เช้าวันรุ่งขึ้นเมื่อไช่เวยเห็นหลี่ลั่วที่ตื่นแต่เช้า ก็พบว่าเขามีรอยคล้ำใต้ตาเล็กน้อยสีหน้าท่าทางดูอ่อนล้า เหมือนคนไม่ค่อยได้นอน
“เป็นอะไรไป? นอนไม่หลับหรือ?” ไช่เวยถามด้วยความเป็นห่วง
หลี่ลั่วส่ายหน้ายิ้มกล่าว “ช่วงนี้ต้องเข้าร่วมการสอบซ้อมของวิทยาลัย เลยรู้สึกกดดันเล็กน้อย”
เขาไม่ได้บอกเรื่องที่ต้องประลองกับซ่งอวิ๋นเฟิงในวันนี้ออกไปซึ่งก็ไม่มีความจำเป็น
ไช่เวยพยักหน้าใบหน้ารูปไข่อันงดงามไร้ที่ติเผยรอยยิ้มให้กำลังใจ “พยายามเข้า เจ้าต้องทำได้แน่”
“จริงสิเมื่อวานนี้เหยียนหลิงชิงถามถึงเจ้าด้วย นางบอกว่าเจ้าไม่ได้ไปที่เรือนซีหยาง”
หลี่ลั่วตักโจ๊กเข้าปากหลายคำอย่างรวดเร็ว“รอสอบเสร็จก่อน ข้าก็จะไปทุ่มเทให้กับทางเรือนซีหยางอย่างเต็มที่หากพี่หลิงชิงคิดถึงข้าละก็ เมื่อถึงตอนนั้นข้าจะไปอยู่เป็นเพื่อนบ่อยๆ เอง”
ไช่เวยยิ้มบางๆกล่าว “ทำไมไม่พูดต่อหน้านางล่ะ?”
“ก็ต้องกลัวถูกตีตายอยู่แล้ว”
หลี่ลั่วกล่าวอย่างตรงไปตรงมาจากนั้นก็รีบกินอย่างรวดเร็วก่อนจะลุกขึ้น ทักทายไช่เวยเล็กน้อยแล้ววิ่งออกไปทันที
ไช่เวยมองตามหลังหลี่ลั่วที่รีบร้อนไปอย่างจนใจส่ายหน้าเล็กน้อย จากนั้นก็นั่งกินอาหารเช้าอย่างสง่างามต่อไป
...
“หลี่ลั่ว”
ทันทีที่หลี่ลั่วมาถึงวิทยาลัยหนานเฟิงเขาก็ได้ยินเสียงใสๆ ดังมาจากด้านข้างจากนั้นเขาก็เห็นหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ที่ยืนอยู่ใต้ร่มเงาของต้นไม้อันเขียวขจีทางด้านขวา
วันนี้หลี่ว์ชิงเอ๋อร์สวมชุดนักศึกษาเป็นกระโปรงสั้นสีดำผิวพรรณที่ขาวราวกับหิมะนั้น เมื่อตัดกับสีดำแล้วก็ยิ่งดูสะดุดตามากขึ้น เอวบางๆและท่อนขาเรียวยาวขาวเนียนใต้กระโปรงสั้นนั้นทำให้เหล่าเด็กหนุ่มรอบข้างที่แสร้งทำเป็นคุยกับเพื่อนอยู่นั้น ต่างก็แอบมองมาทางนางอย่างอดไม่ได้
เมื่อหลี่ลั่วได้ยินเสียงเรียกของหลี่ว์ชิงเอ๋อร์เขาก็เดินเข้าไปหาพร้อมกับยิ้มให้นาง
“ได้ยินมาว่าวันนี้เจ้าต้องประลองกับซ่งอวิ๋นเฟิง?” หลี่ว์ชิงเอ๋อร์เอ่ยถามพร้อมกับขมวดคิ้วเล็กน้อย
หลี่ลั่วพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม
