั่นแหละอยากมากหรือ"
“เดี๋ยวๆๆ ใจเย็นๆกันก่อน แล้วเงื่อนไขการทดสอบ มีอะไรบ้าง” ชายชราหันไปห้ามคนสองคนที่กำลังจะทะเลาะกัน กล่าวเปลี่ยนเื่"
“การเข้ารับเป็ศิษย์ ข้ารู้แค่ว่าอายุไม่เกิน20เท่านั้น ส่วนเื่เงื่อนไขการเข้ารับการทดสอบ ข้าไม่อาจรู้ได้ ทางสำนักไม่ยอมบอกอะไรเลย คงต้องไปดูด้วยตาตนเองเท่านั้น”
ข่าวเื่สำนัก พิทักษ์ธรรม แพร่กระจายไปทั่วทั้งแผ่นดิน ผู้คนพูดถึงกันแต่เื่ สำนักพิทักษ์ธรรม ในอีก2เดือน ผู้คนทั่วทั้งแผ่นดินต้าเชียง จะไปรวมกันที่หุบเขาพิทักษ์ธรรม เพราะว่าสำนักพิทักษ์ธรรมตั้งอยู่ที่นั้น…
ตะกูลเซียว
เด็กหนุ่มน่าตาน่ารัก ผิวขาว ร่างกายผอมแห้ง ยืนเอามือไขว้หลังอยู่ข้างบ่อน้ำหน้าตำนักที่พัก
‘สำนักพิทักษ์ธรรม…ถ้าข้าเข้าสำนักได้ ข้าจะสามารถอ่านตำรามากมายนับร้อยนับพัน…ข้าไม่ต้องคอยกังวลเื่ขั้นเต๋าสะสมอีกต่อไป พอข้าไปถึงขั้นเต๋าสะสม ข้อจะสามารถหลอมโอสถได้ กองกำลังของข้าก็จะเหมือนเสือติดปีก’
‘ข้าจะต้องหาวิธีแก้ไขเคล็ดบ่อเพาะของข้าให้สามารถให้บ่มเพาะเต๋าได้มากขึ้นกว่า 9 เต๋าให้จงได้ ข้อมูลเื่การบ่มเพาะขั้นเต๋าสะสมยังน้อยเกินไป ข้าคงต้องหวังพึ่งน้ำบ่อหน้าเสียแล้ว…’
เซียวเย่เดินทางไปถึงตำหนักหลัก เดินเข้าไปมีคนอยู่ด้วยกัน10คน แต่ละคนสวมชุดคลุมสีขาว บ้างผมขาว บ้างผมดำ ปะปนกันไป คนเหล่านี้คือผู้าุโของตระกูลเซียว
เมื่อเซี่ยวเย่เดินเข้ามา เห็นคนอยู่มากมาย ก็ค้อมมือทำความเคารพ
“คารวะผู้าุโทุกท่าน"
เหล่าผู้าุโเห็นเซี่ยวเย่เดินเข้ามาทำความเคารพพวกตนก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กันถ้วนหน้า พยักหน้ารับ
"ดูเหมือนจะคุยเื่สำคัญกันอยู่ เซียวเย่ขอตัว..”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ไม่มีเื่อะไรสำคัญกว่าเื่ของหลานปู่ได้หรอก หลานมาที่นี่มีอะไรอย่างงั้นหรือ?”
“ท่านปู่ หลานตัดสินใจจะไปรับการทดสอบเข้าสำนักพิทักษ์ธรรม”
"ห๊ะ!! แต่ แต่หลานพึ่งจะอายุ12ปีเอง มันไม่เร็วไปหน่อยรึ? ปู่กลัวว่า.."
เซียวกงพูดยังไม่ทันจบ ก็รู้สึกได้พึ่งพลังปราณที่เซียวเย่ปล่อยออกมา
'ปราณสะสม ขั้น 8!!'
