เปลวเพลิงสีแดงฉานที่ลุกโชนแผดเผาคฤหาสน์ของผู้าุโคุมกฎแห่งสำนักกระบี่เมฆาคล้อยยังคงสะท้อนแสงสว่างวาบอยู่เื้ั ทว่าร่างของเด็กหนุ่มผู้เป็ต้นเหตุแห่งความพินาศนั้นกลับกลืนหายเข้าไปในความมืดมิดของป่าทึบอย่างไร้ร่องรอย หลินเฟยก้าวเดินไปตามทางเดินดินที่รกร้างและเต็มไปด้วยหนามแหลมคม ท่วงท่าของเขาแ่เบาและไร้สุ้มเสียงประดุจิญญาที่ล่องลอยอยู่เหนือผืนป่า สายลมยามราตรีที่พัดโชยมาปะทะใบหน้าไม่ได้นำพาความหนาวเหน็บมาสู่ร่างกายของเขาอีกต่อไป แต่มันกลับนำพากลิ่นอายแห่งอิสรภาพที่เขาโหยหามาตลอดสิบปีเต็ม อิสรภาพที่ต้องแลกมาด้วยหยาดเืและกองซากศพของศัตรู อิสรภาพที่ปลดแอกเขาจากพันธนาการแห่งความอัปยศอดสูที่เคยบดขยี้ศักดิ์ศรีของเขาจนแหลกเหลว
ตลอดสิบปีที่ผ่านมา เขาต้องทนมีชีวิตอยู่อย่างสุนัขจรจัดที่ถูกกักขังอยู่ในกรงขังแห่งความอยุติธรรม ถูกเหยียบย่ำ ถูกถ่มน้ำลายรด และถูกพรากทุกสิ่งทุกอย่างไปจากชีวิต แต่ในค่ำคืนนี้ กรงขังนั้นได้ถูกทำลายลงแล้วด้วยคมดาบแห่งความแค้นและพลังอำนาจแห่งศาสตราไร้ลักษณ์ หลินเฟยสูดลมหายใจเข้าลึกยาว อากาศบริสุทธิ์ของป่าเขาไหลเวียนเข้าไปในปอด ััได้ถึงพลังิญญาฟ้าดินที่แทรกซึมอยู่ตามหมู่มวลแมกไม้ เขากำลังก้าวเดินออกจากอาณาเขตของสำนักกระบี่เมฆาคล้อยอย่างแท้จริง มุ่งหน้าสู่โลกกว้างที่ถูกขนานนามว่ายุทธภพ โลกที่ไม่มีกฎเกณฑ์แห่งความเมตตา มีเพียงความแข็งแกร่งเท่านั้นที่เป็ตัวตัดสินสัจธรรม
เมื่อเดินลึกเข้ามาในป่าจนแน่ใจว่าพ้นจากรัศมีการตรวจจับของสำนักแล้ว หลินเฟยก็หยุดพักที่ริมน้ำตกขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง เสียงน้ำตกที่ไหลกระแทกโขดหินเบื้องล่างดังกึกก้องกังวาน ละอองน้ำเย็นฉ่ำสาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณสร้างความสดชื่นอย่างประหลาด เขาถอดชุดผ้าป่านสีเทาที่ขาดวิ่นและชุ่มโชกไปด้วยคาวเืของผู้าุโจ้าวและเหล่านักฆ่าเงาทิ้งไป เผยให้เห็นร่างกายท่อนบนที่อัดแน่นไปด้วยกล้ามเนื้อและรอยแผลเป็จางๆ ที่เป็ดั่งเหรียญตราแห่งความอดทน หลินเฟยก้าวลงไปในแอ่งน้ำเย็นเฉียบ ปล่อยให้กระแสน้ำอันเชี่ยวกรากชำระล้างคราบเืและสิ่งสกปรกออกจากร่างกาย ความเย็นของน้ำช่วยดับความร้อนรุ่มในจิตใจและทำให้สติปัญญาของเขาแจ่มใสยิ่งขึ้น
