อาหลิ่งมองเฉินอี้ด้วยความกังวลถ้าหากไม่รีบหาทางกำจัดอาคมมนต์ดำนั่นออกไปโดยเร็วเฉินอี้อาจจะทรุดหนักกว่านี้เป็แน่
ตลาดเหยียนตั้นเมืองฉางผิง ห่างจากเมืองซุนฉือแปดสิบลี้นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อกำลังเดินผ่านผู้คนด้วยท่าทางการเดินที่สำรวมขณะที่ตงฮุ่ยฉือที่เดินตามมาข้างหลังมีสีหน้าเบิกบานใจ แววตาเป็ประกายมองซ้ายมองขวาไม่หยุดตลอดทาง
อันที่จริงนักพรตเหลิงจิ้นเต๋อเดินทางหลบเลี่ยงการเข้าในตัวเมืองมาตลอดแต่ครั้งนี้เขาอยากจะไปให้ถึงเมืองซุนฉือโดยเร็วจึงจำเป็ต้องเดินทางผ่านเข้ามาในเมือง
อีกอย่างหนึ่งเห็นอาการศิษย์น้อยของเขาห่อเหี่ยวอับเฉามาตลอดทางก็นึกสงสารจึงพาตงฮุ่ยฉือเดินเข้าเมืองบ้างให้เขาพอได้ตื่นตาตื่นใจหายเบื่อ
“อาจารย์ขอรับคืนนี้เราจะพักค้างแรมกันที่ไหนหรือขอรับ”ตงฮุ่ยฉือกล่าวกับนักพรตเหลิงจิ้นเต๋อด้วยรอยยิ้มแก้มยังแดงปลั่งเพราะะโโลดเต้นมาตลอดทาง
“คืนนี้อาจารย์จะพาเ้าไปพักค้างแรมที่อารามใกล้ๆเมืองนี่แหละ”
“ขอรับอาจารย์”ตงฮุ่ยฉือดีใจ ในที่สุดคืนนี้ก็ไม่ต้องถอดเสื้อปูนอนใต้ต้นไม้แล้วสินะ เฮ้อจะได้นอนอย่างเป็สุขเสียที
ตกค่ำขณะที่นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อกำลังนั่งสมาธิอยู่ในอาราม พลันเขาก็รับรู้ได้ถึงพลังงานชั่วร้ายที่อยู่ด้านนอก
นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อลืมตาและลุกขึ้นเดินไปที่หน้าประตูอารามใช้จิตเพ่งมองไปในความมืดแล้วเขาก็เห็นกลุ่มก้อนไอดำรูปร่างคล้ายสุนัขตัวใหญ่สองตัวกำลังไล่ดมตามต้นไม้ใบหญ้าเหมือนกำลังตามหาอะไรบางอย่าง
“ผู้มีวิชามนต์ดำคงจะรับรู้ถึงพลังิญญาเช่นเดียวกับข้าสินะถึงได้ส่งพวกเ้าสองตัวออกมาตามหา” นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อ กล่าวและยกมือขึ้นพนมท่องคาถาโดยไร้เสียง
สุนัขปิศาจสองตัวนั้นขนกายและหูตั้งชันหันดวงตาสีแดงฉานกลับหลังมาทันที มันเริ่มส่งเสียงขู่และเห่ากรรโชก
จากนั้นสุนัขปิศาจก็พากันวิ่งอย่างรวดเร็วออกมาจากป่าทะลุหมู่บ้านคนที่กำลังปิดประตูหน้าต่างเพื่อเข้านอนแต่คนในหมู่บ้านมิได้มองเห็นหรือได้ยินเสียงของสุนัขปิศาจสองตัวนี้เลย
มีเพียงสุนัขที่ชาวบ้านเลี้ยงไว้เท่านั้นที่พากันเห่าระงมและวิ่งหางจุกตูดอย่างหวาดกลัวเข้าไปซุกตามซอกหลืบของบริเวณบ้านเมื่อเห็นสุนัขปิศาจวิ่งผ่านมา
ตงฮุ่ยฉือเห็นอาจารย์ของตนยังไม่เข้านอนจึงเดินตามออกมาด้านนอก
