บทที่ 18 กล้าหลอกข้าหรือ
เนื้อก็คือเนื้อ ต่อให้มีเพียงนิดเดียว แต่ถ้าัักับกระทะแล้ว กลิ่นและรสชาติย่อมต่างจากอาหารที่ทำในกระทะที่ไม่เคยผ่านการใช้ทอดเนื้อมาก่อน
หนิงลั่วเริ่มจากการนำหมูเค็มลงทอดในกระทะร้อนจนไขมันละลาย เพื่อให้กลิ่นหอมกระจายไปทั่วกระทะ จากนั้นจึงใส่หมูเค็มหั่นชิ้นลงไปผัดต่อ เมื่อโดนความร้อน ไขมันจากเนื้อหมูก็เริ่มละลายออกมา ไม่นาน กลิ่นหอมของหมูเค็มก็อบอวลไปทั่วทั้งห้องครัวเล็กๆ
เมื่อผัดจนเนื้อหมูเปลี่ยนเป็สีเหลืองทอง หนิงลั่วก็แยกเนื้อหมูและน้ำมันที่แตกออกมาเก็บไว้ในถ้วยเล็กๆ
จากนั้นหยิบหมูเค็มประมาณสิบกว่าชิ้นมาสับให้เป็หมูเค็มสับ แล้วสับขิงกับกระเทียมให้ละเอียด
ชาวบ้านที่นี่ไม่ค่อยนิยมรับประทานขิงและกระเทียม เพราะคิดว่ามีกลิ่นฉุนแรงเกินไป โดยเฉพาะกระเทียม หากกินเข้าไปแล้ว กลิ่นจะติดปากไปนาน
ดังนั้นหนิงลั่วจึงจัดการกับสองสิ่งนี้ก่อน หยิบถ้วยเล็กๆ มาใส่ขิงสับกับกระเทียมสับ จากนั้นเพิ่มไฟให้แรงขึ้นอีกเล็กน้อย แล้วนำไปนึ่งครู่หนึ่ง ขิงและกระเทียมเมื่อผ่านการนึ่ง กลิ่นฉุนจะลดลง ซ้ำยังซึมซับรสชาติเค็มหอมของหมูเค็ม ทำให้ใช้เป็เครื่องปรุงรสได้ดีขึ้น
ด้วยข้อจำกัดของวัตถุดิบที่มีอยู่ หนิงลั่วตัดสินใจทำแป้งทอดยัดไส้ผัก เป็อาหารที่ใช้วัตถุดิบง่ายๆ แต่รสชาติอร่อยจนลืมไม่ลง
จากวัตถุดิบที่มีอยู่ หนิงลั่วคิดว่านี่เป็อาหารที่ดีที่สุดที่นางจะทำได้ในตอนนี้
หนิงลั่วเริ่มจากการนวดแป้งให้เป็แผ่นยาว จากนั้นใส่เครื่องปรุงทั้งหมดลงในผักป่าที่หั่นไว้ รวมถึงขิงและกระเทียมที่นึ่งแล้ว แล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน
จากนั้นนำไส้ที่ปรุงรสแล้วมาโรยให้ทั่วบนหน้าแป้งยาว แล้วค่อยๆ ม้วนเพื่อให้ไส้กระจายทั่วถึงในเนื้อแป้ง สุดท้ายรีดให้เป็แผ่นบางๆ คล้ายแป้งพิซซ่า
หลังยัดไส้ผักป่าในแป้งเสร็จ หนิงลั่วยังไม่รีบทอดทันที เพราะถ้าอยากได้รสชาติดีที่สุด ต้องกินตอนร้อนๆ ที่เพิ่งทอดเสร็จเท่านั้น
