หลี่หยุนออกจากโรงเตี๊ยมไปเดินเตร็ดเตร่อยู่ภายในเมืองตงไห่ เพื่อคอยหาข่าวเื่การเดินทางของกลุ่มพ่อค้าทุกวันโดยที่ให้หลี่หลงหยางรออยู่ที่โรงเตี๊ยมไม่อนุญาตให้ออกมาเดินเพ่นพ่านโดยเด็ดขาด
ทุกวันนอกจากท่านปู่ของเด็กชายจะนำขนมและสั่งอาหารชนิดใหม่ที่เด็กชายไม่เคยได้กินมาถึงห้องพัก แล้วหลี่หยุนยังได้มอบภาพอักษรคำง่ายๆ เพื่อให้เด็กชายฝึกจดจำเอาไว้ และจะสอนให้เขาใช้นิ้วลากตามตัวอักษรให้คุ้นชิน
ในวันที่ 6 นับจากเดินทางมาถึงเมืองตงไห่ ชายชราก็ได้รู้ว่าอีก 2 วันจะมีพ่อค้ากลุ่มหนึ่งจะเดินทางไปยังเมืองซินซีและต้องผ่านเมืองฮวงหัวด้วย หลี่หยุนตัดสินใจที่จะเดินทางไปที่สกุลซิ่วในเมืองฮวงหัวก่อนเป็อันดับแรกเพราะในทุกวันเด็กชายจะพยายามให้เขาสอนเขียนอักษรซิ่ว และยังใช้นิ้วเล็กๆ ลากเส้นตามอักษรคำเดียวนี้โดยไม่เคยสนใจถามถึงคำว่าหลี่ออกมาสักครึ่งคำ
หากสกุลซิ่วมีเมตตา ยินดีต้อนรับเด็กน้อยเอาไว้ในความดูแลก็นับว่าเป็บุญของหลี่หลงหยาง และถ้าพวกเขาขับไล่ไสส่งเด็กด้วยเกรงว่าจะทำให้เสื่อมเสียมาถึงสกุลตน ชายชราก็จะเดินทางไปที่เมืองซินซีที่อยู่ไกลออกไปเพื่อให้หลานชายได้เติบโตที่นั่นแล้วรอพบกับภรรยาคนที่สามของเขา
ภายในใจของหลี่หยุนนั้นคาดเดาเอาไว้ว่าญาติฝั่งมารดาของเด็กน้อยก็คงไม่ได้เห็นความสำคัญในตัวเด็กเท่าใดนัก พวกเขารู้ดีว่าหลี่หลงหยางถูกเนรเทศไปอยู่เมืองหย่งโจวเป็เวลา 5 ปี เมื่อครบกำหนดกลับไม่ได้ส่งคนมาสืบถามหาเด็ก ก็พอจะคาดเดาได้ว่าความหวังเื่การเปลี่ยนแซ่ของหลี่หลงหยางอาจมีอันต้องสลายไป แต่สิ่งนี้เขาไม่อาจใช้เพียงคำพูดมาสอนเด็กชายได้เพราะเด็กอาจเกิดอคติและสร้างปมกับท่านปู่ของตน มีเพียงการให้หลี่หลงหยางได้รับรู้ด้วยตนเองเท่านั้นจึงจะดีที่สุด
หลี่หยุนนำทองคำเม็ดเล็กอีก 1 เม็ดไปขายให้กับเถ้าแก่ที่โรงรับจำนำตามสัญญา และซื้อหาข้าวของที่จำเป็สำหรับการเดินทางอย่างครบครัน จ้างเกวียนวัวไว้ล่วงหน้าหนึ่งเล่ม เช่นนี้ทุกอย่างก็พร้อมแล้วสำหรับการเดินทางไกลอีกครั้ง ท่ามกลางความยินดีของหลี่หลงหยางที่ตื่นเต้นจนแทบควบคุมอารมณ์เอาไว้ไม่ได้
.........
