ต้นที่ 3 ...
วันต่อมาผมกับป้าสร้อยก็ให้คนขับรถขับไปตามที่อยู่ที่เจอกันเมื่อวานในห้องของผม รถที่เรานั่งค่อยๆ ขับเรื่อยๆ ไม่เร่งรีบ เพราะผมอยากเห็นสภาพสิ่งแวดล้อมรอบด้านที่ผมต้องใช้ชีวิตอยู่แม้จะไม่คุ้นชินและต้องพยายามเรียนรู้สิ่งต่างๆ ใหม่ทั้งหมด แต่ก็รู้สึกตื่นเต้นและสนุกมากด้วย
“ป้าสร้อย ตึกแปลกๆ เขียวๆ นั้นอะไรเหรอครับ”
ผมถามป้าเมื่อมองออกไปแล้วเห็นตึกรูปร่างแปลกๆ เขียวๆ ที่จริงก็มีตึกรูปร่างแปลกๆ เยอะแยะเต็มไปหมด แต่สวนมากจะดูโล่งๆ ทำจากกระจกไม่เหมือนตึกสีเขียวๆ นั้นที่ผมมั่นใจว่าไอ้สีเขียวที่เห็นนี้คือต้นไม้แน่นอน ซึ่งบริเวณโดยรอบน้อยนักที่จะเห็นต้นไม้สักต้น นอกจากพวกบ้านของคนมีเงินหรือคฤหาสน์หรูๆ เท่าที่ผมสังเกตได้และถามป้าสร้อยไปเรื่อย
แต่ไอ้ตึกที่มีต้นไม้เต็มไปหมดทั้งตึกแบบนี้มันทำได้ยังไง
“อ๋อ ตึกเทอร์ควอยซ์กรุ๊ปค่ะ ที่คุณขจรทำงานวิจัยให้ไงคะ”
ผมมองตึกนั้นตาไม่กระพริบ อยากไป อยากไปัั ดูแล เอาใจใส่ ความรู้สึกแปลกๆ เหมือนคิดถึงคะนึงหาที่เกิดขึ้นในตอนนี้คงเป็เพราะผมชอบ ไม่สิ รักต้นไม้ ดอกไม้ มากแน่ๆ เลย ถึงได้เห็นต้นไม้เยอะๆ แบบนี้แล้วอยากจะพุ่งเข้าใส่เต็มทน
ผมเคาะหัวตัวเองเบาๆ ก่อนจะหัวเราะออกมานิดหน่อย แล้วหันไปมองป้าสร้อยที่มองหน้าผมยิ้มๆ
“อยากไปเหรอคะ จ้องตาเยิ้มเชียว ป้าเคยบอกแล้วว่าให้ไปเข้าทีมวิจัยกับคุณขจร ตอนที่ยังเรียนก็ทำท่าทางเหมือนจะเข้า สุดท้ายพอเรียนจบก็ไม่เข้าซะงั้น ป้าล่ะไม่เข้าใจจริงๆ” ป้าสร้อยส่ายหน้าระอาใส่ผม
“โธ่ ป้าเื่มันผ่านไปแล้วน่า จะเข้าตอนนี้เลยก็ได้” ผมรีบทำเสียงอ้อนเอาใจคนมีอายุทันที
“ว้าย ได้ยังไงคะ กำลังท้องกำลังไส้ไปทำงานวิจงวิจัยอะไรกัน” แล้วป้าสร้อยก็แว้ดขึ้นมาทำตาดุใส่ผม เฮ้อ เอาใจคนมีอายุเนี่ย ยากจังเลยนะ คุณหนูกันของป้าสร้อยชักเริ่มมึน
สุดท้ายก็มาถึงจุดหมายปลายทางจนได้ สิ่งที่อยู่ตรงหน้าของผมก็คือร้านดอกกันเกรา
ร้านสีขาวทั่วทั้งร้านติดกระจกรอบด้านพร้อมทั้งหลังคากระจกดูไม่จืดชืดเมื่อมีสีสันสดใสของหมู่มวลดอกไม้ที่รายล้อมอยู่ทั่วทั้งร้านทั้งข้างนอกและข้างใน ซุ้มไม้เลื้อยที่หน้าประตูดูเหมือนจะเชื้อเชิญให้ทุกคนเดินเข้าไปยังดินแดนแห่งบุปผ-ชาตินานาพันธุ์ แต่ก่อนที่ผมจะเข้าไปในร้านก็ต้องเงยหน้าขึ้นมองหลังคาอีกครั้ง ถึงจะติดกระจกทั้งหมดแต่ก็เป็หลังคาจั่วทรงไทยเหมือนที่บ้านและยังดูเข้ากันเป็เอกลักษณ์มากทีเดียว
“อืม ถูกใจมากเลย” ผมพึมพำกับตัวเองเบาๆ และอมยิ้มนิดๆ เห็นหลังคาจั่วทรงไทยแบบนี้แล้วรู้สึกเหมือนได้อยู่บ้านเลย
“มีอะไรหรือเปล่าคะ” ป้าสร้อยถามขึ้นมาเมื่อเห็นว่าผมไม่เข้าไปข้างในสักที กำลังตอบกลับไปว่าไม่มีอะไร ก็มีเสียงหนึ่งขัดขึ้นซะก่อน
“คุณกันเกรา!”
