ซิ่วอิ๋งรับสำรับเช้าเสร็จแล้ว ส่งผู้ใหญ่จากไป กลับมาที่ห้องอีกครั้งก็เห็นเสิ่นจวินเซี่ยวลงจากเตียง สาวใช้กำลังใส่เสื้อผ้าให้เขา เด็กหนุ่มอายุสิบสี่ปี ท่ายืนเหมือนต้นสน ยืนตระหง่านดูองอาจ
ซิ่วอิ๋งวิ่งไปข้างหน้า ก่อนจะตระหนักว่าตนเองควรถอยกลับไป แต่เสิ่นจวินเซี่ยวเห็นนางแล้ว หันมายิ้มให้และพูดว่า “อาสามติดเตียง คงต้องกลับไปเรือนตนเอง เหยาเหย่าจะไปดูแลอาสามไหม”
ซิ่วอิ๋วกำลังว้าวุ่นที่ตนเองย้อนกลับมาตอนอายุแปดปี อารมณ์ก็เปลี่ยนไปเท่ากับอายุ ร่างกายมักจะตอบสนองเร็วกว่าสมองเสมอ
เด็กอ้วนน้อยตัวอ้วนกลมไม่พูดอะไร เสิ่นจวินเซี่ยวเดินไปข้างหน้าก้มตัวลงลูบปลายผมของนาง ซิ่วอิ๋งได้สติ เงยหน้ายิ้มหวานไปให้เขา “ขอเพียงท่านอาไม่รังเกียจที่ข้ารบกวนก็พอแล้ว”
“อืม มีเวลาว่างคุมเ้าคัดอักษรพอดีด้วย”
ใบหน้าของซิ่วอิ๋งมืดลงทันที
อาสามจะจับนางเรียนหรือ อาสามมักจะจริงจังมาก แม่ของนางก็แค่พูดออกไปลอยๆ เท่านั้น แต่เขาทำเหมือนเป็พระราชโองการก็ไม่ปาน เลยจับนางคัดอักษรมาั้แ่ปีก่อน
แต่ว่าฝึกคัดก็ฝึกเถอะ นางก็ไม่ใช่เด็กน้อยแล้ว ความลำบากเล็กน้อยอย่างการคัดอักษรสำหรับนางแล้วไม่นับเป็อะไร
เสิ่นจวินเซี่ยวชอบเห็นนางเปลี่ยนสีหน้าไปมา ตอนที่นางยังเด็กก็เป็คนตรงไปตรงมา คิดอะไรก็เขียนบนใบหน้าอย่างนี้ รอนางโตขึ้นอีกหน่อย นางก็ไม่เป็เช่นนี้แล้ว... เสิ่นจวินเซี่ยวนึกถึงซิ่วอิ๋งผู้นั้นที่เติบใหญ่เป็สตรีอ่อนโยนและงามสง่า ในใจรู้สึกโหวงไร้คำบรรยาย
เสิ่นจวินเซี่ยวยืนกรานขอกลับเรือนกับฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่น ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นสู้ความรั้นของบุตรชายคนเล็กไม่ไหว ได้แต่ปล่อยให้บุตรชายจากไป สั่งให้สาวใช้กลุ่มใหญ่คอยติดตามไป ถ้าหากเสิ่นจวินเซี่ยวไม่ยินยอม กลัวว่าคงต้องแบกคานหามบุนวมเข้ามา ให้เขานั่งคานหามกลับเรือน
ซิ่วอิ๋งถูกเขาจูงไปที่เรือนมู่ซี นางมองออกว่าเสิ่นจวินเซี่ยวฝืนอาการเจ็บอยู่ หลังจากที่เขากลับมาถึงห้อง ใบหน้าหล่อเหลาซีดกว่าเมื่อครูู่อย่างเห็นได้ชัด
อาสามของนางเป็คนเอาแต่ใจ ตอนเป็เด็กก็ใช่ ตอนเป็ผู้ใหญ่แล้วก็ใช่ ไม่รู้ว่าตัวเขาเองตระหนักรู้ถึงจุดนี้หรือไม่
ยัยหนูน้อยแอบมองเขาด้วยสีหน้าแปลกๆ เหมือนกับไม่เห็นด้วยกับเขาด้วยเื่อะไรบางอย่าง เขาลองเดาๆ ดู คิดว่าคงเป็เื่ที่เขากลับเรือนมา เสิ่นจวินเซี่ยวรู้สึกว่าเด็กน้อยคนนี้ทำไมดูมีอะไรแปลกไปจากในความทรงจำหลายอย่าง
