บทที่ 29 สิบปี
ดาบของหลินชีเยี่ยแทงทะลุใบหน้า ทว่านั่นไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้าาหน้ากากปีศาจกรีดร้องโหยหวน
สิ่งที่ทำให้าาหน้ากากปีศาจส่งเสียงคร่ำครวญทรมานเช่นนี้ คือดวงตาของหลินชีเยี่ย ภายใต้แสงสีทองอันร้อนระอุ ใบหน้าปีศาจราวกับเทียนที่ถูกเปลวไฟหลอมละลาย พลันหายไปอย่างรวดเร็ว
แม้ว่าประกายสีทองนี้จะปรากฏขึ้นเพียงชั่วขณะ แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้าาหน้ากากปีศาจที่ใกล้ดับสูญสิ้นชีพในบัดดล
ภายใต้สายตาของหลินชีเยี่ย ใบหน้าปีศาจพลันแข็งตัวกลายเป็ก้อนสสารกึ่งของแข็งที่เหี่ยวย่น ไม่เห็นร่องรอยของใบหน้าปีศาจอีกต่อไป
ในขณะเดียวกัน หลินชีเยี่ยรู้สึกได้ถึงกระแสอันอบอุ่นไหลผ่านมือที่กำดาบ ค่อย ๆ เข้าสู่ร่างกายของเขา
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ยกเท้าเหยียบร่างาาหน้ากากปีศาจ แล้วดึงดาบออกมา
ใคร่ครวญครู่หนึ่ง จึงโน้มตัวลงไปหยิบก้อนใบหน้าปีศาจสีขาวซีดขึ้นมา รู้สึกว่าตาพลันพร่ามัวจนเกือบจะล้มลงไปกองกับพื้น
แม้ว่าจะมีการเสริมพลังจากนักร่ายรำยามราตรี ทว่าหลังจากการต่อสู้อันดุเดือดและตึงเครียดเช่นนี้ พละกำลังของหลินชีเยี่ยก็ถูกใช้อย่างมหาศาล สิ่งสำคัญที่สุดคือการใช้ดวงตาทูต์เซราฟถึงสองครั้ง ทำให้พลังจิตที่มีอยู่น้อยนิดถูกใช้จนหมด ตอนนี้แม้แต่จะเดินก็ยังลำบาก
อย่างที่จ้าวคงเฉิงกล่าว ด้วยขั้นพลังของเขาในตอนนี้ การเผชิญหน้ากับาาหน้ากากปีศาจมีแต่ความตายเท่านั้นที่รออยู่
หากไม่ใช่เพราะหน่วยพิทักษ์ราตรีทำให้าาหน้ากากปีศาจาเ็สาหัสก่อน หากไม่ใช่เพราะจ้าวคงเฉิงยอมสละชีวิตเพื่อตัดแขนาาหน้ากากปีศาจ ถึงแม้เขาจะมีทั้งดวงตาทูต์เซราฟและ [นักร่ายรำยามราตรี] แต่ก็คงไม่มีทางเป็คู่ต่อสู้ของาาหน้ากากปีศาจได้อยู่ดี
นี่คือสิ่งมีชีวิตในตำนานที่ถูกส่งมายังโลกใบนี้
นี่คือ… ‘ขั้นชวน’
สายฝนไหลผ่านแก้ม เขาเดินโซเซย่ำผ่านแอ่งเืทีละก้าว มุ่งหน้าไปยังศพของจ้าวคงเฉิง
เขาเดินไปถึงข้างศพ แล้วค่อย ๆ ทรุดตัวลง
“ผมบอกคุณไปแล้วว่าการเป็วีรบุรุษน่ะ ไม่ใช่เื่ง่ายอย่างที่คิด” หลินชีเยี่ยมองร่างไร้ิญญาของจ้าวคงเฉิง พลางพึมพำกับตัวเอง “คุณเสี่ยงชีวิตต่อสู้อยู่ที่นี่ แล้วจะมีสักกี่คนที่รู้เื่นี้กัน?”
“คุณรู้ไหม? ตอนนี้ใจกลางเมืองที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยลี้ยังคงเต็มไปด้วยแสงสีเสียง”
“พวกเขากำลังร้องคาราโอเกะในผับ พวกเขากำลังกินอาหารอร่อย ๆ ในร้านหม้อไฟ พวกเขากำลังนอนกลิ้งบนเตียงในโรงแรม พวกเขากินป๊อปคอร์นในโรงหนัง…”
“แต่คุณ แต่คุณ!”
“กลับต้องมาตายอยู่ที่นี่อย่างเงียบงันไร้ซึ่งเสียง”
“พวกเขาไม่มีทางรู้ว่าท่ามกลางสายฝนที่โหมกระหน่ำนี้ มีชายคนหนึ่งถือดาบพิชิตสิ่งมีชีวิตในตำนานได้! และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่ตัวเองสามารถเล่นสนุกได้อย่างไร้กังวล… ก็เพราะมีคนยอมสละชีวิตเพื่อพวกเขา”
“ทำแบบนี้ มันคุ้มค่าจริง ๆ เหรอ?”