เสียงเรียกชื่อของผมพร้อมกับมีผู้หญิงคนหนึ่งวิ่งออกมาจากในร้านแล้วเข้ามาจับแขนจับไหล่สำรวจดูร่างกายผม ทำให้ผมได้แต่ยืนทำหน้าเอ๋อ
“หายไปไหนมาคะ ไม่มาที่ร้านตั้งหลายวัน!”
“เอ่อ คุณเป็ใครคะ” ป้าสร้อยถามเมื่อเห็นผู้หญิงคนนี้ยังไม่เลิกสำรวจร่างกายของผมสักที เธอชะงักปล่อยมือจากผมก่อนจะหันไปตอบคำถามป้าสร้อย
“ฉันลิลลี่ เป็ผู้จัดการร้านดอกกันเกราค่ะ” เธอตอบพร้อมกับฉีกยิ้มสดใสให้ผมกับป้าสร้อย
หลังจากแนะนำตัวเสร็จ เธอก็รีบพาพวกเราเข้าไปในร้านไปนั่งมุมในสุดของร้านที่เธอบอกว่าเป็มุมโปรดของผม ลิลลี่ถามคำถามที่ยังไม่ได้คำตอบกับผมอีกครั้ง แต่เป็ป้าสร้อยที่อธิบายแทนผมทั้งเื่ความจำเสื่อมและเื่ท้อง
“ตายแล้ว! แล้วอย่างนี้จะทำยังไงคะเนี่ย!”
“อะไรหรอครับ” ผมเอียงหน้ามองลิลลี่อย่างสงสัย หรือจะกังวลเื่พ่อของเด็กในท้องผม แต่เมื่อกี้ป้าสร้อยยังไม่ได้พูดเลย ว่าผมไม่รู้ว่าพ่อเด็กในท้องเป็ใคร บอกแค่ว่าผมท้องเฉยๆ และลิลลี่ก็ไม่มีท่าทีใอะไรด้วย หรือว่ารู้อยู่แล้ว
“โอ๊ย ก็อย่างนี้ไงคะ ลิลลี่จะเป็ลม ขนาดกันเกราคนเก่าแรงๆ เริ่ดๆ ดุๆ กว่าจะพ้นปากเหยี่ยวปากกายังเหนื่อยแทบแย่ แล้วกันเกราเอ๋อๆ ซื่อๆ สุภาพๆ แบบนี้จะไหวไหมคะเนี่ย!” ลิลลี่ทำท่าเหมือนจะเป็ลมไปซบไหล่ป้าสร้อย โอเว่อร์สุดๆ ดูเป็คนล้นๆ ยังไงไม่รู้
“ทำไมเหรอ ผมมีศัตรูเยอะอย่างงั้นเหรอ”
“ก็ไม่เชิง มีหลากหลายรูปแบบที่เข้ามา หน้าอย่างคุณกันเกราเนี่ย อืม จะว่ายังไงดี ดึงดูดผู้คนล่ะมั้ง”
เน้นจังเลยนะคำว่าคุณกันเกราเนี่ย ดูล้อเลียน ประชดประชันยังไงไม่รู้ แต่ก็ดูจริงใจไม่เสแสร้งดี เป็เพื่อนที่ดีได้ล่ะนะ
“แล้วไหนจะป้าดาหลา ยัยเดหลีอะไรนั่นอีก ระวังตัวดีๆ ล่ะ กลับไปอยู่บ้านนั้น”
“หนูลิลลี่ไม่ต้องห่วงหรอกคะ มีป้าอยู่ทั้งคน ทีนี่ล่ะใครจะมาทำอะไรคุณหนูกันของป้า ป้าจะไม่ยอมอีกแล้ว มันต้องตายกันไปข้างหนึ่ง!” ป้าสร้อยทำสีหน้าท่าทางพร้อมรบเต็มที่ หันไปจับไม้จับมือกับลิลลี่ที่ท่าทางถูกอกถูกใจป้าสร้อยมากเลยทีเดียว
ลิลลี่ทำสีหน้าภูมิอกภูมิใจเหมือนหาพรรคพวกเข้าร่วมอุดมการณ์พิทักษ์กันเกราได้แล้วสักร้อยคน
“ดีมากค่ะ! ป้าสร้อยลิลลี่ฝากด้วยนะคะ” ก่อนที่ทั้งสองคนจะออกนอกทะเลไปไกลผมเลยพูดขัดขึ้นมา