สำหรับบางคน อาจชอบจิ้มกับน้ำจิ้มปรุงรส แต่หนิงลั่วชอบกินแบบดั้งเดิม นางชอบแป้งที่กรอบนอกนุ่มใน สองด้านที่ถูกทอดจนเป็สีน้ำตาลทอง เมื่อกัดเข้าไปจะได้รสชาติของไส้ที่ซึมเข้าไปในแป้ง กรอบ หอม อร่อยอย่างที่สุด
ไม่ต้องกังวลเื่เตาอบเลย เพราะถึงไม่มีเตาอบโดยเฉพาะ ก็สามารถใช้กระทะแทนได้ แม้จะใช้เวลาทอดนานขึ้น แต่ก็เพียงพอสำหรับทำกินกันเองภายในบ้าน
หลังจากนั้น หนิงลั่วนำเห็ดหูหนูป่าที่เก็บมาไปแช่น้ำไว้ รอให้พองตัว ซึ่งสามารถใช้เป็เครื่องปรุงหรือใส่ในน้ำแกงหมูได้อย่างลงตัว
เสียดายที่ปลาหลี่นั้นตัวเล็กเกินไป ไม่สามารถนำมาทำเป็ลูกชิ้นปลาได้ หนิงลั่วจึงเลือกหั่นเนื้อปลาเป็ชิ้น ส่วนก้างปลากับส่วนที่ติดกระดูก นางหั่นเป็ชิ้นสำหรับทำปลาตุ๋น ส่วนเนื้อปลาส่วนที่อ่อนนุ่มก็เตรียมไว้สำหรับทำปลาต้มเผ็ด
เมนูปลาต้มเผ็ดนั้นทำง่ายมาก แค่ปรุงรสให้ถูกต้องจะช่วยกระตุ้นความอยากอาหารได้เป็อย่างดี ที่สำคัญ น้ำแกงปลานี้สามารถใส่ผักกาดขาวหรือหัวไชเท้าเพิ่มลงไปได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มรสชาติให้น้ำแกงมีความกลมกล่อมมากยิ่งขึ้น
กลิ่นหอมจากครัวลอยไปไกลจนหนิงฮวนที่ปกติไม่เคยตื่นเช้า ยังต้องลุกขึ้นมาเพราะกลิ่นอาหาร
“ท่านแม่ นี่เป็กลิ่นอะไร หรือว่ามีบ้านไหนจัดงานมงคล” ที่แท้หนิงฮวนตื่นก็เพราะความหิว เมื่อคืนนางแทบไม่ได้กินอะไรเลย ตอนนี้พอตื่นมาก็ได้กลิ่นหอมของอาหารลอยมาจากหน้าต่าง นางถึงกับน้ำลายสอ
เฉินซื่อไม่คิดเลยว่าวันนี้บุตรสาวจะตื่นก่อนนางเสียอีก เมื่อลืมตาขึ้นมองออกไปนอกหน้าต่างก็พบว่าดวงอาทิตย์ลอยสูงแล้ว เฉินซื่อใจนหน้าถอดสี รีบลุกขึ้นใส่เสื้อผ้าอย่างลนลาน ขณะเดียวกันก็บ่นพึมพำไปด้วยว่า “ลูกเอ๋ย ข้าจะทำอย่างไรดี ข้ายังไม่ได้ทำสิ่งที่แม่เฒ่าสั่งไว้สักอย่างเลย”
ทันใดนั้น เฉินซื่อก็นึกถึงคำเตือนที่ย่าหนิงพูดเมื่อคืน ‘ก่อนข้ากลับมาจากตลาด เ้าต้องทำความสะอาดทั้งลานบ้านและเรือนด้านในให้เรียบร้อย ถ้าไม่เสร็จล่ะก็ เจอดีกันแน่!’
