เสียงกระดิ่งเตือนภัยยังคงดังเป็ระยะ
ทั่วทั้งหมู่บ้านตกอยู่ในความตึงเครียด
ผู้คนปิดประตูหน้าต่างแน่น
ไม่มีใครกล้าออกจากบ้าน
ด้านนอก
สมาชิกหอเฝ้าราตรีกำลังรวมตัวกันอย่างเร่งด่วน
สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังเชิงเขา
ขบวนิญญาจำนวนมหาศาลกำลังเคลื่อนตัวผ่านความมืด
พวกมันไม่ได้ส่งเสียงร้อง
ไม่ได้แสดงความอาฆาต
ไม่ได้โจมตีผู้ใด
เพียงเดิน
เดินอย่างช้า ๆ
ราวกับกำลังมุ่งหน้าไปยังจุดหมายเดียวกัน
เฉินเยี่ยนชิวยืนมองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนกล่าวเสียงเรียบ
“ตามไป”
ชายถือดาบชะงักเล็กน้อย
“ท่านผู้ตรวจการ... อาจเป็กับดัก”
เฉินเยี่ยนชิวส่ายหน้า
“หากเป็กับดัก ข้าก็ต้องรู้ว่าผู้ใดวางมัน”
“แต่หากไม่ใช่...”
สายตาของเขาเหลือบมองูเาในความมืด
“เื่นี้จะร้ายแรงกว่าที่คิด”
ไม่นาน
กลุ่มหอเฝ้าราตรีจึงออกเดินทาง
หลินเซวียนได้รับอนุญาตให้ติดตามไปด้วย
ไม่ใช่เพราะเขาแข็งแกร่ง
แต่เพราะเฉินเยี่ยนชิว้าสังเกตเขา
ตลอดเส้นทาง
ไม่มีใครพูดมากนัก
ทุกคนระวังตัวเต็มที่
แต่ยิ่งติดตามขบวนิญญาไปนานเท่าไร
สีหน้าของสมาชิกหอเฝ้าราตรีก็ยิ่งเปลี่ยนไป
เพราะพวกเขาเริ่มพบว่า
ิญญาเ่าั้
ไม่ได้มีเพียงชาวบ้านที่เสียชีวิต
มีบางตนสวมชุดเกราะเก่าแก่
มีบางตนถือหอกแตกหัก
มีบางตนสวมอาภรณ์ของผู้ฝึกตน
แม้ร่างจะเลือนราง
แต่ยังคงหลงเหลือแรงกดดันบางอย่างเอาไว้
ชายถือดาบสูดลมหายใจลึก
“ิญญานักรบ...”
“นั่นิญญาผู้ฝึกตน...”
“เป็ไปได้อย่างไร”
สมาชิกคนอื่นเริ่มหน้าซีด
เพราะิญญาบางตน
ดูเก่าแก่เกินกว่าจะเป็ผู้ตายยุคปัจจุบัน
ราวกับหลับใหลอยู่ใต้ดินมานานหลายร้อยปี
แต่คืนนี้
กลับตื่นขึ้นพร้อมกัน
เฉินเยี่ยนชิวมองภาพนั้นอย่างเงียบงัน
ก่อนกล่าวเบา ๆ
“เสียงเรียกจากผนึก...”
“ดังไกลกว่าที่เราคิด”
คำพูดนั้นทำให้ทุกคนรู้สึกหนาวเย็นในใจ
หากแม้แต่ิญญาที่ตายมาหลายร้อยปี
ยังตอบรับเสียงนั้นได้
แล้วสิ่งที่อยู่ใตู้เา
แท้จริงน่ากลัวเพียงใด
...