หลินชีเยี่ยจ้องมองใบหน้าซีดเซียวของจ้าวคงเฉิง ราวกับกำลังรอคอยคำตอบจากเขา
ทว่าน่าเสียดาย เขาไม่มีวันได้ยินคำตอบนั้นอีกแล้ว
หลินชีเยี่ยเอ่ยต่อ “คุณคิดว่าผมกลัวตายนักใช่ไหม?”
“คุณคิดผิดแล้ว ความตายน่ะ ผมไม่กลัวมันสักนิด”
“คุณคิดว่าเด็กที่เห็นทูต์มาั้แ่เด็ก ตาทั้งสองข้างมืดบอด ถูกขังอยู่ในโรงพยาบาลจิตเวช จะยังเกรงกลัวความตายอยู่อีกหรือ?”
“ผมเคยพยายามจบชีวิตตัวเองในความมืดมิดนับครั้งไม่ถ้วน แต่แสงสว่างก็ฉุดผมกลับมาทุกครั้ง”
“แสงสว่างที่ช่วยผม ไม่ใช่พวก ‘สรรพสิ่ง’ ในเมืองใหญ่ที่มุ่งมั่นแสวงหาตัณหา และบ่นถึงความอยุติธรรมของโลก!”
“...แต่เป็ครอบครัวของผมต่างหาก”
หลินชีเยี่ยเงยหน้า เหม่อมองท้องฟ้ายามรัตติกาลอันมืดมิด แล้วเอ่ยขึ้นอย่างช้า ๆ
“สรรพสิ่งไม่เคยช่วยผม แล้วทำไมผมต้องเอาชีวิตตัวเองไปปกป้อง ‘สรรพสิ่ง’ นั่นด้วย?”
“ดังนั้น… ผมจึงไม่อยากเป็หน่วยพิทักษ์ราตรี”
หลินชีเยี่ยผินหน้ากลับมา สายตาทอดมองไปที่บ้านหลังนั้นท่ามกลางสายฝน ดวงตาฉายแววลังเลใจออกมาเล็กน้อย
“แต่ผมคนนี้ติดหนี้บุญคุณใครไม่เป็”
“คุณช่วยชีวิตโลกทั้งใบของผมเอาไว้”
“ผม… พอจะทำอะไรเพื่อคุณได้บ้าง?”
หลินชีเยี่ยหยุดชะงัก แล้วพูดต่อ “ผมรู้ว่าสวัสดิการของหน่วยพิทักษ์ราตรีนั้นดี ถึงแม้คุณจะตายไป ภรรยาและลูก ๆ ที่บ้านก็ยังได้รับการดูแลเป็อย่างดี ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเื่งานศพ หน่วยพิทักษ์ราตรีต้องจัดการให้คุณอย่างสมเกียรติแน่นอน…”
“คุณก็ไม่ใช่คนขาดเงิน แถมผมก็ไม่มีเงินด้วย”
“แล้วผมจะใช้หนี้บุญคุณมหาศาลนี้ได้ยังไง?”
หลินชีเยี่ยนั่งเหม่อลอยอยู่ตรงนั้น หลังจากผ่านไปครู่ใหญ่ เขาก็หันกลับไปมองบ้านที่อยู่ไกลออกไปอีกครั้ง...
ท่ามกลางสายฝน กำปั้นทั้งสองข้างค่อย ๆ กำแน่น
ก่อนจะคลายออกอย่างหมดเรี่ยวแรง
เขาเหมือนตัดสินใจได้แล้ว ใช้ดาบยันพื้นแล้วลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก พึมพำกับตัวเอง
“ชั่วชีวิตนี้ หลินชีเยี่ยเป็หนี้บุญคุณคนแค่สามคน คุณป้าที่วิ่งวุ่นเพื่อผมมาสิบกว่าปี ลูกพี่ลูกน้องที่ผมเป็ภาระมานาน...”
“และคุณ… ผู้ที่ช่วยชีวิตครอบครัวของผม”
“คุณช่วยโลกทั้งใบของผม”
“เพื่อเป็การแลกเปลี่ยน”
“ผมจะช่วยปกป้องโลกของคุณเป็เวลาสิบปี”
“หลังจากสิบปี ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับหน่วยพิทักษ์ราตรีอีกต่อไป และจะไม่เกี่ยวข้องกับ ‘สรรพสิ่ง’ อีกต่อไป”
“ผมจะกลับมาที่บ้านหลังนี้ และใช้ชีวิตต่อไปตามปกติ”
“การแลกเปลี่ยนนี้... ยุติธรรมพอหรือยัง?”
