ตอนที่ 4
เหตุเปลี่ยนแปลง
ภายในเรือนรับรอง เฉินคุนกำลังนั่งสนทนากับหานซานอย่างออกรสออกชาติ เื่ที่คุยกันก็เป็เื่ความร่วมมือทางธุรกิจของทั้งสองตระกูล แน่นอนว่าคุยกันอย่างถูกปากถูกคอยิ่ง เพราะอีกไม่ถึงสองปีข้างหน้าทั้งสองตระกูลก็ต้องกลายเป็ทองแผ่นเดียวกันแล้ว
ส่วนผู้ติดตามของเฉินคุนที่ไม่ว่าจะเป็เฉินฟ่าน เฉินเยว่ซิน หรือบ่าวรับใช้ ต่างก็นั่งกันอย่างสงบเสงี่ยมทางด้านหลัง เฉินฟ่านนั้นเพียงสอดส่ายสายตามองไปรอบๆด้วยความแปลกใหม่ ส่วนเฉินเยว่ซินก็เอาแต่นั่งก้มหน้าเงียบๆ ที่ซึ่งบางครั้งบางคราก็จะเห็นนางเงยหน้าขึ้นมาแล้วมองไปทางหานเฟิงอย่างเอียงอาย ซึ่งชายหนุ่มก็นั่งเคียงคู่อยู่กับมารดาทางด้านหลังของบิดานั่นเอง
“ ฮาๆๆ ต้องได้แบบนี้สิน้องหานซาน” เป็เฉินคุนที่กล่าวกลั้วหัวเราะขึ้น
หานซานหัวร่อรับเพียงเล็กน้อย “ ไม่มีปัญหาอยู่แล้วพี่เฉิน อีกไม่ถึงสองปีสองตระกูลเราก็จะกลายเป็ทองแผ่นเดียวกันอยู่แล้ว”
เฉินคุนพยักหน้าอย่างเปี่ยมสุข “ อันที่จริงที่ข้ามาวันนี้ก็ยังมีเื่ของการหมั้นหมาย ที่อยากจะคุยกับเ้า”
“ การหมั้นหมาย” หานซานทวนคำ
“ ใช่ ข้าจะมาคุยเื่คู่หมั้นของบุตรชายเ้า”
“ คู่หมั้นของหานเฟิง บุตรีคนที่สามของท่าน เฉินเสวี่ยเอ๋อร์นะหรือ?”
“ ใช่” เฉินคุนพยักหน้า “ อันที่จริงข้าขบคิดแล้วกลับพบว่ามันไม่เป็ธรรมต่อตระกูลหลี่อยู่บ้างที่จะยกเสวี่ยเอ๋อร์ให้ตบแต่งด้วย”
ได้ยินเช่นนั้นทั้งหานเฟิงและหานซานก็เลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ ก่อนจะได้ยินเฉินคุนกล่าวขึ้นต่อ
“ เสวี่ยเอ๋อร์นั้นสุขภาพไม่ค่อยดี นางมีโรคความเย็นที่ทำอย่างไรก็รักษาไม่หาย จะให้นางตบแต่งเข้าตระกูลหลี่ก็เกรงว่าจะกลายเป็ภาระ ข้าจึงคิดเสนอให้เปลี่ยนตัวคู่หมั้นแทนนาง”
“ เปลี่ยนตัวคู่หมั้น!!!”
กลับเป็ทั้งหานซานและหานเฟิง โพลงออกมาพร้อมกัน
หานซานนั้นเพียงแค่แปลกใจ หากกลับเป็ทางด้านของหานเฟิงที่หัวใจกลับกลายเป็เย็นเหยียบ ในชีวิตที่แล้วของมันก็ไม่เคยบังเกิดเื่ราวการขอเปลี่ยนตัวคู่หมั้นเช่นนี้มาก่อน
“ ใช่แล้ว และที่ข้าจะเสนอให้เปลี่ยนไปตบแต่กับบุตรชายของเ้าก็คือเยว่ซิน บุตรสาวคนรองของข้า” กล่าวจบก็หันไปพยักหน้าให้กับเฉินเยว่ซินเป็การส่งสัญญาณให้กับนาง
เฉินเยว่ซินลุกขึ้นก่อนยอบกายคารวะไปทางหานซานและสุ่ยอิง
“ ผู้เยาว์เยว่ซินคารวะท่านอาหลี่และฮูหยิน”
กิริยามารยาทของหญิงสาวนอบน้อมยิ่ง ทั้งน้ำเสียงก็สุภาพอ่อนหวาน กอปรกับรูปลักษณ์ที่อ่อนช้อยงดงามจึงกล่าวได้ว่าเป็กุลสตรีในห้องหอที่ไม่ว่าบุรุษใดก็ใฝ่ฝันจะ
หานซานและสุ่ยอิงมองดูหญิงสาวก่อนจะพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ครู่ต่อมาเสียงกล่าวของเฉินคุนก็ดังขึ้น
“ น้องหานซานคิดเห็นเช่นไร?”