แค่คิดถึงว่าเช้านี้ไม่เพียงแค่ตื่นสาย แต่ยังนอนยาวจนสายโด่ง เฉินซื่อก็ไม่รู้จะอธิบายกับย่าหนิงอย่างไรดี นางรีบหันไปฝากความหวังไว้ที่บุตรสาว เอ่ยกับหนิงฮวนที่กำลังยืนหวีผมอยู่หน้าประตูว่า “ฮวนเอ๋อร์ เ้าช่วยพูดดีๆ กับท่านย่าของเ้าได้หรือไม่ เดี๋ยวข้าจะรีบไปกวาดลานบ้านเลย”
หนิงฮวนไม่อยากรับภาระนี้ จึงตอบกลับด้วยน้ำเสียงเ็า “ท่านแม่ เื่นี้เป็ปัญหาของท่านเอง ทำไมต้องลากข้าเข้าไปเกี่ยวด้วย ท่านก็รู้ว่าข้าทำงานบ้านที่ต้องใช้แรงเช่นนั้นไม่ได้ อนาคตข้าต้องเป็ฮูหยินใหญ่ หากนิ้วมือของข้าหยาบกร้าน ใครจะอยากแต่งงานกับข้ากัน” ขณะพูด นางก็หยิบขวดน้ำยาทาเล็บดอกเทียนออกมาทาลงบนเล็บมืออย่างบรรจง
เฉินซื่อได้ยินเช่นนั้นก็คิดว่าที่บุตรสาวพูดก็มีเหตุผล จึงเร่งรีบแต่งตัว “เช่นนั้นข้าจะรีบไปแล้วกัน เ้าก็หาอะไรกินเองนะ” จากนั้นนางก็รีบใช้มือสางผมและจัดทรงผมอย่างลวกๆ ไม่กี่ทีแทนการใช้หวี
แต่ขณะที่กำลังจะออกไป หนิงฮวนกลับมองเฉินซื่อด้วยสายตาไม่พอใจ “ท่านแม่! ท่านจะออกไปทั้งสภาพนี้หรือ ท่านจะแต่งตัวเช่นนี้ไปพบสะใภ้ใหม่ของบ้านเราหรือ นี่มันขายหน้ามากเลยนะ!”
“เพราะเหตุใดเล่า” เฉินซื่อมองบุตรสาวอย่างงุนงง ก่อนจะหันกลับไปส่องกระจก นางใทันทีที่เห็นตัวเองในเงาสะท้อน ผมเผ้ายุ่งเหยิง ร่างอวบอ้วนเหมือนถังน้ำ ไม่มีความสง่างามเลยแม้แต่นิดเดียว
สิ่งเดียวที่ทำให้นางพอใจคือชุดที่ใส่อยู่ เหมือนการแต่งกายของฮูหยินผู้มีฐานะ ร่างกายอวบอ้วนของนางเป็สิ่งที่สตรีทั่วไปไม่มี โดยเฉพาะหน้าอกที่อวบอิ่มนี้
คิดได้เช่นนี้ เฉินซื่อก็กลับมามั่นใจอีกครั้ง วันนี้เป็วันที่น้องสะใภ้สามเข้าบ้าน นางต้องแสดงความเป็พี่สะใภ้ใหญ่ให้สมศักดิ์ศรี! จึงหยิบหวีไม้ออกมาหวีผมตัวเองให้ดูเรียบร้อยขึ้น จากนั้นเปิดกล่องไม้เล็กๆ หยิบปิ่นดอกหวงชุนออกมา นี่เป็เครื่องประดับที่นางโปรดปรานมาก ปกติแทบไม่กล้าเอาออกมาใช้เลย
เฉินซื่อหยิบปิ่นขึ้นมาพิจารณา เห็นว่าพื้นผิวเงินเริ่มหมองคล้ำ จึงเป่าลมใส่แล้วใช้แขนเสื้อขัดให้ขึ้นเงา ในที่สุดปิ่นก็กลับมาเป็ประกายอีกครั้ง นางปักปิ่นลงบนผมเฉียงข้างใบหู ทำให้ดูสง่างามมากขึ้น
