คฤหาสน์ของมาร์ควิสเฟลิกซ์
ภายในห้องนั่งเล่นมาร์ควิสเฟลิกซ์เจ้าของคฤหาสน์กำลังนั่งหลับตาพักผ่อนอยู่บนเก้าอี้บุนวม สาวใช้นางหนึ่งถือถาดเดินเข้ามาในห้องบนถาดนั้นมีถ้วยชาและกาอยู่ สาวใช้วางถาดลงบนโต๊ะการรินชาจนในไอร้อนกรุ่นลอยออกมา ก่อนจะปลดกระดุมเสื้อเผยให้เห็นปทุมถันที่บ่งบอกว่าภายใต้ชุดของสาวใช้นั้นปราศจากชุดชั้นใน สาวใช้จ่อยอดถันกับถ้วยชาแล้วบีบเค้น จนมีน้ำนมสีขาวไหลออกมา น้ำนมสีขาวไหลออกมาเรื่อยๆ ลงในถ้วยชา เธอบีบเค้นน้ำนมออกมาปริมาณหนึ่งจนเมื่อเห็นว่ามากพอเธอก็หยุด แล้วคนชาในถ้วยกับนมที่เธอบีบออกมา ให้เข้ากัน เสร็จแล้วเลื่อนถ้วยชาเข้าไปใกล้มาร์ควิสเฟลิกซ์
เขาลืมตาขึ้นยกถ้วยชาขึ้นมาดื่มด้วยสีหน้าพึงพอใจ ก่อนจะมีเสียงที่คุ้นเคยจากทางประตู
“เจ้านี่ช่างมีอารมณ์สุนทรีจังเลยนะช่างน่าอิจฉาจริงๆ”
มาร์ควิสเฟลิกซ์หันหน้าไปพบว่าเป็นคนคุ้นเคยเขาเป็นชายร่างอ้วนเช่นเดียวกับตน ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหนเขาคือเคานต์เรห์นวาร์ด คนที่ต้องถอนตัวออกจากการแข่งขันในเรื่องคู่ครองของเจ้าหญิงลิลิธ สำหรับมาร์ควิสเฟลิกซ์ที่มีลูกชายไม่เป็นโล้เป็นพายแล้ว สิ่งที่เคานต์เรห์นวาร์ดเป็นเป็นอะไรที่สบอารมณ์เขายิ่งนัก แต่กลับไม่นึกเลยว่าเคานต์เรห์นวาร์ดที่ถอนตัวจากเจ้าหญิงลิลิธจะเปลี่ยนเป็นมุ่งหน้าไปหาเจ้าหญิงเรเชลแทน
เคานต์เรห์นวาร์ดก็ไม่รอให้อีกฝ่ายออกปากเชิญนั่งเดินมานั่งเก้าอี้ด้วยตัวเอง มาร์ควิสเฟลิกซ์เหล่ตามองสาวใช้ข้างๆ สาวใช้พยักหน้าก่อนจะลิ้นชาอีกถ้วยแต่ครั้งนี้เธอบีบคั้นปลายถันอีกข้างจนมีน้ำนมไหลลงในถ้วยชา แล้วเธอก็คนชาในถ้วยกับน้ำนมของเธอก่อนจะเสิร์ฟให้เคานต์เรห์นวาร์ด ก่อนจะกลับมายืนโดยที่ ปทุมถันทั้งสองของเธอยังคงอยู่นอกชุดสาวใช้โชว์ปลายถันโดยไม่มีทีท่าว่าคิดจะปกปิดแต่อย่างใด
เคานต์เรห์นวาร์ดยกถ้วยชาขึ้นมาดื่มก่อนจะมีสีหน้าหลงใหลกล่าวชมว่า
“ชานมสูตรพิเศษของเจ้าไม่ว่าจะดื่มอีกครั้งก็ไม่เคยเบื่อจริงๆ”