“แล้วเจ้าคิดจะทำอย่างไร?” หลี่ว์ชิงเอ๋อร์กล่าว
หลี่ลั่วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “น่าจะยอมแพ้ไปเลย”
เมื่อหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะออกมาเบาๆ แต่ก็ไม่ได้เผยเจตนาเยาะเย้ยอะไรออกมา“นี่เป็นทางเลือกที่ฉลาดมาก เจ้าไม่จำเป็นต้องไปต่อสู้กับเขาในตอนนี้ก็ได้ด้วยพรสวรรค์ด้านวิชาอัตลักษณ์ของเจ้า ช่องว่างระหว่างเจ้ากับเขาจะค่อยๆ แคบลงเอง”
หลี่ลั่วพยักหน้า“ข้าก็คิดเช่นนั้น”
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า“เรื่องครั้งนี้อาจจะเกี่ยวข้องกับข้าด้วยเล็กน้อยต้องขอโทษด้วยจริงๆ”
หลี่ลั่วยิ้มกล่าว“จริงๆ แล้วเจ้าก็เป็นแค่ปัจจัยเร่งเล็กน้อยเท่านั้นสาเหตุหลักคือความขัดแย้งระหว่างตระกูลซ่งกับคฤหาสน์ลั่วหลานต่างหากแน่นอนข้าคิดว่ายังมีอีกสาเหตุหนึ่งที่สำคัญมากเช่นกัน...ซ่งอวิ๋นเฟิงมันกำลังหวาดกลัว”
“หวาดกลัว?” หลี่ว์ชิงเอ๋อร์กะพริบตา
หลี่ลั่วยิ้มบางๆกล่าว “มันกลัวว่าข้าจะกลับไปเป็นเหมือนในอดีตอีกครั้งเช่นนั้นมันก็จะทำได้แค่อยู่ใต้เงาของข้าเท่านั้น หากเป็นเช่นนั้นละก็ความพยายามทั้งหมดของมันตลอดหลายปีที่ผ่านมาก็จะกลายเป็นเรื่องน่าขันไปเลย”
หากคนอื่นได้ยินคำพูดนี้คงจะหัวเราะเยาะหลี่ลั่วที่ปากเก่งอวดดีเกินไปหน่อยเพราะชื่อเสียงของซ่งอวิ๋นเฟิงในวิทยาลัยหนานเฟิงตอนนี้เหนือกว่าหลี่ลั่วมาก
ทว่าหลี่ว์ชิงเอ๋อร์กลับรู้สึกเห็นด้วยเพราะนางรู้ดีว่าหลี่ลั่วในสมัยนั้นโดดเด่นมากเพียงใด แม้แต่นางในตอนนี้ก็ยังยากจะเทียบเคียงได้เลย แล้วซ่งอวิ๋นเฟิงจะไปเทียบได้อย่างไร
“ดังนั้นมันจึงต้องการเหยียบย่ำเจ้าอย่างหนักหน่วงในตอนที่เจ้ายังไม่ทันได้ผงาดขึ้นมาเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจของตัวเอง?”
หลี่ลั่วพยักหน้า“น่าจะเป็นแบบนั้น”
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์มีสีหน้าเคร่งขรึมเล็กน้อย“ถ้าเป็นเช่นนั้น วันนี้มันคงไม่ยอมให้เจ้ายอมแพ้ง่ายๆ แน่”
หลี่ลั่วกล่าว“หวังว่าคงจะไม่เป็นแบบนั้นหรอกนะ แต่หากเป็นเช่นนั้นจริงๆ...”
