เสียงเอะอะโวยวายดึงดูดให้หูฉางหมินกับภรรยา อารองกับภรรยา รวมถึงเพื่อนบ้านอีกสองสามคนที่เดินผ่านเพื่อไปตลาดนัดรีบเข้ามาดู
"คุณย่า หนูจะช่วยพยุงไปหาหมอนะคะ" หูหลันเยวี่ยแสร้งทำเป็นจะเข้าไปช่วยพยุงแม่เฒ่าหูขึ้น
"ยัยหนู ย่าลุกไม่ขึ้นจริงๆ ย่าว่ากระดูกย่าคงจะหักแล้ว" แม่เฒ่าหูแกล้งทำท่าอยากจะลุกขึ้น แต่ก็ดูเหมือนจะไม่มีแรง
หูหลันเยวี่ยรู้สึกว่าการร่วมมือกันระหว่างเธอกับย่าก็เข้าขากันดีอย่างไม่น่าเชื่อ
'คุณย่าแสดงได้ดีมาก เดี๋ยวให้รางวัลเป็นหมูสามชั้นตุ๋นพะโล้สักชามก็แล้วกัน'
"แม่เฒ่า อย่ามาสำออยเลยน่า" จางกุ้ยเฟินรู้ทันกลอุบายของสองย่าหลานที่กำลังแสดงละครตบตาอยู่
"จางกุ้ยเฟิน นี่แกพูดจาภาษาคนหรือเปล่า? ถ้าแม่ฉันเป็นอะไรไปนะ แกคอยดูเถอะ" อาสะใภ้รองรีบโวยวายขึ้นมาเป็นคนแรก
อารองก็รีบออกมาช่วยเสริม "ใช่แล้ว แม่ฉันอายุมากแล้ว กระดูกก็ไม่แข็งแรงเหมือนแต่ก่อน ถ้าเป็นอะไรไป ฉันจะเอาเรื่องเธอให้ถึงที่สุดเลยคอยดู"
หูฉางหมินกับภรรยาเป็นคนซื่อๆ พวกเขาดูไม่ออกว่าลูกสาวกับแม่กำลังแสดงละครอยู่ ดังนั้นจ้าวหงเหมยจึงรีบเร่งให้หูฉางหมินไปตามหมอ
หูหลันเยวี่ยรีบพูดขึ้น "พ่อคะ คุณย่าอาการหนักมาก หมอในหมู่บ้านคงจะตรวจไม่ได้ พวกเราต้องเตรียมตัวพาคุณย่าไปโรงพยาบาลในตำบลค่ะ"
แม่เฒ่าที่นอนกองอยู่กับพื้นก็ร้องโอดโอยอย่างสมจริง ทำให้คนเชื่อว่าเธอได้รับบาดเจ็บจริงๆ
เมื่อได้ยินเสียงร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวดของแม่เฒ่า ผู้คนที่มุงดูอยู่ก็ทนไม่ไหว พากันรุมประณามจางกุ้ยเฟิน
หูหลันเยวี่ยคิดว่าแค่ให้ชาวบ้านรู้ว่าจางกุ้ยเฟินผลักแม่เฒ่าล้มลงยังไม่พอ เธอต้องให้พวกเขารู้ถึงสาเหตุเบื้องหลังด้วย
"ท่านผู้อาวุโสทุกท่าน จางกุ้ยเฟินได้ยินมาว่าบ้านย่าใหญ่มีจักรยานสองคัน ก็เลยจะมารีดไถเอาไปให้ได้คันหนึ่ง ย่าใหญ่ของหนูไม่ยอม จางกุ้ยเฟินก็เลยมาวางอำนาจใส่ ยังบอกอีกว่าเมื่อก่อนเธอให้นมหลินซือหย่วนกินตั้งหกเดือน บ้านสกุลหลินก็เลยติดหนี้บุญคุณเธอไปชั่วชีวิต อยากได้อะไรบ้านสกุลหลินก็ต้องให้ ย่าใหญ่ถูกจางกุ้ยเฟินขู่เข็ญจนความดันขึ้น หนูทนดูไม่ได้ก็เลยจะพาจางกุ้ยเฟินไปให้เลขานุการหมู่บ้านตัดสินเรื่องนี้ จางกุ้ยเฟินก็ด่าหนูไม่หยุด คุณย่าของหนูทนฟังไม่ได้ก็เลยออกมาต่อว่าจางกุ้ยเฟิน แต่ไม่คิดว่าเธอจะผลักคุณย่าของหนูล้มลง"
หูหลันเยวี่ยถ่ายทอดเรื่องราวด้วยอารมณ์ที่เต็มเปี่ยม จึงทำให้ผู้ฟังคล้อยตามได้ไม่ยาก
เมื่อทุกคนเข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้น พวกเขาก็ยิ่งไม่พอใจจางกุ้ยเฟินมากขึ้นไปอีก