ขณะที่หลินเฟยกำลังหลับตาทำสมาธิอยู่ท่ามกลางกระแสน้ำ พลังปราณสีทองแดงในจุดตันเถียนที่เพิ่งทะลวงเข้าสู่ขอบเขตสร้างฐานก็เริ่มหมุนวนอย่างเชื่องช้าแต่มั่นคง แอ่งน้ำแห่งพลังชีวิตในร่างกายของเขาเปล่งประกายสีเืเจิดจ้า มันคอยสูบฉีดพลังงานอันมหาศาลไปหล่อเลี้ยงเส้นชีพจรและอวัยวะทุกส่วน ทำให้เขารู้สึกถึงพละกำลังที่ไม่มีวันเหือดแห้ง ทันใดนั้น เสียงกระซิบโบราณที่แฝงไปด้วยความเย่อหยิ่งและทรงอำนาจก็ดังก้องขึ้นในห้วงจิติญญาของเขาอีกครั้ง
เ้าทำได้ดีมากเด็กน้อย การสังหารตาแก่นั่นถือเป็การเปิดฉากที่งดงามสมกับเป็ผู้พลังแห่งข้า ทว่าเ้าอย่าเพิ่งหลงระเริงไปกับชัยชนะเพียงเล็กน้อยนี้ ยุทธภพเบื้องหน้านั้นกว้างใหญ่และเต็มไปด้วยสัตว์ประหลาดที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าตาแก่ระดับแก่นแท้ขั้นกลางนั่นหลายร้อยหลายพันเท่า หากเ้า้าก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดและบดขยี้ศัตรูที่แท้จริงของเ้า เ้าจำเป็ต้องตามหาชิ้นส่วนของข้าที่เหลือให้พบ
หลินเฟยลืมตาขึ้น ั์ตาของเขาทอประกายคมกริบดุจใบดาบ ข้าทราบดี ท่านเคยบอกว่าร่างของท่านถูกทำลายและแตกออกเป็ห้าชิ้นกระจัดกระจายไปทั่วแผ่นดิน ตอนนี้ข้ามีเพียงชิ้นส่วนปฐมบทที่เปรียบเสมือนแกนกลาง แล้วชิ้นส่วนที่เหลือเล่า ข้าจะตามหาพวกมันได้อย่างไร โลกนี้กว้างใหญ่ไพศาล การงมเข็มในมหาสมุทรย่อมไม่ใช่เื่ง่าย
จิติญญาแห่งศาสตราไร้ลักษณ์แค่นเสียงหัวเราะในลำคอ ชิ้นส่วนของข้าไม่ใช่เศษเหล็กธรรมดาที่จะตกหล่นอยู่ตามข้างทาง พวกมันคือแก่นแท้แห่งพลังอำนาจที่ตอบสนองต่อเจตจำนงแห่งความสุดโต่งของธรรมชาติ ชิ้นส่วนแต่ละชิ้นจะดึงดูดและหลอมรวมเข้ากับสถานที่ที่มีพลังงานรุนแรงที่สุด ไม่ว่าจะเป็ความร้อนที่แผดเผา์ ความหนาวเหน็บที่แช่แข็งิญญา หรือความมืดมิดที่กลืนกินแสงสว่าง ข้าสามารถััได้ถึงเสียงสะท้อนอันแ่เบาของชิ้นส่วนที่สอง มันซุกซ่อนอยู่ทางทิศอุดร ในดินแดนที่ถูกเรียกขานว่าทะเลทรายโลหิต ทว่าก่อนที่เ้าจะเดินทางไปถึงที่นั่น เ้าจะต้องผ่านเมืองชายแดนที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายและคนบาปเสียก่อน สถานที่นั้นมีชื่อว่าเมืองศิลาดำ