หากยังมิทันที่หานซานจะได้เปิดปากกล่าวคำก็พลันมีเสียงกล่าวของหานเฟิงดังแทรกขึ้นเสียก่อน
“ ข้าไม่ยอมรับการเปลี่ยนตัวคู่หมั้น”
คำกล่าวของหานเฟิงสร้างความแปลกใจให้กับคนทั้งหมด
“ หานเฟิงนี่ลูก…” สุ่ยอิงคล้ายจะพยายามกล่าวบางอย่าง หากชายหนุ่มกลับส่ายหน้าและกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เฉียบขาดราวกับตัดเหล็กเฉือนตะปู
“ ข้าขอยืนกราน ไม่ขอเปลี่ยนตัวคู่หมั้น”
เฉินคุนมองชายหนุ่มอย่างฉงนสงสัย เฉินเยว่ซินก็มองมันด้วยแววตาที่สับสนไม่เข้าใจ ส่วนเฉินฟ่านนั้นมองมันอย่างโกรธแค้นเ็า
“ เพราะเหตุใด?” เป็เฉินคุนที่กล่าวถามขึ้น ทั้งยังเป็การกล่าวถามอย่างเรียบง่าย ไม่มีความไม่พอใจอันใดในน้ำเสียง
“ ผู้เยาว์เพียง้าตบแต่งกับเสวี่ยเอ๋อร์ ไม่มีเหตุผลอื่น”
“ เ้ามิเคยพบนางไฉนจึงยืนกรานว่าอยากจะตบแต่งกับนาง หรือว่าเยว่ซินของข้าผู้นี้ยังไม่งดงามพอ”
ย่อมแน่นอนว่าชายหนุ่มในชีวิตนี้ยังไม่มีโอกาสได้พบพานกับเสวี่ยเอ๋อร์ กระทั่งบิดามารดาของชายหนุ่มที่ไปติดต่อสู่ขอเมื่อครั้งกระโน้นก็ยังไม่มีโอกาสได้พบพาน หากจะกล่าวให้ถูกต้องก็สมควรมีเพียงคนของตระกูลเฉินเท่านั้นจึงทราบว่าแท้จริงแล้วเฉินเสวี่ยเอ๋อร์มีรูปโฉมโนมพรรณเช่นไร
“ แม่นางเยว่ซินนั้นย่อมงดงาม ทว่า ข้ายังคงยืนกรานที่จะตบแต่งกับเสวี่ยเอ๋อร์”
“ เ้าไม่เคยพบเสวี่ยเอ๋อร์ ไฉนจึงมั่นใจว่านางงดงามกว่าเยว่ซินน้องสาวข้า” กลับเป็เฉินฟ่านที่ะโกร้าวแทรกออกมาอย่างไม่พอใจ
“ เฉินฟ่าน เ้าอย่าได้เสียมารยาท” เฉินคุนรีบกล่าวปรามการแสดงออกอย่างไร้มารยาทของบุตรชาย
“ ข้าเพียงยืนกรานว่าจะตบแต่งกับเสวี่ยเอ๋อร์ หาได้กล่าวว่านางนั้นงดงามกว่าแม่นางเยว่ซิน”
“ เ้า…” เฉินฟ่านพยายามจะกล่าวคำหากถูกเฉินคุนยกมือขึ้นปรามเสียก่อน
“ หากเ้ายืนกรานเช่นนั้นก็คงแล้วแต่เ้าเถอะ เพียงอยากจะเตือนเ้าว่าเสวี่ยเอ๋อร์นั้นร่างกายอ่อนแอยิ่ง นางป่วยจนไม่สามารถเป็ผู้ฝึกตน งานบ้านงานเรือนหรือก็ไม่อาจกระทำ ตบแต่งเข้าเป็สะใภ้ตระกูลหลี่ก็คงไม่เป็ที่ชอบพอต่อบิดามารดาของเ้าแล้ว”