ถึงขนาดมาคิดกะเกณฑ์เื่ราวของเขาแล้ว
เสิ่นจวินเซี่ยวในใจรู้สึกขบขัน แต่ไม่ได้แสดงออก สั่งให้คนขยับโต๊ะไปที่ด้านหน้าเตียง นิ้วก็ชี้ “อาจะพักผ่อนสักครู่ เ้าอยู่นี่ก็ฝึกเขียนไปก่อน” พูดอย่างจริงจัง
จริงๆ เลย แค่หนึ่งเค่อ[1]ก็ไม่คิดปล่อยนาง
ซิ่วอิ๋งทำปากยื่น ภายใต้สายตาของเขา นางกางกระดาษออก หลังจากนั้นก็เทียบกับตัวอย่างอักษร คัดอักษรลงบนกระดาษอย่างตั้งใจ
เสิ่นจวินเซี่ยวเห็นเช่นนั้นจึงนอนลง หลับตา ด้านหลังศีรษะมีอาการเ็ปอยู่บ้าง เมื่อตอนเพิ่งตื่นขึ้นมาไม่รู้สึก พอเดินก็รู้สึกเจ็บจนค่อนข้างทรมานตลอดทาง
อาหลานสองคนหนึ่งคนนั่งหนึ่งคนนอน ภายในห้องเงียบสงบ มีเพียงเสียงปลายพู่กันกับเสียงกระดาษัักัน สายลมพัดผ่านเข้ามาทางหน้าต่าง ความอบอุ่นอันสุขสบายอบอวลทั่วห้อง
ซิ่วอิ๋งคัดตัวอักษรตัวใหญ่สิบแผ่นในอึดใจเดียวก่อนจะหยุดพัก
นางวางพู่กันลง หมุนข้อมือ มองไปยังกระดาษอย่างจำใจ บนนั้นยังมีบางคำที่โย้เย้
สุดท้ายแล้วนางก็ยังเป็เด็กน้อย ข้อมือยังไม่มีแรง ตัวอักษรนี้เขียนได้ไม่ค่อยดีเหมือนที่ควรจะเป็
ดวงตาหงุดหงิดของนางละออกจากกระดาษมองไปรอบห้อง
ห้องของอาสามนั้นยังเหมือนที่อยู่ในความทรงจำ มีสามส่วน ตอนนี้นางอยู่ในห้องส่วนในฝั่งตะวันออก เป็ห้องนอนของเขา การตกแต่งเรียบง่าย เตียงหนึ่งหลัง ชั้นวางของหนึ่งหลัง ทิศเหนือตั้งโต๊ะยาวเอาไว้ ้ามีกระถางธูปลายวิจิตร อันที่จริงห้องอาสามดูเรียบง่าย แต่ทุกสิ่งล้วนประณีตและมีค่า เครื่องเรือนในเรือนล้วนทำจากไม้ประดู่ ทั้งจวนตระกูลเสิ่น ก็เห็นจะมีเพียงในเรือนของเขาที่มีเครื่องเรือนทำจากไม้ประดู่ครบชุด
นางคิดอยู่เสมอว่าสิ่งที่ดีที่สุดในจวนเสิ่นท่านย่าล้วนมอบให้อาสามทั้งสิ้น
“ทำไมไม่เขียนต่อแล้วล่ะ เหม่อลอยเสียแล้ว”
ขณะนางกำลังสำรวจอยู่ เสิ่นจวินเซี่ยวพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ใจนางกระตุกวูบ รีบก้มหน้าและยกพู่กันขึ้น เสิ่นจวินเซี่ยวลืมตามองนางอยู่
ร่างเล็กๆ ย้อนแสง เขามองไม่เห็นสีหน้าของนาง แต่ไม่จำเป็ต้องคิดให้มากความ นางคงกำลังบ่นว่าเขาเข้มงวดในใจแน่นอน นางมีครั้งไหนที่ไม่เป้นเช่นนี้
เขาคิด ดวงตาของเขาทอประกายไปด้วยความอบอุ่น และปิดตาลงอีกครั้ง “เขียนอีกสิบแผ่นเ้าก็กลับไปเถอะ พี่สะใภ้ใหญ่ไม่ได้เจอเ้าทั้งคืน เกรงว่าจะคิดถึงแล้ว”
“ขอบคุณเ้าค่ะท่านอาสาม!”
