AIBO 相棒
บทที่ 4 ขีดจำกัด
นินพยักตอบรับแล้วพูดยิ้มๆ “ครับผมสัญญา ผมไม่มีสิทธิไปยุ่งเกี่ยวอยู่แล้ว
ผมเคารพความเป็ส่วนตัวของคุณนะครับ” เธอทำคิ้วขมวดนิดๆ เหมือนไม่เชื่อใจเขานัก
แก้มสีแดงระเรื่อของเธอป่องออกหน่อยๆ ปากแหลมเหมือนลูกนก ทำขมึงตาใส่เขา
เขาคิดในใจกับตัวเอง “เอ่อ ทำไมน่ารักขนาดนี้วะ ขอแต่งงานเลยดีมั๊ย?”
“กริ๊ก.......” มีเสียงแปลกๆ ดังขึ้น เสวนด์หยุดเดินเขายกมือทั้งสองขึ้นมาควันที่เชื่อมริเวียกับเสวนด์ไว้จางลงไปมาก
มือของเสวนด์เริ่มมีแผ่นสี่เหลี่ยมจตุรัสเล็กๆ เรืองแสงเข้ามาเกาะ “ฟู่” แสงและควันปกคลุมเสวนด์
เขากลายเป็ั์ “สหัสเดชะ” ไปอีกแล้ว เช่นเดียวกับริเวีย เธอกลับเป็หุ่นยนต์สีเงินอีกครั้ง
หลวงปู่โต้งหันกลับมาแล้วพูดอย่างเสียดาย “เอ้า....ว่าจะให้โยมต่างโลกลองชิมอาหารไทยซะหน่อย” ท่านยกมือขึ้นกอดอก
เขาจับแขนเธอยกขึ้นพลิกไปพลิกมาแล้วพูดว่า “ไม่เป็ไรครับหลวงปู่ ผมคิดว่าผมรู้วิธีที่จะเชื่อมต่อได้แล้ว”
เธอดึงแขนกลับ “!?........ยังไง?” เขาชี้นิ้วไปข้างหน้า “จะเล่าให้ฟังระหว่างหลวงปู่ฉันเพล ไปที่ศาลาก่อนเถอะ”
..............................................
นายพรกำลังถวายภัตตาหารเพลหลวงปู่อยู่บนศาลา นิน,ริเวีย และเสวนด์ในร่างั์ ยืนจับกลุ่มอยู่ด้านนอก
นินพูดขึ้น “เอาหล่ะ ทั้งสองคนแตะตัวกันนะ แล้วก็พูดชื่อของอีกฝ่ายออกมา”
ทั้งสองทำตามที่เขาแนะนำั์เสวนด์โน้มตัวลงยื่นมือลงมาหาริเวีย เธอชูแขนขึ้นไปปลายนิ้วของทั้งสองกระทบกัน
“กริ๊กๆๆ .........แกร็กๆๆ” มีสายเคเบิ้ลโผล่ออกมาจากมือของทั้งคู่
ริเวียพูดขึ้น “....สเวนด์แห่งทอว์ฟ...” จากนั้นเ้าั์ ส่งเสียงคำรามออกมา “ริเวียแห่งพากานอส”
สายเคเบิ้ลทั้งหมดหลุดออก เกิดกลุ่มควันจางๆ ทั้งสองคนกลับเป็ร่างมนุษที่แท้จริงอีกครั้ง
เขายิ้มอย่างภูมิใจในผลงานความสำเร็จ เธอไม่อยากจะเชื่อเลยว่ามันจะได้ผล “เกิดอะไรขึ้น? ....ทำได้ยังไง?”