เมืองศิลาดำ หลินเฟยทวนชื่อนั้นในใจ เขารู้จักชื่อนี้ดีจากคัมภีร์ภูมิศาสตร์ที่เคยแอบอ่านในหอคัมภีร์ยุทธ์ มันคือเมืองที่ตั้งอยู่สุดขอบของแผ่นดิน เป็เขตแดนไร้กฎหมายที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของสำนักใหญ่และราชสำนัก เป็แหล่งซ่องสุมของเหล่าโจรป่า นักฆ่า ผู้หลบหนีคดี และพ่อค้าอาวุธเถื่อน สถานที่แห่งนั้นไม่มีความเห็นใจ ไม่มีศีลธรรม มีเพียงการเข่นฆ่าเพื่อความอยู่รอดและผลประโยชน์ ช่างเป็สถานที่ที่เหมาะเจาะสำหรับการเริ่มต้นเส้นทางสายมารของเขาเสียนี่กระไร หลินเฟยแสยะยิ้มเ็า เขาเดินขึ้นจากน้ำตก สวมใส่ชุดสีดำสนิทที่เขาเตรียมไว้ล่วงหน้าเพื่อพรางตัวในยามวิกาล ก่อนจะก้าวเดินต่อไปในความมืดมิด มุ่งหน้าสู่ทิศเหนืออย่างไม่ลังเล
การเดินทางผ่านป่าลึกกินเวลาหลายทิวาและราตรี หลินเฟยไม่ได้ใช้เส้นทางสัญจรปกติ แต่เขาเลือกที่จะลัดเลาะไปตามหุบเขาและป่าดงดิบเพื่อหลีกเลี่ยงสายตาของผู้คนและเพื่อขัดเกลาวิชาของตนเองไปในตัว เขาใช้วิชาก้าวพริบตาอสรพิษในการเดินทาง ทำให้ความเร็วของเขาเหนือกว่าม้าฝีเท้าดีหลายเท่าตัว ระหว่างทางเขาต้องเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรระดับต่ำและระดับกลางมากมาย แต่พวกมันก็ล้วนตกเป็เหยื่อคมดาบปราณสีเืของเขาทั้งสิ้น ทุกครั้งที่สังหารสัตว์อสูร หลินเฟยจะกลืนกินแก่นอสูรของพวกมันเพื่อเสริมสร้างรากฐานระดับสร้างฐานให้แข็งแกร่งและเสถียรยิ่งขึ้น ประสบการณ์การต่อสู้จริงทำให้สัญชาตญาณนักล่าของเขาเฉียบคมจนถึงขีดสุด
ในวันที่เจ็ดของการเดินทาง ทัศนียภาพรอบด้านก็เริ่มแปรเปลี่ยนไป ต้นไม้ใหญ่ที่เคยเขียวชอุ่มเริ่มลดน้อยลง ถูกแทนที่ด้วยโขดหินสีดำทะมึนที่ตั้งตระหง่านอยู่สองข้างทาง อากาศเริ่มร้อนระอุและแห้งแล้ง กลิ่นคาวเืและกลิ่นซากศพที่เน่าเปื่อยลอยมาตามสายลม หลินเฟยรู้ได้ทันทีว่าเขาได้ก้าวเข้าสู่เขตแดนของช่องเขาปีศาจคร่ำครวญ ซึ่งเป็เส้นทางเดียวที่จะมุ่งหน้าสู่เมืองศิลาดำ ช่องเขาแห่งนี้มีชื่อเสียงในเื่ความอันตรายและอาถรรพ์ ว่ากันว่าผู้ที่เดินทางผ่านช่องเขานี้หากจิตใจไม่แข็งแกร่งพอ จะถูกเสียงคร่ำครวญของิญญาร้ายทำให้สติแตกจนต้องฆ่าตัวตาย หรือไม่ก็ตกเป็อาหารของสัตว์อสูรระดับสูงที่ดุร้าย