แต่ไม่ทันที่เฉินซื่อจะก้าวออกจากประตู ปิ่นที่ปักบนผมก็ถูกหนิงฮวนดึงไปเสียก่อน แล้วปักลงบนผมของตนเองแทน “ท่านแม่ ท่านปักปิ่นนี้ดูเชยมาก ปิ่นที่ดูอ่อนช้อยเช่นนี้เหมาะกับใบหน้าของข้ามากกว่า”
รอยยิ้มบนหน้าของเฉินซื่อหายวับไปทันตา ใบหน้าตึงเรียบ นางรู้สึกเสียใจเล็กน้อย เพราะของดีๆ ที่อยู่ในมือมักจะถูกบุตรสาวหยิบไปเสมอ วันนี้ก็ไม่เว้น จึงอดไม่ได้ที่จะพูดว่า “ฮวนเอ๋อร์ คราวก่อนแม่ซื้อปิ่นก้านทองให้เ้าไม่ใช่หรือ ทำไมวันนี้ไม่ใช้ล่ะ”
“ท่านแม่ ปิ่นเล่มนั้นมีค่ามาก ถ้าข้าใส่ออกไป แล้วพวกคนจากบ้านรองหรือท่านย่าเห็นเข้า พวกเขาอาจจะแย่งไปก็ได้ ท่านยกปิ่นเล่มนี้ให้ข้าเถอะ อีกหน่อยเมื่อข้าแต่งงาน ของพวกนี้ก็ต้องกลายเป็สินเดิมของข้าอยู่ดี”
“แต่ว่า...” เฉินซื่อลังเล
“ไม่มีแต่หรอก ท่านแม่เองก็เห็นอยู่แล้ว ใส่ไปก็เปลืองเปล่าๆ” พูดจบ หนิงฮวนก็เปิดประตูเดินออกไปทันที
เฉินซื่อรู้สึกเสียใจ แต่สุดท้ายก็ยอมจำนน นางพูดเสียงอ่อนว่า “ก็ได้ ถ้าเ้าชอบก็เอาไปเถอะ แต่เ้าต้องคืนให้ข้านะ”
“ท่านแม่ช่างตระหนี่เสียจริง ก็แค่ปิ่นเก่าๆ เล่มเดียว ข้าจะอยากได้ของท่านทำไม” แต่ทุกสิ่งที่ตกอยู่ในมือหนิงฮวนไม่เคยถูกส่งคืนให้เ้าของเดิมอีกเลย
หลังจากนั้นไม่นานเฉินซื่อกับหนิงฮวนก็ย่องมาที่ลานบ้านราวกับหัวขโมย เฉินซื่อกลัวว่าย่าหนิงจะกลับมา จึงจับไม้กวาดทำท่ากำลังกวาดลานบ้าน ส่วนหนิงฮวนได้รับมอบหมายให้ไปแอบฟังว่าเกิดอะไรขึ้นในครัว
“แม่เฒ่ายังไม่กลับมาใช่หรือไม่” เฉินซื่อเหลือบมองไปทางเรือนใหญ่ ไม่เห็นรองเท้าของย่าหนิง ปกติย่าหนิงมีรองเท้าสำหรับใส่ออกไปข้างนอก และเมื่อกลับมาจะรีบซักแล้วนำไปตากแดด
หนิงฮวนได้กลิ่นอาหารหอมกรุ่นลอยออกมาจากห้องครัว นางรีบเขย่งเท้ายืนอยู่ที่ขอบหน้าต่างแล้วมองเข้าไป ข้างในดูวุ่นวายเล็กน้อย คิดว่าบางทีย่าหนิงอาจเป็คนทำอาหารเอง แต่เมื่อมองไปสักพักก็เห็นแค่หนิงเวยกับหนิงลั่วจากบ้านรองเท่านั้น
สิ่งที่ทำให้หนิงฮวนโกรธที่สุดก็คือหนิงลั่วกำลังยืนทำอาหารอยู่หน้าเตา!
นางเด็กบ้านี่มีแรงขนาดนี้ แสดงว่าที่ผ่านมาจะต้องโกหกว่าตัวเองป่วยแน่ๆ!
