แต่ผู้อื่นกลับไม่ให้โอกาสนาง
หลี่ไหวฺอวี้จดจ้องนางอยู่นานด้วยแววตาดำทะมึนแค่นเสียงฮึพ่นออกจากจมูกเสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน แต่ไม่พูดอะไรสักคำหมุนตัวเดินนำออกไปก่อน โดยไม่หยิบอะไรออกไปสักชิ้น
นี่มันน้ำเสียงประชดประชันอะไรกัน
หมิงเป่าจูเลิกคิ้วเขาเข้ามาทำอะไรในครัวกันแน่
ไม่รู้ว่ากู้ชิงชิงอธิบายให้ทุกคนฟังอย่างไรแต่หลังจากที่นั่งลงกินข้าว ก็ไม่มีใครเอ่ยถึงเรื่องการแต่งงานของนางอีกเลย
อาหารมื้อนี้ไม่ได้กินอย่างมีความสุขเหมือนเช่นเคยหมิงเป่าจูต้องฝืนยิ้มตลอดเวลา รอยยิ้มก็ดูฝืดเหลือทน
นั่นก็เพราะมีใครบางคนส่งสายตาดุจคมมีดเย็นเฉียบมาที่นางอยู่เป็นพักๆ
ทั้งยังใช้วาจาซ่อนมีดถากถางประชดประชันอยู่เรื่อยๆ โดยที่หมิงเป่าจูไม่กล้าตอกกลับไปจะด้วยเพราะมีชนักติดหลังอยู่หรือไม่ก็สุดรู้ได้จึงต้องปล่อยให้หลี่ไหวฺอวี้ระบายอารมณ์ตามใจ
เขาไปกินรังแตนมาจากที่ใดกันแน่
กู้ชิงชิงนานๆจะได้กลับมาบ้านมารดาสักที คุยกับหมิงเป่าอวี้อย่างถูกคอนัดหมายกันเสียดิบดีว่าพรุ่งนี้ค่อยมาคุยกันใหม่ แต่ผลปรากฏว่าวันต่อมานางก็จะกลับเสียแล้ว
หมิงเป่าจูนึกว่านางจะอยู่อีกสองสามวันวันนี้ถึงได้มาตามนัด
พอเข้ามาในลานเรือนก็เห็นท่านป้าจงกับคนในครอบครัวยืนสนทนากับบุรุษรูปร่างสูงโปร่งคนหนึ่งอยู่ในสวน
“คู่รักหนุ่มสาวคู่ไหนบ้างจะทะเลาะกันข้ามวันข้ามคืนทะเลาะหัวเตียงถึงปลายเตียงก็ดีกันแล้ว ชิงชิง เจ้าก็เพลาๆการใช้อารมณ์ของตนเองบ้างเถอะ ฟางลี่ล้วนทำเพื่อเจ้าทั้งนั้น”ท่านป้าจงเกลี้ยกล่อมบุตรสาวที่ยังปั้นปึ่งแง่งอน
ดูท่าบุตรสาวจะไม่ได้พูดความจริงกับนางทั้งหมด
คำพูดจากปากของเจ้าตัวย่อมจะใส่ความคิดของตนเองลงไปด้วยโดยมิต้องกังขา
คนเป็นมารดาฟังแล้วก็คิดว่าฟางลี่รังแกนางยังตำหนิบุตรเขยว่าเมื่อก่อนดูเหมือนเป็นคนซื่อแท้ๆ
เดิมทีก็คิดถึงบุตรสาวไม่ง่ายเลยที่นางจะกลับมาสักครั้ง ป้าจงจึงมิได้เร่งให้นางกลับบ้านสามี
บัดนี้ฟางลี่มาตามตัวถึงบ้านทั้งยังอธิบายอย่างละเอียดถึงได้รู้ความจริง
บุตรสาวได้รับความไม่เป็นธรรมเสียที่ใดกันเห็นอยู่ว่าเพียบพร้อมไปด้วยความสุขแต่กลับไม่เห็นคุณค่า
หลังจากเกลี้ยกล่อมอยู่นานกู้ชิงชิงถึงรับปากว่าจะกลับบ้านไปพร้อมกับฟางลี่
“ทราบแล้วเจ้าค่ะท่านแม่”กู้ชิงชิงยอมรับปาก
“ไม่ต้องเป็นห่วงขอรับท่านแม่ข้าจะดูแลชิงชิงอย่างดี เมื่อนางอยากจะมีจริงๆ พวกเรามีกันอีกคนก็ได้” ฟางลี่เอ่ยปากด้วยความสัตย์ซื่อ
“ท่านยายท่านพ่อไม่เคยรังแกท่านแม่หรอกขอรับ ทุกครั้งพอท่านแม่ขึ้นเสียงท่านพ่อก็เงียบแล้ว”