“อาจารย์ยังมินอนอีกหรือขอรับ” ตงฮุ่ยฉือถามพลางหาวเมื่อเงยหน้าขี้นก็เห็นอาจารย์ยืนพนมมือท่องคาถา สายตาเพ่งมองไปด้านหน้าอย่างมั่นคงตงฮุ่ยฉือจึงมองตาม
แล้วเขาก็เห็นสุนัขตัวใหญ่มีไอปิศาจรอบกายดวงตาสีแดงก่ำสองตัว กำลังขู่คำรามและวิ่งเข้ามาใกล้พวกเขาทุกขณะ
ตงฮุ่ยฉือสะดุ้งเฮือกแล้วจึงรีบล้วงว่านกู่เซียวออกมาจากย่ามของตนและใช้นิ้วมือดีดให้มันพุ่งตรงไปหาสุนัขปิศาจสองตัวนั้น
“เอ๋ง!!”เมื่อว่านกู่เซียวโดนตัวสุนัขปิศาจ ก็พลันเกิดแสงสีทองพุ่งออกมาเหมือนเื และสุนัขปิศาจก็สลายหายไป
นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อหยุดร่ายคาถาและลดมือลงพลางหันมามองตงฮุ่ยฉือที่ตอนนี้กลับมายืนสำรวมเหมือนเดิม
“ใช้วิธีรุนแรงอีกแล้วนะฮุ่ยฉือ”นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อก้มลงมองลูกศิษย์และกล่าวเสียงขรึม
“ศิษย์ขอโทษขอรับอาจารย์เมื่อครู่ศิษย์ใก็เลยลืมตัวขอรับ” ตงฮุ่ยฉือยกมือขึ้นประสานคำนับอาจารย์และทำหน้าสำนึกผิด
นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อถอนใจเบาๆและยกมือขึ้นจับหัวของตงฮุ่ยฉือ
“เอาเถิดเ้าเก่งขึ้นมากนะ”
ตงฮุ่ยฉืออมยิ้มแก้มปริ“ขอบพระคุณขอรับ อาจารย์”
ชายที่อยู่ในกระท่อมบนเขาลืมตาขึ้นดวงตากราดเกรี้ยว
“ช่างบังอาจนัก!”
เขากำหมัดแน่นและทุบลงบนโต๊ะด้วยความโมโห
สุนัขลงอาคมของเขาถูกทำลายเช่นนี้แสดงว่ามีคนที่อยากจะได้พลังิญญาแข็งแกร่งดวงนั้นเหมือนกันสินะ
เขามิได้หมดน้ำยาเพียงเท่านี้หรอก
เฉินอี้อายุแปดขวบ
ท่านแม่บอกกับเขาว่าอีกไม่นานเราสามคนพ่อแม่ลูกจะได้อยู่ด้วยกันตลอดไป
“แม่รักลูกนะ”เสียงของท่านแม่ช่างชัดเจนในความทรงจำ
“แล้วเมื่อไรท่านแม่จะพาข้าไปอยู่ด้วยขอรับ”เฉินอี้ถามมารดาน้ำตาคลอ
“รอก่อนนะลูก”ท่านพ่อลูบหัวเขา
“ข้ามิอยากรออีกแล้วข้าคิดถึง…….ฮึกๆ” เฉินอี้น้อยน้ำตาไหลอาบแก้ม
แล้วพ่อแม่ของเขาก็หายไปความมืดเข้ามาแทนที่
เขาเดินร้องไห้อยู่ในความมืดเพียงคนเดียวความว้าเหว่จับอยู่ที่ขั้วหัวใจจนเ็ปไปหมด
ใครก็ได้พาเขาออกไปจากที่นี่ทีเถิด เขาไม่อยากอยู่แบบนี้อีกต่อไปแล้ว
เฉินอี้นอนกระสับกระส่ายอยู่บนเตียงปากแดงจัด ผิวกายร้อนรุ่มด้วยพิษไข้ น้ำตาคลออยู่ที่แพขนตายาวของเขาก่อนจะรวมตัวกันและไหลลงมาเป็ทาง
อาหลิ่งยืนกระวนกระวายมองดูเฉินอี้ด้วยความกังวลและเป็ห่วง
จะทำเช่นไรดีนางไม่สามารถััเขาได้นางช่วยเหลือเขาได้เพียงการปกป้องเขาจากิญญาและปิศาจร้ายเท่านั้น