“ถึงเวลาแล้วที่หลานต้องออกเดินทางเพื่อค้นหาตนเองแล้ว ท่านปู่ไม่ต้องเป็ห่วงไป ส่วน3ตระกูลใหญ่ ที่คอยกดขี่เรามาตลอด จะถึงเวลาชำระแค้นในไม่ช้า ท่านปู่ไม่ต้องเป็ห่วง อีกไม่นานจะไม่มี3ตระกูลใหญ่อีกต่อไป…”
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า ดี ดี ปู่เชื่อในตัวหลาน หลานจะไปที่ไหนก็ไปเถอะ ที่นี่จะเป็บ้านของหลานเสมอ"เซียวกงพูดด้วยใบหน้าที่หัวเราะลั่น"
“ถ้าเซียวเย่ สามารถเป็ศิษย์ของสำนักพิทักษ์ธรรมได้ ตระกูลเราก็เหมือนมีโล่ป้องกันชั้นเยี่ยม 3ตระกูลใหญ่ ถ้าคิดจะทำอะไรตระกูลเรา ก็ต้องกลับไปคิดใหม่อีกหลายรอบ กระทำซึ่งหน้าคงไม่ต้องกังวล ”ผู้าุโอีกท่านหนึ่งกล่าว
“เซียวเอ๋อ เ้าจะออกเดินทางเมื่อไหร่?” เซียงหยางเดินเข้ามากล่าวถาม
“ข้าจะออกเดินทางคืนนี้..จากข่าวที่ข้ามี หุบเขาพิทักษ์ธรรม ค่อนข้างไกล ออกตอนนี้จะดีเสียกว่า.. ท่านพ่อไม่ต้องเป็ห่วงข้า ท่านกำลังเตรียมตัวทะลวงขั้นเต๋าสะสมอยู่ ตระกูลเราขึ้นอยู่กับท่านพ่อแล้ว”
“เห้ออ ขึ้นอยู่กับข้าตรงไหนกัน ที่ตระกูลมาได้ถึงตอนนี้ ทุกอย่างล้วนมาจากเ้าทั้งนั้น ข้าก็คิดไว้อยู่แล้วว่า เมืองนี้ หรือ แผ่นดินนี้คงไม่พอที่จะเติมเต็มความปรารถนาในใจเ้าได้ จงไปเมื่ออยากไป จงกลับเมื่ออยากกลับเถอะ”
หลังจากบอกเื่ที่ควรกล่าว เซี่ยวเย่ก็ไปตำหนักท่านแม่เพื่อกล่าวบอกลา
“ท่านแม่”
“หือ! เอ้า เซียวเอ๋อ…สงสัยวันนี้ฝนจะตกหนัก ลูกถึงมาหาแม่ในวันนี้ได้” เซียวหง เห็นลูกชายมาหากล่าวใปนรอยยิ้มบนใบหน้า
"ไว้หลังจากข้ากลับมา ข้ามาหาท่านเกือบทุกวันก็ย่อมได้ กลัวท่านแม่จะลำคานซะมากกว่า"เซียวเย่ยิ้มไปกล่าวไป
“หลังจาก…กลับมา เ้าหมายความว่า?”
"อีก2เดือน สำนักพิทักษ์ธรรม จะเปิดรับสมัครศิษย์ ลูกจะออกไปหาประสบการณ์ชีวิต ด้วยการเข้าเป็ศิษย์ของสำนัก"
“จะไปสำนักพิทักษ์ธรรม เพื่อเข้าเป็ศิษย์..” เซียวหง ใ
เซียวหง สูดหายใจลึกๆ ถอนหายใจออกมา กล่าว
“ ไปเถอะ…เ้าต้องดูแลตัวเองให้มากๆ อย่าไว้ใจคนแปลกหน้า เข้าใจหรือไม่? ”
“ท่านแม่ ลูกจะดูแลตนเองให้ดี ท่านแม่โปรดวางใจ”
ตกดึก เซียวเย่กลับมาที่ตำหนัก สวมชุดคลุมสีดำ เตรียมตัวแล้วเสร็จ ก็เดินออกมายังทางออกประตูหลังตระกูลเซียว
พอเดินมาถึง ก็เจอกลับคนสวมชุดสีดำสวมหน้ากากลึกลับจูงม้าเดินเข้ามาหาเซียวเย่
"ตอนที่ข้าไม่อยู่ดูแลกองกำลังเงาชูให้ดี ถ้ามีเื่ร้ายแรงให้รีบบอกข้าทันที ข้าจะออกไปเดินเล่นเสียหน่อย"
“รับทราบ นายท่านดูแลตัวเองด้วย” หมายเลข0คุกเข่าข้างเดียวค้อมมือเคารพ กล่าว
เซียวเย่ขึ้นขี่ม้า บังคับบังเหียนขี่ม้าออกไปทางประตูหลังตระกูลเซียวเงียบๆ ยามค่ำคืน
เมืองหยางเว่ย