หลินชีเยี่ยก้มหน้ามองจ้าวคงเฉิงที่นอนจมกองเื เขาแค่นอนนิ่งอยู่ตรงนั้นราวกับกำลังจมอยู่ในห้วงนิทรา
“ในเมื่อคุณไม่ขัดข้อง ก็ตกลงตามนี้นะ”
หลินชีเยี่ยปักดาบลงบนพื้น ผินกายไปทิศทางหนึ่ง... แล้วคุกเข่าลง
ที่แห่งนั้น ท่ามกลางสายฝนคือบ้านชั้นเดียวธรรมดา ๆ หลังหนึ่ง
“คุณป้า เสี่ยวชีต้องไปแล้วนะครับ โปรดให้อภัยที่ไปโดยไม่ร่ำลา”
“เพราะผมกลัวว่าถ้ากลับไป... จะไม่อยากจากไปไหนอีก”
“ได้ยินมาว่าสวัสดิการของหน่วยพิทักษ์ราตรีไม่เลวเลย ใน่สิบปีที่ผมทำงานหนัก เงินช่วยเหลือที่ได้รับก็เพียงพอที่จะให้คุณป้ากับน้องใช้ชีวิตได้อย่างสบายแล้ว รออีกสิบปีข้างหน้า เสี่ยวชีจะทำให้พวกคุณมีชีวิตที่ดีที่สุด…”
“บุญคุณที่เลี้ยงดูผมมา เสี่ยวชีจะตอบแทนในอีกสิบปีให้หลังนะครับ”
หลินชีเยี่ยคุกเข่าอยู่ท่ามกลางหยาดฝนโปรย หยดน้ำไหลลงมาตามปลายผม ทำให้ขอบตาของเขาเปียกชื้น
เขาก้มตัวลง โขกศีรษะลงกับพื้นอย่างหนักหน่วงหลายครั้ง แนบหน้าผากลงบนพื้นเป็เวลานาน ก่อนจะค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น
เขาลุกขึ้นยืนอย่างอ้อยอิ่ง มองบ้านชั้นเดียวเป็ครั้งสุดท้าย ก่อนจะชักดาบตรงออกจากพื้น...
แล้วหันหลังเดินจากไป
...
“เซียงหนาน! ฉันมาถึงย่านที่พักอาศัยเก่าแล้ว อาจ้าวอยู่ที่ไหน?!”
ท่ามกลางพิรุณที่โหมกระหน่ำ หญิงสาวสวมเสื้อคลุมสีแดงเข้มตัวเปียกโชกยืนอยู่บนถนน เธอสะพายกล่องยาวสีดำไว้ด้านหลัง โค้งตัวหายใจหอบถี่
“อยู่ที่ลานโล่งห่างจากเธอไปสองตึก” เสียงของอู๋เซียงหนานดังมาจากหูฟัง เขาเว้นวรรคไปครู่หนึ่ง น้ำเสียงค่อนข้างอึดอัด “หงอิง... เธอต้องเตรียมใจไว้ด้วย”
“เตรียมใจอะไร?”
“เราขาดการติดต่อกับเขามาหลายนาทีแล้ว และตำแหน่งเหรียญตราของอาจ้าวก็ไม่ขยับเขยื้อนมาหลายนาทีเช่นกัน…”
หงอิงม่านตาพลันหดตัวลง ทั่วทั้งร่างสั่นเทาเล็กน้อย ก่อนจะพุ่งออกไปข้างหน้าราวกับลูกธนู วิ่งฝ่าสายฝนอย่างรวดเร็ว!
“อย่าพูดไร้สาระ!! บางที... บางทีเขาอาจจะแค่เหนื่อย...” หงอิงกัดฟันแน่น น้ำเสียงเริ่มสั่นเครือ
“หงอิง…”
“อย่าพูดอะไรทั้งนั้น!!” หงอิงะโลั่น
“หงอิง! ตำแหน่งเหรียญตราของอาจ้าวขยับแล้ว!”
เมื่อได้ยินดังนั้น ดวงตาของหงอิงพลันเปล่งประกายขึ้นมา!
“ฉันก็รู้อยู่แล้ว ฉันรู้แล้ว... เขาไม่ตายง่าย ๆ แบบนั้นหรอก! เขาอยู่ที่ไหน?”
“เขากำลังเคลื่อนที่อย่างช้า ๆ เขา... กำลังเข้าใกล้เธอมากขึ้นเรื่อย ๆ”
หงอิงตกตะลึง ก่อนจะหยุดฝีเท้าโดยไม่รู้ตัว สายตาจับจ้องไปยังทางโค้งที่อยู่ไม่ไกล
เสียงฟ้าร้องดังกึกก้องสะท้อนมาจากเมฆฝนในระยะไกล สายฝนราวกับม่านน้ำที่บดบังทัศนวิสัยของเธอ
ในความมืดมิด ร่างของใครบางคนกำลังเดินฝ่าสายฝนเข้ามา
นั่นคือเด็กหนุ่มคนหนึ่ง
เขาสะพายดาบไว้ด้านหลัง
ในอ้อมแขนของเขากอดร่างของชายคนหนึ่งเอาไว้
เขาหยุดฝีเท้า แล้วรวบรวมพลังทั้งหมดที่มีะโก้อง!
ราวกับจะประกาศให้ทั้งโลกได้รู้!
“--ข้าพเ้าหลินชีเยี่ย ขอส่งท่านนายพลจ้าวคงเฉิงกลับมาด้วยชัยชนะ!!!”