เมื่อไม่เห็นย่าหนิงอยู่ในครัว หนิงฮวนก็ไม่กลัวอีกต่อไป นางหันไปบอกเฉินซื่อว่า “ท่านแม่ ท่านย่าไม่อยู่ มีแค่นางเด็กสองคนจากบ้านรอง!”
พูดจบ หนิงฮวนก็ยกเท้าถีบประตูไม้ของห้องครัวทันที
เพราะลมข้างนอกแรง หนิงเวยจึงใช้เก้าอี้ขาเดียวค้ำประตูไว้ เมื่อถูกหนิงฮวนเตะเข้าเต็มแรง เก้าอี้ก็ล้มพังพับไปทันที ประตูแทบจะกระเด็นหลุดออกจากบานพับเพราะแรงกระถีบ
“หนิงลั่ว! เ้ากล้าดีอย่างไรที่แกล้งป่วยหลอกพวกเรา!” หนิงฮวนยืนเท้าเอว ถลึงตามองมาอย่างดุดัน
เมื่อเห็นว่าหนิงฮวนมาพร้อมท่าทีเอาเื่ หนิงเวยก็พุ่งมายืนขวางหน้าน้องสาวทันที “เ้าจะทำอะไร น้องสาวข้าเพิ่งหายป่วย กำลังช่วยข้าอยู่ เ้ามาหาเื่อีกทำไม”
แต่หนิงฮวนกลับผลักหนิงเวยออกไปด้านข้าง แล้วเดินตรงไปหาหนิงลั่วอย่างไม่เกรงใจ
“ข้าหรือจะหาเื่? ข้าว่าเ้านั่นแหละที่หาเื่” หนิงฮวนแค่นเสียง “แกล้งป่วยเรียกร้องความเห็นใจจากพี่ชายข้า เขายังจะให้เงินพวกเ้าอีก! เ้าไม่ละอายใจบ้างหรือ”
เสียงของหนิงฮวนดุดันเอ่ยวาจารุนแรง แทบจะชี้หน้าด่าหนิงลั่ว แต่หนิงลั่วกลับไม่มีท่าทีกระวนกระวายเลย นางเพียงยกปลาที่ทอดเสร็จแล้วขึ้นใส่จาน เพื่อป้องกันไม่ให้ไหม้
หนิงฮวนถูกเมินเฉย! ท่าทางไม่สนใจของหนิงลั่วทำให้นางโกรธจัด นางยื่นมือไปกระชากแขนของหนิงลั่วทันที แต่หนิงลั่วกลับสะบัดแขนออก หนิงฮวนเสียหลักเซถอยไปจนเกือบล้มจึงยิ่งโกรธกว่าเดิม เงื้อมือขึ้นหมายจะตบหนิงลั่ว แต่ครั้งนี้หนิงลั่วจับข้อมือนางไว้แน่น!
ดวงตาสีดำสนิทของหนิงลั่วฉายแววเด็ดเดี่ยว แตกต่างจากเมื่อก่อนราวกับเป็คนละคน พลังในแววตาของนางทำให้หนิงฮวนรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมาอย่างประหลาด
“หนิงฮวน เ้าอย่ามาะโโหวกเหวกใส่ข้า ข้าไม่ชอบเสียงดัง” หนิงลั่วกล่าวด้วยน้ำเสียงเ็า “ส่วนเื่เงิน ข้าไม่เคยเห็นแม้แต่เหวินเดียว หากหายไป เ้าควรไปถามใครบางคนที่อาจแอบเก็บเข้ากระเป๋าตัวเอง ไม่ใช่มากล่าวหาข้า”
“เื่ที่พี่ชายเ้าช่วยข้า ข้าจะขอบคุณเขาเองเมื่อเขากลับมา แล้วเ้าก็ไม่ต้องมาใส่ใจเื่นี้อีก” หนิงลั่วเอ่ย