ใครเล่าจะคาดคิดว่านางซูจะบอกว่ายามว่างก็จะหามาลองใช้เองไม่มีหญิงคนไหนที่ไม่รักความสวยความงามเดิมทีนางถูกภาระชีวิตกดดันจนไม่สามารถเงยหน้าขึ้นได้ บัดนี้เมื่อใจเป็นสุขขึ้นย่อมมีแก่ใจใส่ใจเรื่องอื่นๆ บ้าง
“ข้าจะช่วยท่านแม่หามาเองเจ้าค่ะ!” เย่ชิงชิงรีบเอาใจประจบประแจง
ทั้งสองคนพูดคุยหัวเราะกันอย่างสนุกสนานส่วนเย่จื้อเฟิงที่กำลังบังคับรถอยู่ก็ฟังอย่างมีความสุขเขานึกในใจว่าเดี๋ยวจะไปตลาดซื้อปิ่นปักผมให้ท่านแม่และซื้อดอกไม้สองดอกให้น้องสาว...
เมื่อรถมาถึงห้างร้านไท่หรานก็มอบให้พวกเขาช่วยดูแลเป็นการชั่วคราว เด็กรับใช้ทุกคนได้รับการอบรมมาอย่างดีจึงมีท่าทีนอบน้อม
ทว่าไม่ได้พบเผยรุ่นจือเขายุ่งมากจนไม่สามารถแยกตัวออกมาได้ชายอาวุโสจากตระกูลผู้ดีหลายคนต่างก็มาเข้าร่วมกิจกรรมนี้ ในฐานะเจ้าภาพเขาจึงต้องไปปรากฏตัวพร้อมกับบิดา และพูดคุยกับคุณชายคุณหนูในวัยเดียวกัน
เมื่อเขาปลีกตัวมาดื่มชาเด็กรับใช้บอกเขาว่านางซูและบุตรทั้งสองมาถึงแล้ว เขาจึงตามไปดูและพบว่าพวกเขากำลังชิมขนมเปี๊ยะในการแข่งขันอยู่
เผยรุ่นจือเดินเข้าไปพร้อมรอยยิ้ม“เป็นความบกพร่องในการต้อนรับจริงๆข้าเชิญพวกเจ้ามาแต่ไม่สามารถอยู่เป็นเพื่อนได้หวังว่าพวกเจ้าจะไม่รู้สึกว่าถูกละเลย”
เย่ชิงชิงกำลังกินอยู่ปากของนางเต็มไปด้วยอาหาร นางเงยหน้าขึ้นมองเขาพร้อมกับยิ้มและโบกมือทักทายราวกับลูกแมวน้อย
“คุณชายเจ้าของห้างเกรงใจเกินไปแล้ว” นางซูรู้สึกประทับใจชายหนุ่มผู้นี้มากจึงยิ้มและกล่าวว่า “ปล่อยพวกเราเที่ยวเล่นตามสบายก็พอไม่จำเป็นต้องดูแลเป็นพิเศษเจ้าค่ะ”
บังเอิญอี้เหวินฉวินและเคออิ๋งอิ๋งผ่านมาพอดีทั้งสองต่างก็รู้จักเย่ชิงชิง จึงทักทายกันและกัน และแนะนำเย่จื้อเฟิงให้รู้จัก
นางซูเป็นสตรีแต่งงานแล้วหากยืนอยู่ในกลุ่มคนหนุ่มสาวก็ไม่เหมาะสมนักเมื่อเห็นว่าคุณชายเจ้าของห้างเป็นคนน่าเชื่อถือและคิดว่าไม่ควรขัดขวางไม่ให้บุตรทั้งสองได้รู้จักเพื่อนวัยเดียวกันนางจึงกำชับเย่จื้อเฟิงว่าให้ดูแลน้องสาวให้ดี แล้วอ้างว่าจะไปซื้อของชั่วครู่
เมื่อเข้างานทุกคนจะได้รับบัตรเล็กๆ หนึ่งใบ เพื่อใช้สำหรับชิมอาหารและประทับตราที่แต่ละแผงบัตรเล็กๆ นี้เป็นหลักฐานการลงคะแนนและเพื่อป้องกันการชิมซ้ำซากที่แผงใดแผงหนึ่งมากเกินไปซึ่งจะทำให้เจ้าของแผงขาดทุนหนัก
เย่ชิงชิงถือบัตรอยู่ในมืออย่างลำบากใจนางรู้สึกว่ามีสองร้านที่อร่อยเป็นพิเศษ แต่สามารถเลือกได้เพียงร้านเดียวเท่านั้น
ใบหน้าเล็กๆที่พองแก้มเล็กน้อย มีสีหน้าจริงจังราวกับกำลังพิจารณาเรื่องสำคัญของชีวิต
เผยรุ่นจืออดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปเขี่ยดอกไม้กำมะหยี่กลมๆบนศีรษะของนาง “วันนี้เสี่ยวชิงชิงน่ารักเป็นพิเศษเลยนะ~”
เย่ชิงชิงเงยหน้าขึ้นแล้วกล่าวอย่างเชื่องช้าว่า“ที่ไหนกันเจ้าคะ คุณชายเจ้าของห้างต่างหากที่มีสง่างามเหนือผู้ใด”
“แต่ไหนเลยจะน่ารักเท่าเสี่ยวชิงชิง~”
“คุณชายเจ้าของห้างต่างหากที่งามราวกับบุปผาเจ้าค่ะ~”
งามราวกับบุปผา?อี้เหวินฉวินที่อยู่ข้างๆ กระตุกมุมปากเล็กน้อยแล้วขัดจังหวะ 'การโต้เถียงที่แปลกประหลาด' ของพวกเขา “พวกเจ้าอย่าได้โอ้อวดกันเองเลย ข้ามาเพื่อขอคะแนนเสียงนะ”
เคออิ๋งอิ๋งหัวเราะคิกคักปิดปากไปพร้อมกับประหลาดใจเล็กน้อยกับอีกด้านหนึ่งของเผยรุ่นจือที่เขาเองก็โต้เถียงเป็นด้วย...