หนิวหนิวไม่เจอหน้าบิดาวันเดียวก็คิดถึงมากเขากอดคอฟางลี่ ซบดวงหน้าเล็กจ้อยบนลาดไหล่กว้าง พลางเอ่ยถ้อยคำไพเราะ
สองผู้เฒ่าได้ยินก็หัวเราะออกมาเด็กๆ ย่อมไม่โกหก นี่คงเป็นชีวิตประจำวันของทั้งสองคน เขาจึงจำมันได้
กู้ชิงชิงขึงตาใส่ฟางลี่แต่พอนึกว่าจะต้องไปแล้ว ก็มิได้มีท่าทีไม่ยินยอม
เวลานี้ทั้งสองฝ่ายกำลังร่ำลากันอยู่หมิงเป่าจูมาถึงพอดี กูชิงชิงเห็นนาง ก็ไม่ลืมกำชับนางเรื่องเมื่อวานอีกครั้งหนึ่ง
“เจ้าอย่าลืมเรื่องที่ข้าเตือนต้องระมัดระวังตัวให้มาก”ขณะที่พวกเขาต่างหิ้วของทั้งห่อใหญ่ห่อเล็กมาส่งที่หน้าประตูกู้ชิงชิงกลับลากหมิงเป่าจูไปคุยด้านข้าง
“เจ้าค่ะพี่ชิง ข้าทราบแล้ว ท่านรีบกลับเถอะ” หมิงเป่าจูเอ่ย คนสองสามคนทางนั้นมองมาแล้วนางรู้สึกเกรงใจสามีของกู้ชิงชิงที่ต้องคอยนาน
“ท่านน้าหนิวหนิวไปก่อนนะ หนิวหนิวจะคิดถึงท่านน้า” ก่อนไปเด็กชายตัวน้อยยังหันมาโบกมือให้หมิงเป่าจูพลางกล่าวอำลา
“น้าก็จะคิดถึงหนิวหนิวเหมือนกันจ้ะ”หมิงเป่าจูผลิยิ้มดวงตาหยีโค้งมองเด็กน้อยน่ารักที่ถูกซื้อตัวอย่างง่ายดายด้วยขนมกุ้ยฮวาเพียงสองชิ้น
หลังจากร่ำลากันแล้วครอบครัวของกู้ชิงชิงก็จากไป
เมื่อเห็นแผ่นหลังของพวกเขาไกลห่างออกไปท่านป้าจงก็ลอบปาดน้ำตา หมิงเป่าจูปลอบนางสองสามประโยค แต่ในใจยังพะวงกับถ้อยคำที่กู้ชิงชิงกล่าวไว้ก่อนไป
ทว่าเมื่อความคิดวาบผ่านเข้ามาก็ถูกนางปัดทิ้งไปไม่นึกถึงอีก ใครจะรู้ผ่านไปเพียงสองวันบ้านของหมิงเถี่ยจู้ก็มีแขกมาหา...
“ท่านแม่? ท่านมาได้อย่างไรโอ... บุตรชายที่รักของข้า แม่คิดถึงเจ้าจะตายอยู่แล้ว”
หวังซื่อเพิ่งตื่นก็ได้ยินว่ามีคนมาเคาะประตูนึกแปลกใจว่าใครมาบ้านของพวกเขาแต่เช้า นางเปิดประตูด้วยความหงุดหงิดเมื่อเห็นชัดเจนว่าผู้มาคือใครก็ตกตะลึงอยู่นาน
มารดานางมาได้อย่างไรยังพาหมิงอาฝูมาอีกด้วย!
ตอนงานวันเกิดครบรอบหกสิบปีของบิดาหวังซื่อหวังซื่อกับหมิงเถี่ยจู้ไปอวยพรวันเกิด เพราะมารดาคิดถึงหลานชายเมื่อทั้งสองกลับมาจึงทิ้งหมิงอาฝูไว้ที่บ้านของพวกเขาตอนนี้ไม่เพียงแต่มารดาจะมาหา ยังพาบุตรชายกลับมาส่งนางอีกด้วย
ได้เห็นบุตรชายหวังซื่อย่อมมีความสุข จนมองข้ามบุรุษอีกคนซึ่งยืนอยู่ด้านหลังของทั้งสองคนไป
เหมียวซิ่วหลันมองบุตรสาวกอดหมิงอาฝูพลางหอมแก้มเขาซ้ายทีขวาทีก็หันไปมองบุรุษผู้นั้นพลางยิ้มให้บุรุษผู้นั้นอย่างกระอักกระอ่วนใจ
“แฮ่มลูกเอ๋ย นี่คือซุนเถียน” เหมียวซิ่วหลันกระแอมหนึ่งครั้งก่อนเตือนบุตรสาวว่าที่นั่นยังมีผู้อื่นอยู่ด้วย
นางไม่รู้จักคนผู้นี้แต่หลังจากมองอยู่หลายหนถึงจำได้ แต่เมื่อเขาตามมารดานางมาก็คงมีต้นสายปลายเหตุเป็นแน่
สกุลซุนหรือว่า...