เขาโบกมือให้หลี่ว์ชิงเอ๋อร์จากนั้นก็เดินไปทางตึกสองพร้อมกับเสียงที่ดังขึ้นอย่างแผ่วเบา
“มันก็ช่วยไม่ได้แล้วละ”
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์มองตามหลังของเขาด้วยความประหลาดใจเพราะท่าทีของหลี่ลั่วนั้นดูไม่เหมือนคนอับจนหนทางเลยแม้แต่น้อยหรือว่าเขายังมีวิธีอื่นที่จะหลีกเลี่ยงการประลองกับซ่งอวิ๋นเฟิงได้อีก?
...
การประลองรอบแรกของหลี่ลั่วจบลงโดยไม่มีอะไรผิดพลาดส่วนการประลองรอบที่สองของเขานั้นได้ถูกจัดให้เป็นการประลองคู่สุดท้ายของการสอบซ้อม
ราวกับว่าเป็นการประลองปิดงานของการสอบคัดเลือกเลยก็ว่าได้
ภายในเวทีฝูงชนต่างส่งเสียงดังอื้ออึง ศีรษะมากมายขยับไปมา
บนแท่นสูงแห่งหนึ่งผู้อำนวยการเว่ยซาได้พาสวีซานเยว่ หลินเฟิง และครูที่ปรึกษาคนอื่นๆของวิทยาลัยหนานเฟิงมานั่งชมด้วย
“ฮ่าๆไม่คิดเลยว่าหลี่ลั่วจะต้องมาเจอกับซ่งอวิ๋นเฟิงพวกเจ้าคิดว่าการประลองครั้งนี้จะเกิดขึ้นหรือไม่?” ผู้อำนวยการเฒ่าเอ่ยถามพร้อมเสียงหัวเราะ
หลินเฟิงยิ้มบางๆกล่าว “ผู้อำนวยการ การประลองแบบนี้จะมีความหมายอะไรได้?”
สวีซานเยว่ลอบถอนหายใจกล่าว“น่าจะไม่เกิดขึ้นหรอก การประลองที่ห่างชั้นกันอย่างสมบูรณ์เช่นนี้ ยอมแพ้ไปตรงๆก็จบเรื่อง ไม่มีความจำเป็นต้องประลองเลย มันก็ไม่ได้น่าขายหน้าอะไรเสียหน่อย”
ถึงแม้ว่าหลี่ลั่วจะเป็นคนของพวกเขาตึกสองแต่สวีซานเยว่ก็ฝืนพูดเข้าข้างหลี่ลั่วไม่ลงจริงๆเพราะนี่เป็นสถานการณ์ที่ไม่มีทางพลิกกลับมาได้
ทั้งสองฝ่ายห่างชั้นกันเกินไปต่อสู้กันไม่ได้เลย
ผู้อำนวยการเฒ่าพยักหน้าอย่างเห็นด้วย“ตอนนี้หลี่ลั่วสามารถจัดอยู่ในยี่สิบอันดับแรกได้แล้วความเร็วขนาดนี้นับว่าเร็วมากแล้ว หากให้เวลาเขาอีกสักหน่อยการจะตามซ่งอวิ๋นเฟิงทันก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรแต่เวลานี้เขาก็ยังมีหลายอย่างที่ยังบกพร่องอยู่”
หลินเฟิงไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆในความคิดของเขาแล้วสิ่งเดียวที่หลี่ลั่วจะสามารถเหนือกว่าซ่งอวิ๋นเฟิงได้มีเพียงพรสวรรค์ด้านวิชาอัตลักษณ์เท่านั้นแต่ซ่งอวิ๋นเฟิงมีอัตลักษณ์ระดับเจ็ดซึ่งเป็นข้อได้เปรียบที่หลี่ลั่วไม่อาจเทียบได้ ดังนั้นการที่หลี่ลั่วจะตามซ่งอวิ๋นเฟิงทันนั้นคงไม่ใช่เรื่องง่ายขนาดนั้น
ระหว่างที่พวกเขากำลังสนทนากันอยู่นั้นเวลาของการประลองก็มาถึงอย่างเงียบงันท่ามกลางการรอคอยของผู้คนจำนวนมาก
เงาร่างของซ่งอวิ๋นเฟิงพุ่งทะยานขึ้นไปยืนอยู่บนเวทีอย่างสง่างามรูปร่างที่สูงใหญ่ ใบหน้าอันหล่อเหลา ทำให้เขาดูสูงส่งน่าเกรงขาม
เมื่อซ่งอวิ๋นเฟิงปรากฏตัวขึ้นเสียงให้กำลังใจก็ดังขึ้นอย่างกึกก้องกังวานขึ้นมาทันทีแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าตอนนี้เขามีชื่อเสียงและความนิยมมากเพียงใดในวิทยาลัยหนานเฟิง
ส่วนอีกด้านหนึ่งของเวทีหลี่ลั่วก็ก้าวขึ้นไปยืนบนเวทีท่ามกลางสายตาของผู้คนมากมายเช่นกัน
“หล่อจังเลย!หล่อยิ่งกว่าซ่งอวิ๋นเฟิงอีก!”