“เอ่อ ที่จริง่นี้ป้าดากับเดหลีก็ไม่ค่อยมายุ่งกับกันแล้วนะ ไม่ค่อยเห็นสักเท่าไหร่”
ผมพูดตามความจริงไม่ได้แก้ตัวให้ใคร แต่่นี้ไม่เห็นพวกเขาจริงๆ จะว่าไปก็เหงาๆ หูเหมือนกันนะเนี่ย ไม่มีใครด่าเลย? เอ๊ะ! ดูเหมือนผมจะเป็มาโซชอบให้คนด่าชอบความเ็ปหรือเปล่าเนี่ย พอไม่โดนป้าดาด่า ก็รู้สึกเหงาๆ ชอบกล
“โอ๊ย แบบนี้ยิ่งไว้ใจไม่ได้ค่ะคุณกันเกรา ที่ไม่ว่างมาวุ่นวายด้วยคงเพราะไปหาวิธีจับคุณรัสคัสมาเป็ลูกเขยนะสิ!”
ความคิดฟุ้งซ่านของผมหยุดชะงักลงทันที ใจเต้นกระตุกอย่างรุนแรง เมื่อได้ยินชื่อที่ลิลลี่พูดขึ้นมา ใครกันนะ เขาเป็ใคร ทำไมร่างกายของผมถึงมีความรู้สึกแบบนี้ ไม่เข้าใจเลย อยากจะถามให้ชัดเจนแต่ก็ต้องละความสนใจและหันไปที่ประตูเมื่อมีเสียงกระดิ่งดังขึ้นเวลามีคนเปิดประตูเข้ามา
กรุ๊งกริ๊ง...
“มิ้น สน ทำไมไม่เข้าหลังร้านล่ะ” ลิลลี่หันไปพูดกับเด็กผู้ชายสองคนที่เข้ามาในร้าน อายุน่าจะน้อยกว่าผมหลายปี คนหนึ่งตัวสูงใหญ่อีกคนตัวเล็กน่ารักเห็นแล้วอดยิ้มไม่ได้เลย
“ขอโทษครับ พวกเรากลัวสายเลยรีบวิ่งเข้ามา”
คนตัวเล็กพูดบอกเหตุผลพร้อมกับเหลือบมองมาทางผมนิดหน่อยอย่างไม่กล้าสบตา หือ กลัวงั้นเหรอ หน้าตาเราน่ากลัวงั้นเหรอ คนน่ารักถึงได้ไม่กล้ามอง โอ๊ย คุณกันเกราเสียใจ กระซิก กระซิก
“จ้าๆ เข้าใจแล้ว เร็วรีบไปเปลี่ยนชุด” ลิลลี่โบกมือไล่เด็กๆ ก่อนจะหันมาอธิบายให้ผมฟัง
“เด็กในร้านตัวสูงชื่อสน ตัวเล็กชื่อมิ้น”
“งั้นเหรอ อืม งั้นกันไปช่วยงานบ้างดีกว่า ตอนอยู่ที่ร้านกันทำอะไรบ้าง”
ผมพยักหน้าทำความเข้าใจก่อนจะหันไปอ้อนป้าสร้อยว่าอยากช่วยงานในร้าน และหันมาถามลิลลี่ที่ผมเริ่มรู้สึกสนิทใจมากขึ้น
“จะทำอะไรล่ะคะ นั่งกระดิกเท้าชี้นิ้วสั่งอย่างเดียว” ลิลลี่นั่งไขว้หางชี้ไปเรื่อยทำท่าทางประกอบ
“จริงเหรอ…” ผมหน้าเจื่อนลงทันที เมื่อก่อนผมเป็คนยังไงกันแน่นะ ทั้งๆ ที่คิดว่าเื่มันผ่านไปแล้วไม่ต้องไปสนใจแต่ก็อดสงสัยไม่ได้อยู่ดี
“ล้อเล่น! คุณกันเกราเก่งหมดทุกอย่างเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็จัดดอกไม้ รอยพวงมาลัย ปลูกต้นไม้ ใส่ปุ๋ย พรวนดิน ไถนา ดำนา เกี่ยวข้าว…” ผมต้องรีบพูดหยุดลิลลี่ที่ทำท่าจะสาธยายพูดต่อไปเรื่อยไม่จบไม่สิ้น