“ถ้าเจ้าชอบมันนักทำไมเจ้าไม่ทำมันที่บ้านเจ้าล่ะ” มาร์ควิสเฟลิกซ์พูดขึ้นแต่เคานต์เรห์นวาร์ดก็เพียงแค่ยิ้มก่อนจะตอบว่า
“อย่าว่าแต่ทำที่บ้านเลยถ้าเมียข้ารู้ว่าข้ามีความคิดแบบนี้พรุ่งนี้เจ้าคงได้ไปร่วมงานศพของข้า”
มาร์ควิสเฟลิกซ์ยิ้มเยาะก่อนจะพูดว่า
“แต่เจ้าก็ไม่ธรรมดาแอบมีเมียน้อยโดยที่เมียเจ้าไม่รู้ทั้งยังให้เมียน้อยของเจ้ามาเป็นครูในโรงเรียนที่จะดูแลอีก นับว่าเจ้าฉลาดใช้ได้อ้างว่าต้องคอยมันมาดูโรงเรียนที่เป็นหน้าที่ของเจ้าแต่แท้จริงแล้วถือโอกาสนี้มาหาเมียน้อย ไหวพริบเป็นเลิศจริงๆ”
เคานต์เรห์นวาร์ดไม่พูดอะไรเพราะความจริงแล้วเรื่องความคิดให้เมียน้อยของเขาเป็นครูที่โรงเรียนเป็นไอเดียที่เขาได้มาจากเจ้าชายขยะ แม้ว่าเขาจะรู้สึกเจ็บใจที่ถูกอีกฝ่ายข่มขู่ให้สร้างโรงเรียนแต่อีกใจหนึ่งเขาก็ยังรู้สึกขอบคุณที่ทำให้เขามีข้ออ้างในการมาหาเมียน้อย
มาร์ควิสเฟลิกซ์เปิดปากถามเคานต์เรห์นวาร์ด
“ที่จะเจ้ามาหาข้าในวันนี้มีธุระอะไรกันแน่”
เคานต์เรห์นวาร์ดยกถ้วยชาขึ้นมาดื่มอีกครั้งก่อนจะถามว่าขอ
“เจ้าได้ยินเรื่องที่โทมัสเริ่มสนิทสนมกับเจ้าชายขยะหรือยัง?”
มาร์ควิสเฟลิกซ์พยักหน้าก่อนจะพูดว่า
“ก็พอรู้อยู่ว่าพักนี้เจ้าหนูนั่นไม่ค่อยอยู่แต่ในห้องสมุดเหมือนที่ผ่านมา ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้ 3 วันมานี้ออกจากคฤหาสน์ของไวเคานต์โรซาลินด์แทบทุกวัน ยิ่งวันก่อนมีคนรับใช้บอกข้าว่าเจ้าโทมัสนั้นออกไปจากคฤหาสน์พร้อมกับเจ้าชายขยะนั่น”
เคานต์เรห์นวาร์ดถามเขาว่า
“เจ้ามีความคิดเห็นยังไงกับเรื่องนี้”
มาร์ควิสเฟลิกซ์ตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก
“ก็ไม่ได้คิดเห็นอะไรหรอกเพราะถึงยังไงข้าก็ไม่ได้มีส่วนใดส่วนเสียด้วย เจ้าเองก็ด้วยนี่เพราะที่ยังไงเจ้าเองก็ถอนตัวจากเจ้าหญิงลิลิธแล้ว แต่คนที่แทบนั่งไม่ติดก็คงมีแต่ลอร์ดอาร์เทมิสที่กลัวว่าจะถูกชิงตัดหน้าไป”
เคานต์เรห์นวาร์ดจึงถามอีกว่า