หลินเฟยก้าวเดินเข้าไปในช่องเขาแคบๆ ที่ขนาบข้างด้วยหน้าผาสูงชัน บรรยากาศภายในมืดสลัวแม้จะเป็เวลากลางวัน หมอกสีเทาจางๆ ลอยปกคลุมไปทั่วบริเวณ บดบังวิสัยทัศน์จนมองเห็นได้ไม่ไกลนัก ตามพื้นดินเต็มไปด้วยโครงกระดูกของมนุษย์และสัตว์อสูรที่กระจัดกระจาย บ่งบอกถึงความโหดร้ายของสถานที่แห่งนี้ เสียงลมที่พัดผ่านช่องเขาดังก้องกังวานและบิดเบี้ยว ฟังดูคล้ายกับเสียงของมนุษย์ที่กำลังกรีดร้องด้วยความเ็ปแสนสาหัส ทว่าหลินเฟยกลับเดินฝ่าเข้าไปด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย จิติญญาของเขาที่ถูกหล่อหลอมด้วยความแค้นและพลังของศาสตราไร้ลักษณ์นั้นแข็งแกร่งเกินกว่าที่ภาพมายาหรือเสียงคร่ำครวญใดๆ จะทำอันตรายได้
แต่แล้ว ประสาทััอันเฉียบคมของเขาก็รับรู้ได้ถึงความผิดปกติที่แท้จริง ไม่ใช่เสียงลม ไม่ใช่ิญญาร้าย แต่มันคือแรงสั่นะเืเบาๆ ที่ส่งผ่านมาทางพื้นดิน แรงสั่นะเืนั้นหนักหน่วงและเป็จังหวะ ราวกับมีสิ่งมีชีวิตขนาดั์กำลังเลื้อยคลานอยู่ใต้โขดหิน กลิ่นคาวเืที่รุนแรงจนชวนให้อาเจียนลอยคลุ้งขึ้นมาเตะจมูก หลินเฟยหยุดฝีเท้าลงทันที เขาโคจรพลังปราณสีทองแดงเตรียมพร้อมรับมือ ั์ตาของเขาทอประกายสีแดงเื กวาดมองไปรอบด้านด้วยความระแวดระวัง
ฟ่ออออออ
เสียงขู่ฟ่อที่ดังกึกก้องปานฟ้าผ่าดังขึ้นจากเบื้องบน ทันใดนั้น โขดหินขนาดั์ที่อยู่เหนือศีรษะของเขาก็ะเิออก เศษหินปลิวว่อน ร่างของสัตว์ประหลาดขนาดั์พุ่งทะยานลงมาจากหน้าผา หมายจะบดขยี้ร่างของเด็กหนุ่มให้แหลกคาพื้น มันคืออสรพิษเกล็ดเหล็กสีเื สัตว์อสูรระดับสามขั้นสูงสุด ซึ่งมีพลังเทียบเท่ากับผู้ฝึกยตนระดับสร้างฐานขั้นปลาย ลำตัวของมันมีความยาวกว่าหนึ่งร้อยฟุต ขนาดใหญ่โตมหึมาราวกับัไร้เขา เกล็ดตามลำตัวของมันเป็สีแดงเข้มดุจโลหิตและแข็งแกร่งยิ่งกว่าเหล็กกล้า ดวงตาสีเหลืองอำพันขนาดเท่าโคมไฟจ้องมองหลินเฟยด้วยความหิวโหยและอาฆาตมาดร้าย น้ำลายสีเขียวเข้มที่หยดลงมาจากเขี้ยวแหลมคมยาวเท่าดาบ เมื่อัักับพื้นหินก็เกิดควันฟู่และกัดกร่อนหินจนละลายกลายเป็แอ่งพิษ