หานเฟิงได้ยินเช่นนั้นก็เหลียวมองหน้ามารดา ก่อนจะหันมองเงาหลังของบิดาที่ั้แ่ตัวมันออกปากกล่าวคำขึ้นมาท่านก็ไม่ได้กล่าวสิ่งใดอีกเลย
“ ตัวข้านั้นไม่ขัดข้อง บุตรชายข้าคิดเห็นเช่นไรข้าก็คิดเห็นเช่นนั้น” หานซานกล่าวยิ้มๆ แม้จะไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดบุตรชายจึงไม่ยินยอมที่จะเปลี่ยนตัวคู่หมั้น หากท่านก็เชื่อใจในตัวบุตรชายที่เปลี่ยนแปลงตัวเองจนเป็คนใหม่ผู้นี้ยิ่ง
ส่วนสุ่ยอิงที่ได้ยินคำกล่าวของสามีก็เพียงแค่พยักหน้ารับโดยไม่กล่าวคำ
“ เช่นนั้นก็….” เฉินคุนกล่าวขึ้น หากมิทันจะได้กล่าวจนจบความก็พลันมีเสียงของเฉินฟ่านดังแทรกขึ้นมาเสียก่อน
“ ไม่...ข้าไม่อาจยอมรับ”
ทุกคนต่างหันมองไปยังเฉินฟ่าน หากกลับเห็นว่ามันเปิดปากกล่าวขึ้นต่อแล้ว “ แล้วเยว่ซินน้องสาวของข้าเล่า? นางที่มาวันนี้ก็เพราะเื่การหมั้นหมายแต่งงาน นางเตรียมตัวเตรียมใจมาเนิ่นนานหากกลับต้องถูกปฏิเสธ เช่นนี้จะไม่มีผู้ใดเห็นอกเห็นใจนางบ้างหรือ?”
ทุกคนเหลือบสายตามองเฉินเยว่ซิน ที่บัดนี้นั่งก้มหน้านิ่งสองมือกุมขยำกระโปรงแน่น คล้ายพยายามสะกดข่มต่ออารมณ์ความรู้สึกอันท้อแท้ผิดหวัง ทั้งดูไปนางก็น่าสงสารยิ่ง แต่หานเฟิงก็หาได้รู้สึกสงสารอันใด
“ คู่หมั้นของข้าเป็เสวี่ยเอ๋อร์ หากนางถูกจับให้เปลี่ยนตัวแล้วใครจะเห็นใจนาง”
“ นางย่อมเข้าใจดีว่าตนเองไม่เหมาะสม” เฉินฟ่านกล่าวโต้
“ แล้วมีอันใดไม่เหมาะสม?”
“ หนึ่งนั้นนางป่วยเป็โรคเรื้อรัง สองนางยังเป็เพียงหญิงสาวธรรมดาที่ไม่ได้ฝึกตน แต่กับเ้าที่เป็ถึงว่าที่ผู้นำตระกูลหลี่ในอนาคต อีกทั้งยังได้ยินมาอีกกว่าครึ่งปีมานี้เ้าได้เรียนรู้จนเชี่ยวชาญในการใช้อาวุธหลากหลายแขนง คนที่อนาคตยาวไกลเช่นเ้าไหนเลยที่นางจะคู่ควรให้เป็ภรรยา”
“ นั่นยังคงไม่เป็ปัญหาสำหรับข้า”
“ แล้วเยว่ซินน้องสาวข้าไม่เหมาะสมที่ใด? นางทั้งงดงาม ทั้งเพียบพร้อมไปด้วยกิริยามารยาท เป็กุลสตรีในห้องหอที่ทั้งเชี่ยวชาญงานบ้านงานเรือน ที่ทั้งเชี่ยวชาญในการฝึกตน เช่นนี้ยังจะมีสิ่งใดที่นางไม่คู่ควรกับเ้า?”