"หลงเอ๋อร์ ปู่จะเล่านิทานให้เ้าฟังสักเื่หนึ่ง เ้าฟังและคิดตามให้ดีนะ" ชายชราอาศัย่เวลาที่ยาวนานอยู่บนเกวียนพยายามสอนเด็กชายในหลายเื่ ไม่ว่าจะมารยาทในการกิน การเดิน รวมถึงการพบปะผู้คน และนิทานก็เป็สิ่งหนึ่งที่เด็กน้อยตั้งใจฟังมากที่สุด
"สองสามีภรรยาคู่หนึ่ง พวกเขามีบุตรด้วยกันทั้งหมด 3 คน วันหนึ่งผู้เป็บิดาซื้อของเล่นมา 1 ชิ้นให้กับลูก 3 คนของเขาเพราะเขามีฐานะยากจน จึงมีเงินซื้อของเล่นได้เพียงชิ้นเดียวเท่านั้น เมื่อกลับมาถึงบ้านบุตรชายคนโตก็รีบวิ่งมาหยิบเอาของเล่นไปเป็ของตนเอง ส่วนน้องชายทั้งสองก็พยายามมองหาของเล่นชิ้นอื่น เมื่อไม่พบว่ามีของเล่นชิ้นอื่นอีกพวกเขาก็นั่งรอว่าบิดาจะกล่าวว่าอย่างไร"
"หลงเอ๋อร์จะไม่ทำอย่างพี่ชายคนโตเด็ดขาดขอรับท่านปู่ หลงเอ๋อร์จะรอให้ผู้ใหญ่มอบให้จึงจะหยิบเอามาได้" เด็กชายรีบยกมือขอพูดแทรกอย่างรู้ความ และเข้าใจว่าหลี่หยุนคงกำลังจะสั่งสอนตนเื่มารยาทที่ดีอีกตามเคย
"เก่งมาก นั่นถูกแล้ว เราไม่สามารถหยิบเอาของผู้อื่นมาโดยไม่ได้รับอนุญาตก่อนไม่ว่าจะเป็ของบิดามารดาของตนหรือของพี่น้อง"
"เข้าใจแล้วขอรับท่านปู่ แล้วอย่างนี้พี่ชายใหญ่จะถูกทำโทษหรือไม่ขอรับ"
"บิดาของเด็กทั้งสามขอของเล่นคืนจากพี่ชายคนโต และสั่งสอนเขาเหมือนดังที่เ้ากล่าวมาเมื่อครู่นั่นล่ะ สุดท้ายแล้วบิดาของเด็กสามคนก็ตัดสินใจมอบของเล่นชิ้นนั้นให้กับบุตรชายลำดับที่สอง โดยให้เหตุผลว่า น้องชายคนเล็กยังอายุน้อยเกินกว่าจะรักษาของเล่นชิ้นนั้นเอาไว้ได้ หากเขาโตขึ้นอีกหน่อยหรือแสดงออกว่ามีความรับผิดชอบ บิดาก็จะซื้อให้เขาภายหลัง ที่เขามอบของเล่นให้บุตรชายคนที่สองเพราะเขามีมารยาทดีและมีความรับผิดชอบจึงได้รับความไว้วางใจให้ของเล่นได้ ส่วนพี่ชายคนโตทำผิดที่อยากได้ของเล่นและไม่ยอมเสียสละให้น้องทั้งที่ตนอายุมากเกินกว่าจะเล่นเป็เด็กแล้ว บิดาจะทำโทษโดยการไม่ให้ของเล่นกับพี่ชายอีกต่อไป หลงเอ๋อร์คิดว่าท่านพ่อของเด็กๆ ทำถูกหรือไม่"
"หลงเอ๋อร์สงสารพี่ชายใหญ่ เขาจะไม่ได้ของเล่นอีกต่อไปเลยนะขอรับ" เด็กชายคิดอยู่นานกว่าจะกล่าวตอบออกมาได้