หลินเฟยไม่แสดงอาการตื่นตระหนก เขารอจนกระทั่งหัวขนาดั์ของอสรพิษพุ่งเข้ามาใกล้จนห่างเพียงไม่กี่วา จึงใช้วิชาก้าวพริบตาอสรพิษดีดตัวถอยหลังหลบหลีกการโจมตีได้อย่างฉิวเฉียด หัวของอสรพิษเกล็ดเหล็กกระแทกเข้ากับพื้นดินอย่างรุนแรงจนเกิดหลุมลึกขนาดใหญ่ แผ่นดินสั่นะเืราวกับแผ่นดินไหว ฝุ่นควันลอยคลุ้งบดบังวิสัยทัศน์ ทว่าสัตว์อสูรระดับสามย่อมมีสติปัญญาและสัญชาตญาณการต่อสู้ที่ยอดเยี่ยม มันไม่รอให้ฝุ่นจาง ท่อนหางขนาดั์ที่เต็มไปด้วยหนามแหลมก็ตวัดกวาดฝ่าฝุ่นควันเข้ามาหมายจะฟาดหลินเฟยให้กระดูกแหลกเหลว
ความเร็วของหางนั้นน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก หลินเฟยรู้ดีว่าไม่อาจหลบพ้นได้ทัน เขาจึงตัดสินใจปะทะตรงๆ เขาอัดพลังปราณสีทองแดงลงสู่ฝ่าเท้า กระทืบพื้นหินจนร้าวเพื่อสร้างจุดยืนที่มั่นคง สองมือยกขึ้นประกบกันในท่าป้องกัน ปราณสีเืทะลักออกจากจุดตันเถียน ก่อตัวเป็โล่ปราณสีแดงเข้มที่หนาทึบและเปล่งประกายเจิดจ้า
ตูมมมมมม
หางของอสรพิษฟาดเข้ากับโล่ปราณอย่างจัง เสียงปะทะดังกึกก้องจนแก้วหูแทบฉีกขาด แรงกระแทกมหาศาลส่งผลให้ร่างของหลินเฟยไถลถอยหลังไปไกลกว่าสิบก้าว ทิ้งรอยลากลึกไว้บนพื้นหิน โล่ปราณสีเืเกิดรอยร้าวร้าวแต่ก็สามารถต้านทานการโจมตีเอาไว้ได้ หลินเฟยรู้สึกถึงแรงสั่นะเืที่แล่นพล่านไปถึงกระดูกแขน เืลมในกายปั่นป่วนเล็กน้อย แต่เขาก็ฝืนกลืนเืที่กำลังจะกระอักออกมากลับลงไป แววตาของเขาดุดันและกระหายเืมากยิ่งขึ้น การได้ต่อสู้กับศัตรูที่แข็งแกร่งกว่าตนเองคือสิ่งที่เขารอคอยมาตลอด
สัตว์เดรัจฉานชั้นต่ำ คิดจะใช้กำลังบีบบังคับข้างั้นรึ ฝันไปเถอะ หลินเฟยคำรามลั่น เขาปลดปล่อยโล่ปราณให้สลายตัวไป และเปลี่ยนมาใช้การบุกโจมตีแทน เขาพุ่งตัวทะยานเข้าหาอสรพิษั์ด้วยความเร็วสูงสุด มือขวาควบแน่นปราณสีทองแดงจนกลายเป็ดาบปราณไร้ลักษณ์ที่ยาวและคมกริบกว่าเดิม ดาบสีเืส่งเสียงครางหึ่งๆ ราวกับเครื่องจักรสังหารที่กระหายเื หลินเฟยะโลอยตัวขึ้นสูง ตวัดดาบฟาดฟันเข้าที่ลำตัวของอสรพิษอย่างสุดแรง
เคร้งงงงงง