“ ไฉนเ้าจึงอยากให้ข้าตบแต่งกับแม่นางเยว่ซินนัก ทั้งๆที่เสวี่ยเอ๋อร์เองก็เป็น้องสาวร่วมบิดาของเ้า”
มันเน้นหนักคำน้องสาวร่วมบิดาไว้อย่างชัดเจน กระทั่งแววตาที่จับจ้องมองเฉินฟ่านยังมีประกายเย็นเหยียบ
เฉินฟ่านถูกคำกล่าวและสายตาของชายหนุ่มทำเอาตื่นตระหนก คล้ายดั่งว่าในแววตาคู่นั้นจะสามารถมองเห็นแท้ซึ่งจิตเจตนาที่เก็บซ่อนของมัน หากในสายตาของผู้อื่นเพียงมองคำกล่าวของชายหนุ่มเป็แค่การน้อมเตือนไม่ให้เฉินฟ่านลืมเลือนว่าเสวี่ยเอ๋อร์ก็เป็น้องสาวอีกคนหนึ่งของมัน
เฉินฟ่านกลายเป็อึกอักพูดไม่ออกอยู่เป็นาน ก่อนจะได้ยินเสียงของเฉินคุนกล่าวขึ้นในที่สุด
“ เอาเป็ว่าเื่การหมั้นหมายก็ยังคงให้เป็ไปตามเดิมก่อนเถอะ คิดเสียว่าวันนี้เราไม่ได้พูดถึงเื่เหล่านี้ก็แล้วกัน”
“ ไม่ได้นะท่านพ่อ” เฉินฟ่านยังคงไม่ยอม เฉินคุนได้แต่ต้องขมวดคิ้วมองหน้ามัน หากกลับเห็นว่ามันเปิดปากกล่าวคำขึ้นต่อแล้ว
“ หากเ้า้าที่จะตบแต่งกับเสวี่ยเอ๋อร์เช่นนั้นก็ต้องมีการทดสอบ”
“ การทดสอบ?” หานเฟิงทวนคำด้วยสีหน้าแปลกใจ “ ไฉนข้าต้องทดสอบ เพราะจะอย่างไรข้าก็ต้องได้ตบแต่งกับเสวี่ยเอ๋อร์ จะทดสอบหรือไม่ก็ล้วนไม่มีใดแตกต่างกัน”
“ แสดงว่าเ้าไม่กล้า”
“ กล้าหรือไม่นั้นต้องดูว่าข้าจะได้ประโยชน์อันใด” ชายหนุ่มย่อมไม่หลงกลไปกับคำยั่วยุแบบเด็กๆของเฉินฟ่าน
“ หากเ้าผ่านการทดสอบข้าจะไม่คัดค้านเื่การตบแต่งของเ้ากับเสวี่ยเอ๋อร์อีก”
“ นั่นเหมือนว่าข้าจะไม่ได้ประโยชน์อันใด...แต่ช่างเถอะ ทำให้เ้าหุบปากลงได้ก็เป็พอ” หานเฟิงกล่าวพร้อมกับยิ้มอย่างไม่ยี่หระ “ แล้วเป็การทดสอบแบบใด?”