ถึงแม้ว่าหลี่ลั่วจะไม่ได้มีวิธีการปรากฏตัวที่ยิ่งใหญ่อลังการอะไรแต่เมื่อเขายืนอยู่บนเวทีแล้วก็ทำให้หญิงสาวหลายคนอุทานออกมาอย่างอดไม่ได้อย่างไรเสียหลี่ลั่วที่ได้รับสืบทอดกรรมพันธุ์อันดีเลิศจากบิดามารดาในเรื่องรูปร่างหน้าตาภายนอกนั้น ก็ถือว่าอยู่บนจุดสูงสุดได้เลยจริงๆเหนือกว่าซ่งอวิ๋นเฟิงเสียอีก
แต่กับปัจจัยภายนอกต่างๆเหล่านี้ ทั้งสองคนบนเวทีต่างก็มีจิตใจที่เข้มแข็งเกินคนพวกเขาจึงเลือกที่จะเมินเฉยไปเลย
หลี่ลั่วจ้องมองไปที่ซ่งอวิ๋นเฟิงแล้วยกมือขึ้นข้างหนึ่ง
แต่เขายังไม่ทันได้เอ่ยอะไรออกไปซ่งอวิ๋นเฟิงก็กล่าวอย่างเย็นชาว่า “เจ้าจะยอมแพ้เลยหรือ?”
หลี่ลั่วยิ้มกล่าว“หรือว่าเจ้ากำลังคิดจะใช้คำพูดมาดูถูกเหยียดหยามเพื่อยั่วยุข้า?”
ซ่งอวิ๋นเฟิงกล่าวอย่างไม่ใส่ใจว่า“ข้าไม่ได้คิดจะดูถูกเจ้า ข้าเพียงแค่รู้สึกว่าการที่มีลูกชายอย่างเจ้าชื่อเสียงของพ่อแม่ของเจ้า คงจะเกินจริงไปหน่อย”
ทันทีที่กล่าวจบเวทีก็พลันเงียบลงเพราะไม่มีใครคาดคิดว่าคำพูดของซ่งอวิ๋นเฟิงในครั้งนี้จะคมกริบถึงเพียงนี้
หลี่ลั่วเองก็ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะชูนิ้วโป้งให้กับซ่งอวิ๋นเฟิง “ยอดเยี่ยม เกินความคาดหมายข้าจริงๆ”
“ในเมื่อพูดถึงขนาดนี้แล้ว...”
หลี่ลั่วบิดคอไปมาแสยะยิ้มให้ซ่งอวิ๋นเฟิง แต่ฟันสีขาวของเขากลับดูเย็นยะเยือกอย่างบอกไม่ถูก
“มาเลยไอ้ลูกหมาตระกูลซ่ง ข้าจะให้โอกาสเจ้าหนึ่งครั้ง แต่จะกัดโดนเนื้อได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับเจ้าแล้วว่าจะมีปัญญาทำได้หรือเปล่า”