เสียงโลหะปะทะกันดังกังวาน ประกายไฟแลบแปลบปลาบเมื่อคมดาบปราณสีเืฟันกระทบกับเกล็ดเหล็กของอสรพิษ เกล็ดของมันแข็งแกร่งมากจนดาบปราณของหลินเฟยไม่สามารถฟันให้ขาดได้ในดาบเดียว ทำได้เพียงทิ้งรอยขีดข่วนลึกและทำให้เกล็ดบางส่วนหลุดร่อนออกมาเท่านั้น อสรพิษเกล็ดเหล็กร้องคำรามด้วยความเ็ปและโกรธเกรี้ยว มันสะบัดลำตัวอย่างบ้าคลั่ง พ่นหมอกพิษสีเขียวเข้มออกจากปากครอบคลุมพื้นที่กว้างขวาง หมอกพิษนี้มีฤทธิ์กัดกร่อนรุนแรง แม้แต่หินผายังละลาย หากสูดดมเข้าไปเพียงอึกเดียว อวัยวะภายในจะถูกทำลายจนหมดสิ้น
หลินเฟยรีบกลั้นหายใจและใช้วิชาตัวเบาดีดตัวถอยฉากออกจากกลุ่มหมอกพิษ เขารู้ดีว่าการสู้ยืดเยื้อกับสัตว์อสูรที่มีเกราะแข็งและพิษร้ายเช่นนี้ไม่เป็ผลดีต่อตัวเขา เขาต้องหาจุดอ่อนและโจมตีด้วยพลังทำลายล้างสูงสุดในคราเดียว หลินเฟยใช้ความรวดเร็วในการเคลื่อนที่หลบหลีกการโจมตีของอสรพิษ ทั้งการฉกกัด การฟาดหาง และการพ่นพิษ เขาเฝ้าสังเกตการเคลื่อนไหวของมันอย่างใจเย็น ในที่สุดเขาก็ค้นพบจุดอ่อนที่ซ่อนอยู่ บริเวณใต้คอของอสรพิษมีเกล็ดสีขาวที่ดูบางและอ่อนแอกว่าส่วนอื่น มันคือจุดตายที่เชื่อมต่อกับแก่นอสูรโดยตรง
พบแล้ว หลินเฟยแสยะยิ้ม เขาหยุดการหลบหนีและยืนนิ่งอยู่กับที่ ปล่อยให้อสรพิษเกล็ดเหล็กพุ่งทะยานเข้ามาหาด้วยความโกรธแค้น เมื่อปากขนาดั์ที่เต็มไปด้วยเขี้ยวอาบพิษอ้ากว้างเตรียมจะขย้ำร่างของเขา หลินเฟยก็หลับตาลง เขาไม่ได้หลบหลีก แต่เขากลับรวบรวมเจตจำนงแห่งกระบี่และปราณสีทองแดงทั้งหมดในร่าง ผสานมันเข้ากับบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความตายของช่องเขา
วิถีแห่งศาสตราไร้ลักษณ์ เคล็ดวิชาสังหาร ดอกบัวโลหิตบานสะพรั่ง
หลินเฟยลืมตาขึ้น ั์ตาของเขาแดงฉานประดุจโลหิต เขาแทงดาบปราณไร้ลักษณ์สวนเข้าไปในปากที่อ้ากว้างของอสรพิษด้วยความเร็วที่ทะลวงผ่านกำแพงเสียง ปราณสีทองแดงไม่ได้หยุดอยู่แค่คมดาบ แต่มันะเิออกอย่างรุนแรงเมื่อเข้าไปอยู่ภายในปากของสัตว์อสูร คลื่นพลังงานสีเืแตกแขนงออกเป็คมกระบี่นับร้อยนับพันเล่ม พุ่งทะลวงจากภายในสู่ภายนอก คล้ายกับดอกบัวสีเืที่กำลังเบ่งบานอย่างงดงามและโเี้
อ๊ากกกกกก ก๊าซซซซซ
อสรพิษเกล็ดเหล็กสีเืส่งเสียงร้องโหยหวนอย่างน่าสยดสยอง คมกระบี่สีเืนับพันทะลวงผ่านเนื้อเยื่ออ่อนภายในปากและทะลุออกมากระจุยกระจายไปทั่วส่วนหัวและลำคอ ทะลวงผ่านจุดตายเกล็ดสีขาวอย่างแม่นยำ เืสีแดงคล้ำและมันสมองสาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณ ร่างขนาดั์ของมันดิ้นทุรนทุรายฟาดฟันกับหน้าผาจนหินถล่มลงมา ก่อนจะสิ้นใจตายและล้มตึงกระแทกพื้นเสียงดังสนั่นหวั่นไหว