เสียงกระปรี้กระเปร่าดังขึ้นภายในห้อง เหมือนนกที่เริงร่าอยู่บนกิ่งไม้
จริงๆ เลย ไม่ต้องฝึกเขียนก็ดีใจขนาดนั้น จะพยายามปิดบังสักนิดก็ไม่ได้ เสิ่นจวินเซี่ยวจนใจ ที่จริงเขาก็ไม่ได้เข้มงวดขนาดนั้น
ดูเหมือนพอมีความหวังแล้ว ซิ่วอิ๋งรีบขยับพู่กันเร็วขึ้น แต่แน่นอนว่ายิ่งเขียนเลวร้ายลงไปอีก พอนางเขียนเสร็จเอาไปให้เสิ่นจวินเซี่ยวดู หนีไม่พ้นโดนเขาเอาไม้ตีฝ่ามือสามครั้ง ตีจนนางเบะปากไม่สมเป็กุลสตรี
นางเป็หญิงสาวอายุสิบแปดปีนะ โดนตีฝ่ามือ ไม่เพียงแต่เจ็บเท่านั้น ยังอายจนไม่มีหน้าไปเจอใครแล้ว โชคดีที่ไม่มีใครรู้
ซิ่วอิ๋งจับฝ่ามือหันไปคำนับเขา “งั้นค่ำหน่อยข้าค่อยมาเยี่ยมอาสามใหม่”
“วันนี้ไม่ต้องมาแล้ว ตอนกลางคืนเดินลำบาก เพิ่งเข้าฤดูใบไม้ผลิ เดี๋ยวจะเป็หวัดเอา” เสิ่นจวินเซี่ยวเริ่มเอนลงนอนอีกครั้ง พูดอย่างราบเรียบ มีสีหน้าอิดโรย
ซิ่วอิ๋งคิดแล้วก็เห็นด้วย ยิ้มพูดว่าตอนเช้าหลังคารวะฮูหยินผู้ฒ่าเสิ่นแล้วก็จะมาหา จากนั้นยกกระโปรงวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว
นััยน์ตาหงส์ของเสิ่นจวินเซี่ยวหรี่แคบลงกลายเป็เส้นเล้กๆ จ้องด้านหลังของนาง ก็ไม่ได้มีผีไล่อยู่ด้านหลังนาง ช่างเป็เด็กที่ชอบทำร้ายจิตใจคนเสียจริง
แต่อย่างไรก็ตาม เขาสุขใจที่จะได้เห็นนางมีความสุขเช่นนั้นตลอดไป
เื่ที่เคยประสบปรากฏขึ้นในหัวทีละภาะ ใบหน้าของเสิ่นจวินเซี่ยวเยียบเย็นขึ้นเรื่อยๆ และเปลี่ยนเป็เหี้ยมเกรียมในที่สุด ถึงแม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่าตนย้อนกลับมาตอนเป็เด็กได้อย่างไร แต่เมื่อเขากลับมาในเวลานี้แล้ว เขาก็จะไม่ปล่อยให้เื่ราวมากมายเ่าั้เกิดขึ้นอีก
สำหรับซิ่วอิ๋งแม่ลูก เขายังต้องช่วยดูลู่ทางให้ พี่ใหญ่ของเขาคนนั้นไม่สมควรเรียกว่าคนจริงๆ! นึกถึงที่เขาและพี่ชายไม่ลงรอยกันหลังจากสืบพบเื่นั้น แม้เสิ่นจวินเซี่ยวจะเคยประสบกับเื่ที่ร้ายแรงกว่า ในใจก็ยังคงตกตะลึง
เฟิงซื่อกำลังรอบุตรสาวอยู่จริงๆ สาวใช้มาบอกว่าคุณหนูใหญ่ไปส่งนายท่านสามกลับเรือน นางคิดว่าไม่นานบุตรสาวก็คงกลับมาแล้ว เป็ไปตามคาด นางถักเชือก[2]เส้นหนึ่งเสร็จพอดีก็ได้ยินเสียงไพเราะของบุตรสาวดังมาจากนอกเรือน
นางชะโงกหน้าออกไปเห็นเด็กสาวซึ่งถูกเลี้ยงจนจ้ำม่ำน่ารักกำลังวิ่งเข้ามา เสียงฝีเท้าที่ดังตักตักตักตลอดทางมาถึงด้านหน้าของนาง จากนั้นก็ถูกเด็กน้อยกระโจนเข้าใส่เต็มแรง
“วิ่งทำไมกัน ไม่กลัวจะชนอะไรเข้าหรือ”
เฟิงซื่อกอดนางไว้ปากก็ตำหนิ แต่ดวงตาของนางกลับเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