“แล้วเจ้าคิดจะสนับสนุนลูกชายคนไหนให้ได้แต่งงานกับเจ้าหญิงระหว่างกิลด์เบิร์ตกับโทมัส”
“ข้าไม่สนับสนุนคนไหนทั้งนั้นตอนนี้ข้าต้องการแค่เอาตัวเองให้รอดก็พอ” มาร์ควิสเฟลิกซ์หันไปมองเคานต์เรห์นวาร์ดสหายของตนก่อนจะพูดต่อว่า “เจ้าก็รู้ว่าบนตัวข้ามีอะไรอยู่นอกจากภักดีกับราชวงศ์แล้วข้ายังไม่คิดจะเสี่ยงอะไรทั้งนั้น ที่สำคัญไม่ว่าจะสนับสนุนคนไหนให้ได้เสกสมรสกับเจ้าหญิงลิลิธก็ไม่ต่างอะไรกับเลือกคนให้มาเหยียบหัวข้าในภายภาคหน้าทั้งนั้น”
เรื่องที่หัวใจของเคานต์เรห์นวาร์ดถูกเถาวัลย์หนามสีทองพันรัดไว้พวกเขาล้วน ทราบดี และต่างก็เข้าใจว่าการที่มาร์ควิสเฟลิกซ์เริ่มเข้าหาเชื้อพระวงศ์นั้นมีเหตุผล มาร์ควิสเฟลิกซ์มองเคานต์เรห์นวาร์ดก่อนจะพูดว่า
“ทั้งเจ้าและข้าต่างก็โดนเล่นซะยับเลยนะ”
คนหนึ่งโดนปลอกลอกจนแทบเป็นเนื้อประดาตัวส่วนอีกคนก็โดนฝังอะไรไม่รู้ในร่างกาย แม้ว่าจะพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นกับร่างกายตัวเองแต่เขาก็พูดด้วยท่าทีที่ปลอดโปร่งราวกับว่ามันไม่เกี่ยวข้องกับร่างกายของเขา
เคานต์เรห์นวาร์ดถูกอีกฝ่ายพูดสะกิดโดนบาดแผลที่เขาถูกบีบเค้นให้ต้องนำทรัพย์สินส่วนตัวมาจ่ายค่าเยียวยาให้กับเหล่าเหยื่อของ ดอน โกเบอร์ ก็รู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย เพราะอย่างที่มาร์ควิสเฟลิกซ์เรื่องในครั้งนั้นเขาแทบสิ้นเดือนประดาตัวเลยทีเดียว ถึงกับต้องยอมรับข้อเสนอจากลอร์ดอาร์เทมิสว่าจะยอมสนับสนุนให้ได้แต่งงานกับเจ้าหญิงลิลิธ แต่พอเขาลองคิดดูดีๆ แล้วเขาก็พบว่าเขาโชคดีมากเพราะอย่างน้อยชีวิตของเขานั้นก็ไม่ได้อยู่ในสถานะที่อีกฝ่ายสั่งเป็นสั่งตายได้ทุกเมื่อแบบมาร์ควิสเฟลิกซ์ที่ถูกเถาวัลย์สีทองปริศนารัดหัวใจไว้
มาร์ควิสเฟลิกซ์ก็เริ่มถามอีกฝ่ายว่า
“สรุปแล้วที่เจ้ามาหาข้านี่คือมีธุระอะไรกันแน่หรือแค่มาคุยเล่นเฉยๆ”
เคานต์เรห์นวาร์ดยกถ้วยชาขึ้นมาดื่มพร้อมกับมองปทุมถันของสาวใช้ไม่วางตาก่อนจะพูดว่า
“เจ้าพอรู้อะไรเกี่ยวกับชาลีฟมั่ง”
“ชาลีฟ?”