เขารู้สึกโล่งใจ เขารู้วิธีการแปลงร่างแล้ว ตอนนี้เขาทำมีหน้าเล่ห์เหลี่ยมยืนหลังพิงเสาศาลาวัดแล้วยิ้มมุมปากเล็กน้อย
เธอทำหน้าตาไม่พอใจแล้วพูดห้วนๆ ” ไม่อยากรู้แระ”
เขายกไม้ยกมือห้ามปราม “เอ๊า ใจเย็นๆ ก่อน คือแบบนี้นะ” เขาหยิบโทรศัพท์ของเขาออกมาจากกระเป๋ากางเกง
เขาใช้มือหมุนโทรศัพท์เล่น “คิดว่ามันน่าจะคล้ายๆ เ้านี่น่ะ”
“ผมคิดว่าชื่อของพวกคุณน่าจะเหมือน “” ยูสเซอร์เนม” ในโลกของพวกผม
เสวนด์ทำหน้า งงๆ “มันคืออะไรครับ ยูสเซอร์เนม” ?” เขาทำหน้าครุ่นคิด “อืม...มันก็อธิบายยากอยู่นะ”
“คร่าวๆ ก็คือ....มันเป็ตัวเลขหรือตัวอักษรชุดหนึ่งที่บอกว่าคุณเป็ใครและจะติดต่อคุณได้อย่างไร”
เขากดเข้าไปที่หน้าเมนูรายชื่อที่โทรศัพท์แล้วยื่นให้ทั้งสองคนดู
“นี่ไงนี่คือ” ยูสเซอร์เนม” ของแต่ละคน แล้วนี่ก็หน้าตาของเขา ทุกคนมี” ยูสเซอร์เนม” ที่ต่างกันเห็นมั๊ย?
ก็น่าจะหมือนชื่อของพวกคุณนั่นแหละ” เขาจับมือริเวียขึ้นมาแล้ววางโทรศัพท์บนมือเธอ
“ส่วนการแตะตัวกันน่าจะเป็การเชื่อมระบบสื่อสารคล้ายๆ .....กดแอดเพื่อนไปแล้วอีกฝ่ายกดรับ.....ประมาณนั้น “
เขาเดินไปมาทำท่าทางเหมือนอาจารย์ที่กำลังบรรยายสรุปหน้าห้องให้นักศึกษาฟัง
“ควันที่เห็นนี่ก็คือสัญญาณ.......เมื้อกี้พอคุณสองคนห่างกันมาก สัญาณก็ขาด่
พวกคุณก็เลยหลุดจาการเชื่อมต่อจากกันแล้วเปลี่ยนเป็อีกร่างนึง” ....เขาหันกลับมาทำหน้าภูมิใจเล็กๆ ...
ริเวียกับเสวนด์เหมือนไม่ได้ฟังเขาเลย ทั้งสองคนกำลังกดโทรศัพท์เล่นกันแบบตื่นตาตื่นใจ
“!?.....................”
“นายพูดอะไรเนี่ย? ไม่เห็นจะเข้าใจสักอย่าง” เธอกดไปโดนปุ่มกล้อง เธอมองหน้าตัวเองในโทรศัพท์มีเอฟเฟคหูแมวกระดิ๊กๆ
เขาแอบมองจอโทรศัพท์แล้วพูดขึ้นแบบไม่แน่ใจ “อ่า...ก็น่าจะเข้าใจได้ยากแหละนะสำหรับคนที่ไม่รู้จักสมาร์ตโฟนเลย
จะอธิบายยังไงดีละเนี่ย”
............................
หลวงปู่เดินมาร่วมวงสนทนา “โยมต่างโลกทั้งสองััตัวกัน แล้วเอ่ยชื่อของอีกฝ่ายก็จะเชื่อมต่อได้.....ถูกต้องรึไม่โยมนิน” เขาเอามือไปกดแคปรูปเธอยที่หน้าจอ “ตามนั้นเลยครับหลวงปู่”
เธอที่กำลังสงสัยว่าเขาทำอะไรกับโทรศัพท์ถามหลวงปู่ขึ้นว่า?
“แล้วเื่ที่พวกเราเปลี่ยนร่างไปมานี่ท่านนักบวชพอจะรู้อะไรบ้าง?”
“อืม....เื่นั้นสมัยเด็กๆ อาตมาอยู่ฝากขะโน้นของแม่น้ำวิ่งเล่นที่วัดแจ้งเป็ประจำอาตมาชอบไปยืนดูั์ที่เฝ้าโบสน์มาก” หลวงปู่ยิ้มน้อยๆ ออกมา “รู้มั๊ย? ตอนเด็กๆ อาตมาอยากจะโตขึ้นเป็ั์เลยนะ ฮะๆๆ” ท่านลากป้านน้ำชามาใกล้ๆ
“ตอนนั้นอาตมาคิดว่าถ้าจะมีใครสักคนปกป้องอาตมาได้ก็ต้องเป็ั์สองตนนั่นแหละ”
เขาทำหน้าแบบไม่เข้าใจ “ความทรงจำจากจิตใต้สำนึกเหรอครับหลวงปู่?”