"ก็อย่างที่ปู่บอก พี่ชายคนโตอายุมากเกินกว่าจะเล่นเป็เด็ก เขาสมควรอยากได้สิ่งอื่นที่เหมาะสมกับตนมากกว่าที่จะอยากได้ของที่ไม่มีประโยชน์สำหรับเขา แล้วยังมาแย่งชิงเอาจากน้องชายอีก ปู่คิดว่าบิดาของเด็กทำถูกแล้วนะ"
หลี่จิ้งผงกหัวระรัวเร็วหลังจากที่ได้ฟังเหตุผลจากหลี่หยุน ก่อนหน้านี้เขาเองก็สงสารพี่ชายคนโตอยู่เช่นกัน และคิดว่าเด็กทั้งสามควรจะได้รับของขวัญคนละ 1 ชิ้นเท่ากัน เป็บิดาต่างหากที่กระทำผิด
"เราอาจจะอยากได้หรือขอสิ่งของหลายอย่าง แต่คำตอบที่ได้นั้นไม่ใช่ว่าเราจะต้องได้รับทุกอย่างที่้าเสมอไป บางครั้งคำขอหรือสิ่งของที่อยากได้เราจะได้รับมันทันทีเหมือนอย่างบุตรชายคนกลางเพราะทุกอย่างมันอยู่ใน่ที่สมควรและเหมาะสม บางครั้งคำขอของเราอาจจะต้องรอคอยให้ถึงเวลาก่อนจึงจะได้รับเหมือนอย่างน้องชายคนเล็กคือต้องรอไปก่อน และบางครั้งเราอาจจะไม่ได้รับสิ่งใดเลยเพราะสิ่งนั้นไม่เหมาะสมกับเราหรือเราทำผิดพลาดจนไม่สมควรจะได้รับเหมือนอย่างพี่ชายคนโต เ้าเข้าใจที่ปู่กล่าวหรือไม่"
หนึ่งเด็กชายตัวน้อย กับหนึ่งร่างิญญาตัวโตขมวดคิ้วมุ่นพยายามคิดตามคำกล่าวของหลี่หยุนไปทีละข้ออย่างใจเย็น และในที่สุดหลี่จิ้งก็เป็ผู้ที่เรียบเรียงคำพูดและเข้าใจได้ก่อน เขาถึงกับยกนิ้วให้กับสหายรักด้วยความนับถือ และอีกชั่วอึดใจในที่สุดหลี่หลงหยางก็ผ่อนคลายสีหน้าเคร่งเครียดลงอย่างเข้าอกเข้าใจ
"หลงเอ๋อร์จะขอในสิ่งที่เหมาะสมกับหลงเอ๋อร์เท่านั้น เช่นนี้หลงเอ๋อร์ก็จะไม่ผิดหวังใช่หรือไม่ขอรับท่านปู่"
"นั่นก็ใช่ แต่อย่าลืมเล่าว่าเราเพียงคิดถึงความ้าของเราเพียงฝ่ายเดียว หากเ้าต้องพบเจอสถานการณ์ที่ถูกปฏิเสธ หรือมีคนให้เ้ารอคอย เ้าก็ต้องยอมรับมันให้ได้ด้วย"
"เข้าใจแล้วขอรับท่านปู่ แต่ข้าขอเื่หนึ่งเถิด ข้าขอให้ท่านปู่อยู่กับข้าทุกวันอย่าแยกจาก ท่านปู่จะให้หรือจะปฏิเสธข้าขอรับ"
"ปู่จะอยู่กับเ้าทุกวัน ไม่แยกจาก" หลี่หยุนตอบเสียงสั่นน้ำตาคลอเมื่อรู้ว่าภายในใจของบรรพบุรุษน้อยยังคงเห็นว่าตนเองเป็คนสำคัญที่สุดในชีวิต
.........