“ก็ลูกชายขุนนางของอาณาจักรเชลเวเรียที่ถูกเจ้าชายขยะฆ่าด้วยปืนเวทมนต์ไง”
มาร์ควิสเฟลิกซ์เข้าใจได้ในทันทีตอนที่เกิดเรื่องแบบนี้ทุกคนต่างพากันตกใจกันไปหมด การที่เจ้าชายของเมืองๆ หนึ่งฆ่าลูกขุนนางนั้นปัญหานี้มันร้ายแรงจนอาจทำให้เกิดสงครามได้ และที่พวกเขาตกใจยิ่งกว่าก็คือคนที่ลงมือนั้นคือคนที่ใครๆ ต่างก็พากันเรียกว่าเป็นเจ้าชายขยะ จนพอได้ทราบรายละเอียดถึงได้เข้าใจว่ากุญแจสำคัญคืออาวุธที่อยู่ในมือเขา ซึ่งกลับเป็นเรื่องน่าแปลกที่พระราชากลับบอกเพียงว่าไม่ให้พวกขุนนางสนใจเรื่องนี้และกลับไปทำหน้าที่ของตนต่อเหมือนเดิม ท่ามกลางความสับสนงุนงงของพวกเขากลับมีเพียงแค่ดยุคกาเลออนที่ขอให้พระราชาทำหนังสือขอโทษไปอย่างอาณาจักรเซลเวเรียเพื่อรักษาความสัมพันธ์แบบพันธมิตรไว้ ทว่าพระราชาอัลเฟรดกลับตอบเพียงว่าจะรับไว้พิจารณาเพียงแค่นั้น
และสิ่งที่สร้างความสนใจให้พวกขุนนางไม่แพ้กันเลยก็คืออาวุธที่ใช้ในการสังหาร ปืนเวทย์มนต์นั่น อาร์ติแฟกต์ที่ต่อให้เป็นขยะก็สามารถสังหารผู้มีพลังเวทย์ที่สูงกว่าได้ หลังจากที่เกิดเรื่องนี้พวกขุนนางที่ไม่ได้อยู่ฝ่ายเชื้อพระวงศ์ต่างก็มาถามเรื่องอาร์ติแฟกต์กับวานเชสโก้ที่คฤหาสน์ของมาร์ควิสเฟลิกซ์ สุดท้ายถึงได้ทราบว่าของชิ้นนี้มีเพียงแค่ชิ้นเดียวและได้มอบให้เจ้าชายขยะเป็นของขวัญแรกพบ
เคานต์เรห์นวาร์ดถามขึ้นว่า
“เจ้าคิดว่าทางอาณาจักรเซลเวเรียจะมีท่าทีต่อเรื่องนี้ยังไง”
มาร์ควิสเฟลิกซ์ยกชานมขึ้นมาดื่มก่อนจะตอบว่า
“ข้าก็คิดว่าคงไม่มีท่าที่ยังไงหรอกเพราะเธอยังไงเมืองไพร์ล็อกก็ยังมีค่าในฐานะเมืองที่คอยระวังหลัง ไม่อย่างนั้นอาณาจักรเซลเวเรียคงไม่ลดตัวมาเป็นพันธมิตรกับเมืองเล็กๆ อย่างไพร์ล็อก และอีกอย่างข้าได้ยินมาว่าพ่อของชาลีฟก็ใช่ว่าจะเป็นขุนนางยศใหญ่โตอะไร แต่ที่แน่ๆ คนที่ขาดทุนย่อยยับคือลอร์ดอาร์เทมิสเพราะข้าได้ยินแล้วว่าเจ้านั่นจ่ายไปไม่น้อยเลยเพื่อจะผูกมิตรในครั้งนี้”
เคานต์เรห์นวาร์ดกลับพูดขึ้นว่า
“ต่อให้ทางอาณาจักรเซลเวเรียจะไม่สนใจแต่ก็ใช่ว่าเจ้าคาลีฟจะต้องเป็นอย่างนั้นเสียหน่อยนี่ เพราะข้าได้ยินมาว่าคนที่ตายไปคราวนี้มีขุนนางในเมืองหลวงของอาณาจักรเซลเวเรียหลายคนสนใจอยากได้เป็นลูกเขยเลยนี่ ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังไปได้สวยกลับต้องมาถูกทำลายลงถ้าเป็นข้าข้าก็คงไม่ยอมแน่”