ท่านค่อยๆ รินน้ำชาใส่แก้ว “อืม...ก็อาจจะใช่อาตมาก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร
ดูเหมือนจะเป็จิตใต้สำนึกหรือความทรงจำที่ฝังใจของเรานั่นแหละ ที่จะเป็ตัวกำหนดรูปร่างของพวกโยมต่างโลกเขา”
เขาพยักหน้าเข้าใจ หยึกๆๆ “อ๋อ... หลวงปู่มีความหลังกับั์วัดแจ้ง คุณเสวนด์ก็เลยมีรูปร่างแบบนี้”
“!?.............กร็อป” เธอบีบโทรศัพท์ของเขาในมือแหลกละเอียดป่นเป็ผง.........
“แล้วอะไรที่ฝังใจหรืออยู่ใต้จิตสำนึกนายเหรอยะ? .......ห๊า? ........ชั้นถึงได้กลายเป็หุ่นไม่ใส่เสื้อผ้าเนี่ย?
หลวงปู่โต้งยกน้ำชาขึ้นจิบ “อ่า” ท่านพูดเสียงเรียบๆ “กาเมสุมิจฉาจาร นะโยมนิน.........เดี๋ยวไปรับศีลนะ”
เขารู้สึกว่า...ถ้าตรงนั้นมีรูก็อยากจะเอาหัวมุดลงไปเดี๋ยวนี้เลย” ครับหลวงปู่” เขายกมือไหว้ท่วมหัว
........ เขารู้สึกว่ามีกลุ่มควันอันร้อนแรงลอยขึ้นจากหัวริเวีย...........
................................................................................................................
“...............อายุ วัณโณ สุขัง พะลังฯ” หลวงปู่ให้พรเสร็จแล้วก็เดินตามหลังชาวบ้านลงจากศาลา
หลวงปู่โต้งเดินมาที่ริเวียและเสวนด์ ทั้งสองคนยังเชื่อมต่อกันอยู่ นินกำลังกวาดซากโทรศัพท์ทิ้งลงถังขยะ
“อาตมาขอตัวไปจัดการเื่ในวัดก่อนนะ สักครู่โยมจะยกอาหารมาให้” พูดจบนายพรก็เดินมาพอดี
ท่านเดินกลับไปบนศาลามีนายพรเดินตามไปติดๆ
........................................................................
ริเวียมองหน้าเสวนด์อย่างภูมิใจ “เ้าทำให้ข้ามีความหวัง ข้าเชื่อว่าต้องมีพวกเราขาวพากานอสที่รอดชีวิตอีกแน่ๆ
ครอบครัวของข้าอาจอยู่ที่นี่ที่ไหนสักแห่ง และข้าต้องหาพวกเขาให้เจอ
เสวนด์ทำสีหน้าเป็กังวล “เ้าหญิงริเวียท่านจะทำยังไงต่อไป?” ริเวียหันไปมองรอบๆ ตัวเธอ
” ตอนนี้พวกเราไปไหนมาไหนอิสระไม่ได้ ข้าก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไงต่อไปดี สีหน้าเธอดูเศร้าลง
เขาเดินมาหาทั้งสองคนแล้วพูดกับพวกเขาด้วยน้ำเสียงที่ขี้เล่นและเบิกบานใจ
“มีอิสระสิคุณริเวียอยากจะไปที่ไหนบอกผมมาได้เลยครับ?”