บังเอิญว่าเลขานุการหมู่บ้านกับภรรยากำลังเดินผ่านมาพอดี
พวกเขาได้ยินคำกล่าวหาจางกุ้ยเฟินของหูหลันเยวี่ยที่เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกพอดี
"เลขานุการหลิวมาแล้ว" ไม่รู้ว่าใครตะโกนขึ้นมา ทำให้สายตาของทุกคนจับจ้องไปที่เลขานุการหมู่บ้านหลิวป๋อหมิงทันที
หลิวป๋อหมิงแหวกวงล้อมเข้ามาหาคนที่กำลังมีเรื่องพิพาทกัน
จางกุ้ยเฟินที่เมื่อครู่ยังคงวางมาดข่มขู่ พอเห็นเลขานุการหมู่บ้านเข้ามา เธอก็เริ่มตัวสั่นเทิ้ม
หูหลันเยวี่ยรีบพยุงย่าหลินเข้าไปหาเลขานุการหมู่บ้าน "ลุงหลิวคะ หนูรู้ว่าลุงเป็นคนยุติธรรมที่สุด ช่วยตัดสินเรื่องนี้ให้คุณย่าทั้งสองของหนูด้วยนะคะ"
หูหลันเยวี่ยที่เมื่อครู่ยังคงฮึกเหิม ตอนนี้กลับกลายเป็นคนอ่อนแอลงทันที ดวงตาทั้งสองข้างของเธอมีน้ำตาคลอเบ้าดูน่าสงสารเป็นที่สุด
แม่เฒ่าหูที่ลูกชายกับลูกสะใภ้พากันพยุงขึ้นมาจากพื้นก็ไม่พลาดโอกาสร้องโอดโอย "เจ้าคนโต เจ้าคนรอง พยุงแม่กลับบ้านไปนอนพักหน่อยนะ แม่ว่ากระดูกน่าจะแตกเป็นเสี่ยงๆ แล้ว"
ย่าหลินก็รีบเช็ดน้ำตาต่อหน้าหลิวป๋อหมิง "สหายป๋อหมิง ฉันไม่เคยคิดจะรบกวนใครเลย ใครจะรู้ว่าวันนี้ฉันจะต้องรบกวนท่านซึ่งเป็นข้าราชการช่วยตัดสินเรื่องนี้ให้คนแก่ๆ ที่ไม่มีใครให้พึ่งอย่างฉันแล้ว"
สามีกับลูกชายของย่าหลินต่างก็เป็นวีรชนที่เสียสละเพื่อชาติ ไม่ว่าจะไปที่ไหน ทุกคนก็จะให้เกียรติและความเคารพเป็นพิเศษ
ไม่ว่าคณะกรรมการหมู่บ้านซิ่วสุ่ยจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ความเคารพที่พวกเขามีต่อย่าหลินก็จะไม่เปลี่ยนแปลง
หลิวป๋อหมิงเองก็เคยเป็นทหารมาก่อน ดังนั้นเขาจึงเคารพภรรยากับแม่ของวีรชนเป็นพิเศษ
เมื่อเห็นคนแก่ร้องไห้ หลิวป๋อหมิงก็รู้สึกไม่ดีตามไปด้วย "คุณป้ามีเรื่องเดือดร้อนอะไรก็บอกกับทางหมู่บ้านได้เลยนะครับ ถ้าทางหมู่บ้านจัดการไม่ได้ ก็ยังมีทางตำบลและอำเภออีก"
หลังจากที่เลขานุการหมู่บ้านแสดงท่าทีออกมาแล้ว ย่าหลินจึงค่อยพูดต่อ "เมื่อก่อนตอนที่ลูกสะใภ้คลอดหลานชายให้ฉันแล้ว เธอก็จากโลกนี้ไป เพื่อให้หลานชายที่เป็นความหวังเดียวของฉันมีชีวิตรอดต่อไปได้ ฉันก็เลยไปขอให้กุ้ยเฟินแบ่งนมให้ซือหย่วนกินบ้าง ฉันยอมรับว่าหล่อนมีบุญคุณต่อพวกเราสองย่าหลาน แต่ฉันไม่รู้ว่าพวกเราจะต้องทดแทนบุญคุณนี้ไปถึงเมื่อไหร่ ฉันแค่อยากให้ทางหมู่บ้านหรือผู้นำระดับสูงกว่าช่วยตัดสิน ถ้าท่านเห็นว่าพวกเราจะต้องทดแทนบุญคุณของจางกุ้ยเฟินไปชั่วชีวิต พวกเราก็ยอม หล่อนบอกว่าจะเอาจักรยานวันนี้พวกเราก็ให้ พรุ่งนี้มะรืนนี้จะเอาชีวิตพวกเราสองย่าหลาน พวกเราก็ให้ได้เหมือนกัน ใครใช้ให้พวกเราติดหนี้บุญคุณเองล่ะ"