“ เพียงอยากจะทดสอบฝีมือของเ้าสักเล็กน้อย” เฉินฟ่านกล่าวโดยไม่ใส่ใจต่อคำกล่าวท่อนแรกของหานเฟิง “ เท่าที่ได้ยินมาคือท่านผู้นำหลี่ ได้เชิญอาจารย์สอนวิชาบู๊มามากมายหลายท่าน ซึ่งอาจารย์แต่ละท่านต่างก็กล่าวกันเป็เสียงเดียวกันว่านายน้อยตระกูลหลี่มากด้วยพร์ เพียงใช้เวลาร่ำเรียนได้ไม่นานก็เชี่ยวชาญในอาวุธเกือบทุกแขนง ข้าจึงอยากทดสอบความสามารถของนายน้อยหลี่ดูสักคราว่าคำร่ำลือเ่าั้แท้จริงเป็เช่นไร”
ยังมิทันที่หานเฟิงจะได้ตอบคำ ก็พลันได้ยินเสียงของเฉินคุนกล่าวแทรกขึ้นก่อน
“ ข้าเองก็ได้ยินมาอยู่บ้าง จึงอยากจะเห็นฝีมือของเขยขวัญผู้นี้อยู่เหมือนกัน”
“ สรุปว่าที่เ้า้าคือประลอง?” หานเฟิงเห็นเฉินฟ่านพยักหน้า
“ แล้วใครจะเป็คู่ประลองกับข้า?” หานเฟิงกล่าวถามไปที่เฉินฟ่าน
“ ย่อมต้องเป็ข้า”
“ ไหนเลยจะประลองได้ เ้าอยู่ขอบเขตใดข้าอยู่ขอบเขตใด เช่นนี้ก็รู้ผลโดยไม่ต้องประลองกันแล้ว”
“ เช่นนั้นข้าจะลดระดับพลังลงมาให้ใกล้เคียงกับเ้า”
“ หากเช่นนั้นก็ไม่มีปัญหา” หานเฟิงยิ้มรับ
บนลานประลองยุทธ์ของตระกูลหลี่ยืนไว้ด้วยหานเฟิงในชุดขาวทางทิศใต้ ทางทิศเหนือยืนอย่างสง่าผ่าเผยไว้ด้วยเฉินฟ่านในชุดยาวสีเหลือง ส่วนในมือของเฉินฟ่านก็คือกระบี่ไม้สำหรับฝึกเล่มหนึ่ง
“ อาวุธที่ข้าเลือกใช้คือกระบี่ ส่วนเ้าก็เลือกใช้อันที่เ้าถนัดที่สุดเถอะ”
“ เช่นนั้นข้าขอดาบ” ดาบ ใช่อาวุธที่หานเฟิงถนัดที่สุดหรือไม่ก็ไม่อาจทราบ หากทราบเพียงครานี้มัน้าใช้ดาบ
สิ้นคำเสี่ยวหูก็ประคองส่งดาบไม้สำหรับฝึกมาให้กับหานเฟิง
“ แล้วเราจะนับผลแพ้ชนะกันเช่นไร?” หานเฟิงกล่าวถาม
“ จนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะกล่าวยอมแพ้ หรือไม่ ก็ไม่อาจรักษาอาวุธไว้ในมือ”
หานเฟิงพยักหน้ารับ “ ยังคงเป็คำเดิม หากข้าชนะเ้าก็อย่าได้มากความเื่การตบแต่งของข้าและเสวี่ยเอ๋อร์อีก”
“ นั่นต้องหลังจากที่เ้าสามารถเอาชัยข้าได้จริงๆเสียก่อน” จบคำเฉินฟ่านก็ไม่รีรอ เป็ฝ่ายวิ่งเข้าใส่หานเฟิงด้วยท่าร่างอันพิศดาร ที่ประเดี๋ยวรวดเร็ว ประเดี๋ยวชักช้า ประเดี๋ยวก็เบาบาง ประเดี๋ยวก็หนาหนัก ดูไปคล้ายดั่งปุยเมฆลอยล่องบนท้องนภา
“ ท้าวก้าวเมฆาอันยอดเยี่ยม” เป็หานซานที่ยืนชมอยู่ข้างเวทีกล่าวขึ้น ทั้งยังพยักหน้าอย่างชื่นชม “ สมกับที่ถูกจัดให้อยู่ในทำเนียบยอดยุทธ์รุ่นเยาว์แห่งเมืองเมฆาคล้อยจริงๆ”
หานเฟิงบนเวทีหรี่ตามองท่าเท้าอันพิศดารยากจะคาดเดาของเฉินฟ่าน ก่อนจะวาดดาบจากบนลงล่างอย่างทื่อด้าน ฟันเข้าใส่เฉินฟ่านอย่างตรงๆ