มาร์ควิสเฟลิกซ์แสยะยิ้มก่อนจะพูดว่า
“แล้วมันยังไงล่ะสุดท้ายก็ไม่สามารถลงมือซึ่งหน้าได้อยู่ดี”
“ก็หมายความว่าได้แต่ลงมือได้ลับหลังสินะ” เคานต์เรห์นวาร์ดพูดขึ้น
มาร์ควิสเฟลิกซ์พยักหน้าก่อนจะพูดอย่างไม่ใส่ใจว่า
“คราวนี้เจ้าชายขยะนั่นคงงานเข้าแล้วล่ะ ไม่รู้ว่าพระราชาและพระราชินีจะทรงมองเรื่องนี้ออกหรือเปล่า” ก่อนจะวางถ้วยชาให้สาวใช้รินชาให้อีกรอบ
ขณะนี้มีเรียกำลังทำหน้างุนงงไม่เข้าใจ วันนี้ไลลาพาเธอและลิลลี่ออกมาลาดตระเวน ทุกอย่างก็ดูเหมือนจะปกติดี แต่ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เริ่มมีคนทักลิลลี่โดยเฉพาะเมื่อพวกเธอ เดินลาดตระเวนที่ตลาด
“อ้าวหนูคนพี่นี่เองไม่ค่อยได้เจอเลยนะปกติเจอแต่คนน้องรับไปสักไม้มั้ยล่ะจ๊ะ”
แม่ค้าขายอาหารปิงพูดขึ้นพร้อมกับยื่นอาหารปิ้งเสียบไม้ให้ลิลลี่ หลังจากนั้นก็มีคนพูดทำนองนี้อีกเรื่อยๆ ทั้งคนขายขนมหรือคนขายขนมปัง ซึ่งทุกครั้งลิลลี่ก็จะปฏิเสธพร้อมทำหน้าขึงขังบวกน้ำลายสอว่ากำลังปฏิบัติภารกิจอยู่ ซึ่งทุกครั้งที่เธอปฏิเสธนั้นจะดูทรมานอย่างเห็นได้ชัด
มีเรียหันไปมองไลลาด้วยสายตาตั้งคำถามไลลาก็ยักไหล่ให้เธอ
“ไงล่ะลิลลี่เป็นที่นิยมมากเลยใช่ไหมปกติแล้วคนที่ออกมาเดินซื้อของจะเป็นน้องสาวเธอเดซี่”
มีเรียรู้สึกไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ก่อนจะได้ยินเสียงทักว่า
“อ้าว! คุณมีเรียไม่ใช่หรือครับ”
มีเรียหันหน้าไปพบกับเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่ใบหน้างดงามราวกับเด็กผู้หญิงผมสีดำนัยน์ตาสีแดงเพลิงเป็นเอกลักษณ์ ด้านหลังของเขามองตามมาด้วยผู้หญิงสามคนเป็นหญิงสาวสองคนและเด็กผู้หญิงหนึ่งคนสองในสามคนนั้นเป็นเผ่ามารหูสัตว์ มีเด็กสาวอยู่หนึ่งคนและเป็นคนที่มีเรียคุ้นเคย ซึ่งก็คือเดซี่น้องสาวของลิลลี่ที่มีเรียเคยเจอในวันนั้น ที่พวกเธอมีเรื่องกับฟินน์ที่ตลาด มีเรียสังเกตว่าเดซี่ไม่ได้ใส่ชุดเมดเหมือนชุดวันนั้นหรือจะพูดให้ถูกคือ ชุดของพวกเธอทุกคนนั้นใส่ชุดผู้ชายที่ตอนนี้เปื้อนไปด้วยฝุ่น เธอหันไปมองหญิงสาวเผ่ามารหูสัตว์ที่ดูอายุมากที่สุดก็เดาว่าน่าจะเป็นพี่สาวที่ลิลลี่เคยพูดถึง