หลินเฟยลงสู่พื้นอย่างนุ่มนวล หอบหายใจอย่างหนักหน่วง การใช้วิชาดอกบัวโลหิตบานสะพรั่งเผาผลาญพลังปราณของเขาไปกว่าเจ็ดส่วน แต่มันก็คุ้มค่ากับผลลัพธ์ที่ได้ เขาเดินฝ่ากองเืเข้าไปหาซากของอสรพิษ ใช้ดาบปราณผ่ากะโหลกของมันและควักเอาแก่นอสูรสีแดงสดขนาดเท่ากำปั้นออกมา แก่นอสูรของสัตว์ระดับสามขั้นสูงสุดใบนี้อัดแน่นไปด้วยพลังงานบริสุทธิ์ที่ประเมินค่ามิได้ นอกจากนี้เขายังผ่าเอาดีงูซึ่งเป็ของวิเศษในการแก้พิษและเสริมสร้างเส้นชีพจรเก็บไว้ในถุงผ้าเล็กๆ ที่เอว
หลังจากดูดซับพลังงานบางส่วนจากแก่นอสูรเพื่อฟื้นฟูเรี่ยวแรง หลินเฟยก็ออกเดินทางต่อ เขาไม่สนใจซากอันใหญ่โตของอสรพิษที่เหลือ เพราะกลิ่นเืของมันจะดึงดูดสัตว์อสูรตัวอื่นมาอย่างแน่นอน เขาเร่งฝีเท้าเดินทางผ่านช่องเขาปีศาจคร่ำครวญจนกระทั่งแสงตะวันของวันใหม่เริ่มสาดส่องลงมา ในที่สุดเขาก็หลุดพ้นจากหุบเขาอันตราย และภาพเบื้องหน้าก็ทำให้เขาต้องหยุดยืนนิ่ง
ณ สุดปลายสายตา ท่ามกลางทะเลทรายสีแดงฝุ่นที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา ปรากฏกำแพงหินสีดำทะมึนที่สูงตระหง่านเสียดฟ้า กำแพงนั้นถูกสร้างขึ้นจากศิลาสีดำที่ดูแข็งแกร่งและเ็า บนกำแพงมีรอยบากและรอยเืที่ฝังแน่น บ่งบอกถึงาและการเข่นฆ่าที่เกิดขึ้นนับครั้งไม่ถ้วน ประตูเมืองขนาดมหึมาที่ทำจากเหล็กกล้าเปิดอ้าอยู่เบื้องล่าง มีผู้คนแต่งกายหลากหลายรูปแบบ ทั้งนักดาบที่มีรอยแผลเป็ พ่อค้าที่ดูเ้าเล่ห์ และนักบวชที่ดูมืดมน กำลังเดินเข้าออกอย่างขวักไขว่ กลิ่นอายของความวุ่นวาย ความโลภ และความตายลอยฟุ้งกระจายไปทั่วชั้นบรรยากาศ
นี่แหละคือเมืองศิลาดำ หลินเฟยพึมพำกับตนเอง รอยยิ้มเ็าที่เต็มไปด้วยความกระหายการต่อสู้ปรากฏขึ้นบนใบหน้า เมืองที่เป็จุดศูนย์รวมของความเน่าเฟะและคนบาป ข้าจะใช้สถานที่แห่งนี้เป็โรงฆ่าสัตว์เพื่อลับคมดาบของข้าให้แหลมคมยิ่งขึ้น และสืบหาเบาะแสของตระกูลพันธมิตรที่ทรยศพ่อแม่ข้า