แต่การดูแลในยามเจ็บไข้นางกลับทำอันใดมิได้เลย
“ท่านพ่อท่านแม่ พาข้าไปด้วยนะ” เฉินอี้เพ้อออกมาเสียงสั่นเครืออาหลิ่งได้ยินแล้วก็ใจกระตุกวูบ
“เฉินอี้”อาหลิ่งเรียกเขาเบาๆ สงสารเขาจับใจ
ปล่อยให้เป็แบบนี้มิได้แล้วอาหลิ่งจึงใช้วิชาเรียกของ เพื่อนำถุงหอมออกมาจากเข็มขัดของเฉินอี้
วิชาเรียกของสามารถทำได้แต่ต้องใช้พลังิญญามากถึงสี่ส่วน
ดังนั้นจึงใช้วิชานี้บ่อยมากนักมิได้นางเคยใช้วิชานี้เพียงสองครั้งเท่านั้น
อาหลิ่งใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางชี้ไปที่ถุงหอมและเริ่มร่ายคาถาเมื่อดึงของออกมาได้ นางก็บังคับให้ถุงหอมเข้าไปอยู่ในกล่องตุ๊กตาผ้าของนางที่ริมหน้าต่าง
เมื่อทำสำเร็จอาหลิ่งก็เหลือพลังอยู่ไม่มาก ตอนนี้ร่างของนางกลายเป็ฝ้าขาวขมุกขมัว แต่ไม่ถึงกับบางใสเหมือนวันก่อน
เฉินอี้ดูนอนสบายขึ้นไม่อึดอัดทรมานแล้ว แต่พิษไข้ก็มิได้ลดลง
อาหลิ่งมองเฉินอี้แววตาเหนื่อยล้า และตัดสินใจหายตัวออกจากบ้านไป
อาหลิ่งปรากฏกายอีกครั้งที่บ้านของจางฝูลู่
“หลิวซูเจี๋ยอยู่ที่ไหน ออกมาเดี๋ยวนี้!” อาหลิ่งร้องเรียกครู่เดียว หลิวซูเจี๋ยก็ปรากฏกายออกมา ยิ้มหน้าระรื่น
“แม่นางอาหลิ่งคิดถึงข้าหรือถึงได้มาหาถึงที่นี่เลย เอ๊ะ! เหตุใดร่ายกายของเ้าจึงเป็เช่นนี้ล่ะพลังิญญาของเ้าลดลงอีกแล้วหรือ”หลิวซูเจี๋ยเดินวนรอบตัวอาหลิ่งและขมวดคิ้วถามด้วยความสงสัย
“อย่าเพิ่งถามมากปลุกจางฝูลู่ขึ้นมาเดี๋ยวนี้ เร็วเข้า!” ถึงแม้จะอ่อนกำลัง แต่น้ำเสียงของอาหลิ่งยังเฉียบขาดเหมือนเดิม
“อะ……จ้าจ้า ได้จ้า”หลิวซูเจี๋ยหุบยิ้มและเดินรี่เข้าไปหาจางฝูลู่ที่กำลังนอนตะแคงหันหลังหลับอยู่
แล้วหลิวซูเจี๋ยก็หันกลับมามองอาหลิ่ง“ปลุกยังไงล่ะ?”
อาหลิ่งถอนใจสีหน้าเอือมระอา “ก็เข้าฝันสิ”
“อ้อ!ใช่ๆ เข้าฝัน” หลิวซูเจี๋ยนึกขึ้นได้และพยักหน้า
หลิวซูเจี๋ยตั้งสมาธิและยื่นมือไปที่ศีรษะของจางฝูลู่ครู่หนึ่งก็เกิดเส้นสายสีทองจากฝ่ามือของหลิวซูเจี๋ยลงไปที่กระหม่อมของจางฝูลู่เขาหัวเราะคิกคักแต่ก็ไม่ตื่น
อาหลิ่งมองดูด้วยความร้อนใจ“เ้าทำให้เขาฝันว่าอะไร เหตุใดจึงยังมิตื่นเสียที”
“ข้าให้เขาฝันว่ากำลังถูกจั๊กกะจี้อยู่อีกเดี๋ยวก็น่าจะตื่นแล้วล่ะ” หลิวซูเจี๋ยตอบพลางยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อาหลิ่งหลับตาอย่างสะกดกลั้นอารมณ์
“เ้าต้องทำให้เขาตื่นเดี๋ยวนี้!เฉินอี้กำลังจะแย่แล้ว!”