หัวใจของหวังซื่อพลันบีบรัดรีบมองเหมียวซิ่วหลันเพื่อขอคำตอบ
“ญาติกัน...ญาติกัน...” เมื่อเห็นบุตรสาวมีการตอบสนอง เหมียวซิ่วหลันก็รีบแนะนำ
กล่าวมาถึงขนาดนี้หวังซื่อจะไม่เข้าใจอีกได้อย่างไรคนที่พวกเขาคุยเรื่องงานแต่งให้หมิงเป่าจูก่อนหน้านี้ก็สกุลซุนมิใช่หรือ
เรื่องนานมากแล้วหากพวกเขาไม่มาหาถึงบ้าน ตนเองก็ลืมไปแล้ว
ได้ยินมาว่าซุนเถียนเป็นอันธพาลขึ้นชื่อในท้องถิ่นไม่ควรยั่วโทสะเป็นอย่างยิ่ง แม้แต่มารดาของนางก็ยังเกรงใจ หวังซื่อจึงไม่กล้าชะล่าใจเชิญคนเข้ามานั่งในบ้านอย่างมีมารยาท ยังรินน้ำชาให้อีกด้วย
“ข้ามาวันนี้ไม่มีเรื่องอื่นใดแค่อยากถามว่าบิดาข้าตกลงเรื่องการแต่งงานกับบ้านเจ้าแล้วเรื่องนี้ก็ควรรีบจัดการโดยเร็วใช่หรือไม่” ซุนเถียนนั่งไขว่ห้างพูดเสียงดัง
สองวันมานี้อาการของบิดาเขาย่ำแย่แล้วท่านเซียนกล่าวไว้ว่าจะต้องรีบแต่งภรรยาเข้าบ้านมาเพื่อเสริมมงคล
หากไม่สามารถต่ออายุขัยได้ก็แค่ฝังหญิงสาวไปพร้อมกัน บิดาเขาจะได้ไปเกิดใหม่ในโลกหน้าอย่างมีความสุขตลอดไป
ซุนเถียนถือวิสาสะเข้าไปนั่งเก้าอี้ตำแหน่งประธานในห้องซึ่งปกติแล้วเป็นที่นั่งสำคัญของเจ้าของบ้านเท่านั้น
บัดนี้ถูกคนนอกครอบครองแต่สองแม่ลูกกลับไม่กล้าเอ่ยวาจาสักคำ
“นี่...”หวังซื่อไม่รู้ว่าจะเอ่ยปากอย่างไร
ได้แต่พึมพำก่นด่าอยู่ในใจเจ้าหมิงเถี่ยจู้สมควรตายหายหัวไปตั้งแต่เช้าตรู่ ไม่รู้ว่าไปตายอยู่ที่ใดกันแน่
เรื่องแต่งงานยังจะมีเรื่องแต่งงานอันใดอีกเล่า
เดี๋ยวนี้นางเด็กสารเลวนั่นปีกกล้าขาแข็งแล้วไม่ใช่กระดูกอ่อนที่ยอมให้นางบีบง่ายๆ เหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไปแล้ว
เมื่อก่อนบอกให้แต่งกับใครนางเพียงเอ่ยปากคำเดียวเท่านั้น หมิงเถี่ยจู้อยากจะขับไล่เลือดชั่วของน้องชายทั้งสองคนออกไปใจจะขาดแต่บัดนี้นางมีอำนาจจัดการเสียที่ใด
หมิงอาฝูถูกมารดาลากมายืนข้างเก้าอี้เขาหัวเราะเอิ๊กอ๊ากอย่างโง่เขลา น้ำลายไหลย้อยจากมุมปาก
หวังซื่อมองบุตรชายด้วยความปวดใจช่วงที่เขาไปอยู่บ้านมารดาดูเหมือนจะผ่ายผอมลงไป
หมิงอาฝูเกิดมาเป็นคนเขลาเบาปัญญาแต่ไม่ว่าจะโง่ปานใดก็ต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ปีนี้เขาอายุยี่สิบปีคนในหมู่บ้านอายุเท่านี้ บุตรต่างวิ่งกันได้กันหมดแล้ว
ตอนนั้นหมิงเถี่ยจู้สามีภรรยาร้อนใจอยากแต่งภรรยาให้บุตรชายผู้โง่เขลาประจวบเหมาะตอนนั้นเหมียวซิ่วหลันบอกว่ามีคนในหมู่บ้านของนางต้องการแต่งภรรยาให้บิดาชราพอดีพวกเขาถึงบังคับให้หมิงเป่าจูออกเรือน