ไลลาวางฝ่ามือกับด้ามดาบค้อมกายทำความเคารพ มีเรียที่ยังคงดูถูกอีกฝ่ายว่าเป็นแค่ขยะแม้ไม่ต้องการทำความเคารพแต่ด้วยฐานะของอีกฝ่ายและตำแหน่งของเธอจึงต้องทำแบบเดียวกับไลลา เออร์วินยิ้มให้ทั้งสองคนแล้วถามว่า
“พวกคุณมาลาดตระเวนกันหรอครับ”
ไลลายิ้มให้เขาก็จะตอบว่า
“ใช่แล้วเพค่ะเจ้าชาย”
เออวินสังเกตเห็นชาวบ้านพ่อค้าแม่ค้าที่กำลังรุมล้อมลิลลี่ก็ยิ้มออกมาพูดว่า
“คุณลิลลี่นี่เป็นที่นิยมดีนะครับ”
ไลลายิ้มไม่พูดอะไรในขระที่มีเรียทำหน้าแปลกๆ สักพักลิลลี่ก็เดินผ่านฝูงชนเมื่อรวมตัวกับไลลาสีหน้าของเธอดูทรมานเป็นอย่างยิ่งในขณะที่น้ำลายไหลหกเป็นทางสองมือของเธอนอกจากข้างหนึ่งที่แบกดามใหญ่ไว้อีกข้างก็ว่างเปล่า เดซี่ที่เห็นดังนั้นแสดงสีหน้าพิลึกพิลั่นออกมาพูดว่า
“เหลือเชื่อลิลลี่รู้จักปฏิเสธของกินด้วย”
ลิลลี่สังเกตเห็นเออร์วินจึงร้องทักว่า
“อ๊ะ! เจ้าชายโรคจิตนี่”
คำเรียกของลิลลี่ทำให้ไลลาหน้ากระตุก
“ลิลลี่ตอนนี้เธอเป็นอัศวินฝึกหัดนะอย่าเรียกเจ้าชายแบบนั้นสิแล้วก็ทำความเคารพเจ้าชายด้วย”
“เอ๊ะ?” ลิลลี่ทำหน้าไม่เข้าใจ
ไลลาถึงกับต้องเอานิ้วนวดขมับจริงอยู่ว่าที่เธอเคยเห็นลิลลี่เรียกเออร์วินเช่นนี้ แต่ว่าตอนนี้ลิลลี่ได้เป็นอัศวินฝึกหัดแล้วการที่เธอปล่อยให้ลิลลี่เรียกเขาเช่นนี้ถ้ายังไม่ได้แสดงความเคารพจึงอาจถูกตำหนิได้ว่าไลลาขาดการอบรมลิลลี่ แม้ว่าเออร์วินจะไม่แสดงท่าทีอะไรแต่เธอก็ตั้งใจว่าเดี๋ยวจะกลับไปลงโทษลิลลี่ทีหลัง
เดซี่น้องสาวที่เห็นว่าพี่สาวเรียกเจ้าชายเช่นนี้คือตำหนิว่า
“เดี๋ยวเถอะลิลลี่อย่าเรียกเจ้าชายแบบนั้นสิ”
ลิลลี่ทำหน้างง
“ทำไมล่ะก็เจ้าชายโรคจิตเป็นเจ้าชายโรคจิตนี่”
เดซี่พูดอะไรไม่ออกส่วนลูซี่นั้นกระนิ่งค้างแม้ว่าปกติเธอจะได้ยินน้องสาวเรียกเออร์วินว่าเจ้าชายโรคจิต แต่เธอไม่นึกว่าแม้อยู่ต่อหน้าก็ยังเรียกเขาเช่นนี้ทั้งยังเป็นในที่สาธารณะ ในขณะที่เรเวนก็เหมือนกับกำลังกลั้นขำอยู่ เออร์วินที่ดูจะไม่ใส่ใจในตำเรียกขานของลิลลี่เท่าไรนักกลับยิ้มแล้วบอกว่า
“ไม่ต้องใส่ใจหรอกครับเพราะว่ามันก็ไม่ได้เสียหายอะไร”
ไลลากลับพูดว่า
“ไม่ได้นะเพคะเป็นเพราะเจ้าชายทรงใจดีเกินไปนะเพคะขืนปล่อยไว้จะมีคนเอาเป็นเยี่ยงอย่างได้ หม่อมฉันรับรองเลยว่าเมื่อกลับไปจะลงโทษลิลลี่แน่นอนเพคะ”