“ เป็ดาบที่ยึดมั่นนัก” เฉินคุนที่ยืนชมอยู่คู่กับหานซานกล่าวขึ้น “ แต่แบบนั้นยังไม่…”
คำกล่าวของเฉินคุนที่สมควรกล่าวว่า “ แต่แบบนั้นยังไม่สามารถ หยุดเฉินฟ่านได้” เป็อันต้องหยุดลง เพราะเฉินฟ่านถูกดาบเดียวของหานเฟิงตีโต้กดดันจนต้องถีบเท้าทะยานถอยกลับไปแล้ว
ดาบเดียวของหานเฟิงกลายเป็สร้างความแปลกใจกับคนทั้งหมด ไม่ว่าจะคู่ประลองหรือผู้ชมต่างก็เห็นชัดว่าเพียงการวาดดาบอย่างทื่อด้าน ย่อมง่ายต่อการเลี่ยงหลบ ทว่าในความเป็จริงกระบวนท่าดาบที่ดูเรียบง่ายนี้หาได้เรียบง่ายอย่างที่ตาเห็น วิถีการฟันของชายหนุ่มแยบคายนัก คล้ายโจมตีเพื่อให้เลี่ยงหลบ หากพอเลี่ยงหลบกลับพบคมดาบที่มารออยู่ก่อนแล้ว ซึ่งเฉินฟ่านก็เจนจัดพอที่จะไม่เอาสภาวะกระบี่อันเคลื่อนคล้อยของตนไปปะทะกับสภาวะดาบอันทื่อด้าน จึงเลือกถลันตัวหลบเลี่ยงถอยหลังไปตั้งหลักใหม่อีกครา
“ ร้ายกาจสมคำร่ำรือ” เฉินฟ่านกล่าวยิ้มๆ หากเพียงเท่านี้ยังไม่อาจทำให้มันใจนเป็ฝ่ายกล่าวคำยอมแพ้ออกมาได้
“ เ้าสิร้ายกาจ เป็เ้าที่บอกว่าจะลดระดับพลังลงแต่ไฉนยังใช้ท่าร่างออกมาได้”
“ ข้าเพียงกล่าวว่า ลดระดับพลังลงมาให้ใกล้เคียงกับเ้า ซึ่งเ้าอยู่ในขอบเขตปราณรับรู้ขั้นที่สิบ ที่ใกล้เคียงจึงเป็ปราณพื้นฐานขั้นที่หนึ่ง เช่นนั้นข้าจึงสามารถใช้ท่าร่างได้ ฮาๆๆ”
เฉินฟ่านหัวเราะชอบใจที่สามารถหากลวิธีเอาเปรียบหานเฟิงได้สำเร็จ ก่อนที่มันจะถีบเท้าทะยานด้วยท่วงท่าเท้าก้าวเมฆาอีกคำรบ หากวิถีกระบี่ในมือของมันกลับมิใช่เคลื่อนคล้อยดุจปุยเมฆ แต่เปลี่ยนเป็ทิ่มแทงอย่างดุดันดุจสายน้ำเชี่ยวกรากเข้าใส่ช่องว่างมากมายบนร่างของชายหนุ่ม
หานเฟิงเห็นเช่นนั้นก็ยกยิ้ม ก่อนจะวาดดาบสะกัดกั้นจนบังเกิดเป็หนึ่งเสียงปะทะกันของศัสตราไม้กังวานก้อง ภาพที่เห็นกลับกลายเป็กระบี่ไม้ถูกฟันขวางจนองศาการทิ่มแทงเปลี่ยนเป็ทะลวงใส่พื้นสนามประลอง ทั้งหานเฟิงยังไม่คิดรั้งรอให้เฉินฟ่านได้ตั้งหลัก มันพลันบิดพลิกข้อมือสะบัดแขนแกว่งดาบส่งด้านคมที่ทู่ด้านเข้าใส่แผ่นอกของเฉินฟ่านในทันที
เฉินฟ่านถูกหนึ่งดาบฟาดใส่แผ่นอกจนเซถลาไปด้านหลัง จะอย่างไรเฉินฟ่านก็มีพลังในขอบเขตที่สูงกว่าร่ายกายของมันจึงแข็งแรงยิ่ง จึงมิได้าเ็อันใดจากการโจมตีของชายหนุ่ม หากที่รู้สึกเจ็บกลับเป็ใจ มันที่แม้จะไม่อาจกล่าวได้ว่าเคยผ่านสนามมาเป็พันครั้ง หากจะอย่างไรก็สักห้าร้อยครั้ง ทว่า มันกลับไม่คิดไม่ฝันว่าหานเฟิงที่เมื่อราวครึ่งปีก่อนยังเป็เพียงแค่ขยะแห่งตระกูลหลี่ผู้นี้จะสามารถส่งหนึ่งดาบฟาดทำร้ายมัน