“เอ่อ แค่นี้คงพอแล้วมั้ง มากกว่านี้คงหุงข้าวพร้อมเสิร์ฟพอดี”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า” จบประโยคที่ผมพูดทุกคนก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน เหลือบไปเห็นสนกับมิ้นที่มองมาทางผมและทำหน้าแปลกใจด้วยกันทั้งคู่ การที่ผมหัวเราะเนี่ยดูแปลกมากหรอ
หลังจากนั้นผมก็ลองช่วยจัดดอกไม้ ร้อยพวงมาลัย สนุกมากๆ เลย ป้าสร้อยก็ช่วยด้วย และที่ไม่น่าเชื่อคือผมทำได้ดีมากจนลิลลี่อดแซวไม่ได้ว่าความจำเสื่อมจริงหรือเปล่าเนี่ย
ก่อนที่ลิลลี่จะออกไปเอาดอกไม้มาเพิ่ม ที่หลังร้านมีโรงเรือนปลูกดอกไม้เองด้วย แต่ขนไปกันหมดแบบนี้ ก็เหลือแค่ผมที่อยู่หน้าร้านคนเดียวนะสิ ถ้าลูกค้ามาจะทำยังไงล่ะเนี่ย!
กรุ๊งกริ๊ง...
นั่นไง ยังทันขาดคำลูกค้ามาแล้ว มีผู้หญิงวัยกลางคนเดินเข้ามาในร้านเป็คนที่สวยมากเลยและตามมาด้วยผู้หญิงอีกสองคนที่ผมเห็นแล้วต้องกรอกตามองบน ์ช่างกลั่นแกล้ง เพิ่งพูดถึงไปไม่นานก็ส่งตัวเป็ๆ มาหาถึงที่ ฮือ
“กันเกรา…” ทั้งสองคนชะงักเมื่อเห็นผมและพึมพำชื่อออกมาพร้อมกัน หัวคิ้วขมวดมุ่นก่อนจะคลายออกแล้วยิ้มเยาะ
“เอ๊ะ รู้จักกันเหรอคะ” ผู้หญิงวัยกลางคนเอ่ยถามป้าดา เมื่อเห็นพวกเรายืนจ้องหน้ากันอยู่นาน
“ดิฉันลำบากใจจริงๆ ค่ะ ไม่ค่อยอยากจะพูดเท่าไหร่ คุณพลอยไพลินคงจะรู้ว่าดิฉันรับเลี้ยงลูกของน้องชายคุณขจรไว้ ก็คือเด็กคนนี้ค่ะ กันเกรา แต่เรียนจบมาก็ไม่ยอมเข้าทีมวิจัยช่วยคุณขจรเลย วันๆ ไม่เคยอยู่ติดบ้าน นี่ดิฉันก็เพิ่งจะรู้เดี๋ยวนี้เองนะคะ ว่ามาเป็ลูกจ้างคนอื่นเขาแบบนี้”
ป้าดาเอามือทาบอกทำท่าทางลำบากอกลำบากใจที่ต้องพูดเื่น่าอายภายในครอบครัวให้คนอื่นฟัง
“อ๋อ อย่างงั้นหรอคะ” ผู้หญิงวัยกลางคนที่น่าจะชื่อคุณพลอยไพลินพยักหน้าเข้าใจ หน้านิ่งๆ ที่แสดงออกมาทำให้คาดเดาไม่ได้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่
“นั่นสิกัน มาเป็ลูกจ้างคนอื่นเขาแบบนี้มันจะได้อะไร งานวิจัยของคุณพ่อก็เยอะแยะมากมายทำไมไม่ไปช่วย อ่อ ลืมไป กันคงไม่ค่อยถนัดเื่ใช้สมองสินะ เดหลีเข้าใจ” ปากพูดเข้าใจแต่หน้าเนี่ยมันเยาะเย้ย ดูถูกกันชัดๆ
“ก่อนเข้าร้านได้อ่านชื่อร้านบ้างหรือเปล่า” ผมถามป้าดากับเดหลีที่หันไปมองหน้ากันอย่างงงๆ