เย่ชิงชิงชูบัตรขึ้นแล้วถามว่า“ไม่ทราบว่าร้านไหนคือของท่านหรือเจ้าคะ?”
“ร้านนี้น่ะสิ” อี้เหวินฉวินยื่นนิ้วชี้ไปแตะเบาๆบนบัตร อีกมือหนึ่งก็อดไม่ได้ที่จะลูบดอกไม้กำมะหยี่บนศีรษะของนางแล้วยิ้มพลางกล่าวว่า “จะลงคะแนนให้พวกเราสักคะแนนไหม?”
“แตะหนึ่งครั้งห้าอีแปะ” เย่ชิงชิงปัดมือของเขาออกแล้วกล่าวว่า“ไม่เคยได้ยินหรือเจ้าคะว่าชายหญิงไม่ควรแตะเนื้อต้องตัวกัน?ข้าตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ลงคะแนนให้ร้านของพวกท่าน”
เย่จื้อเฟิงยืนอยู่ด้านหลังเย่ชิงชิงอย่างเงียบๆสายตาจ้องมองมือของพวกเขา
อี้เหวินฉวินลูบจมูกแล้วถอยกลับอย่างรวดเร็วเริ่มโฆษณาร้านขนมของตัวเองอย่างใหญ่โตว่าอร่อยแค่ไหน มีลูกค้าประจำมากมายเพียงใด
หลังจากการลงคะแนนสิ้นสุดลงทุกคนก็ไปชมโคมไฟด้วยกัน
ในวันเทศกาลไหว้พระจันทร์โคมไฟส่วนใหญ่จะทำเป็นรูปฉางเอ๋อเหินสู่ดวงจันทร์โคมไฟหลากสีสันละลานตาประดับประดาไปทั่วถนนหนทาง มีรูปทรงแตกต่างกันไปผู้คนสามารถเลือกซื้อโคมไฟที่ตนชื่นชอบได้ และริมถนนยังมีเกมทายปริศนาโคมไฟเกมโยนลูกศรลงในหม้อให้เล่นริมถนน
เคออิ๋งอิ๋งหยุดอยู่หน้าแผงวาดโคมไฟสาวใช้อวิ๋นเอ๋อร์ก็รู้ความหมายของนางทันที
นางกล่าวว่า“คุณชายเจ้าของห้าง คุณชายอี้ คุณหนูของพวกเราอยากจะวาดโคมไฟไม่ทราบว่าพวกท่านมีความเห็นอย่างไรหรือเจ้าคะ?”
อี้เหวินฉวินไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธเขายิ้มพลางกล่าวว่า “การวาดภาพเป็นเรื่องที่สง่างามย่อมเป็นเรื่องที่ดีเยี่ยมอยู่แล้ว”
เผยรุ่นจือไม่ใช่คนชอบขัดจังหวะความสนุกสนานเขาพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ได้ยินมานานแล้วว่าคุณหนูเคอมีความรู้ความสามารถโดดเด่นไม่คิดว่าจะโชคดีได้พบเห็นในวันนี้”
เคออิ๋งอิ๋งหน้าแดงเล็กน้อยหันหน้าไปทางอื่น “คุณชายเจ้าของห้างกล่าวเกินจริงไปแล้วเจ้าค่ะ”
การวาดโคมไฟคือการวาดภาพบนโคมไฟมีการติดกระดาษสีขาวลงบนโครงไม้ไผ่เรียบร้อยกลายเป็นโคมไฟสีขาวรอให้ผู้คนเติมแต่งสีสัน
มีบัณฑิตและหญิงงามมากมายที่ชื่นชอบกิจกรรมนี้พวกเขาจับพู่กันบรรเลงหมึกแต่งกลอนบางครั้งก็มีการจัดการแข่งขันด้านวรรณกรรมขึ้นด้วย
ทั้งห้าคนได้รับโคมไฟคนละหนึ่งดวงแม้กระทั่งพี่น้องสกุลเย่ที่มาเพียงเพื่อร่วมสนุกก็ไม่เว้น
เย่จื้อเฟิงถือโคมไฟตาค้างเขาไม่รู้หนังสือแม้แต่ตัวเดียว จะวาดภาพเป็นได้อย่างไร
เย่ชิงชิงรู้หนังสือแต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ไม่จำเป็นต้องสร้างปัญหาให้ตัวเองเพียงเพื่อเกมเล็กๆ น้อยๆ นี้นางจึงแกล้งทำเป็นจับพู่กันไม่ถนัด และวาดรูปคนก้างปลาบนโคมไฟกระดาษอย่างส่งเดช
รูปคนก้างปลาที่มีลายเส้นเรียบง่ายเข้าใจง่าย ถือเป็นสิ่งแปลกใหม่ในยุคโบราณที่เน้นภาพวาดหมึกซึมไม่นานนักเย่ชิงชิงตัวเล็กๆ ก็ดึงดูดความสนใจของผู้อื่น
“ดูเด็กหญิงคนนั้นสิ ข้าเห็นภาพที่นางวาดแล้วเข้าใจด้วย!”
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า ช่างน่าสนใจจริงๆ”
“เด็กน้อยไร้เดียงสา แค่วาดภาพส่งเดชเท่านั้น”
หลังจากนั้นมีผู้คนจำนวนมากทยอยเข้ามารุมล้อม บ้างก็พูดคุยหัวเราะกันอย่างออกรส