เฉินฟ่านแม้จะถูกจู่โจมไปก่อนหนึ่งกระบวน หากในมือยังคงยึดกุมกระบี่ไม้เอาไว้ได้ กระบี่ไม่หลุดมือคนก็ไม่พ่าย เฉินฟ่านจึงคำรามกร้าวเรียกความฮึกเฮิม ก่อนจะถีบเท้าพุ่งทะยานกลับมาอีกครั้ง มันจะรู้สึกขัดใจก็ตรงที่ต้องลดระดับพลังของตนลงมาจึงทำให้มันไม่สามารถใช้ออกได้ด้วยเคล็ดวิชาที่ตัวเองถนัดจัดเจน
เสียงศัสตราไม้ปะทะกันดังถี่ยิบ เพียงชั่วพริบตาก็แลกกันไปแล้วหลายสิบกระบวนท่า เฉินฟ่านเป็ฝ่ายบุก ส่วนหานเฟิงก็ได้แต่กวัดแกว่งดาบไม้เข้าตั้งรับ หากสบโอกาสก็มักจะตีโต้คืนกลับจนเฉินฟ่านเสียกระบวนอยู่หลายครา
เฉินฟ่านที่แม้จะถูกตีโต้ถอยกลับหากยังคงพยายามโหมเข้าบุกอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ว่าจะใช้ท่วงท่าสภาวะกระบี่แบบใดก็ยังไม่อาจเจาะทลวงแนวป้องกันอันกล้าแข็งของหานเฟิงได้สำเร็จ
“ เป็เด็กน้อยที่เก็บซ่อนคมเขี้ยวได้แเีนัก แทบไม่อยากเชื่อว่าตลอดหลายปีมานี้กลับเล่นสวมบทบาทเป็คนไม่ได้ความผู้หนึ่ง” เฉินคุนกล่าวขึ้น คำวิจารณ์นี้ย่อมหมายถึงหานเฟิง
หานซานได้ยินก็หัวเราะร่า “ พี่เฉินก็กล่าวเกินไป ก่อนหน้านี้มันเป็เช่นไรท่านกับข้ามีหรือจะไม่ทราบ หากยามนี้มันคิดได้กลับตัวกลับใจเป็คนใหม่ข้าก็ยินดียิ่งแล้ว”
เฉินคุนผงกศีรษะ “ กระบวนท่าดาบของมันนับว่ายอดเยี่ยม หากจะติดก็ที่ตรงที่ระดับการบ่มเพาะของมันต่ำทรามไปหน่อย ไม่เช่นนั้นทำเนียบยอดยุทธ์รุ่นเยาว์แห่งเมืองเมฆาคล้อยคงได้เพิ่มชื่อนายน้อยแห่งตระกูลหลี่เข้าไปอีกคน”
ชั่วขณะที่ผู้ชมทั้งสองคุยกันบนสนามประลองก็เกิดการเปลี่ยนแปลงแล้ว หานเฟิงที่ตั้งรับมาตลอดพลันเปลี่ยนเป็ฝ่ายบุก ยามเมื่อเป็ฝ่ายบุกมันก็ดุดันยิ่ง ดาบในมือของมันฟาดฟันกดดันจนเฉินฟ่านได้แต่ถอยร่นไม่เป็กระบวน กระทั่งที่เท้าของเฉินฟ่านหยั่งถึงริมขอบสนามมันจึงไม่อาจถอยหลังต่อไปได้อีก หากทำได้เพียงยกกระบี่ขึ้นปัดป้องเพลงดาบของชายหนุ่มที่ยิ่งมาก็ยิ่งรัวเร็วจนบังเกิดเป็เสียงศัสตราไม้ทั้งสองกระทบกันดังถี่ยิบ หากท้ายที่สุดเฉินฟ่านก็ไม่อาจรักษากระบี่ในมือไว้ได้อีกต่อไป
ทันทีที่กระบี่ไม้ปลิดปลิวทั่วทั้งพื้นที่ลานประลองก็กลายเป็เงียบสงัด จึงทำให้กระบี่ไม้ที่ลอยคว้างตกกระทบลงบนพื้นหินเบื้องล่างดังกังวานเป็พิเศษ