“คงไม่มีเ้าของร้านคนไหนเอาชื่อคนอื่นมาตั้งเป็ชื่อร้านตัวเองหรอกครับ นี้คือร้านดอกกันเกรา” ผมพูดช้าๆ ชัดๆ เน้นยำตรงชื่อร้านให้เข้าใจความหมายว่าผมคือเ้าของร้านไม่ใช่ลูกจ้าง
“เสร็จหรือยังครับ คุณแม่”
เพราะมัวแต่ตอกกลับคู่แม่ลูกมหาภัยเลยไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้าง แต่เสียงของคนคนหนึ่งที่ดังขึ้นมาก็ทำให้ผมต้องสะดุ้ง แล้วหันไปมองที่มาของเสียงอย่างรวดเร็ว
ผู้ชายที่เปิดประตูและเดินเข้ามาทำให้ผมต้องจ้องหน้าเข้านิ่งโดยไม่อาจละสายตาไปไหนได้และเผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว หัวใจกระตุกเต้นอย่างรุนแรง มือเย็นเฉียบและสั่นเทา ใบหน้านิ่งๆ และมองดูผู้คนด้วยหางตาแบบนั้นทำให้ขอบตาผมร้อนผ่าวและสั่นระริกโดยไม่ทราบสาเหตุ
ไม่ไหวแล้ว แบบนี้ไม่ไหว น้ำตาจะไหลแล้ว ใครก็ได้
ใครก็ได้ช่วยที!!
“ร้านดอกกันเกรายินดีต้อนรับค่ะ!” เสียงของลิลลี่ดังขึ้นจากข้างหลังก่อนจะมายืนอยู่ข้างๆ ผมแล้วกระซิบบอก
“ไปหลังร้านก่อนไป” ผมพยักหน้าหงึกหงัก ก่อนจะรีบวิ่งไปหลังร้านทันที
หลังจากปิดประตูลงผมก็ทรุดตัวนั่งลงกับพื้นอย่างหมดแรง แทบไม่มีเรี่ยวแรงเหลืออยู่ น้ำตาไหลออกมาอย่างไม่ขาดสาย ไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจเลย ความรู้สึกแบบนี้ ทำไมถึงเจ็บ เ็ปแบบนี้
“ฮึก...ฮือ” ผมยกมือขึ้นกุมตรงหัวใจเอาไว้ ทำไมถึงเต้นแรงแบบนี้ พยายามจะห้ามไม่ให้น้ำตาไหลอีกก็ทำไม่ได้ เพียงแค่คิดถึงใบหน้าของผู้ชายคนนั้นหัวใจก็ยิ่งบีบรัดเต้นรัวเร็ว ไม่ไหวแล้วเวียนหัว ชักเริ่มรู้สึกปวดหัวแล้วสิ อึก แน่นหน้าอกอยากจะอ้วก
“อึก...อ๊วก อ่อก แค่ก...แค่ก” ถึงผมจะพยายามยกมือขึ้นปิดปากตัวเองเอาไว้ แต่สุดท้ายก็ไม่ช่วยอะไร
อ้วกออกมาจนได้…
แต่ถึงจะอ้วกออกมาเท่าไหร่ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกดีขึ้นเลย ความรู้สึกตอนนี้มันสับสน เ็ป หูอื้อตาลายไปหมด ได้ยินแค่เสียงแว่วๆ ของป้าสร้อยกำลังพูดอะไรสักอย่าง
“ว้าย! คุณหนูกันของป้า สน! สนมาช่วยป้าหน่อยเร็ว!”
อือ พูดอะไรกันไม่เข้าใจเลย
ผมหรี่ตาพยายามมองดูหน้าป้าสร้อยแต่ก็ไม่สามารถทำได้ หลังจากนั้นก็ไม่รับรู้อะไรอีกเลย
สามารถติดตามเราได้ที่เพจเฟสบุ๊ค Bingbing189
ขอบคุณทุกคนมากๆ ค่ะ ^^