เธอถอนหายใจ “ไปเรื่อยๆ ไม่มีจุดหมาย........จะไปมั๊ย? แล้วก็ช่วยเลิกแอบฟังคนเค้าคุยกันด้วย” เธอถมึงตาใส่
เขาคิดกับตัวเอง “เอ๊า...ก็มันได้ยินเองนี่นา”
“มาแล้วจ้า..........” เสียงเด็กหญิงตัวน้อยเจื้อยแจ้วมาแต่ไกล ชาวบ้าน 2คนกับเด็กน้อยถือถาดใส่อาหารตรงมาให้
เขายื่นมือไปรับถาดใส่อาหารจากเด็กหญิงตัวน้อย “ขอบใจมากนะ” เธอมองเขาคุยกับชาวบ้านแล้วก็คิดกับตัวเอง
“หมอนี่น่ะเหรอที่จะช่วยเราตามหาครอบครัว และกอบกู้พากานอส.........เป็ไปไม่ได้หรอก”
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง เขายิ้มแล้วพูดขึ้น “นี่เป็อาหารต่างโลกมื้อแรกเลยซินะครับ?”
“มาลองกันดีกว่า” ....................................................................
“อ่า......” นินนั่งจิบชาร้อน ตอนนี้ทุกคนทานอาหารกันเรียบร้อยแล้ว
“อาหารที่นี่เน้นผักผลไม้ซินะ ถ้าเป็ที่พากานอสนี่ต้องเป็มื้อที่หรูหรามาก” เธอพูด
“ใช่ครับ......ผมไม่เคยมีโอกาสได้ทานผลไม้สดรสชาติแบบนี้เลย” เสวนด์ดูดีใจ
“เธอพูดพลางหยิบผลไม้ใส่ปาก “ที่พากานอสเราอากาศหนาวเย็นมาก ผัก,ผลไม้สดเป็ของหายาก
เขามองไปที่เธอกับเสวนด์แล้วยิ้มนิดๆ เขาดีใจที่อาหารถูกปากทั้งสองคน......” !?..........................”
“ปึก.....” ถ้วยชาในมือเขาหล่นลงพื้น......” !?......เอ๊ะ? ....ทำไม? ....มืดจัง......รู้สึก....อยาก......นอน” “ปุป” เขาฟุบลงไปกับพื้น
..................................................................................................
เขารู้สึกว่าตัวเองล่องลอยอยู่ในทะเลแห่งความมืดอีกแล้ว เขาเข้าใจแล้วว่าความมืดนี้จะนำเขาไปสู่ความทรงจำของริเวีย
เห็นได้ชัดว่าที่นี่เป็สถานที่สำหรับฝึกการต่อสู้ เนื่องจากเขาสามารถได้ยินเสียงผู้คนที่กำลังฝึกทักษะการต่อสู้ของพวกเขา
เสียงดาบและอาวุธอื่นๆ ปะทะกันเสียงคนใช้แรงมหาศาลเหวี่ยงของแข็งกระทบกัน “ย๊ากก.....แคร๊ง.....”
เขาได้ยินเสียงผู้คนพูดคุยและหัวเราะลอยมาจากระยะไกล “ดูคนนั้นสิ” เสียงหนึ่งพูดขึ้น
“ทำดาบหักไปไม่รู้กี่เล่มแล้วป่าเถื่อนจังเลยนะเธอ” อีกเสียงหนึ่งพูดขึ้น
“ต่อให้เก่งวิชาการรบแค่ไหน ถ้าถือหอกสกาล่าไม่ได้ก็จบกัน”
“แคร๊ง.....แกร๊งๆ” เสียงโลหะกระทบกันจนแตก เศษดาบที่หักไถลมาหยุดที่เท้าของเขา
ตอนนี้เขายืนมองผู้หญิงคนหนึ่งนั่งทรุดอยู่กับพื้น ท่าทางเธอดูเหนื่อยล้าหมดเรี่ยวแรง
เขาค่อยๆ คุกเข่าลงไปมองเธอ แต่ก่อนที่จะทันได้ทำอะไร ก็มีเสียงดังก้องไปทั่วลานฝึก” ....ตึง....ตึง....ตูมๆ .....”
เขาลุกขึ้น หัวใจเต้นแรงขณะหันไปทางต้นเสียง “เสียงอะไร?” เขาคิดกับตัวเอง พยายามสงบสติอารมณ์
เขารู้ว่าพวกเขาต้องออกไปจากที่นั่น” ....ตึง....ตึง....ตูมๆ .....”
เขารู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้องเขายืนขึ้นหันรีหันขวางไปรอบตัว” ......ตึง....ตึง....ตูมๆ .....”
..................................................................................................
