ซ่งอี้หยวนพาฟางจื้อซ่านและเจียงหลิงเยว่เดินตรงไปยังเรือนฝั่งตะวันออกเรือนแยกขนาดกลางที่มีระเบียงไม้รอบตัวเรือนหน้าระเบียงมีลานกว้างแต่งด้วยสวนหินลำธารเล็กๆและไม้ดอกนานาพันธุ์ปลูกสลับกันไปอย่างงดงามสบายตา
ภายในเรือนมีโถงกลางขนาดย่อมชุดโต๊ะเก้าอี้เตี้ยๆ สี่ตัววางอยู่กลางโถงและตั่งขนาดใหญ่อยู่ข้างๆด้านหลังเป็หน้าต่างบานใหญ่เปิดรับวิวสวนด้านนอก มีห้องแยกสามห้อง ห้องนอนหนึ่งห้องหนังสือหนึ่งและอีกห้องเป็ห้องเก็บของสะสมที่ระลึกคุณชายฟางมักซื้อของแปลกตาจากหลากหลายเมือง ที่เดินทางไปกับคาราวานกลับมาเป็ประจำ
ซ่งอี้หยวนหันมาถามอย่างนอบน้อม“คุณชายจะอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนหรือไม่ขอรับ ข้าน้อยจะเรียกซูซูและเสี่ยวอันเข้ามาปรนนิบัติ”
ฟางจื้อซ่านเหลือบมองเจียงหลิงเยว่เห็นนางดูอ่อนเพลียจากการเดินทาง เขาจึงตอบโดยไม่ลังเล
“เ้าให้พวกนางมาปรนนิบัติหลิงเยว่เถิดกำชับพวกนาง…อย่าปากมาก”
ซ่งอี้หยวนโค้งตัวรับคำแล้วจากไปเงียบๆ
ฟางจื้อซ่านหันมาหานางอีกครั้ง“หลิงเยว่…เ้าอาบน้ำรับประทานอาหารก่อน ถ้าง่วงก็เข้านอน…ไม่ต้องรอข้า เข้าใจหรือไม่”
เขาจับมือนางไว้แน่นเมื่อเห็นนางประหม่า มือของนางเย็นเล็กน้อย
“ข้าจะไปพบท่านแม่…ทุกอย่างจะต้องเรียบร้อยเ้าวางใจเถอะ”
ซ่งอี้หยวนพาฟางจื้อซ่านเดินตรงไปยังเรือนหลักของคฤหาสน์ตระกูลฟางทางเข้าประดับด้วยสิงโตหินขนาดย่อมอีกคู่หนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ทางซ้ายและขวาของประตูสลักลวดลายละเอียดงดงามเมื่อเดินผ่านประตูเข้าไป พบโถงกลางขนาดใหญ่โอ่อ่าชุดตั้งแกะสลักไม้เนื้อดีตั้งเด่นอยู่ตรงข้ามทางเข้าลวดลายบนไม้เป็รูปัและเมฆหมอก แสดงถึงความรุ่งเรืองและความสูงส่งของตระกูลโต๊ะเก้าอี้แกะสลักเข้าชุดกันอย่างประณีตวางเรียงอย่างละสี่ชุดอยู่ทั้งด้านซ้ายและด้านขวา พื้นหินขัดสะอาดสะอ้านมันวับบนผนังประดับภาพวาดทิวทัศน์อ่อนช้อยงดงาม บนผ้าไหมเนื้อละเอียดอยู่ในกรอบไม้แขวนอยู่หลายภาพบางภาพเป็ูเาและแม่น้ำ บางภาพเป็ดอกไม้และนก ล้วนวาดด้วยฝีมือชั้นครู