ผิงเอ๋อร์ที่คอยปรนนิบัติซิ่วอิ๋งแอบแลบลิ้นอยู่ข้างๆ
นางรู้ว่าฮูหยินแค่พูดไปอย่างนั้นเอง ไม่ได้โทษคุณหนูของพวกนาง ไม่ได้พาลโกรธพวกนางจริงๆ
เฟิงซื่อเห็นนางวิ่งจนศีรษะเต็มไปด้วยเหงื่อ หยิบผ้าเช็ดหน้าเช็ดให้ หลังจากนั้นยังป้อนน้ำให้นางอีก กระโจนเข้าใส่มารดาทำตัวเหมือนเด็กจริงๆนี่เป็ขีดจำกัดที่สุดของซิ่วอิ๋งแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นนี่คือสัญชาตญาณของร่างกาย ไหนเลยจะให้มารดาป้อนตัวเองดื่มน้ำเหมือนกับเด็กน้อยจริงๆ อีก
นางถือน้ำ นั่งข้างเฟิงซื่อ เม้มปากเล็กๆ ไว้
เฟิงซื่อเห็นเข้าก็ไม่ได้ขัดนาง เด็กสาวต้องได้รับการเอาใจ แต่ใช่ว่าต้องเอาแต่ตามใจอย่างเดียวเท่านั้น
“อาสามของเ้าเป็อย่างไรบ้าง” เฟิงซื่อถามมองไปที่ใบหน้าเล็กๆ ของนาง
“าแของอาสามน่าจะยังเจ็บมาก เขายืนยันที่จะกลับไปพักผ่อนที่เรือนมู่ซี กลับไปทั้งใบหน้าซีดเหมือนกระดาษ ทั้งที่เป็แบบนั้นยังกระตุ้นให้ลูกฝึกเขียน เขียนยี่สิบตัวใหญ่แล้วถึงจะปล่อยลูกกลับมา”
เฟิงซื่อได้ยินสิ่งที่นางบ่นออกมา ไม่รู้จะร้องไห้หรือหัวเราะดี “อาสามเจ็บแบบนั้นยังมีใจจะสอนเ้า เ้ายังเมินเฉย อาการาเ็นั้นเป็เพราะช่วยเ้าที่ตกลงมาหรอก ความรู้สึกผิดสักนิดก็ไม่มี” พูดไปนางก็ถอนหายใจ อยากจะส่งของบำรุงเล็กน้อยไปให้
อาของบุตรสาวคนนี้ช่างดีต่อนางเหลือเกิน บุตรสาวตอนเด็กค่อนข้างซน อีกทั้งยังเป็พี่ใหญ่ที่สุดในบรรดาเด็กในตระกูล เมื่อพอจะเข้าใจเื่ราวเพื่อนเล่นก็มีเพียงน้องเขยตัวน้อยที่อายุมากกว่าหกปีของนาง เกาะติดอยู่ด้วยกันทุกวัน พูดแล้วก็น่าแปลก น้องเขยของนางคนนี้ต่อผู้อื่นล้วนไม่มีชีวิตชีวา แต่กลับมีความอดทนเล่นเป็เพื่อนบุตรสาว ถึงขนาดเคยเล่นะโเชือกเป็เพื่อนบุตรสาว
ไม่รู้ว่าบุตรสาวจอมซนได้รับความปรารถนาดีนี้ของท่านอาตัวน้อยได้อย่างไร
ซิ่วอิ๋งจริงๆ ก็ไม่ได้อยากจะบ่น แต่ตามจริงนางอายุสิบแปดปีแล้ว วันข้างหน้าหากเขียนอักษรไม่ดีอีกแล้วถูกอาสามตีที่ฝ่ามือ ฉากภาพนั้นช่าง... แต่นางพอได้ฟังคำพูดของมารดา รู้ว่าหากตนไม่อยากฝึกฝน ก็มีเพียงแค่สองคำเท่านั้นคือ “ไม่มีทาง!”
นางพลันแกล้งทำท่าโง่งมไม่พูดอีก
ขณะสองคนแม่ลูกกำลังพูดคุยกันอย่างอบอุ่นอยู่ ด้านนอกก็มีสาวชัยสูงวัยมารายงานว่าฮูหยินรองพาคุณหนูน้อยคุณชายน้อยมาเยี่ยมซิ่วอิ๋ง
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/7012340b7983053f1267ffdb04fe563d
[1] หน่วยนับเวลาจีน 1 เค่อเท่ากับ 15 นาที
[2] เครื่องประดับตกแต่งชนิดหนึ่งของจีน