ถึงเมืองฮวงหัว หลี่หยุนก็เปลี่ยนมาใช้เกวียนวัวของคนในท้องถิ่นสอบถามจนรู้ที่อยู่ของสกุลซิ่วเขาก็พาหลานชายเดินทางไปที่นั่นทันที
"นายท่านให้เชิญท่านทั้งสองเข้าไปด้านในขอรับ" บ่าวรับใช้ที่ออกมาต้อนรับสองปู่หลานที่หน้าร้านขายผ้าของสกุลซิ่วผายมือเชื้อเชิญสองปู่หลานให้เดินตามเขาเข้าไปด้านใน
สกุลซิ่วเปิดร้านขายผ้าและยังมีที่ดินที่ปลูกผลผลิตทางการเกษตรอยู่นอกเมืองอีกหลายแห่ง ผ่านอาคารด้านหน้าที่สร้างเป็หน้าร้านและโรงเก็บผ้าขนาดย่อมไปก็จะต้องเดินผ่านสวนดอกไม้เล็กๆ เพื่อเข้าสู่เรือนพักสามหลังที่หันหน้าชนกันปล่อยพื้นที่ตรงกลางเป็ที่โล่งมีกำแพงต้นไม้แยกส่วนของเรือนแต่ละหลังเอาไว้อย่างเป็ระเบียบ
บ่าวรับใช้วัยกลางคนพาสองปู่หลานเดินไปยังเรือนหลังสุดท้ายที่อยู่ด้านในสุดและมีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาสามเรือน ซึ่งหลี่หยุนคาดว่าเรือนใหญ่หลังนี้น่าจะเป็ของท่านตาและท่านยายของหลี่หลงหยางนั่นเอง
ก้าวเข้ามาด้านในภาพที่ชายชราได้เห็นคือห้องโถงขนาดใหญ่ที่โล่งกว้างมีโต๊ะรับแขกที่มีคนนั่งอยู่แล้วสี่คน บุรุษและสตรีสูงวัยสองคนนั่งเก้าอี้สองตัวที่หันออกมาทางหน้าประตู ทางด้านขวามือของพวกเขามีบุรุษวัยกลางคนสองคนนั่งอยู่ก่อนแล้ว และเก้าอี้สองตัวทางด้านซ้ายยังว่างอยู่ ส่วนสตรีและเด็กอีก 7-8 คนก็ยืนเยื้องไปทางด้านหลังของคนเ่าั้
"คำนับนายท่านและฮูหยิน" หลี่หยุนประสานมือคำนับคนทั้งสองที่นั่งตรงตำแหน่งประธานก่อน ทั้งที่ดูแล้วตนน่าจะอายุมากกว่าคนทั้งคู่ อย่างไรตนก็เป็แขกเขาจึงไม่คิดจะล่วงเกิน ส่วนหลี่หลงหยางก็คุกเข่าลงไปคำนับทุกคนตามคำสอนของท่านปู่ที่ได้สั่งเขาเอาไว้ก่อนแล้ว เพียงแต่เด็กชายไม่ได้เอื้อนเอ่ยคำใดออกมา เพราะตนยังไม่รู้ว่าจะเรียกขานพวกเขาว่าอย่างไรดี
"เ้าคือหลี่หลงหยางเช่นนั้นหรือ?" เสียงของชายชราดังขึ้นมาทำให้หลี่หลงหยางต้องเงยหน้าขึ้นมาอย่างลังเลใจ ตามที่ท่านปู่สอนเอาไว้ผู้าุโน่าจะอนุญาตให้ตนเองลุกขึ้นก่อนจึงจะถูก เวลานี้ยังไม่มีผู้ใดให้เขาลุก เขาจึงต้องคุกเข่าอยู่เช่นเดิมและเงยหน้าขึ้นตอบคำถามแทน
"ขอรับ ข้าคือหลี่หลงหยาง บุตรชายคนเล็กของบิดาหลี่เซิ่งและมารดาซิ่วชินอี๋ขอรับ" เด็กชายเงยหน้ามองผู้ชราสองคนด้วยสายตาเป็ประกายเต็มไปด้วยความหวัง