ฟางจื้อซ่านหยุดยืนกลางโถงสายตากวาดมองไปรอบๆเขารู้ดีว่าอีกไม่กี่อึดใจจะต้องเผชิญหน้ากับหญิงผู้เป็แม่ผู้ที่รู้จักคุณชายฟางตัวจริงดียิ่งกว่าใครในโลกนี้ เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆปรับสีหน้าให้สงบนิ่งและเตรียมใจรับบทบาทใหม่ที่ไม่มีบทให้ท่องจำ
จางลู่เสียนในวัยสามสิบเศษยังคงความงดงามราวกับหยุดเวลาไว้นางเยื้องกรายเข้ามาพร้อมรอยยิ้มที่ทำให้โลกทั้งใบสว่างไสวแต่มันกลับทำให้หัวใจของจื้อซ่านหนักอึ้งราวกับถูกหินพันชั่งกดทับ
“อาซ่านเ้ากลับมาแล้ว...เหตุใดไม่ส่งข่าวล่วงหน้า แม่จะได้เตรียมของอร่อยๆ ที่เ้าชอบ”
ฟางจื้อซ่านนิ่งงันไปอึดใจหนึ่งเขาและซ่งอี้หยวนรีบคุกเข่าคารวะนางด้วยหัวใจที่สั่นสะท้านแววตาอบอุ่นของแม่ที่มองมามันช่างบริสุทธิ์เสียจนเขาไม่กล้าสบตาเขารู้ดีว่าความสุขของนางกำลังจะดับมอดลงด้วยน้ำมือของเขาในอีกไม่กี่อึดใจ
“แล้วท่านพ่อเ้าล่ะ...เหตุใดไม่กลับมาด้วย นายท่านหลิวรั้งไว้ใช่หรือไม่”
จื้อซ่านกลืนก้อนแข็งๆลงคออย่างยากลำบาก ลมหายใจเขาขาด่ไปชั่วขณะก่อนจะพยายามประคองเสียงให้มั่นคงที่สุดตามบทบาทของคุณชายฟางที่สุขุม
“ท่านแม่...ท่านนั่งลงก่อนเถิดขอรับ”
เขาเดินเข้าไปพยุงนางมือที่แตะแขนแม่นั้นสั่นเทาจนเขาต้องรีบซ่อนมันไว้ใต้แขนเสื้อ นายหญิงฟางเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติสีหน้าของลูกชายที่ปกติจะอ่อนโยน บัดนี้กลับดูเคร่งขรึมและหมองหม่นจนน่าใจหาย
“มีอันใดเกิดขึ้น อาซ่าน... เ้าบอกแม่มา!เกิดอะไรขึ้นกับพ่อของเ้า!”นางลุกพรวดขึ้น จับมือเขาไว้แน่นบีบจนเขารู้สึกถึงความหวาดหวั่นที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวนาง
จื้อซ่านสูดลมหายใจเข้าลึกจนสุดปอดเขาจ้องมองลึกลงไปในดวงตาของหญิงที่เขาต้องเรียกว่าแม่แล้วเอ่ยคำพูดที่กรีดแทงใจที่สุดออกมา
“ระหว่างทาง...เราถูกโจรูเาซุ่มโจมตี ท่านพ่อพยายามปกป้องขบวนสินค้า...ท่านพ่อถูกทำร้ายาเ็สาหัส ท่านพ่อ... ท่านพ่อสิ้นใจแล้วขอรับท่านแม่!”
สิ้นคำพูดนั้นราวกับกาลเวลาหยุดหมุน แววตาของจางลู่เสียนว่างเปล่าไปชั่วขณะก่อนที่เสียงหวีดร้องจะขาดหายไปในลำคอ นางทรุดฮวบลงทันทีราวกับถูกถอดกระดูก ฟางจื้อซ่านรีบคว้าร่างของนางไว้ในอ้อมแขน
“เด็กๆ!ตามท่านหมอมาเร็ว! ใครก็ได้มาช่วยที!”