หลินเฟยก้าวเดินมุ่งหน้าสู่ประตูเมืองศิลาดำ ทันทีที่เขาเดินเข้าไปใกล้ ทหารยามสองคนที่สวมชุดเกราะเก่าๆ แต่แฝงไปด้วยรังสีความโเี้ก็ก้าวออกมายืนขวางทาง พวกมันมองดูเสื้อผ้าสีดำที่เปื้อนฝุ่นและรอยเืจางๆ ของหลินเฟยด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยาม
เฮ้ย ไอ้หนู หน้าตาไม่คุ้นเลยนะ เพิ่งเคยมาเมืองศิลาดำครั้งแรกสิท่า ทหารยามคนซ้ายกล่าวพลางแสยะยิ้มโชว์ฟันที่เหลืองอ๋อย ที่นี่ไม่ใช่สนามเด็กเล่น หากอยากจะเข้าไปข้างใน ต้องจ่ายค่าผ่านทางมาสิบเหรียญทอง ไม่อย่างนั้นก็ไสหัวไปซะ
สิบเหรียญทองเป็จำนวนเงินที่มากพอจะเลี้ยงครอบครัวคนธรรมดาได้ทั้งปี ทหารยามพวกนี้เห็นหลินเฟยเป็เด็กหนุ่มตัวคนเดียวจึงคิดจะรีดไถตามสันดานเดิม หลินเฟยหยุดยืนนิ่ง สายตาของเขามองผ่านทหารยามทั้งสองไปที่กำแพงเมืองราวกับพวกมันไม่มีตัวตน
ข้าไม่มีเหรียญทอง หลินเฟยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ และข้าก็ไม่ชอบให้ใครมาขวางทางข้า
ทหารยามทั้งสองหัวเราะลั่น ไม่มีเงินแล้วยังปากดีอีก สงสัยจะอยากเป็ศพไร้ญาติอยู่หน้ากำแพงเมืองสินะ ทหารยามคนขวาชักดาบที่เหน็บเอวออกมา หมายจะสั่งสอนเด็กหนุ่มที่อวดดี
ทว่าในเสี้ยววินาทีที่ดาบของมันกำลังจะถูกชักออกจากฝัก มือซ้ายของหลินเฟยก็พุ่งออกมาราวกับอสรพิษฉกเหยื่อ เขาคว้าหมับเข้าที่ข้อมือของทหารยามคนนั้นอย่างแม่นยำและบีบอย่างรุนแรง
กร๊อบบบบ
เสียงกระดูกข้อมือแตกละเอียดดังก้อง ทหารยามเบิกตากว้างพร้อมกับแหกปากร้องลั่นด้วยความเ็ปแสนสาหัส ดาบร่วงหล่นลงพื้น หลินเฟยไม่หยุดแค่นั้น เขาออกแรงเหวี่ยงร่างของทหารยามคนนั้นให้ลอยไปกระแทกกับเพื่อนของมันอย่างจังจนทั้งคู่ล้มลุกคลุกคลานไปกับพื้นฝุ่น ทหารยามทั้งสองกระอักเืและมองหลินเฟยด้วยความหวาดกลัวสุดขีด พวกมันเพิ่งตระหนักได้ว่าเด็กหนุ่มเบื้องหน้าไม่ใช่ลูกแกะ แต่เป็ปีศาจร้ายที่ซ่อนตัวอยู่ในคราบมนุษย์
ค่าผ่านทางของข้า จ่ายด้วยเืเท่านั้น หลินเฟยกล่าวทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็น ก่อนจะก้าวเดินข้ามร่างของทหารยามที่นอนโอดครวญ เข้าสู่ความมืดมิดและความวุ่นวายของเมืองศิลาดำอย่างสง่างาม ก้าวแรกแห่งยุทธภพได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และเมืองคนบาปแห่งนี้ จะต้องจดจำชื่อของปีศาจสีเืผู้นี้ไปตลอดกาล!