!? ........ตึง....ตึง....ตูมๆ .....” นินสะดุ้งตื่นเขาลุกขึ้นวิ่งชนมุ้งแล้วก็ล้มลง “ปึก.......โอ๊ย......” ตอนนี้เสียงตึงตังเงียบไปแล้ว
“เอ้า.....โยมนิน....ฟื้นแล้วรึ?” หลวงปู่เดินขึ้นมาบนศาลา เขายกมือไหว้ “เสียงอะไรครับหลวงปู่? เกิดอะไรขึ้นรึเปล่าครับ?”
“อ๋อ....อาตมากับ” สหัสเดชะ” ช่วยกันเก็บกวาดซากต่างๆ น่ะ” ท่านพูดจบก็นั่งลงลากป้านน้ำชามาใกล้ๆ
หลวงปู่รินน้ำชาให้แล้วยื่นมาที่เขา “เอ้า...ดื่มน้ำเสียก่อน” เขาพนมมือรับถ้วยชามาดื่มรวดเดียวหมด
“โยมหลับไปเกือบสองวันเต็ม” ท่านรินน้ำชาเติมให้เขา “!?....” เขาทำตาโตใ
ท่านค่อยๆ รินน้ำชาใส่ถ้วยของตัวเอง “โยมนิน การเรียกพวกต่างโลกออกมาน่ะใช้พลังสมาธิค่อนข้างมากนะ”
อาตมาลอง เรียกสหัสเดชะออกมาช่วยเก็บกวาดบริเวณวัด ไม่ถึงสองชั่วโมงอาตมาก็หน้ามืดแล้ว” ท่านกระดกน้ำชา
เขาพยักหน้ารับ “อ๋อ....อย่างนี้เอง พอเข้าใจแล้วครับ วันนั้นผมเรียกคุณริเวียออกมานานมากร่างกายเลยรับไม่ไหว”
เขาลุกขึ้น “ผมขอไปล้างหน้าหน่อยนะครับ “แม้จะใช้ร่างกายไปมากแต่เขาไม่รู้สึกปวดเมื่อยเลย นี่คือข้อดีของวัยรุ่นซินะ
เขายืนจ้องตัวเองในกระจก “อืม...นี่มันเราสมัยเรียนมหาลัยฯ” เขาเอียงหน้าไปมาในกระจก แล้วเขาก็วักน้ำใส่หน้าตัวเอง
“หมอนี่น่ะเหรอที่จะช่วยเราตามหาครอบครัว และกอบกู้พากานอส.........เป็ไปไม่ได้หรอก” สิ่งที่ริเวียพูดแวปเข้ามาในหัว
เขาวักน้ำใส่หน้าตัวเองอีกหลายที “........................” เขาแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้า
แม้จะเห็นไม่ชัดเพราะเป็ตอนกลางวัน แต่พระจันทร์ก็ยังมีสามดวงเหมือนเมื่อคืนนั้น เขาหลับตาลงแล้วถอนใจเบาๆ
.....................................................
เขาเดินกลับมาที่ศาลา เห็นชาวบ้านกำลังจัดเสบียง ข้าวสารอาหารแห้ง “ผมช่วยนะครับ?”
เขาเข้าไปกุลีกุจอช่วยชาวบ้านจัดเรียงข้าวของต่างๆ ระหว่างนั้นหลวงปู่โต้งก็เดินกลับมาที่ศาลาพร้อมกับนายพร
“หลวงปู่ครับ ผมว่าจะไปลองวนดูรอบๆ อยากรู้สถานการณ์ตอนนี้ แล้วก็เผื่อว่าจะมีคนรอดชีวิตอีก” เขาพูดกับท่าน
“อันตรายนะโยม....จนถึงตอนนี้ก็ยังมีพวกกลายพันธุ์พยามบุกเข้ามาในวัดอยู่เรื่อยๆ” ท่านเตือน
เขายิ้มให้หลวงปู่โต้ง “ครับ....ผมทราบดี” เขาก้มตัวลงไปผูกเชือกรองเท้าให้แน่นขึ้น
“ไปก่อนนะครับ” เขายกมือไหว้ลาท่าน หลวงปู่พยักหน้ารับ “อืม” มีรอยยิ้มอยู่ในที
................................................................................................................
つづく