หญิงสูงวัยข้างกายแผดเสียงะโด้วยความใสุดขีด
เสียงฝีเท้าบ่าวไพร่ดังระงมไปทั่วเรือนความโอ่อ่าของโถงกลางถูกแทนที่ด้วยความกังวลและความโศกเศร้าที่ถาโถมเข้ามาเหมือนพายุจื้อซ่านก้มมองใบหน้าที่ซีดขาวของนายหญิงฟางในอ้อมกอดเขารู้สึกถึงหยดน้ำตาของนางที่เปียกชื้นบนแขนเสื้อเขา...ความรู้สึกผิดกัดกินหัวใจเขาจนเ็ปไปหมด ‘ข้าขอโทษ... ข้าไม่ใช่ลูกชายของท่าน และข้าก็ปกป้องสามีของท่านไว้ไม่ได้’
ภายในโถงกลางของเรือนพักฝั่งตะวันออกแสงจากตะเกียงน้ำมันวูบไหวตามแรงลมที่ลอดผ่านบานหน้าต่าง เจียงหลิงเยว่ ยังคงนั่งอยู่ที่เดิมบนเก้าอี้ไม้แกะสลักนางไม่ได้ไปพักผ่อนหรือรับประทานอาหารตามที่จื้อซ่านบอกมือทั้งสองข้างกุมถ้วยชาที่เย็นชืดมานานแล้วแววตาของนางจ้องมองไปที่ประตูอย่างใจจดใจจ่อ
ทันทีที่เสียงบานประตูไม้เปิดออกเบาๆและร่างของจื้อซ่านปรากฏขึ้น นางก็รีบผุดลุกขึ้นทันทีท่าทางของนางเต็มไปด้วยความวิตกกังวลแต่ก็แฝงความนอบน้อม
“ท่านพี่...ท่านกลับมาแล้ว” เสียงของนางเบาหวิวแต่ในความเงียบนั้นมันกลับชัดเจนยิ่งนัก
จื้อซ่านไม่ได้ตอบในทันทีเขาเดินเข้ามาในห้องด้วยท่าทางอิดโรย ทิ้งตัวลงนั่งบนตั่งไม้ข้างๆนางเหมือนคนหมดแรง
“ข้าบอกให้เ้าพักผ่อน...เหตุใดจึงยังนั่งรออยู่อีก” จื้อซ่านเอ่ยถามแม้น้ำเสียงจะดูเหมือนดุ แต่แววตากลับสั่นไหวอย่างเห็นได้ชัด
หลิงเยว่ไม่ได้ถอยหนีนางกลับขยับเข้าไปใกล้และรินชาอุ่นๆ ส่งให้เขาอย่างแ่เบา “ข้าจะข่มตาหลับได้อย่างไรเ้าคะในเมื่อท่านต้องไปเผชิญหน้ากับความโศกเศร้าเพียงลำพัง...นายหญิงเป็อย่างไรบ้างเ้าคะ”
จื้อซ่านรับถ้วยชามาถือไว้ความร้อนจากถ้วยซึมผ่านมือที่เย็นเฉียบของเขา เขานิ่งไปนานก่อนจะพึมพำออกมา “ท่านแม่เสียใจมากจนเป็ลม…พอตื่นขึ้นมาก็ร้องไห้อยู่นานข้าอยู่ปลอบจนนางหลับไป”
เขาส่ายหน้าไปมาถอนหายใจแรงๆใบหน้าเศร้าซึมอย่างเห็นได้ชัด แววตาเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและความรู้สึกผิดที่ไม่อาจเอ่ย
เจียงหลิงเยว่มองเขาและเอ่ยอย่างอย่างกังวล“นายหญิง…เป็อันใดมากหรือไม่เ้าคะ”
ฟางจื้อซ่านนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบเสียงเบา“ท่านหมอว่านางไม่เป็อันใดมากดื่มยาสงบใจ พักผ่อนมากๆ …สองสามวันคงดีขึ้น”
เขายกถ้วยชาขึ้นจิบเล็กน้อยความอุ่นของน้ำชาไม่อาจคลายความกังวลเื่ราวในใจได้แต่การที่นางนั่งรอเขาเช่นนี้…ทำให้เขารู้สึกไม่โดดเดี่ยว ยังมีนางนั่งข้างเขาไม่จำเป็ต้องพูดคำใดอีก….เพียงแค่อยู่ข้างกันก็เพียงพอ