หญิงสาวละสายตาจากดวงจันทร์ก้มหน้าลงเชื่องช้ามองฝ่าความมืดสลัวไปยังเงาทะมึนเบื้องหน้า ตรงหน้าของนางเป็ตำหนักไม้สีดำที่คนในวังหลวงร่ำลือกันว่าเป็สถานที่อัปมงคลที่สุดแห่งหนึ่งในวังหลวงแห่งนี้ ตำหนักดำที่ใช้เก็บรูปปั้นของทวยเทพสยบพลังชั่วร้ายที่เคยทำลายล้างแคว้นเฮยหลง
แผ่นดินผืนนี้ก่อร่างสร้างขึ้นมาด้วยฝีมือของผู้ชายคนหนึ่งในตระกูลเซี่ยที่เรียกตัวเองว่าจักรพรรดิดำ ผ่านไปไม่กี่ปีหลังจากปฐมกษัตริย์ผู้นั้นตายจาก ตำหนักหลังนี้ก็ได้ถูกสร้างขึ้นตามรับสั่งของฮ่องเต้ที่เสวยราชสมบัติต่อจากปฐมกษัตริย์ผู้ล่วงลับ ฮ่องเต้พระองค์ใหม่มีรับสั่งให้สร้างตำหนักนี้ขึ้นเพื่อแก้อาถรรพ์ดาวมารผู้มาคุกคามแผ่นดินเฮยหลง
นั่นเป็สิ่งที่คนภายนอกราชวงศ์เข้าใจ แต่ความจริงอีกด้านที่ถูกเล่าขานกันอย่างลับๆ จากรุ่นสู่รุ่นในหมู่เชื้อพระวงศ์ก็คือ ตำหนักหลังนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้สะกดดวงิญญาของบุรุษคนหนึ่งในตระกูลเซี่ย บุรุษผู้ถูกร่ำลือว่าเป็ดาวมารมาจุติในคราบมนุษย์เพื่อทำลายแผ่นดินนี้ให้ย่อยยับด้วยไฟแห่งา...
ใบหน้าของหลี่เจิ้งจูบิดเบี้ยวะเิเสียงหัวเราะราวกับคนเสียสติ
“ฮ่าฮ่าฮ่า ชาตินี้ข้าแพ้แล้ว แพ้ให้แก่ความเลวทรามของพวกเ้า ข้าขอยอมรับความพ่ายแพ้นี้ไว้ แต่หากชาติหน้ามีจริง ตัวข้ามีโอกาสได้เกิดใหม่ ข้าจะต้องเป็เพียงผู้ชนะ ข้าจะตอบแทนความเลวทรามที่พวกเ้าเคยทำไว้กับข้าอย่างสาสม”
จากนั้นนางก็ค่อยๆ หมุนตัวกลับไปยังห้องผุพังที่มีร่างไร้ลมหายใจของเผยจือฉู่นอนตายอยู่บนกองเือันน่าสยดสยอง หญิงสาวยกโคมไฟขึ้นจ่อปลายเทียนกับริ้วผ้าม่านขาดวิ่นที่ห้อยระโยงระยางอยู่ข้างประตูห้อง ไม่กี่พริบตาแสงริบหรี่สีส้มดวงเล็ก ก็ขยายใหญ่ขึ้นจนกลายเป็ลูกไฟดวงใหญ่ ลุกลามไปทั่วเรือนหลังนั้น
นางก้าวถอยหลังเดินห่างออกจากเปลวไฟอย่างเชื่องช้า สายตาจดจ้องกองเพลิงมหึมาที่กำลังโชติ่กลืนกินเรือนผุพังที่ใช้กักขังนางอย่างรวดเร็ว แสงเจิดจ้าของเปลวไฟทำให้บริเวณพระตำหนักดำที่เคยมืดสลัว สว่างขึ้นมาราวกับเวลากลางวัน
นางะเิเสียงหัวเราะอีกครั้งอย่างสมใจแล้วจึงโยนโคมไฟทิ้งไปอย่างไม่ไยดี ก่อนจะพาร่างอ่อนแรงเดินโซเซออกไปยังลานหินด้านนอกที่มีพงหญ้าขึ้นสูงเกือบท่วมหัวเข่า ไปหยุดยืนเผชิญหน้ากับพระตำหนักมืดหม่นหลังนั้น
แสงสว่างจากกองเพลิงที่เกิดจากน้ำมือของนางทำให้หลี่เจิ้งจูมองเห็นตำหนักดำได้อย่างชัดเจน ตำหนักไม้ที่รอดพ้นจากอานุภาพของกาลเวลามีชื่อว่า ‘ตำหนักสยบมาร’ ที่นี่คือที่สถิตของจอมเทพผู้ทำหน้าที่สะกดดวงิญญาของดาวมารที่หลับใหลอยู่ใต้พื้นดินตรงนั้น
สถานที่นี้ถูกปล่อยทิ้งร้างมาตลอดหลังจากผลัดเปลี่ยนฮ่องเต้ไปแล้วสิบพระองค์ มีแค่คำเตือนจากคนเก่าแก่ในวังหลวงบอกเล่าต่อๆ กันมาว่าไม่ควรเฉียดเข้าไปใกล้ที่แห่งนี้