ระหว่างเดินทาง
เฉินเยี่ยนชิวเรียกหลินเซวียนเข้ามาใกล้
“เ้ามองเห็นอะไร”
หลินเซวียนมองไปยังขบวนิญญา
ก่อนตอบตามตรง
“ข้าเห็นพวกมัน”
เฉินเยี่ยนชิวส่ายหน้า
“นั่นไม่ใช่สิ่งที่ข้าถาม”
เขาชี้ไปยังเบื้องหน้า
“อย่ามองรูปร่าง”
“จงมองสิ่งที่เชื่อมโยงพวกมัน”
หลินเซวียนนิ่งไป
ก่อนค่อย ๆ ใช้ดวงตาแห่งกรรม
ทันใดนั้น
โลกตรงหน้าก็เปลี่ยนไป
เหนือร่างิญญาทุกตน
มีเส้นสีดำจำนวนนับไม่ถ้วนพาดผ่านอากาศ
เส้นเ่าั้เชื่อมต่อเข้าหากัน
พันกันเป็ใยขนาดมหึมา
และสุดท้าย
ทั้งหมดมุ่งไปยังูเา
หัวใจของหลินเซวียนสั่นะเื
เพราะจำนวนเส้นกรรมที่เห็น
มากจนแทบมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด
เฉินเยี่ยนชิวสังเกตสีหน้าของเขา
แต่ไม่ได้ถามต่อ
เพียงกล่าวเบา ๆ
“จำความรู้สึกนี้เอาไว้”
“ผู้ฝึกตนที่แท้จริง ต้องมองเห็นมากกว่าดวงตา”
หลินเซวียนพยักหน้าเงียบ ๆ
...
หลังจากเดินตามขบวนิญญาอยู่พักใหญ่
พวกเขาก็มาถึงพื้นที่รกร้างบริเวณเชิงเขาอีกด้านหนึ่ง
ที่นั่น
มีซากศิลาหินโบราณพังทลายอยู่
ราวกับผ่านกาลเวลามาหลายพันปี
เฉินเยี่ยนชิวหยุดฝีเท้า
สายตาจับจ้องไปยังตัวอักษรที่เหลืออยู่บนศิลา
แม้จะถูกลมฝนกัดกร่อนจนแทบอ่านไม่ออก
แต่ยังพอมองเห็นบางคำ
“ห้ามกลับคืน...”
“ผู้เฝ้าผนึกคนสุดท้าย...”
“แดนิญญาชั้นที่เก้า...”
หลังจากนั้น
ข้อความทั้งหมดก็ขาดหายไป
ไม่มีคำอธิบาย
ไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติม
ราวกับใครบางคนตั้งใจลบมันออกจากประวัติศาสตร์
เฉินเยี่ยนชิวขมวดคิ้วเล็กน้อย
แต่ไม่ได้พูดอะไร
ส่วนหลินเซวียน
กลับรู้สึกว่าคำเ่าั้
คล้ายจะเกี่ยวข้องกับเสียงที่ตนได้ยิน
อย่างประหลาด
...
ทันใดนั้น
ขบวนิญญาทั้งหมดหยุดลงพร้อมกัน
ไม่มีสัญญาณเตือน
ไม่มีเสียงใดดังขึ้น
แต่พวกมันหยุดพร้อมกันราวกับได้รับคำสั่งเดียวกัน
ทุกคนของหอเฝ้าราตรีชะงัก
จากนั้น
ภาพที่เกิดขึ้นตรงหน้า
ทำให้แม้แต่เฉินเยี่ยนชิวยังหรี่ตาลง
ิญญาทุกดวง
คุกเข่าลงพร้อมกัน
ช้า ๆ
เงียบงัน
และเต็มไปด้วยความเคารพ
พวกมันหันหน้าไปยังูเา
ไม่ว่าจะเป็ชาวบ้าน
นักรบโบราณ
หรือผู้ฝึกตนที่ตายมาหลายร้อยปี
ทั้งหมดล้วนก้มศีรษะ
ไม่มีข้อยกเว้น
ลมกลางคืนพัดผ่านอย่างแ่เบา
ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่ทั้งหมด
หลินเซวียนมองภาพนั้น
ก่อนรู้สึกเย็นวาบไปทั้งร่าง
เพราะนี่ไม่ใช่การเดินทางกลับบ้าน
และไม่ใช่การหลงทางของิญญา
แต่เป็บางสิ่งที่ลึกซึ้งกว่านั้น
บางสิ่งที่แม้แต่ผู้ตาย
ก็ยังต้องยอมศิโรราบ
ใตู้เาแห่งนั้น...
มีบางสิ่งที่แม้แต่ผู้ตายยังต้องคุกเข่า