ลิลลี่ที่ได้ฟังก็ร้องทันที
“เอ๋! หนูจะโดนลงโทษเหรอคะ”
ท่าทีที่ไม่รู้ว่าตนทำผิดอะไรทำให้ทั้งลูซี่และเดซี่ต่างพากันมองเธอด้วยแววตาปลาตาย ในขณะที่เพื่อนอย่างมีเรียนั้นก็มองเธอด้วยแววตาที่ไม่ต่างกันมากนัก เออร์วินยิ้มออกมาความจริงแล้วเขาไม่ใส่ใจเรื่องพวกนี้เท่าไรนัก แต่ก็ไม่คิดจะก้าวก่ายเรื่องภายในกองทัพจึงไม่ได้พูดแก้ตัวให้ลิลลี่
“ถ้าอย่างนั้นผมก็ไม่รบกวนการตัดสินใจของคุณไลลานะครับ”
ลิลลี่ที่ได้ฟังก็ร้อง
“เอ๋!” ออกมาเพราะเธอยังเป็นอยู่ว่าเธอผิดอะไร
“ผมขอตัวก่อนนะครับเพราะผมแค่มาซื้อของและเดินเล่นเฉยๆ ครับ จะได้ไม่เป็นการรบกวนการลาดตระเวนของคุณไลลา” ก่อนจะมองไปที่มีเรีย “ และรบกวนการลาดตระเวนของว่าที่สุดยอดอัศวิน”
มีเรียที่ได้ฟังก็ยืดเล็กน้อยพร้อมกับทำหน้าเชิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว ท่าทีของเธอทำให้ไลลาอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา จนเมื่อพวกพวกเออร์วินเดินจากไปแล้วลิลลี่ก็ยังไม่รู้ตนเองทำผิดอะไรถึงถามว่า
“คุณไลลาคะสรุปแล้วหนูทำผิดอะไรคะ”
มองเธอก่อนจะถามกลับว่า
“ไม่รู้จริงๆ เหรอว่าตัวเองทำผิดอะไร”
ทว่าสิ่งที่ได้กลับมาคือใบหน้าที่แสดงถึงความงงงวยของเธอ ส่วนมีเรียนั้นเธอมองไล่หลังเออวินที่เดินจากไปก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ การที่เห็นเจ้าชายเออร์วินถูกเรียกว่าเจ้าชายขยะแต่กลับไม่มีท่าทีโกรธเคือง ทำให้เธอรู้สึกว่าเขาเป็นคนขี้ขลาดไม่มีความกล้าที่จะรักษาศักดิ์ศรีของตนเอง และคิดว่าที่ไลลาพูดให้เธอลองขอคำแนะนำจากเขาก็เป็นเพียงแค่มุกตลกเท่านั้น
เออร์วินที่เดินจากมาก็ได้ยินเสียงลูซี่พูดว่า
“เจ้าชายทรงใจดีกับลิลลี่มากเกินไปแล้วเพคะ”
“เอ๊ะ?” เออร์วินอุทานออกมา ก็ได้ยินเดซี่พูดว่า
“ใช่แล้วเพคะเจ้าชายทรงใจดีกับลิลลี่เกินไปเดี๋ยวเธอก็เคยตัวหรอกเพคะ”
เออร์วินพูดว่า
“พวกเธอเป็นพี่น้องกันไม่ใช่รึไงไม่เป็นห่วงเธอที่ถูกลงโทษบ้างหรอ”
ลูซี่กับพูดว่า
“ไม่หรอกเพคะอย่างลิลลี่นั้นต้องโดนให้หนัก”
ส่วนเดซี่ก็พูดว่า
“ใช่ค่ะต้องโดนให้หนักมากๆ”
เออร์วินถึงกับพูดอะไรไม่ออกได้แต่คิดในใจว่า
‘เป็นที่รักของพี่น้องจังเลยนะลิลลี่’