ในโรงเตี๊ยมยามค่ำคืน ทุกห้องล้วนดับเทียน บ่งบอกว่ากำลังงีบหลับ แต่มีหนึ่งห้องที่ยังคงจุดเทียนอยู่ ในห้องมีคนสองคน หนึ่งบุรุษหนุ่ม หนึ่งบุรุษวัยกลางคน บุรุษวัยกลางคนหน้าตาเฉยเมย ดูธรรมดาไร้พิษสง ส่วนบุรุษหนุ่มหน้าตารูปงาม หล่อเหลา นั่งอยู่บนเตียงครุ่นคิด จึงกล่าว
“พึ่งออกจากเมืองหลวงมา ยังไม่ทันไร จะลงมือกำจัดข้าเสียแล้ว…ใจร้อนเสียจริง”
“องค์ชาย…ทางนั้นคงแค่ติดตามดูเราก่อนเท่านั้น คงต้องรอให้ไกลออกไปอีกหน่อยเป็แน่ องค์ชายแสดงละครแเี จงใจกล่าวถึงสมาคมลอบสังหาร ทางนั้นคงจงใจโยนความผิดให้แล้ว” กานผิง องครักษ์คู่ใจกล่าวออกมา
“จากการแสดงละครของข้า พี่ใหญ่คงคิดว่าข้านิสัยมุทะลุ จะกำจัดเมื่อไหร่ก็ย่อมทำได้ งั้นคงไม่ปล่อยให้เนิ่นนานมาถึงเพียงนี้ ทางนั้นคงคิดว่าถึงเวลาที่ควรกระทำแล้วกระมัง ต้าหงลู่คงคิดผลักดันพี่ใหญ่ เพื่อจะให้เป็หุ่นเชิดเป็แน่”
“แล้วเราควรทำอย่างไรต่อไปดี"
กานผิงกล่าวถาม
“ข้าในตอนนี้จะทำการใดได้กัน คงต้องหาที่พักพิงกันไปก่อน ข่าวเื่สำนักพิทักษ์ธรรมลือกันทั่วทั้งแผ่นดิน ข้าคงต้องอาศัยโอกาสนี้เอาไว้แล้ว ถ้าข้าเข้าสำนักได้ คงปลอดภัยสักพัก เมื่อถึงคราวนั้นแล้ว ค่อยคิดกันอีกที ” องค์ชายกล่าวด้วยใบหน้าที่มีความหวัง
ณ เมืองกวางตุง ตระกูล หลง
ในห้องแห่งหนึ่ง ในตำหนักหลัก มีชายแก่ผมขาวคนหนึ่ง…หรือหลงซานจี่ กำลังนั่งบ่มเพาะ ทันใดนั้นก็มีคนเดินเข้ามาเคาะประตู
"ก๊อก ก๊อก"
“เข้ามา…”
หลงซานจี่ลืมตาขึ้นกล่าวออกมา
“มีอะไร?”
“เรียนผู้นำตระกูล ตอนนี้ตระกูลเซียว เมื่อครู่มีคนแอบลอบออกทางด้านหลังประตูของตระกูลเซียว คาดว่าอาจจะเป็นายน้อยตระกูลเซียว เซียวเย่ขอรับ ”
“เซียวเย่…ใครกัน? ข้าไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน”
“เซียวเย่ คือ ลูกของเซียวหยาง อายุ12ปี อยู่ในตระกูลั้แ่เกิด เคยออกจากตระกูลเพียงครั้ง คือ เดินทางไปที่โรงหลอมอาวุธของตระกูลเรา บอกชมเชยอาวุธของตระกูล รับชมดูวิธีหลอมอาวุธ ดูแล้วเสร็จจึงกลับ แล้วก็ไม่เคยออกมาอีกเลย…จนถึงตอนนี้ขอรับ”
‘รับชมดูหลอมอาวุธ….ดูเพื่ออะไรกัน?’
‘ตระกูลเซียว เติบโตเร็วเกินไป แอบสะสมกองกำลัง มีหินปราณมากมายในการ ไปเอามาจากไหนกัน?’
หลงซานจี่ ครุ่นคิดในใจ
เห็นผู้นำเงียบไม่กล่าวสิ่งใด จึงกล่าวต่อ
"ท่านผู้นำ…."
“หลงกัง เ้าคิดว่าเราควรทำอย่างไรดี?”
หลงซานจี่หันไปมองผู้าุโที่มาบอกข่าว
“ข้าคิดว่าเรายังไม่ควรทำอะไรในตอนนี้ เพราะเรายังไม่รู้ว่าตระกูลเซียวซ่อนอะไรไว้อยู่กันแน่ มีใครหนุนหลังกันอยู่ถึงมีหินปราณมากมายในการเพียงนั้น ถ้าเราไม่กระจ่าง ก็ไม่ควรลงมือ ถ้าลงมือไม่คิดให้รอบคอบก็มีแต่เราที่จะแพ้ภัยตนเอง”
“แล้วเด็กนั่นล่ะ”หลงซานจี่ถามต่อ
“ก็แค่เด็กเท่านั้น คงคิดให้เด็กน้อยนั่นไปอยู่ที่อื่น หวังเพื่อหลงเหลือเชื้อไขไว้กระมัง ข้าว่าเราควรหันมาสนใจแค่ตระกูลเซียวดีกว่า”
“อืม…เ้าพูดถูก ตามสืบต่อไป”