"คุณป้า ทำไมป้าถึงพูดจาไร้เหตุผลแบบนี้ล่ะคะ? ฉันไปพูดว่าจะเอาชีวิตพวกป้าเมื่อไหร่กัน?" จางกุ้ยเฟินรีบโต้แย้งย่าหลินก่อน
จากนั้นจางกุ้ยเฟินก็เปลี่ยนเป็นท่าทีที่อ่อนโยน แล้วหันไปพูดกับเลขานุการหมู่บ้าน "ท่านเลขานุการหลิว ช่วยตัดสินเรื่องนี้ให้ฉันด้วยนะคะ เมื่อก่อนฉันกับคุณป้า แล้วก็หลินซือหย่วน หลานชายของฉันมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาก แต่พอหูหลันเยวี่ยคนนี้กลับมา เธอก็ยุให้พวกเราแตกคอกัน แม่เฒ่าหูตั้งใจมาใส่ร้ายฉันชัดๆ ท่านเลขานุการหลิวคะ ช่วยตัดสินเรื่องนี้ให้ฉันด้วยนะคะ"
จ้าวหงเหมยที่เงียบมาตลอด พอได้ยินจางกุ้ยเฟินพูดว่าลูกสาวยุให้ความสัมพันธ์ระหว่างย่าหลานสกุลหลินกับหล่อนแตกหัก ก็ทนไม่ได้อีกต่อไป
"จางกุ้ยเฟิน ช่วยพูดจาให้มันดีๆ หน่อยเถอะ อะไรคือลูกสาวฉันไปยุแยงความสัมพันธ์ของคุณกับคุณป้าคะ?" จ้าวหงเหมยเป็นคนที่อ่อนโยนมาก ถึงแม้ว่าจะโกรธ เธอก็ยังคงดูนุ่มนวลอยู่ดี
จางกุ้ยเฟินแค่นเสียงใส่จ้าวหงเหมย "เธอกล้าพูดว่าลูกสาวเธอไม่ได้ยุแหย่ความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับคุณป้าสกุลหลินเหรอ? จ้าวหงเหมย อย่ามาทำเป็นคนซื่อตรงต่อหน้าฉันเลยนะ หมาที่กัดคนมักจะไม่เห่า ฉันว่าเธอคือหมาที่เก่งแต่กัดคนนั่นแหละ"
ถิงถิงที่หลบอยู่ข้างหลังแม่ พอได้ยินจางกุ้ยเฟินด่าจ้าวหงเหมยว่าเป็นหมา เธอก็ทนไม่ได้อีกต่อไป รีบวิ่งออกมาข้างหน้าเพื่อจะตบตีกับจางกุ้ยเฟิน "จางกุ้ยเฟิน ยัยผู้หญิงสารเลว คุณว่าใครเป็นหมานะ? ยัยผู้หญิงต่ำช้าที่แอบเล่นชู้กับน้องสามีในทุ่งข้าวโพดอย่างคุณ สักวันต้องได้รับกรรมแน่"
เมื่อเห็นว่าทั้งสองฝ่ายกำลังจะลงไม้ลงมือกัน เลขานุการหมู่บ้านหลิวป๋อหมิงก็รีบกระแอมไอเสียงดัง "ทุกคนใจเย็นๆ ฟังผมพูดอะไรหน่อย"
คำพูดของเลขานุการหมู่บ้านยังคงศักดิ์สิทธิ์ ทุกคนในที่เกิดเหตุจึงเงียบลงทันที สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่หลิวป๋อหมิง
ทุกคนกำลังรอดูว่าหลิวป๋อหมิงจะจัดการกับข้อพิพาทนี้อย่างไร
หลังจากที่บรรยากาศโดยรอบเงียบลงแล้ว เลขานุการหมู่บ้านหลิวป๋อหมิงก็ทำทีเป็นกระแอมไอ แล้วจึงค่อยๆ พูดว่า "เมื่อก่อนกุ้ยเฟินเคยให้นมซือหย่วนกินจริงๆ ถือว่าเธอมีบุญคุณต่อซือหย่วน"
เลขานุการหมู่บ้านเริ่มต้นด้วยการยืนยันว่าจางกุ้ยเฟินมีบุญคุณต่อหลินซือหย่วน จางกุ้ยเฟินจึงรู้สึกได้ใจทันที