ในที่สุดมันก็กลายเป็ตำหนักเย็นที่ใช้คุมขังสตรีฝ่ายในที่ถูกทิ้งร้าง นักโทษทุกคนที่ถูกส่งมาที่นี่มีสภาพแบบเดียวกันคือต้องตายอย่างน่าอนาถ ทุกรายไป
แต่คืนนี้ นางไม่หวั่นเกรงความตายอีกแล้ว นางจะขอใช้เืเนื้อของตัวเองรวมถึงสามจิตเจ็ดิญญา แลกเปลี่ยนกับการแก้แค้นให้แก่ลูกชายหญิงทั้งสอง
หลี่เจิ้งจูจ้องตำหนักดำตาเขม็ง ป้ายชื่อสีทองเหนือบานประตูตำหนัก กำลังสะท้อนแสงจากเปลวไฟที่ลุกไหม้อย่างรวดเร็ว นางก้าวขึ้นบันไดไปหยุดอยู่หน้าประตูทางเข้าตำหนัก มือผอมบางผลักประตูไม้เปิดเข้าไปอย่างไม่ลังเล ดวงตาแดงก่ำจ้องรูปปั้นที่ตั้งเด่นอยู่ตรงกลางห้องโถงอย่างมุ่งมั่น
นางก้าวเดินเชื่องช้าเข้าไปหยุดอยู่ตรงหน้ารูปปั้นสีดำ พลางยื่นมือข้างที่กำเศษกระเบื้องไปที่ศีรษะของัซึ่งอยู่ใต้ฝ่าเท้าของรูปปั้นจอมเทพ หลี่เจิ้งจูออกแรงกดคมแหลมทิ่มลงไปในแผลที่ฝ่ามือ ออกแรงเค้นจนเืสีสดหลั่งออกมาจากาแเป็สาย
หญิงสาวะเิเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง เมื่อโลหิตของสีแดงอาบย้อมไปทั่วศีรษะของัตัวนั้น
“ฮ่าๆๆ หากที่นี่เป็สถานที่สิงสถิตของดวงิญญาชั่วร้ายจริงอย่างที่คนโบราณว่าไว้ ถ้าความอัปมงคลนั้นเป็ศัตรูตัวฉกาจของสกุลเซี่ยข้าก็จะถือว่าิญญาที่หลับใหลอยู่ใต้พิภพเป็มหามิตรของข้า หลี่เจิ้งจู ผู้หญิงอับโชค สตรีที่ถูกทอดทิ้งมาตลอด”
“ตอนที่ข้าเกิดบิดาของข้าทอดทิ้งข้าให้โตขึ้นมาอย่างโดดเดี่ยว ยืนดูข้าถูกแม่เลี้ยงกับพี่น้องต่างแม่ข่มเหง พอข้าแตกเนื้อสาวก็ถูกบุรุษชั่วช้ายัดเยียดความอัปยศให้แก่ร่างกายของข้า เมื่อถึงวัยออกเรือนข้าถูกใช้เป็เครื่องมือเซ่นสังเวยให้คนชั่วเหยียบย่ำขึ้นไปสู่ความสำเร็จ บัลลังก์ของพวกมันมีร่างของข้าต่างบันได มีกระดูกของบุตรสาวข้าเป็รากฐาน มีเืเนื้อของบุตรชายข้าถมลงไปบนเก้าอี้ตัวนั้น”
“บัดนี้ชีวิตของข้าหมดแล้วซึ่งทุกสิ่งแต่ข้าจะไม่ยอมละทิ้งความหวังสุดท้าย”
“นั่นก็คือวันที่ข้าจะได้เห็นเซี่ยหยุนหรงกับหลี่เชี่ยนอู่ตกตายไปอย่างอนาถ ได้เห็นตระกูลเซี่ยกับตระกูลหลี่พังพินาศย่อยยับเหมือนกับตระกูลจี้ของมารดาข้า ที่ถูกพวกมันทำลาย”
“ข้าหลี่เจิ้งจูขอวิงวอนต่อดวงิญญาที่สถิตอยู่ใต้รูปปั้นนี้ ข้าขอใช้เืกับร่างกายของข้ารวมถึงสามดวงจิตเจ็ดิญญาเป็เครื่องเซ่นสังเวยต่อดวงิญญานั้น เพื่อแลกเปลี่ยนกับการที่ข้าจะได้มีโอกาสหวนกลับมาแก้แค้น ทวงคืนสิ่งที่สูญเสียไปทั้งหมดกลับคืนมา”
“ข้าจะไม่ขออ้อนวอนต่อทวยเทพบน์เพราะข้าไม่เชื่อมั่นในความดีงามอีกแล้ว ขอเพียงมีโอกาสให้ข้าได้ล้างแค้น ต่อให้ดวงิญญาของข้าต้องมอดไหม้ในไฟโลกันตร์แห่งขุมนรก ข้าหลี่เจิ้งจูผู้นี้ก็ยินยอม”