“ เย้… นายน้อยชนะแล้ว” เป็เสียงดีใจอย่างออกนอกหน้าของเสี่ยวหู่และต้าหู่ที่ร่วมชมดูอยู่อีกด้านหนึ่งของลานประลอง
“ เ้าพ่ายแล้ว” หานเฟิงเงยหน้าเล็กน้อยมองเฉินฟ่านที่เรือนกายสูงกว่า
“ ฮึ… ข้ายอมรับว่าด้านการใช้อาวุธไม่อาจสู้เ้า แต่ถ้าเป็เื่ของเคล็ดวิชาเ้าเองก็ไม่มีวันเอาชนะข้าได้เช่นกัน”
“ เช่นนั้นคงต้องรอพิสูจน์กันตอนที่ข้าเข้าสู่ขอบเขตปราณิญญาแล้ว”
“ กว่าจะถึงตอนนั้นข้าคงทิ้งเ้าไปไกลห่างแล้ว” กล่าวจบมันก็หมุนตัวะโลงจากเวที
“ อย่าได้ลืมคำที่กล่าวไว้” หานเฟิงกล่าวย้ำตามหลัง
“ เฮอะ” เฉินฟ่านแค่นเสียงโดยไม่หันหน้ากลับมา “ ข้าเฉินฟ่านพูดคำไหนคำนั้น”
หานเฟิงไม่กล่าวคำต่อ หากสายตาที่จับจ้องมองแผ่นหลังของเฉินฟ่านมีประกายอันเย็นเหยียบที่มีเพียงมันเท่านั้นจึงจะเข้าใจ
เฉินฟ่านและหานเฟิงเดินมาสมทบกับคนอื่นๆที่ชมดูอยู่ไม่ไกล ทั้งสองฝ่ายกล่าวพูดคุยกันเล็กน้อยก่อนที่คนจากตระกูลเฉินจะพากันขอตัวกลับ
ดึกสงัดในเรือนนอนของหานเฟิง ชายหนุ่มยามนี้ยังคงนอนลืมตาโพลงมองฝ้าเพดาน มันกำลังครุ่นคิด คิดถึงเหตุการณ์อันแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นในวันนี้
“ ไฉนตระกูลเฉินจึงขอเปลี่ยนตัวคู่หมั้น เื่ราวเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในชีวิตที่แล้ว”
“ หรือเป็เพราะความเปลี่ยนแปลงของข้าใน่ครึ่งปีมานี้?”
“ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดแต่ทุกสิ่งอย่างก็เปลี่ยนไปแล้ว อนาคตอาจไม่เหมือนเดิมอีก เดิมทีข้าวางใจเื่การแต่งงานระหว่างข้ากับเสวี่ยเอ๋อร์ที่อย่างไรก็ไม่มีทางเปลี่ยนแปลง แต่เห็นทีข้าคงไม่อาจวางใจได้อีกต่อไปแล้ว”
“ แต่ตัวข้าที่อ่อนแอเช่นในตอนนี้จะสามารถทำสิ่งใดได้?”
ใน่เวลาเดียวกันที่เรือนรับรองของตระกูลเฉิน เฉินคุนกำลังต้อนรับแขกพิเศษผู้หนึ่ง เป็ชายหนุ่มอายุวัยคล้ายเพียงยี่สิบต้นๆ ใบหน้าหล่อเหลางามสง่า ท่วงท่าองอาจเปี่ยมอำนาจบารมี กระทั่งเฉินคุนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามยังคล้ายว่าจะต้องนอบน้อมต่อชายหนุ่มผู้นี้อยู่หลายส่วน
“ เฉินคุนต้องขออภัยคุนชายเื่เฉินฟ่าน”
“ เื่นั้นช่างเถอะ ว่าแต่เื่ที่ให้ไปทำวันนี้เป็เช่นไร?” ชายหนุ่มที่นั่งฝั่งตรงข้ามกล่าวขึ้น
“ เฉินคุนไร้ความสามารถจะอย่างไรก็ต้องขอโทษคุณชายอีกครั้ง”
“ หึ...ข้ารึให้โอกาสมันได้เปลี่ยนตัวคู่หมั้น แต่มันกลับเลือกที่จะไม่ยอมรับ”
“ เช่นนั้นก็ดี..ข้าเฉินซือหยางผู้นี้จะได้ลงมือด้วยตัวเอง”