“ข้าแค้น แค้นพวกมันนัก ข้าต้องกลับมาทวงคืนหนี้เืครั้งนี้จากพวกมันให้ได้” นางกล่าวถ้อยคำหนักแน่นจนดังก้องไปทั่วห้องโถงทุกคำพูดถูกกลั่นออกมาจากหยดเื หยาดน้ำตา กับความอาฆาตพยาบาท
เมื่อได้กระทำตามสิ่งที่ตั้งใจไว้จนเสร็จสิ้น หญิงสาวก็พาฝีเท้าซวนเซเดินออกไปจนจากตำหนักหลักนั้น มุ่งหน้าไปยังกองไฟสีส้มที่บัดนี้กำลังลุกลามมาที่พระตำหนักดำ กลืนกินหลังคากระเบื้องสีทองอย่างหิวกระหาย
หลี่เจิ้งจูคุกเข่าลงตรงลานหินหน้าตำหนัก เื้ัของนางเป็เปลวไฟโชติ่ เบื้องหน้าคือตำหนักดำที่กำลังถูกเปลวไฟกลืนกินเช่นกัน ดวงตาแดงก่ำจับจ้องภาพตรงหน้าอย่างมุ่งมั่น ยกสองมือที่กำเศษกระเบื้องชูขึ้นเหนือศีรษะ แล้วก็จ้วงกระเบื้องในมือแทงลงมาที่ท้องของตัวเองอย่างแรง
หญิงสาวกระหน่ำแทงเข้าใส่ตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเืแดงฉานพุ่งทะลักออกมาจากร่างบอบบางราวกับน้ำพุในอุทยานหลวง ไม่กี่พริบตาน้ำพุสีแดงสดก็อาบย้อมเสื้อคลุมสีขาวแสนสกปรก จนกลายเป็สีแดงเพลิงราวกับชุดวิวาห์ของเ้าสาวที่กำลังจะเข้าพิธีแต่งงานกับบุรุษที่นางพึงใจ
โลหิตจำนวนมากที่ไหลออกจากร่างทำให้ดวงตาของหญิงสาวพร่ามัวลง แต่ก่อนที่สติของนางจะดับวูบไป หลี่เจิ้งจูประคองลมหายใจเฮือกสุดท้ายพาร่างอ่อนระโหยในชุดเ้าสาวโลหิต เดินซวนเซเข้าไปในกองไฟที่กำลังลุกโชติ่ ตั้งใจเผาตัวตายด้วยความอาฆาตพยาบาท เพื่อที่ิญญาของนางจะได้มีโอกาสหวนกลับมาแก้แค้นตามที่คำโบราณเคยว่าไว้
นางไม่แยแสต่อความร้อนที่แผดเผาทรมานร่างกายมุ่งหน้าเข้าหาความตายอย่างไม่สะทกสะท้าน จนร่างสีแดงถูกเปลวไฟกลืนหายไปจนหมด ตามมาด้วยซากปรักหักพังที่ร่วงตกลงมาเป็สัญญาณบ่งบอกว่าพระตำหนักจอมเทพสยบมารถึงคราวจบสิ้นมนตร์ขลังเสียแล้ว
ตอนที่ร่างของนางกำลังมอดไหม้อยู่ในกองเพลิง ดวงตาพร่ามัวของหลี่เจิ้งจูก็มองเห็นร่างเงาสีดำทะมึนของบุรุษผู้หนึ่งก้าวออกมาจากเปลวไฟที่โหมกระหน่ำ ถึงสติสัมปชัญญะของนางจะไม่รับรู้อะไรอีกแต่สำนึกสุดท้ายก็ได้บอกกับนางว่า
...การแลกเปลี่ยนได้บังเกิดขึ้นแล้ว
ก่อนที่นางจะหมดลมหายใจ ชายผู้นั้นได้ยื่นมือเข้ามาปิดดวงตาสองของนางจนมืดสนิท ราวกับเกลียวคลื่นสีดำในท้องทะเลแห่งความสิ้นหวังอันมืดมิด ม้วนตัวตลบเข้าหากลืนกินสติสัมปชัญญะของนางไปจนหมดสิ้น
เหลือไว้เพียงเสียงพูดที่ดังก้องกังวานอยู่ในสำนึกสุดท้ายของ หลี่เจิ้งจู
“ข้าิเยี่ยต้าตี้ยินดีแลกเปลี่ยนกับเ้าด้วยความเต็มใจ จงย้อนกลับไปยังอดีตเมื่อครั้งที่ตัวเ้ายังไม่ได้แปดเปื้อนจากมลทินใดๆ ข้าจะให้โอกาสโฉมสะคราญได้หวนกลับคืนไปทำสิ่งที่เ้า้า แลกเปลี่ยนกับแผ่นดินเฮยหลงที่ลูกหลานของเซี่ยอวีสุ่ยฉกฉวยเอาไปจากข้า กับร่างกายและจิติญญาของเ้า
"...หลี่เจิ้งจู ฮองเฮาแห่งิเยี่ยต้าตี้”
...